บันทึกการเดินทาง 4 ปี 51

มค. 51ช่วงนี้ มีเด็กมาทำกรรมฐานทุกวัน มี 6 คนพระธรรมเทศนา ท่านพ่อลี

มนสฺสโลเก ” มนุษย์ทั้งหลาย ที่มีวิญญาณครองอยู่ในโลก คนจำพวกใด ที่เราเห็นว่า
ควรสงเคราะห์เขาได้โดยธรรม ก็ไม่ควรนิ่งดูดาย ช่วยทางกายไม่ได้ก็สละทรัพย์แทนตัว ตั้งจิตเมตตา
ปรารถนาดีแก่คนทั้งหลายทั่วไป คนต่ำอย่าเหยียบย่ำให้จมดิน ได้แก่การดูถูกกัน คนสูงอย่าฉุดลงมา
ในเบื้องต่ำ คืออิจฉาริษยา กลัวเขาดีกว่าตัว ควรทำใจของตนให้ตั้งอยู่ในพรหมวิหาร เราควรเมตตา
คนเบื้องสูง มีบิดา มารดา พระราชาเป็นต้น ที่เรียกว่า “ เมตฺตาปารมี

เราควรสงสารปรารถนาดีแก่เพื่อนมิตรสหาย ควรช่วยเหลือทางกาย วาจา ใจ เป็นต้น ที่เรียกว่า
เมตฺตาอุปปารมี

เราควรแผ่ไมตรีจิต ทำความสนิทเสมอเสมือนบุตรที่รักในอก ในคนและสัตว์เบื้องต่ำ ที่เป็นศัตรูให้เรามี
จิตเมตตาภาวนาอุทิศกุศลแผ่ให้ตามสมควร เมื่อทำจิตได้เช่นนั้น ท่านเรียกว่า ” เมตฺตาปรมตฺถปารมี

9 มค.
รู้ไว้แค่ตัวเอง รู้นั้นย่อมดับสิ้นไปพร้อมกับเวลาที่ตัวเองตาย หลายๆท่านที่เราได้สนทนามา
ทั้งญาติธรรมที่ได้เคยร่วมปฏิบัติกรรมฐานมาด้วยกัน และอีกหลายๆท่านที่ได้สนทนากันทาง
อินเตอร์เน็ต บางคนเฝ้าค้นหาคำตอบว่านี่คืออะไร นั่นคืออะไร มันเป็นคำถามที่ได้คำตอบไม่รู้จบ
เพราะต่างคนต่างรู้ ต่างก็ตอบแบบที่ตัวเองเข้าใจ แบบที่ตัวเองรู้ แบบที่ตัวเองทำแล้วทำได้ถนัด

ถาม 100 คนก็ได้ 100 คำตอบ อาจจะคล้ายคลึงกันบ้าง แตกต่างกันไปบ้าง แต่จะให้เหมือนกันที่สุดนั้น
ไม่มี เมื่อสมัยที่เราได้เริ่มปฏิบัติกรรมฐานตั้งแต่ตอนแรก เราทำตามครูบาอาจารย์ท่านสอนมาตลอด
ท่านบอกว่า ” ไม่ต้องไปสงสัย เห็นอะไรก็กำหนดรู้ ตามรู้ ตามดูมันไป จนกว่ามันจะดับหายไปเอง
สักวันหนึ่งก็จะเข้าใจเอง ในสิ่งที่เห็น ไม่ต้องเที่ยวไปถามใคร มันจะเสียเวลาในการปฏิบัติไปเปล่าๆ
เพราะมัวแต่สงสัย ”

อย่างที่เราเคยได้บันทึกไว้ว่าเมื่อก่อนเราน่ะไม่รู้อะไรเลยจริงๆ ไม่รู้ว่า สิ่งที่เราได้ผ่านจากการทำกรรมฐาน
แต่ละขั้นตอนนั้นมีคำเรียก ในสมัยก่อนอาจจะมีตำราเกี่ยวกับการทำกรรมฐาน แต่เท่าที่เราเคยอ่านเจอ
จริงๆก็คือ หนังสือการฝึกกสิณที่หลวงพ่อสมชาย วัดเขาสุกิม ท่านโยนให้มาฝึกเอง ตอนนั้นก้ยังไม่รู้ว่า
นี่ก็คือการฝึกกรรมฐานอย่างหนึ่งเหมือนกัน จะพูดถึงเรื่องสมาธิ อ่านพระพุทธเจ้าตรัสไว้
จากพระสุตันตปิฎก

[๑๐๐] เธอครั้นละนิวรณ์ ๕ ประการ อันเป็นเครื่องทำใจให้เศร้าหมอง
ทำปัญญาให้ถ้อยกำลังนี้ได้แล้ว จึงสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้า
ปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เข้าทุติยฌาน มีความ
ผ่องใสแห่งใจภายใน มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะสงบวิตกและวิจาร
ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เป็นผู้วางเฉยเพราะหน่ายปีติ
มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย เข้าตติยฌานที่พระอริยะเรียกเธอ
ได้ว่า ผู้วางเฉย มีสติ อยู่เป็นสุขอยู่ เข้าจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้ มีสติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขาอยู่ ดูกรพราหมณ์ ในพวกภิกษุที่ยังเป็นเสขะ ยังไม่บรรลุ พระอรหัตมรรค ยังปรารถนาธรรมที่เกษมจากโยคะอย่างหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้อยู่นั้น เรามีคำพร่ำสอนเห็นปานฉะนี้ ส่วนสำหรับภิกษุพวกที่เป็นอรหันตขีณาสพ
อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุ
ประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ สิ้นสัญโญชน์ในภพแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะผู้ชอบ
นั้น ธรรมเหล่านี้ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่สบาย ในปัจจุบันและเพื่อสติ
สัมปชัญญะ ฯ

การที่จะผ่านสมาธิแต่ละขั้นได้ต้องมีสติมากพอ จะเกิดสมาธิก็รู้ จะคลายออกจากสมาธิก็รู้
ส่วนฌาน 5 6 7 8 จะเกิดได้ง่าย ถ้าผ่านฌาน 4 แล้ว นี่คือเรื่องสมาธิแต่ละขั้น

วิธีสร้างสติให้เกิด ก็คือ การกำหนดรู้ ตามรู้ ตามดู ลงไปในสิ่งที่เกิดการกระทบ ตรงไหนเกิดชัดเจนที่สุด
ให้กำหนดตรงนั้น ตามรู้ ตามดูตรงนั้นไป แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน อย่าปล่อยให้ผ่านไปโดย
การดูเฉยๆ แต่ไม่ไปรับรู้ในการเกิดกระทบนั้น กำหนดบ่อยๆ เมื่อกำหนดได้ชัดเจนดี สติย่อมมีมากขึ้น

