๖. อากังเขยยสูตร

[๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า
เราพึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่เถิด ดังนี้

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล

หมั่นประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน
ไม่ทำฌานให้เหินห่าง

ประกอบด้วยวิปัสสนา

พอกพูนสุญญาคาร.

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล

หมายเหตุ;

หมายถึง การหยุดสร้างเหตุนอกตัว

เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น(สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต)
สิ่งที่เกิดขึ้น(ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เป็นเรื่องของ กรรมเก่า(การกระทำที่เคยกระทำไว้ในอดีต)
ส่งมาให้รับผล ในรูปแบบของสิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต
(วิบากกรรม /เวทนา ที่มีเกิดขึ้น)

ให้โยนิโสมนสิการ(กำหนดรู้)
ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทาง กาย วาจา(ไม่สานต่อ)
เป็นการดับรอบเฉพาะตน(ดับเหตุปัจจัยของการเกิด)

ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว(กรรมใหม่/วจีกรรม กายกรรม ไม่มี)

พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว(มรรค-อริยมรรค มีองค์ 8)

กิจที่ควรทำ(หยุด) ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

หมั่นประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน
ไม่ทำฌานให้เหินห่าง

หมายเหตุ;

ทำจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิในระดับฌาน(มิจฉาสมาธิ-สัมมาสมาธิ)

มิจฉาสมาธิ
สมาธิที่ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ช่วยกดข่มกิเลสไว้
(สมาธิบดบังกิเลส)

สัมมาสมาธิ
สมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น เป็นเหตุปัจจัยให้
รู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิตธรรม

ประกอบด้วยวิปัสสนา

หมายเหตุ;

ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นทั้งในการดำเนินชีวิต
และขณะทำความเพียร

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ) เนืองๆ

สภาพธรรมที่มีชื่อเรียกว่า วิปัสสนา
(ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา/ไตรลักษณ์)
ย่อมมีเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย

เมื่อใจน้อมลงสู่วิปัสสนา(ไตรลักษณ์)เนืองๆ

หากมีผัสสะใดเกิดขึ้น
ใจย่อมน้อมลงสู่วิปัสสนาเอง โดยไม่ต้องคิดพิจรณา

เป็นเหตุปัจจัยให้จิตเกิดการปล่อยวาง จากผัสสะที่มีเกิดขึ้น
โดยไม่ต้องคิดพิจรณาเพื่อให้เกิดการปล่อยวาง

พอกพูนสุญญาคาร

หมายเหตุ;

อยู่ในเรือนว่าง

สุญญตา

เพิ่มพูนการอยู่เรือนว่างเปล่า
หมายถึง สุญญตา หรือ สภาวะที่ปราศจาก ความมีตัวตน เข้าไปเกี่ยวข้อง กับสิ่งที่เกิดขึ้น

1. ที่มีเกิดขึ้นในการดำเนินชีวิต
ได้แก่ โยนิโสมนสิการ(การกำหนดรู้)

2. ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของ สัมมาสมาธิ
คือ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่(รูปฌาน-อรูปฌาน)

รูปฌาน รูปยังมีอยู่ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

อรูปฌาน รูปไม่ปรากฏ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

หากเป็นมิจฉาสมาธิ หรือที่เรียกว่า สมถะ
วิญญาณ/ธาตุรู้ จะมีเกิดขึ้นไม่ได้เลย
จนกว่าสมาธิจะคลายตัวหรืออ่อนกำลังลง

Advertisements

พลังสมาธิ

พลังสมาธิ

การทำสมาธิ ในรูปแบบต่างๆ สมาธิที่เกิดขึ้น จะมีกำลังมากน้อยแตกต่างกันไป

ถ้าทำตามสัปปายะ สถานที่ สภาพแวดล้อม มีส่วนทำให้จิตตั้งมั่นได้ง่าย

 

วลัยพร เป็นนักทำสมาธิมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งตอนนั้น ยังไม่รู้จักคำเรียกของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น หรือ ที่เรียกว่า สภาวะ