เมื่อสติมากขึ้น ขันธ์ 5 ย่อมดับ เพราะวิญญาณไม่เกิด เมื่อวิญญาณไม่เกิด ย่อมรู้เห็นตามความ
เป็นจริง โดยไม่มีการเข้าไปปรุงแต่ง


นี่คือ ความเข้าใจในสมัยก่อน

โดยเฉพาะขณะที่เกิดสมาธิ และมีสติ สัมปชัญญะรู้ตัวอย่างต่อเนื่อง มันจะรู้แล้วก็รู้ๆๆๆๆๆๆ เช่น
เวทนาเกิด เรากำหนดรู้ดูลงไป จะเห็นการเกิดเวทนาและอาการที่หายไปอย่างต่อเนื่อง

ตรงนี้ถ้าคนรู้จักโยนิโสมนสิการเป็น มันจะเกิดปัญญา จะเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
มันเป็นอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา จะไปบังคับให้เกิดหรือไม่เกิดก็ไม่ได้ มันไม่เที่ยง มันเกิดจากอุปทาน
ที่เรายึดมั่นถือมั่นนั่นเอง

เราเองคนนึงละโยนิโสไม่เป็น ก็อาศัยกำหนดรู้ลงไปทุกๆครั้งที่เกิดตั้งแต่หยาบจนมันละเอียดขึ้น
สุดท้ายพอมันเต็มที่ มันก็เกิดเป็นวิปัสสนาญาณทันที จะเห็นการเกิดดับของรูปนาม อย่างต่อเนื่อง
โดยปราศจากการกำหนด หรือความคิด มันไม่มีเลย มีแต่ตัวรู้เกิดขึ้นมาล้วนๆ สติอยู่คู่กับจิตตลอดเวลา
สุดท้ายจะมีรู้ผุดขึ้นมาว่า มันไม่มีอะไรเลย มีแต่รูป นาม สมมุติแค่นั้นเอง

( ช่วงที่ปฏิบัติในช่วงนี้ จะใช้เวลาในการปฏิบัติประมาณ 10 ช.ม. ต่อวัน ถ้าวันไหนติดธุระก็ 4 ช.ม. )
แต่ละคนไม่ว่าจะปฏิบัตแบบไหน เมื่อเข้าสู่วิปัสสนาญาณ ขั้นที่ 1 อุทยัพพยญาณ ( อย่างแก่ ) ทุกคน
จะรู้เหมือนกันหมด

13 มค.

แป๊บๆก็ผ่านไปอีกแล้ว วันเวลาช่างผ่านไปไวเสียเหลือเกิน ดูสิ อีกไม่กี่ช.ม.ก็จะเข้าวันใหม่อีกแล้ว
เวลาที่ผ่านไปทุกๆวินาที เราจะถามตัวเองอยู่เสมอๆว่านี่เรากำลังทำอะไรอยู่ ยังแก้โจทย์การบ้าน
ที่อาจารย์ท่านให้มายังไม่ได้

อ่านโสฬสธรรมก็หลายรอบแล้ว นำโจทย์มาใช้กับจิตตัวเอง ก็ได้ผลเหมือนกัน แต่มันยังเล็กน้อย
ทุกอย่างมันมีความอยากเข้าไปแทรกอยู่ทุกครั้ง ถึงจะไม่มาก แต่ก็ถือว่ายังไม่ดีเท่าที่ควร
มันไม่เหมือนในอดีตที่เราเคยปฏิบัติ อันนั้นปราศจากความอยาก ไม่เคยอยากรู้ อยากเห็น
หรือสนใจในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น

พอจะก้าวขึ้นบันได จิตมันก็บอกว่าอยากสวดมนต์จัง อยากทำกรรมฐานจัง
( แล้วทำไมมันต้องอยากด้วยล่ะ นั่นน่ะสิ เราก็หาคำตอบไม่ได้ )

ใครๆมักจะพูดว่า คนที่กำลังมีความสุขจะคิดว่าเวลามันผ่านไปเร็วเสียเหลือเกิน แต่เราไม่ใช่แบบนั้น
ไม่ได้รู้สึกสุขกับอะไรเลย ไม่ได้มีอะไรที่เป็นพิเศษเลย รู้สึกธรรมดาๆแค่นั้นเอง
อะไรที่มากระทบมันก็ระงับได้เร็วขึ้น ชัดเจนในสิ่งที่เกิดมากขึ้น

22 ม.ค. ’51

วันนี้เดินจงกรม มันแปลกมากๆ ปกติแล้ว เราเคยเดินแค่ระยะที่ 5 ระยะที่ 6 ไม่เคยเดิน
เพราะฐานสติยังไม่แน่นพอ มันจะเซ วันนี้ที่ว่าแปลกมากๆก็คือ มันเดินได้เอง

คือเราเก็บรายละเอียดทุกย่างก้าวที่เดิน ตั้งแต่ ยก ย่าง วาง ถูก เหยียบ กด เรากำหนดดูตาม
ทุกอริยาบทที่เท้าก้าวไป เราเห็นว่าอาการมันเกิดคล้ายๆกับในสมาธิ เห็นการเกิดดับขาดออกเป็นตอนๆ
ของทุกย่างก้าวที่เดิน มันชัดเจนมากๆ

แม้แต่เวลายืน ปกติจะต้องกำหนดยืนหนอ คราวนี้ไม่ต้องกำหนดเลย มันรู้ขึ้นมาเองขณะที่ยืน
ตั้งแต่กระหม่อมถึงปลายเท้า ปลายเท้าถึงกระหม่อม มันรู้ตัวต่อเนื่องไม่ขาดสาย เห็นตั้งแต่เริ่มต้น
จนกระทั่งจบ เราโทรฯหาคุณนุเลย ต้องถามผู้ที่มีความรู้ เราไม่รู้เรื่องปริยัติเลย คุณนุ บอกว่า
สันตติบัญญัติขาด และก็สนทนาธรรมกันอีกยาว เราเลยมาค้นต่อในหนังสือวิปัสสนาทีปนีฎีกา
จะมีรายละเอียดของสภาวะซึ่งหลวงพ่อภัททันตระ ท่านได้เมตตาถ่ายทอดไว้

January 24
อนิจจานุปัสสนาแท้และเทียม

28 มค.
การปฏิบัติ ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ไปคาดหวังผลเหมือนเมื่อก่อน แต่เวลานั่งยังคงเกิดสภาวะดิ่งตลอดจนหมดเวลา
12 กพ. 51
ความศรัทธาและความเชื่อหลายวันมานี้ เราก็รู้สึกว่ามันจะย่ำๆๆๆๆ อยู่กับที่ แต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรมากมาย รู้สึกเบื่อๆ
ก็ไม่ต้องปฏิบัติอะไรมากมาย เอาแค่ว่ารู้ว่าทำแค่นั้นเอง ทำเพราะรู้ว่ามันเป็นการสร้างกุศล
ที่ได้กุศลมากกว่าใช้เงินทำ รู้แค่นั้นเองดูหนังช่อง 7 มาหลายวัน ชอบมากเลย เรื่อง ” เสียงกระซิบจากมิติลี้ลับ ” นี่หนังก็จบลงแล้ว
ไม่รู้ว่าจะมีตอนที่ 2 อีกเมื่อไร ดูแล้วทำให้เราคิดถึงวิญาณต่างๆที่เราไม่สามารถติดต่อกับเขาได้
พูดกับวิญญาณ สอนวิญญาณ เราคิดว่าง่ายกว่าพูดคุยกับคน นี่เป็นความคิดที่เกิดขึ้นนะ
เพราะวิญาณเขาไม่มีทางเลือก ใครก็ได้ที่ช่วยเขาได้ เขาจะไปตามนั้น

ดูหนังเรื่องนี้แล้วทำให้คิดถึงความศรัทธาและความเชื่อ เราย้อนกลับมาดูที่ตัวเอง
ว่าที่เราปฏิบัติทุกวันนี้เพราะอะไร เรารู้แค่ว่าปฏิบัติแล้วดีเท่านั้นเอง คำอธิษฐาน บอกตามตรง
ว่าแค่สักว่าอธิษฐานไปแค่นั้นเอง เพราะถูกสอนมาว่าให้อธิษฐานหลังปฏิบัติ หรือหลังสวดมนต์ทุกครั้ง
ให้อธิษฐานว่า ” ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐาน ขออำนาจผลบุญกุศลที่เกิดจากการปฏิบัติภาวนานี้ ขอผลบุญกุศลหนุนนำให้ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติ ได้เกิดปัญญญาณ ได้บรรลุมรรคผล ล่วงพ้นบ่วงมาร
เห็นแจ้งในพระนิพพานด้วยเทอญ ” นี่คือคำอธิษฐานที่เราใช้มาตลอด

ถามว่าขณะที่อธิษฐานรู้สึกอย่างไร เรารู้สึกเฉยๆ ไม่เคยสนใจ ไม่เคยให้ค่าความหมายในการอธิษฐาน
รู้แต่เพียงว่าต้องทำ เพราะเป็นสิ่งที่ควรทำแค่นั้นเอง ใครอย่าได้มาคุยกับเรื่องพระนิพพานเลย
ไม่มีประโยชน์ เพราะเราไม่เคยสนใจหรือให้ความหมายที่มีความรู้สึกพิเศษกับคำว่า ” พระนิพพาน ”

ปัจจุบันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่คุยกัน ไปคุยกับสิ่งที่ไม่เคยได้สัมผัสหรือรับรู้เลยได้อย่างไร
มันจะกลายเป็นฟุ้งไปเสียเปล่าๆ เอาตำรามาตะแบง มางัดกันเสียส่วนมาก เราเองก็เคยคุยด้วย
กับคนที่มาถาม เราบอกเลยว่า นี่นำมาจากคิริมานนทสูตรนะ ส่วนจะใช่หรือไม่ใช่นี่ไม่รู้
ก็ว่ากันไปตามตำรา

กลับมาย้อนไปที่เรื่องคำว่า ” ศรัทธา ” และ ” ความเชื่อ ” ใครจะว่าเราดูหนังแล้วบ้าก็ช่าง
เมื่อวานเราดูตอนจบ แหมมันโดนใจ เราต้องมีความศรัทธาและเชื่อมั่น เราจึงจะพบสิ่งที่เป็นจริงได้
คือ แสงสว่าง ( อันนี้คำพูดในหนังนะ ตอนที่นางเอกพูดกับเหล่าดววิญญาณที่เครื่องบินตก )

เราเองก็ปฏิบัติไปโดยไม่ได้มีความศรัทธาหรือความเชื่ออะไรมากมายอย่างที่บอก เราปฏิบัติ
เพราะเห็นว่าดีและเห็นว่าเป็นการสร้างกุศลที่ได้กุศลแรง พูดง่ายๆก็คือว่า ไม่ต้องเสียเงิน แต่ได้บุญเยอะ
มากกว่าบุญที่ต้องเสียเงิน แค่นั้นเองที่เราคิด

การปฏิบัติของเราจึงไม่มีความสงสัยแบบที่เขามาสงสัยกัน ถ้าจะบอกว่าไม่มีสงสัยทั้งหมดเลยก้คงไม่ใช่
เสียทีเดียว มีเหมือนกัน แต่มีน้อย เป็นบางครั้ง เพราะเราไม่ได้มุ่งหวังที่จะได้อะไร ยิ่งได้มาได้ยิน
หลวงพ่อจรัญท่านสอนบ่อยๆเรื่อง ” การกำหนด ” ทำไมต้องกำหนด ยิ่งไปได้ไว

” อย่าส่งจิตออกนอก ” ให้กลับมารู้ที่ตัวทุกครั้งว่ากำลังทำอะไรอยู่ นี่ทำให้สติ สัมปชัญญะเกิดขึ้น
ได้เร็วมากๆ เมื่อก่อนอ่านคำสอนหลวงพ่อจรัญ อ่านแล้วก้ยังมองไม่ค่อยออก รู้แค่พื้นๆตัวหนังสือ
ที่เขียนไว้ จริงๆแล้ว หลวงพ่อท่านสอดแทรกเรื่องการปฏิบัติ และการกำหนดไว้ในทุกคำพูด เพียงแต่ว่า
ตอนนั้นเรายังไม่รู้ เราเลยอ่านแล้วตีความได้แค่ที่เรารู้ มันได้เท่านั้นเองจริงๆ

หลังจากที่ดูหนังจนจบแล้ว เราเกิดความคิด เรื่องความคิดนี้เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว เรื่องการติดต่อ
กับวิญญาณ เราอยากช่วยเขานะ ใจมันคิดอย่างนั้นจริงๆ เมื่อคิดอย่างนั้นก้ทำให้นึกไปถึงช่วง
การปฏิบัติก่อนที่ผ่านอุทยัพพยญาณ ใช้เวลาปฏิบัติ 10 ช.ม. ต่อวัน