สิ่งที่รู้ต่างๆ ล้วนเกิดขึ้นจากจิต แล้วนำสภาวะ มาเทียบเคียงกับ คำอธิบาย หรืออากัปกิริยาที่เกิดขึ้น

ฉะนั้น ผู้ที่ไม่รู้ปริยัติ ไม่ต้องไปกังวลเรื่องคำเรียก เพราะ เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม ปริยัติต่างๆ จะรู้เอง
ปริยัติที่เกิดจากจิต แม่นยำกว่า สิ่งที่บอกเล่าต่อๆกันมา

เรื่องกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น แต่ละขณะ แต่ละอิริยาบท อันนี้รู้จากการชอบสังเกตุ คือ จิตบันทึกเอง โดยไม่ต้องจดจำ
โดยดูจาก ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น

เวลาปฏิบัติตามวัด สมาธิจะมีกำลังมาก เนื่องจาก ไหนจะสมาธิของตัวเองที่เกิดขึ้น และกำลังสมาธิ ที่เกิดขึ้นจากผู้อื่น
ที่นั่งอยู่รอบๆตัว ไหลถ่ายเท มาหากัน

เวลาใครไปปฏิบัติที่วัด มักจะแนะนำทุกคนเสมอๆว่า ให้หาที่นั่งตรงกลาง หรือ นั่งท่ามกลางหมู่คน อย่านั่งริมสุด อย่านั่งหน้าสุด อย่านั่งหลังสุด
นั่นแหละ คือ ตำแหน่งที่ดีที่สุด ของการรับและการให้สมาธิแก่กันและกัน

การนั่งขัดสมาธิที่พื้น กับการนั่งบนโซฟา หรือนั่งตามสบาย สมาธิที่เกิดขึ้น จะมีกำลังไม่เท่ากัน
การนั่งที่พื้น ในท่าขัดสมาธิ สมาธิที่เกิดขึ้น จะมีกำลังมากกว่า การนั่งในแบบอื่นๆ

ยกตัวอย่างให้ฟัง

เช่น เวลา นั่งที่พื้น ถึงแม้จะนั่ง ๒ ชม. สมาธิที่เกิดขึ้น มีกำลังมากกว่า นั่งที่โซฟา ถึงแม้นั่งที่โซฟา จะนั่งได้นานกว่า
อย่างวันนี้ นั่ง ๕ ชม. กำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น ไม่แนบแน่น เท่ากับนั่งที่พื้น

สมาธิที่เกิดขึ้น ขณะนั่งที่พื้น พลังของสมาธิ ที่เกิดขึ้น ลักษณะเหมือนผู้ที่พร้อมออกรบ พลังจะกล้าแข็ง แข็งแกร่ง
เป็นพลังที่เหมาะกับสภาวะประหานกิเลส ซึ่งจะเกิดขึ้นเอง เมื่อพละ ๕ พร้อม ตามเหตุปัจจัย

นั่งที่โซฟา พลังสมาธิที่เกิดขึ้น จะไหลเอื่อยๆ เนิบๆ เรื่อยๆ เป็นเหตุให้ นั่งได้หลายชม. เพราะ เหตุนี้

ถ้าเป็นผู้มีวสี ในการเข้าออกสมาธิ จะรู้แบบที่วลัยพรรู้ รู้เหมือนๆกัน ไม่แตกต่าง เพราะ สภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ไม่สามารถโกหกกันได้

เรื่องคำเรียกของสมาธิต่างๆ (ฌาน) คำเรียกเหล่านั้น ดูอารมณ์ ขณะจิตตั้งมั่น เป็นหลัก เช่น

ถ้าจิตยังไม่สามารถตั้งมั่นได้เอง โดยอัตโนมัติ ยังต้องอาศัยคำบริกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดสมาธิ สภาวะแบบนั้น เรียกว่า ปฐมฌาน