เมื่อคืนเราก็เริ่มใหม่เรา เราขึ้นห้องพระตั้งแต่ 2 ทุ่มครึ่ง สวดมนต์เสร็จก็นั่งอ่านธรรมะให้ผีบ้านผีเรือน
ฟังก่อน เป็นเวลาครึ่งช.ม. แล้วก็มาเดินจงกรม นั่งสมาธิ สลับกันไป ช่วงไหนง่วงมากๆจนมันทนไม่ไหว
ก็นั่งเอาหลังพิงตู้เสื้อผ้าเอา ไม่ยอมนอนลงกับพื้นเด็ดขาด เพราะถ้านอนแล้วยาวแน่ นั่งหลับแบบนี้ดี
อย่างมากครึ่งช.ม. ก็ตื่นแล้ว ตื่นแล้วอาจจะง่วงนิดหน่อยก็เดินจงกรมเอา สักพักอาการง่วงจะคลายลง

วันนี้คือวันแรกที่เราเริ่มปฏิบัติ เมื่อคืนอยู่ได้ถึงตี4 แล้วก็มานั้งหลับต่อแป๊บนึง มันเกิดจากแรงบันดาลใจ
นะ ทำให้หันกลับมาปฏิบัติแบบนี้ใหม่ อยากช่วยเขา เท่าที่เราจะสามารถช่วยเขาเหล่านั้นได้
ไม่ได้หวังที่จะได้อะไรกับเขาหรอก

บทเรียนเพิ่ม ดูตามความเป็นจริง
15 ก.พ.’51

วันนี้เดินจงกรม มีอาการแปลกๆอีกแล้ว เราไม่ได้กำหนดอะไร เดินแล้วก็รู้ตัวลงไปทุกย่างก้าวที่เดิน
ที่ว่าแปลกก็คือ ยิ่งเดิน ยิ่งละเอียด ยิ่งแยกข้อปลีย่อยออกมาให้เห็นเด่นชัด กายส่วนกาย ลมหายใจ
ส่วนลมหายใจ มันไม่ใช่ความรู้สึกเหมือนเมื่อก่อนที่เราเดิน

เมื่อก่อนมันจะรู้พร้อมไปทั้งตัว เราถึงว่ามันแปลกๆ มันรู้สึกวาบๆขึ้นมาเหมือนเป็นภาพที่มองเห็นทุกขณะ
ที่ก้าวเดิน มันผุดขึ้นมาในใจ อธิบายไม่ถูก

เราก็เลยโทรฯหาหลวงพ่อพระครูภาวนา ถามท่านว่า ทำไมมันเป็นแบบนี้ มันรู้สึกเสียววาบๆทุกขณะ
ที่ย่างก้าว ขนหัวลุก ขนลุกไปทั้งตัว ภาพมันจะผุดขึ้นมาในใจ เห็นภาพชัดเลย

หลวงพ่อถามว่า ที่เห็นน่ะ เห็นที่ตาหรือเห็นที่ข้างใน เราบอกว่า เห็นข้างใน ตาไม่ได้มองที่ปลายเท้า
แต่มองไปข้างหน้า ขณะที่เดิน ถามท่านว่า ควรทำอย่างไร ในเมื่อรู้สึกก็เลยหยุดเดิน แล้วกำหนด
รู้หนอๆๆๆ ก้ยังไม่หาย อาการเสียวแบบนั้น มันเสียวๆอยู่อย่างนั้น อธิบายไม่ถูก โดยเฉพาะที่ฝ่าเท้านี่
ชัดเจนมาก มันเสียวๆวาบๆบอกไม่ถูก

หลวงพ่อบอกว่า ไม่มีอะไร มันมีสติ สัมปชัญญะเกิดขึ้น ( เกือบจะถามหลวพ่อแล้วว่า คราวก่อน
ที่รู้ตัวทั่วพร้อมกับอาการเดิน ท่านก็บอกว่า นั่นแหละเรียกว่า สติ สัมปชัญญะ แต่พอนึกขึ้นได้ว่า
หลวงพ่อปรีชา ท่านบอกไว้ว่า มันจะมี 3 ระยะ ก็เลยไม่ถามหลวงพ่อปรีชา ว่าทำไมมันถึงแตกต่าง
จากคราวแรก )

หลวงพ่อบอกว่า ภาษา พระปฏิบัติ การดูลงไปในอาการที่เกิดก็คือการกำหนด แต่เป็นการกำหนด
โดยกริยา ไม่ใช้บัญญัติ ท่านบอกว่า ให้ดูไปตามความเป็นจริงที่เกิด ไม่ให้ใช้รู้หนอที่เป็นสมมุติบัญญัติ
ดูลงไปจนอาการนั้นหายไปในที่สุด แล้วค่อยเดินต่อ

19 ก.พ.’51เดินจงกรม ตั้งแต่เริ่มเดินมันจะเสียวๆที่ฝ่าเท้ายังไม่หาย แล้วเดี๋ยวนี้มันแปลกๆ
เหมือนฝ่าเท้าเรามีชีวิต เรารู้สึกไปกับมันทุกระบบที่กระทบ มันเสียวๆอยู่อย่างนั้นเราก็ทำแบบที่หลวงพ่อบอก เดินมันไป เอาสติ จิตจดจ่ออยู่กับการเดิน
พอเดินถึงช่วงยืน อยู่ๆมันก็เกิดเป็นสมาธิขึ้นมา
แต่เราไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่นักเรื่องสมาธิ
เพราะเดี๋ยวนี้สมาธิเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเราบ่อยมากๆ

20 ก.พ.’51

วันนี้เป็นสมาธิเกือบทั้งวัน ทั้งๆที่บางทีแค่นั่งคิดอะไรบางอย่าง
จู่ๆมันก็สว่างพรึ่บขึ้นมา เป็นเกือบทั้งวันเลยวันนี้
สว่างมากๆ ทั้งๆที่โอภาสแบบนี้ เราแทบจะไม่ค่อยเกิดให้เห็นด้วยซ้ำ

21 ก.พ.’51

เดินจงกรม นั่งสมาธิ เป็นระยะๆ เบื่อมากๆเลย ไม่รู้ว่าเบื่ออะไร นั่งก็เบื่อ เดินก็เบื่อ

22 ก.พ.’51

เดินบ้าง นั่งบ้าง กำหนดดูอริยาบทย่อย ก็เกิดสมาธิอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่สนใจละ
มันออกจะรำคาญไปด้วยซ้ำ แต่พยายามทำจิตไม่ให้ชอบ ไม่ให้ชัง
เพราะหลวงพ่อพระครูภาวนานุกูลสอนไว้ว่า อย่าไปเบื่อ อย่าไปเกิดความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ
มันเป็นสภาวะของมัน ให้พิจรณาดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นอย่างเดียว
ไม่ต้องไปใส่ใจว่าอะไรเป็นอะไร ทำไป เดี๋ยวมันจะแจ้งขึ้นมาเอง

25 ก.พ.’51

ความรู้สึกที่ฝ่าเท้า นับวันมันจะมากขึ้นเรื่อยๆ ขนาดใส่รองเท้าเดินแท้ ไม่ใช่เท้าเปล่าเลยนะ
มันก็ยังรู้สึกกระทบทุกย่างก้าวที่เดิน เหมือนมันรู้สึกเข้าไปถึงในจิตของเรา มันชัดมากๆ
แม้แต่นั่งบนเก้าอี้ เท้าวางอยู่บนพื้นเฉยๆ มันจะชัดมากๆตรงที่เท้ากระทบถูกพื้น

โทรฯหาหลวงพ่อ ถามท่านตั้งแต่ เรื่องฝ่าเท้าที่เป็นอยู่ ท่านบอกว่า ให้ดูลงไปอย่างเดียว
ไม่ต้องไปทำอะไร และเรื่องที่เป็นสมาธิบ่อยๆ ไม่ว่าจะทำอะไรก็เกิดสมาธิตลอดเวลา
ท่านบอกว่า ให้เดินจงกรมเพิ่ม อย่างน้อย 2 ช.ม. เพื่อเจริญสติให้มากขึ้น อย่านั่งมาก
ถึงไม่ใช่นั่งขณะที่ทำสมาธิก็ตาม ไม่ให้นั่งมาก ให้เน้นเดิน

26 ก.พ.’51

ฟังพระท่านเทศน์ เรื่อง ศิล และเรื่องการเจริญภาวนา
สาเหตุที่ทำให้ไม่ก้าวหน้าเพราะศิลยังพร่องอยู่
ถ้าศิลบริสุทธิ์ การเจริญภาวนาจะก้าวหน้ามากๆ

04 มีนาคม 51
เพิ่มเวลาตั้งแต่เพิ่มเวลาเดินจงกรม บางวันเดิน 2 ช.ม. บางวันเดิน 3 ช.ม.แต่ละรอบจะเดินอย่างนี้ตลอด
ทำไปเรื่อยๆแล้วแต่สะดวก สมาธิที่เกิดถี่ๆเริ่มลดน้อยลง ไปเกิดขณะที่ยืนเป็นพักๆไม่มากเท่าเมื่อก่อน
แต่การเข้าออกสมาธิยังคล่องเหมือนเดิม คือแค่ดูท้องพองยุบ 2หรือ 3 ครั้งก็เข้าสู่สมาธิได้เลย
อาการเสียวๆที่ฝ่าเท้ายังมีอยู่แต่น้อยลง แต่ความรู้สึกในการที่ฝ่าเท้าหรืออาการที่เคลื่อนย้ายอริยาบท
ที่เท้านี้ชัดมากๆ มันจะรู้ขึ้นมาในจิตแบบอธิบายไม่ถูก แต่ก็ไม่ถามหลวงพ่อ
เพราะเชื่อว่า ปฏิบัติไป เดี๋ยวก็จะรู้เอง8 มีค.
ยิ่งปฏิบัติ ก็ยิ่งเห็นทุกข์ มองไปทางไหนก็มีแต่ทุกข์ ทำไมทุกข์มันช่างมากมายอย่างนี้หนอ
เมื่อก่อนเข้าใจว่า เมื่อเห็นทุกข์ ย่อมเข้าใจในทุข์ ย่อมอยู่ในทุกข์ได้โดยไม่ต้องไปทุกข์กับทุกข์นั้นๆ

แต่ทุกข์ครั้งนี้เราเห็นมันคนละอย่างกับทุกข์ที่เราเคยเห็น เคยเข้าใจ ทุกข์ครั้งก่อนคือทุกข์ทั่วๆไป
ที่เกิดขึ้นในครองชีวิต ในการมีชีวิตอยู่ แต่ทุกข์ครั้งนี้เป็นทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิด
ไม่อยากเกิดมาทุกข์แบบนี้อีกแล้ว เกิดมานี่มันช่างวุ่นวาย วุ่นวายทั้งข้างนอกและข้างใน
มันดูวุ่นวายไปหมด

เมื่อคืนปฏิบัติ เจอเวทนา ตัดใจเลยสู้กับเวทนา พิจรณาลงไปว่าเวลาตายเราจักต้องทรมาณมากกว่านี้
เวทนาที่เคยเจอมีทั้งหนักและเบา ครั้งนี้ก็หนักหนาสาหัส ปวดจนหลังมากๆร้าวมาที่ก้นกบ
เหมือนมันจะหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ บังคับตัวเองเลย ตั้งหลังให้ตรง แล้วสู้กับเวทนาที่เกิด
ใจก็คิดพิจรณาไปด้วย เพราะเรายังมีอุปทานยึดมั่นถือมั่นในกายของเรา มันจึงยังมีเวทนา
เกิดอยู่ตลอด มันเกิดแล้วก็หายอยู่อย่างนั้น หนักเบาไม่เท่ากัน มันไม่เที่ยง เราไปบังคับว่า
ให้เกิดหรือไม่ให้เกิดไม่ได้

พิจรณาหนักๆ พิจรณาว่ามันไม่เที่ยง แล้วจากที่ปวดสุดๆมันก็รู้สึกซ่าๆไปทั้งขา ซ่าๆไปตามส่วนที่ปวด
แล้วมันก็ค่อยๆหายปวดไป แล้วนั่งต่อไปจนกระทั่งครบเวลาที่ตั้งไว้

เวทนานี่เจอมาหลายรอบละหนักๆทั้งนั้น แต่ครั้งนี้หนักกว่าทุกครั้งเหมือนร่างกายเรามันจะแตก
ออกเป็นเสี่ยงๆ แต่ตั้งใจไว้แล้ว ต่อไปนี้จะปฏิบัติ เพื่อเตรียมตัวตาย เมื่อถึงเวลาที่ต้องตายจริงๆ
จะได้มีสติรู้ตัวตลอดเวลาจนกระทั่งหมดลมหายใจ

13 มีค.
มองไปทางไหนก็เห็นแต่ทุกข์ มันน่าเบื่อเสียจริงๆ

14 มีค.
วันนี้เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
คนทำไมช่างวุ่นวายเสียจริงๆ แต่ละคนก็รักห่วงตัวเอง จนไม่มองผลเสียที่ผู้อื่นได้รับ
วันนี้อดทนจนผ่านเวทนา ครบตามกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ รู้ลงไปในอาการที่ปวด
ปวดมากๆเลย แล้วมันก็ซ่าๆหายไป แล้วก็ปวดอีก