ขณะจิต ตั้งมั่น มีปีติเกิด ทำให้รู้สึกเย็นทั่วร่างกาย เหมือนนั่งอยู่ในตู้เย็น มีสุขเกิด เรียกว่า ทุติยฌาน

ขณะจิตตั้งมั่น มีสุขเกิดเพียงอย่างเดียว  เรียกว่า ตติยฌาน

ขณะจิตตั้งมั่น ไม่มีปีติ ไม่มีสุขเกิด แต่ตั้งมั่นอยู่ เรียกว่า จตุตถฌาน

จะรู้ชัดในสภาวะของสมาธิได้ ต้องมีวสี หรือมีความชำนาญ ในสมาธิต่างๆ

นี่เป็นสภาวะสมาธิที่เกิดขึ้น แบบปกติ โดยทั่วๆไป

ส่วนสภาวะ สัมมาสมาธิ สภาวะที่เกิดขึ้น มีรายละเอียด ข้อปลีกย่อย มากกว่า สมาธิที่เกิดขึ้น โดยปกติ มีความแตกต่างกันมากๆ

มีหลายๆคน เข้าใจสภาวะผิดๆ ระหว่าง จตุตถฌาน กับ สังขารุเปกขาญาณ เหตุของการเกิด ๒ สภาวะนี้ แตกต่างกันลิบลับ

ส่วนฌาน ที่เรียกว่า มิจฉาสมาธิ กับ ฌาน ที่เรียกว่า สัมมาสมาธิ มีข้อแตกต่าง ในการเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นอยู่ มีเพียงนิดเดียว
ฌาน ที่เป็นมิจฉาสมาธิ จะขาดความรู้สึกตัว ขณะจิตตั้งมั่นอยู่ คือ นั่งแล้วดิ่ง นั่งแล้วดับ เงียบสนิท ขาดความรู้สึกตัว

ฌาน ที่เป็นสัมมาสมาธิ จะมีความรู้สึกตัวทั่วพรือเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นอยู่ เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดในสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในกายและจิต

เคล็ดไม่ลับการทำสมาธิ และวิปัสสนาญาณ ๒ (ใหม่ )

จากพระสุตันตปิฎก ที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้

[๑๐๐] เธอครั้นละนิวรณ์ ๕ ประการ อันเป็นเครื่องทำใจให้เศร้าหมอง ทำปัญญาให้ถ้อยกำลังนี้ได้แล้ว จึงสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่

จากข้อความตรงนี้ ปฐมฌาน หรือฌาน 1

วิตก คืออุบายในการทำให้จิตจดจ่อ อาจจะมีการบริกรรมภาวนาต่างๆ หรือไม่มีการบริกรรมภาวนา หรือดูตามอาการที่เกิดตามเป็นจริง เช่น อาการของท้องพองหรือ ยุบ ตามลมหายใจเข้าและออก หรือจะดูเพียงลมหายใจเข้า ลมหายใจออกอย่างเดียวก็ได้

( ธรรมชาติของร่างกาย เวลาหายใจเข้า ท้องจะพอง เวลาหายใจออก ท้องจะแฟ่บหรือยุบ ) หรือการเพ่ง จับจ้อง อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ( เช่น กสิณต่างๆ )

วิจาร คือ อาการที่จิตจดจ่อ อยู่กับสิ่งใด สิ่งหนึ่ง

ปีติ มีอาการที่เกิดแตกต่างกันไป

1.ขุททกาปีติ มีอาการเยือกเย็นจนขนลุกขนพอง ผู้ปฏิบัติมักมีอาการขนลุกจนซู่ซ่า ขึ้นตามตัวและศรีษะ

2.ขณิกาปีติ มีอาการคัน เหมือนมดไต่ ไรคลาน ยุบๆยิบๆ ตามหน้าและตามตัว

3.โอกกันติกาปีติ มีอาการเหมือนโต้คลื่น ตัวโยก ตัวโคลง

4.อุพเพงคาปีติ มีอาการเหมือนตัวเบา ตัวลอยสูงขึ้น บางครั้งมีอาการสัปหงก โงกข้างหน้า โงกข้างหลัง

5.ผรณาปีติ มีอาการเย็นซาบซ่าน วูบวาบไปทั่วกาย

สุข เมื่อเกิดปีติ สุข ย่อมตามมา

อุปสรรคในการฝึกสมาธิ

นิวรณ์ เป็นอุปสรรคโดยตรงของการฝึกสมาธิ เพราะจิตที่ถูกนิวรณ์ครอบงำ ย่อมไม่สามารถตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ ในอกุสลราสีสูตร สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ได้กล่าวถึงนิวรณ์ว่าเป็นกองอกุศล ดังพุทธพจน์ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อจะกล่าวว่ากองอกุศล จะกล่าวให้ถูกต้อง กล่าวถึงนิวรณ์ ๕ เพราะว่ากองอกุศลทั้งสิ้นนี้ได้แก่ นิวรณ์ ๕ เป็นไฉน?

คือ กามฉันทนิวรณ์ ๑ พยาบาทนิวรณ์ ๑ ถีนมิทธนิวรณ์ ๑ อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ๑ วิกิจฉานิวรณ์ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อจะกล่าวว่ากองอกุศล จะกล่าวให้ถูก ต้องกล่าวถึงนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ เพราะกองอกุศลทั้งสิ้นนี้ ได้แก่ นิวรณ์ ๕

( พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ ๒๕๒๕:๑๑๖ )

กามฉันทะ ความพอใจในกาม ความต้องการกามคุณ จัดเป็นโลภะ

พยาบาท ความคิดร้าย จัดเป็นโทสะ

ถีนมิธทะ ความหดหู่ ความเซื่องซึม

อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน และความร้อนใจ

วิกิจฉา ความลังเล สังสัย

(อันนี้ขอเสริม จากประสพการณ์โดยตรง คือ ให้เราระลึกไว้อยุ่เสมอว่า หน้าที่เราคือทำอะไร ขณะนี้เรากำลังทำอะไรอยุ่ ให้เอาจิตจดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังทำ อย่าไปส่งจิตออกนอก นอกอะไร นอกกายนั่นเอง

เพราะการทำสมาธิ เป็นเรื่องของกายและจิต ซึ่งมีสติ สัมปชัญญะ ประกอบอยู่ด้วยตลดเวลา หากบางครั้ง ขณะที่ปฏิบัติอยู่ อาจจะมีจิตฟุ้งซ่าน ไปทางโน้นบ้าง ทางนี้บ้าง ก็ให้เอาสติจับกลับมารู้ที่กาย ว่ากำลังทำอะไรอยู่ หรือกลับมาจับที่องค์บริกรรมภาวนา หรือหายใจให้ยาวๆ เพื่อจะได้สติรู้ตัว ว่ากำลังฟุ้งแล้วนะ มันออกไปนอกตัวแล้วนะ ทำบ่อยๆจิตมันจะค่อยๆสงบลงไป )

นิมิต

ขณะที่ทำสมาธิ อาจจะเห็นภาพ หรือมีภาพต่างๆเกิดขึ้น ไม่ต้องไปสนใจหรือให้ค่าให้ความหมายในสิ่งที่เห็น เพราะเมื่อเราไปให้ค่า ให้ความหมายในสิ่งที่เห็น ต่อมเอ๊ะ จะถูกทำงานทันที ต่อมเอ๊ะก็คือ ความสงสัย

เมื่อความสงสัยเกิดขึ้นแล้ว มันจะเกิดขึ้นไม่รู้จบ จะต้องคอยเทียวไปถามหาคำตอบ ถาม 100 คนก็ได้ 100 คำตอบ เพราะคำตอบแต่ละคำตอบก็อยู่ที่คนจะให้ค่าให้ความหมายในสิ่งที่เห็นนั้นๆ