15 มีค.
เดิน 11/2 ชม. นั่ง 11/2 ชม.
คิดว่า การปฏิบัติเข้าที่เข้าทางมากขึ้น เพราะครั้งที่แล้วเคยเจอสภาวะแบบนี้ แต่ไม่หนักเท่าครั้งนี้
ครั้งนี้หนักกว่า ปวดบริเวณก้นกบและแผ่นหลังทั้งหมด ปวดมากๆ พยายามนั่งให้หลังตรงที่สุด
แล้วพิจรณาดูอาการที่ปวด

คิดถึงแต่ความตาย ว่าสักวันเราต้องตาย ตายแบบนี้เพื่อเตรียมตัวตายในวันหน้า
เราจะได้ไม่ตายแบบขาดสติ จะได้รู้สึกตัวตลอดเวลาจนกระทั่งหมดลมหายใจ

เราเชื่อว่าเป็นแบบนั้น นี่ถือว่าคือ พาสปอร์ตแห่งความตาย ด่านแรกที่เราได้ผ่านทางเที่ยวแรก
นับ 1 มาตลอด ที่ผ่านๆมาแล้วช่างมัน นี่คือชีวิตใหม่ที่เราเกิดใหม่

18 มีค.
เราห่างไกลครูบาฯเสียเหลือเกิน แล้วที่เราเข้าใจอยู่ตอนนี้มันถูกต้องไหม
หรือว่าเราควรเดินหน้าปฏิบัติไปเรื่อยๆ เราไม่รู้อะไรเลย ทั้งเรื่องเรียนนักธรรม
ว่าเราคิดแบบที่เราคิดถูกต้องหรือไม่ คือ เราคิดว่า การที่เราท่องจำ มันก็ได้แต่ท่องจำ
แต่มันไม่สามารถทำให้เราพ้นทุกข์ได้ตลอดไป แต่การที่เรารู้แจ้งออกมาจากจิต
มันทำให้เราระงับกิเลสไปได้หลายอย่าง เนื่องจากกเรามองเห็นเหตุและผล

เฮ้อ .. นี่ขนาดแค่คิดนะ ยังเหนื่อยเลย เพราะมัวหาคำตอบ

20 มีค.
นั่งฟังพระธรรมเทศนาจากสถานีหลวงตา มันนิ่งและสงบมากๆ
จะลองไปวัดกระโจมทอง หลวงพ่อสุทัศน์ ถ้าเราทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ คงไม่ก้าวหน้าแน่เรา

เดิน 45 นั่ง 1/20 ชม.
นั่งมีเวทนาตลอด ทนเวทนาไม่ไหว มันเบื่อที่จะต้องนั่งดูเวทนาอยู่อย่างนั้น
เบื่อแบบบอกไม่ถูก สมาธิเรายังมีกำลังไม่มากพอ ออกก่อนเวลา 6 นาที สติในการกำหนดยังไม่ทัน

อุปสรรคในการฝึกสมาธินิวรณ์ เป็นอุปสรรคโดยตรงของการฝึกสมาธิ เพราะจิตที่ถูกนิวรณ์ครอบงำ ย่อมไม่สามารถตั้งมั่น
เป็นสมาธิได้ ในอกุสลราสีสูตร สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ได้กล่าวถึงนิวรณ์ว่าเป็นกองอกุศล
ดังพุทธพจน์ว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อจะกล่าวว่ากองอกุศล จะกล่าวให้ถูกต้อง กล่าวถึงนิวรณ์ ๕ เพราะว่ากองอกุศล
ทั้งสิ้นนี้ได้แก่ นิวรณ์ ๕ เป็นไฉน? คือ กามฉันทนิวรณ์ ๑ พยาบาทนิวรณ์ ๑ ถีนมิทธนิวรณ์ ๑
อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ๑ วิกิจฉานิวรณ์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อจะกล่าวว่ากองอกุศล จะกล่าว
ให้ถูก ต้องกล่าวถึงนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ เพราะกองอกุศลทั้งสิ้นนี้ ได้แก่ นิวรณ์ ๕
( พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ ๒๕๒๕:๑๑๖ )

กามฉันทะ ความพอใจในกาม ความต้องการกามคุณ จัดเป็นโลภะ

พยาบาท ความคิดร้าย จัดเป็นโทสะ

ถีนมิธทะ ความหดหู่ ความเซื่องซึม

อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน และความร้อนใจ

วิกิจฉา ความลังเล สังสัย

(อันนี้ขอเสริม จากประสพการณ์โดยตรง คือ ให้เราระลึกไว้อยุ่เสมอว่า หน้าที่เราคือทำอะไร
ขณะนี้เรากำลังทำอะไรอยุ่ ให้เอาจิตจดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังทำ อย่าไปส่งจิตออกนอก นอกอะไร
นอกกายนั่นเอง เพราะการทำสมาธิ เป็นเรื่องของกายและจิต ซึ่งมีสติ สัมปชัญญะ ประกอบอยู่ด้วย
ตลดเวลา หากบางครั้ง ขณะที่ปฏิบัติอยู่ อาจจะมีจิตฟุ้งซ่าน ไปทางโน้นบ้าง ทางนี้บ้าง
ก็ให้เอาสติจับกลับมารู้ที่กาย ว่ากำลังทำอะไรอยู่ หรือกลับมาจับที่องค์บริกรรมภาวนา
หรือหายใจให้ยาวๆ เพื่อจะได้สติรู้ตัว ว่ากำลังฟุ้งแล้วนะ มันออกไปนอกตัวแล้วนะ
ทำบ่อยๆจิตมันจะค่อยๆสงบลงไป )

นิมิต

ขณะที่ทำสมาธิ อาจจะเห็นภาพ หรือมีภาพต่างๆเกิดขึ้น ไม่ต้องไปสนใจหรือให้ค่าให้ความหมาย
ในสิ่งที่เห็น เพราะเมื่อเราไปให้ค่า ให้ความหมายในสิ่งที่เห็น ต่อมเอ๊ะ จะถูกทำงานทันที ต่อมเอ๊ะก็คือ
ความสงสัย เมื่อความสงสัยเกิดขึ้นแล้ว มันจะเกิดขึ้นไม่รู้จบ จะต้องคอยเทียวไปถามหาคำตอบ
ถาม 100 คนก็ได้ 100 คำตอบ เพราะคำตอบแต่ละคำตอบก็อยู่ที่คนจะให้ค่าให้ความหมายในสิ่งที่เห็น
นั้นๆ การปฏิบัติแทนที่จะก้าวหน้าต่อไปก็เลยสะดุด หยุดไปชั่วคราว บางคนก็หยุดยาวไปเลย
เพราะมัวค้นหาคำตอบ บางคนก็ไปสวรรค์นรกทางนิมิต สุดท้ายการปฏิบัติเลยไม่ก้าวหน้า
ติดอยู่แค่นิมิต