การปฏิบัติแทนที่จะก้าวหน้าต่อไปก็เลยสะดุด หยุดไปชั่วคราว บางคนก็หยุดยาวไปเลย เพราะมัวค้นหาคำตอบ กลับมารู้ที่กาย บางคนก็ไปสวรรค์นรกทางนิมิต สุดท้ายการปฏิบัติเลยไม่ก้าวหน้า ติดอยู่แค่นิมิต

เมื่อเกิดนิมิต

คือ ไม่ต้องไปสงสัยในสิ่งที่เห็น อาจจะกำหนดตามสิ่งที่เกิดหรือที่เห็น คือ เห็นหนอๆๆ หายใจยาวๆ รู้หนอๆๆๆ หายใจยาวๆ โดยใช้จิตกำหนด ไม่ใช้ปากกำหนด

หรือ เอาจิตปักที่ลิ้นปี่ หายใจยาวๆ กำหนดรู้หนอๆๆๆ คือสักแต่ว่ารู้ แต่ไม่ให้ค่าหรือความหมายในสิ่งที่รู้หรือเห็น

หรือ กลับมารู้ที่กาย โดยการดูอาการของท้องพอง ยุบ หรือหายใจยาวๆเพื่อจะได้มีสติรู้ตัว นิมิตนั้นก็จะดับไป บางคนก็ไปสวรรค์นรกทางนิมิต สุดท้ายการปฏิบัติเลยไม่ก้าวหน้า ติดอยู่แค่นิมิต

โอภาส

บางคนเห็นแสงสีต่างๆ หรือความสว่างเจิดจ้ามากๆ ไม่ว่าจะเป็นแสงสี หรือแม้แต่จะความสว่างมากหรือน้อย ก็ไม่ต้องไปสนใจ ให้กลับมารู้ที่กาย โดยเอาสติเข้าจับความรู้สึกว่า ขณะนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ เรากำลังส่งจิตออกนอก ไปสนใจสิ่งนอกตัว ให้กลับมารู้ที่กาย วิธีแก้ ก็ทำแบบเดียวกับการเกิดนิมิต

ปีติ สุข

ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเกิดสมาธิ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น อย่าไปดื่มด่ำหรือซึมซับอารมณ์ตรงนั้น ให้กลับมารู้ที่กาย วิธีแก้ ก็ทำแบบเดียวกับเวลาเกิด นิมิต เกิดโอภาส เพราะสิ่งเหล่านี้ มีผลต่อการเจริญสมาธิในขั้นต่อไป

หากยังละสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ สมาธิจะก้าวหน้าถึงจตุตถฌาน ไม่ได้ เพราะแต่ละขั้น มีแต่จะละไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีแต่สภาวะปรมัติล้วนๆ สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ จะไม่มีเหลือในจตุตถฌาน

จะมียกเว้นคือ โอภาส ที่จะเจอบ่อยมากที่สุด ยิ่งกำลังสมาธิมีมากเท่าใด โอภาสยิ่งสว่างมากขึ้นเท่านั้น

แต่ถ้า สติ สัมปชัญญะดี โอภาสจะหายไปเอง

สิ่งเหล่านี้ ถ้าสามารถผ่านไปได้ อย่างน้อยเมื่อเข้าสู่วิปัสสนาญาณบังเกิด จะได้ไม่ไปติดอยู่ที่อุปกิเลส ๑๐

วิธีปรับอินทรีย์

ไม่ต้องไปอยากให้สภาวะเหล่านี้หาย บางคนอยากให้หาย เพราะรู้ว่าเป็นอุปกิเลส ยิ่งอยากให้หายมากเท่าไหร่ ยิ่งไม่หาย

ให้ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ให้ค่าได้ เพราะสติยังไม่ทัน ให้ค่าก็รู้ว่าให้ค่า แต่อย่าไปยึดติดในสภาวะที่เกิดขึ้น

แล้วเจริญสติต่อไป ทำต่อเนื่อง แล้วสภาวะต่างๆนี้จะหายไปเอง

ของเก่า ที่เคยบันทึกไว้

 
https://walailoo2010.wordpress.com/2008/03/22/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4-%e0%b9%81/

นิยามของ ฌาน

มีผู้คนมากมาย ที่ใช้การคาดเดาในสภาวะของฌาน ว่าจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ได้แต่คาดเดา รู้เพียงสภาวะที่ฉาบฉวย แต่ไม่สามารถลงลึกไปในสภาวะที่แท้จริงของฌานต่างๆได้

เรื่องที่เราเคยเขียนไว้ในบล็อกเกี่ยวกับฌาน ตอนนั้นยังแยกแยะรายละเอียดของสภาวะที่ชัดเจนยังไม่ได้หมด ใช้เวลานานมากเลยนะ กว่าจะเก็บรายละเอียดแต่ละสภาวะของฌานได้

เนื่องจากทุกๆสภาวะจะต้องเจอซ้ำแล้ว ซ้ำอีก จนกว่าจะเข้าออกสมาธิได้ตามใจนึก เข้าออกได้ทุกๆอิริยาบทตามต้องการหรือแม้กระทั่งไม่ได้ต้องการ แต่จิตเขาเป็นของเขาเอง นี่แหละสภาวะปรมัตถ์ที่แท้จริงของฌาน

เราถึงบอกกับผู้ที่เข้ามาอ่านบล็อกเสมอๆว่า การอ่านบล็อก ให้อ่านที่ปัจจุบัน เพราะนี่คือ สภาวะที่แท้จริง ส่วนสภาวะในอดีต ล้วนยังมีข้อผิดพลาด แต่เราไม่ได้กลับไปแก้ไขข้อความใดๆ ปล่อยให้คงสภาพตามความเป็นจริงไว้แบบนั้น

เพื่อให้รู้ว่า ทุกๆย่างก้าว ล้วนมีความผิดพลาดมาก่อนที่จะรู้ ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก จนแม่นยำในสภาวะ แล้วความผิดพลาดในสภาวะนั้นๆจะไม่มีเกิดขึ้นอีกต่อไป ทุกๆสภาวะก็เป็นเช่นนั้น ไม่มีข้อยกเว้น คือ ต้องผิดพลาดมาก่อนที่จะรู้

สภาวะของฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ

 อารมณ์ในรูปฌาน
 อารมณ์ในอุปจารฌาน ปฐมฌาน ถึงจตุตถฌาน ได้แก่

๑ .วิตก ท่านแปลว่า ตรึก นึก คิด หมายความว่าจะต้องมีนึกคิดยึดอะไรบ้างเป็นอารมณ์
เช่น บำเพ็ญอานาปนสติ กสิณ พุทธานุสติ ก็ต้องนึกคิด ยึดลมหายใจเข้าออก
นิมิตที่ใช้เพ่งในการทำสิณ และคำภาวนาต่างๆ ( มีสติรู้อยู่กับคำบริกรรมภาวนานั้นๆ )

๒.วิจาร ท่านแปลว่า ตรอง หมายความว่าจะต้องนึกคิดยึดอารมณ์นั้นๆอย่างไรบ้าง
เช่นลืมตาดูพระพุทธรูปหรือวัตถุที่ใช้ในการทำกสิณ พอจำได้แล้วก็หลับตานึกถึงภาพที่ใช้เพ่ง หรือนั่งหลับตาแล้วภาวนา ( การเอาจิตจดจ่อรู้อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น คือ สภาวะของสัมปชัญญะ  )

๓.ปีติ ท่านแปลว่า ความปลื้มใจ ความอิ่มใจที่แสดงออกทางกายด้วย
เช่น ขนลุกชูชัน น้ำตาไหล เป็นต้น ส่วนใจนั้นสดชื่นเบิกบานผ่องใส ไม่อิ่ม ไม่เบื่อในการบำเพ็ญภาวนา มีความสว่างปรากฏในขณะหลับตา ไม่มืดเหมือนก่อนเกิดปีติ  แม้ร่างกายจะสั่นไหว แต่จิตนั้นจะเป็นสมาธิตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวไปตามปีติด้วย

ปีติจำแนกตามอาการได้เป็น ๕ อาการ ดังนี้

๓.๑ ขุททกาปีติ ปีติเล็กน้อยพอขนลุกชูชัน น้ำตาไหล

๓.๒ ขณิกาปีติ ปีติชั่วขณะ รู้สึกมีแสงสว่างเข้าตาคล้ายฟ้าแลบ

๓.๓ โอกกันติกาปีติ ปีติเป็นระลอกหรือเป็นพักๆ รู้สึกซู่ลงมาที่ร่างกาย คล้ายคลื่นซัดร่างกายโยกโคลงเหมือนเรือกระทบคลื่น

๓.๔ อุพเพคาปีติ ( หรืออุพเพงคาปีติ ) ปีติโลดลอย เช่นร่างกายลอยขึ้นเหนือที่นั่ง บางรายลอยไปได้ไกลและสูง หรือปีติแสดงอาการโดยมิได้ตั้งใจ เช่น เปล่งอุทานออกมา

๓.๕ ผรณาปีติ ปีติซาบซ่านเย็นไปทั่วร่างกาย   ท่านว่าเป็นปีติในองค์ฌาณโดยตรง ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้บำเพ็ญสมถภาวนา

๔.สุข หมายถึง ความสบายกายสบายใจที่เป็นผลจากจิตสงบ ตั้งแต่อุปจารสมาธิขึ้นไป

ความสุขในโลกนี้ท่านว่ามีอยู่ ๓ ประการ ดังนี้

๔.๑ ความสุขจากกาม ความสุขจากกามนี้มีทุกข์เป็นเสมือนเงาตามตัว

๔.๒ ความสุขในรูปฌานและอรูปฌาน

๔.๓ ความสุขจากนิโรธสมาบัติ คือการดับสูญ ( ความจำได้หมายรู้ ) และเวทนา ( การเสวยอารมณ์ )

นิโรธสมาบัติต้องเป็นพระอริยะบุคคลตั้งแต่พระอนาคามีขึ้นไป และได้สมาบัติ ๘ แล้ว จึงจะเข้านิโรธสมาบัติได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่มีความสุขอื่นใดยิ่งไปกว่าความสงบ

๕.อุเบกขา หมายถึง จิตวางเฉยไม่สุขไม่ทุกข์ เรียกเต็มว่า อุเบกขา เวทนา

๖.เอกัคตา หมายถึง ความมีอารมณ์เป็นหนึ่งในการทรงอารมณ์ตามชั้นของฌาน
เช่น อารมณ์ที่ทรงชั้นปฐมฌาน มีวิตก วิจาร ปีติ สุข จิตก็ทรงวิตก วิจาร ปีติ สุข เท่านั้น ไม่มีอารมณ์อื่นมาแทรก เป็นต้น ท่านจัดเอกัคตาเป็นอารมณ์ด้วย

อารมณ์ อาการ เสี้ยนหนาม อานิสงส์ในรูปฌาน

ข้อนี้จะได้กล่าวถึงอารมณ์ ( สิ่งที่จิตยึด ) ขณะที่ทรงฌาน อาการ ( ความเป็นอยู่ )

ขณะทรงฌาน เสี้ยนหนาม ( ศรัตรู ) ของฌาน และอานิสงส์ ( ประโยชน์ ) ของฌาน  ทั้งนี้ จะได้กล่าวเฉพาะในรูปฌาน ดังต่อไปนี้

๑. อุปจารฌาน

๑.๑ อารมณ์ ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข

๑.๒ อาการ ขณะหลับตาจะมีแสงสว่างปรากฏขึ้น คล้ายมีผู้นำประทีปมาตั้งไว้ใกล้ๆ สมาธิระดับนี้เป็นสมาธิเพื่อสร้างทิพจักขุญาณ ย่อมปรากฏแสงสว่างขึ้นได้

๒. ปฐมฌาน

๒.๑ อารมณ์ ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคตา

๒.๒ อาการ ขณะทรงฌานหูยังได้ยินเสียงจากภายนอกทุกอย่าง แต่ไม่รำคาญในเสียง  จิตทรงอารมณ์มั่นคง ยังคงมีการภาวนา ท่านว่ากายกับจิตเริ่มแยกออกจากกันเล็กน้อย

๒.๓ เสี้ยนหนาม ศัตรูสำคัญของปฐมฌาน คือเสียง ถ้าเกิดรำคาญในเสียงและทนรำคาญไม่ไหว  หรือถ้านิวรณ์ ๕ แม้เพียงข้อเดียวเข้ามาครอบงำจิต ฌานก็จะเสื่อมทันที

๒.๔ อานิสงส์ ถ้าใช้ปฐมฌานสนับสนุนวิปัสสนาญาณแล้ว ย่อมสามารถบรรลุอรหัตตผลได้
ถ้าทรงปฐมฌานเป็นโลกิยฌานตายจากมนุษย์ก็จะได้เข้าครองกายที่เกิดเป็นกายพรหม

๓. ทุติยฌาน

๓.๑ อารมณ์ ละวิตก วิจาร คงไว้แต่ปีติ สุข เอกัคตา

๓.๒ อาการ ลมหายใจเบาลง ได้ยินเสียงจากภายนอกเบาลง ขณะหลับตาคล้ายมีประทีป สว่างไสวมาตั้งไว้ใกล้ๆ จิตแจ่มใส จิตจะหยุดภาวนาเอง จิตไม่รับเสียงไม่สนใจในเสียง

๓.๓ เสี้ยนหนาม ศัตรูของทุติยฌาน คือคำภาวนา ขณะทรงปฐมฌานนั้นจิตจะภาวนาเพราะ ยังมีวิตก วิจาร เมื่อจิตทรงทุติยฌานจะหยุดภาวนาเอง แต่ถ้าจิตถอยลงมายึดคำภาวนาด้วย   แสดงว่าจิตได้ถอยลงมาทรงปฐมฌานแล้ว สภาวะฌาน สามารถขึ้นๆลงๆได้ ตามกำลังของสติ สัมปชัญญะและสมาธิ

แต่ถ้าเป็นสภาวะปรมัตถ์เต็มตัวแล้ว จะไม่มีการใช้บัญญัติมาเป็นอารมณ์

๓.๔ อานิสงส์ ถ้าใช้ทุติยฌานสนับสนุนวิปัสสนาญาณ แล้วย่อมสามารถบรรลุอรหัตตผลในชาติปัจจุบันได้ ถ้าทรงทุติยฌานเป็นโลกิยฌาน เมื่อตายจากมนุษย์ก็จะได้เข้าครองกายที่เกิดเป็นกายพรหม

 

จุดเด่นของทุตยฌาน คือ ปีติ ได้แก่ ผรณาปีติ

๔. ตติยฌาน

๔.๑ อารมณ์ สุข ( ทางจิต ไม่มีสุขทางกาย ) เอกัคตา ไม่ห่วงใยในกาย   เป็นฌานที่จิตกับกายแยกกันเด็ดขาด ( รู้ชัดหรือรู้อยู่ในรูป,นามได้ดี )

๔.๒ อาการ จิตละปีติ  ลมหายใจยังปรากฏแต่เบามาก  พอรู้สึกได้ว่ายังหายใจอยู่ สมาธิแน่วแน่มากจนรู้ตัวแน่วแน่กว่าทุติยฌาน

๔.๓ เสี้ยนหนาม ศัตรูของตติยฌาน คือปีติ ถ้าเกิดปีติขึ้นเมื่อใด  แสดงว่าฌานถอยหลังไปทรงทุติยฌานแล้ว

๔.๔ อานิสงส