วิธีแก้ เมื่อเกิดนิมิต คือ ไม่ต้องไปสงสัยในสิ่งที่เห็น อาจจะกำหนดตามสิ่งที่เกิดหรือที่เห็น คือ
เห็นหนอๆๆ หายใจยาวๆ รู้หนอๆๆๆ หายใจยาวๆ โดยใช้จิตกำหนด ไม่ใช้ปากกำหนด หรือ เอาจิตปัก
ที่ลิ้นปี่ หายใจยาวๆ กำหนดรู้หนอๆๆๆ คือสักแต่ว่ารู้ แต่ไม่ให้ค่าหรือความหมายในสิ่งที่รู้หรือเห็น
หรือ กลับมารู้ที่กาย โดยการดูอาการของท้องพอง ยุบ หรือหายใจยาวๆเพื่อจะได้มีสติรู้ตัว
นิมิตนั้นก็จะดับไป บางคนก็ไปสวรรค์นรกทางนิมิต สุดท้ายการปฏิบัติเลยไม่ก้าวหน้า ติดอยู่แค่นิมิต

โอภาส บางคนเห็นแสงสีต่างๆ หรือความสว่างเจิดจ้ามากๆ ไม่ว่าจะเป็นแสงสี หรือแม้แต่จะความสว่าง
มากหรือน้อย ก็ไม่ต้องไปสนใจ ให้กลับมารู้ที่กาย โดยเอาสติเข้าจับความรู้สึกว่า ขณะนี้เรากำลังทำอะไร
อยู่ เรากำลังส่งจิตออกนอก ไปสนใจสิ่งนอกตัว ให้กลับมารู้ที่กาย วิธีแก้ ก็ทำแบบเดียวกับการเกิดนิมิต

ปีติ สุข ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเกิดสมาธิ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น อย่าไปดื่มด่ำหรือซึมซับอารมณ์ตรงนั้น
ให้กลับมารู้ที่กาย วิธีแก้ ก็ทำแบบเดียวกับเวลาเกิด นิมิต เกิดโอภาส เพราะสิ่งเหล่านี้ มีผลต่อการ
เจริญสมาธิในขั้นต่อไป หากยังละสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ สมาธิจะก้าวหน้าถึงจตุตถฌาน ไม่ได้
เพราะแต่ละขั้น มีแต่จะละไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีแต่สภาวะปรมัติล้วนๆ สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้
จะไม่มีเหลือในจตุตถฌาน

สิ่งเหล่านี้ ถ้าสามารถผ่านไปได้ อย่างน้อยเมื่อเข้าสู่วิปัสสนาญาณบังเกิด จะได้ไม่ไปติดอยู่ที่อุปกิเลส

25 มีค.
เริ่มกลับมาทำแบบเดิม เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. ทำแบบนี้เราไม่เครียด

27 มีค.
ไปปฏิบัติที่วัดมหาธาตุมา 2 วัน

31 มีค.
ยังคงเดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. ทุกวัน
เวทนาครั้งนี้หนักมากๆ หนักกว่าครั้งที่แล้ว จิตเห็นจิต ย่อมปล่อยวาง เมื่อรู้แล้วว่ามันไม่มีอะไร
มันย่อมปล่อยวางทุกสิ่งลงไป

มันเป็นเพียงแค่ความคิดเท่านั้นเอง เลิกฟุ้งได้แล้ว

วันนี้เจอเวทนาที่หลัง สุดๆเลย เหมือนจะเป็นตะคริวที่หลัง แต่ยังไม่ทันจะเป็น ปวดมากๆ
กำหนดรู้ตลอด หายใจยาวๆ ( กลัวเป็นบ้าเลยเราตอนนั้นน่ะ กลัวเป็นอัมพาต )
ค่อยๆเอามือลงไว้ข้างๆตัว จะยกมือไปข้างหน้าก็ยกไม่ได้ ปวดหลังมากๆ ยกมือไม่ขึ้นเลย
หายใจยาวๆรู้ลงไปในเวทนาตลอด ยืนนิ่งๆ แล้วค่อยๆ ยกมือขึ้นกุมไว้ข้างหน้า พอจะยกได้บ้าง
ก็ค่อยๆเอามือลง และยกไปไว้ข้างหลังเหมือนเดิม มันมีเสียงดังเปรี๊ยะ
แล้วเหมือนกายเราแยกระเบิดออกจากกัน

ในตอนนั้นเหมือนกายแตก แยกออกเป็นเสี่ยงๆ ความรู้สึกเป็นแบบนั้น แต่มีสติรู้ตัวตลอดเวลา
สักพัก รู้สึกหัวโล่งไปหมด เหมือนสมองไม่มีอะไรเลย ทั้งตัวนี่เบาไปหมด

แล้วพอมานั่งสมาธิต่อ แค่หย่อนตัวนั่งลง ยังไม่ทันจะหายใจเข้าเลย มันเข้าสู่สมาธิทันที
ไม่ได้คิดว่าอาการที่เกิดขึ้นนั้นมันคืออะไร เพียงแต่มองว่า เวทนาแต่ละครั้งนี่ มันช่างสุดๆจริงๆ

ครั้งที่ 1 ที่จำได้คือ เวทนาที่เกิดตอนนั่งสมาธิ อันนี้เกิดที่ขา แต่ที่เหมือนกันคือมันหฤโหดสุดๆ
เหมือนๆกัน เหมือนกายมันระเบิดแยกออกจากกันเหมือนกัน แต่ตรงนี้พอมันแตกออกมา
มันกลับมีตัวรู้เกิดขึ้น

ผลที่ตามมาจากการเดินจงกรมแล้วเกิดเกิดเวทนาเวทนาครั้งนี้ โห … จากที่เราเคยเดินหลังค่อมๆ
คือจะเป็นคนไหล่งุ้ม เดี๋ยวนี้เลยกลายเป็นว่า เดินได้หลังตรงแหนวเลย อาการที่ชอบปวดหลังบ่อยๆ
มันหายไปเลย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น โรคปวดหลังนี่ เป็นมาตั้งแต่สมัยทำงาน
ส่วนมากจะเป็นกัน ยกคนไข้ประจำ มันก็เลยเป็นเรื้อรังมาตลอด ( หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท )

ความที่ว่าเจอเวทนาบ่อยๆ แบบโหดๆ เดี๋ยวนี้เลยกลายเป็นว่า สามารถมีสติพิจรณาเวทนาที่เกิดได้ดี
ขึ้นกว่าเมื่อก่อน วันนั้นเจอเวทนาสองชั่วโมงเต็มๆ ( วันไปปฏิบัติที่วัดมหาธาตุ ) พระอาจารย์ท่าน
บอกว่า ขณะที่เดินจงกรม สมาธิเราเกิดมากเกินไป ให้เรารู้ไปในอริยบทย่อยให้บ่อยๆ เพื่อจะได้มีสติ
ให้มากขึ้นกว่านี้ มิน่า … สังเกตุเห็นหลายครั้งละ ว่าหลังจากเดินจงกรม พอมานั่งสมาธิต่อ
ทำไมเราถึงเข้าสู่สมาธิได้เร็ว เพราะอย่างนี้นี่เอง

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ต้องถามพระอาจารย์ละ เดี๋ยวนี้เลิกถาม เพราะท่านบอกไว้แล้วว่า
ไม่ต้องไปให้ค่าความหมายในสิ่งที่เกิดหรือเห็น ให้ตัดความสงสัยออกไป

05 เมษายน
ความอยาก

เพราะความอยากรู้ตัวเดียวแท้ๆ จึงเที่ยวหาหนทางด้วยความอยากรู้ จริงๆแล้ว ปรมัตถสภาวะล้วนๆนี่
เราเกิดมาตั้งนานแล้ว เราได้แต่รู้หนอๆมาตลอด ขนาดมีหนังสือเรื่องสภาวะต่างๆอยู่ในมือแท้ๆ
ก็เคยเปิดอ่านอยู่ แต่ทำไมตอนนั้นถึงอ่านแล้วยังไม่รู้เรื่อง หรือไม่ได้สนใจที่จะอ่าน จนคุณนุ บอกว่า
ที่คุณพูดมาทั้งหมดนั้น หลวงพ่อภัททันตระ ท่านเขียนไว้ในหนังสือ ให้ไปอ่านดีๆ

ที่แท้การปฏิบัติเราก้าวหน้า แต่เราไม่รู้ว่าก้าวหน้า มันผ่านแต่ละสภาวะผ่านไปไวมากๆ
เคยท้อเหมือนกัน มันน่าเบื่อ แต่ถึงจะเบื่อยังไงให้เราเลิกปฏิบัติ เราก็เลิกไม่ได้ มีเวลาเมื่อไหร่
ต้องเก็บเล็กผสมน้อยตลอดเวลา ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

เพิ่งมาถึงบางอ้อ ว่าที่แท้ อาการที่เกิดนั้นมันเป็นเพียงสภาวะเมื่อถึงจุดๆหนึ่งที่จะต้องเจอ
เรื่องเกี่ยวกับสภาวะญาณต่างๆที่เกิด เมื่อก่อนเคยรู้สึกนะ รู้สึกปลื้มปีติกับผลที่ได้รับจากการปฏิบัติ
แต่เดี่ยวนี้ มันแปลกๆ เราเองยังแปลกใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไม เดี๋ยวนี้ถึงไม่ใส่ใจในคำเรียก
หรือสมมุติบัญญัติที่มีไว้ให้รู้ เพียรหาวิธีแก้สิ่งที่ติดอยู่ตั้งนาน

ที่แท้ติดอยู่ที่คิดแค่นั้นเอง แต่ดีอย่างที่เรายังมีวาสนามีครูบาอาจารย์ที่เมตตาต่อเรามากๆ
เดี๋ยวนี้อยู่ต่อหน้าท่าน คิดอะไรไม่ได้เลย ( ใช้คิดหนอๆ อย่างเดียว เวลาอยุ่ต่อหน้าท่าน ) กลัวผิดศิล

เดี๋ยวนี้ก็แปลกอีกอย่างเรื่องศิลนี่ ทั้งๆที่เราไม่ได้สมาทานอะไร แต่ทำไมต้องระวังไม่ให้ตัวเองผิดศิล
ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าถ้าศิลเราพร่องการปฏิบัติเราจะไม่ก้าวหน้า

เราไม่อยากเกิดอีกแล้ว ตั้งแต่ผ่านเวทนาหนที่สองนี่ เรามองเห็นความกลัวที่เรามีอยู่
ไม่เคยกลัวเท่าครั้งไหนๆเลย ครั้งนี้กลัวมากๆ เหมือนความกลัวอันนี้ที่แท้มันมีอยู่แล้ว
เพียงแต่มันถูกซ่อนเอาไว้ แล้วถ้าเกิดต้องตายจริงๆมิขาดสติไปหรือนี่ รู้แต่ว่า ประมาทไม่ได้แล้ว
ความสงสัยต่างๆที่เคยมีมากมาย เดี๋ยวนี้แทบจะไม่มีเลย มันสงบมากๆจนตัวเราเองก็ยังแปลกใจเลย

กราบเท้าพ่อแม่ ครูบาอาจารย์

ถ้าวันนี้เราไม่มีพ่อแม่ ผู้ให้กำเนิด ไม่มีครูบาอาจารย์คอยสั่งสอน แนะนำทาง ไม่มีกัลยาณมิตรที่ดี
( อันนี้ยกความดีให้คุณสายันต์ อ่ำสุวรรณ เป็นพิเศษ ) กับพ่อแม่ ครูบาฯ นี่ยกไว้เหนือเกล้า
รู้สึกตื้นตันใจมากๆ จนกล่าวไม่ถูก

ขอกราบนมัสการ และกราบขอบพระคุณผู้มีพระคุณที่เมตตามาตลอดเวลา
สิ้นสงสัยแล้วเรื่องการปฏิบัติ เหลือแค่ปฏิบัติไปอย่างต่อเนื่องเท่านั้นเอง
ไม่ต้องไปสนใจอะไรอีกแล้ว ถ้าปัญญายังไม่เกิดขึ้นจริง หรือสภาวะยังไม่เกิดขึ้นจริง

หนังสือหลวงพ่อภัททันตะนี่จะอ่านไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร เพราะอ่านแล้ว
อาจจะทำให้เข้าข้างความคิดตัวเอง จนกว่าจะเต็มที่ เข้าที่เข้าทาง เพราะมันจะทบทวนสภาวะ
อยู่อย่างนั้น วันใดเต็มที่แล้ว จึงจะอ่านรู้เรื่อง เพราะสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นจะตรงกับที่หลวงพ่อภัททันตะ
ได้รจนาไว้ทั้งหมด เราเองก็ไม่ค่อยจะเปิดอ่าน จนคุณนุ บอกว่าให้อ่าน ถึงได้อ่าน

สาธุ สาธุ สาธุ

สิงหาคม 2017
พฤ อา
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: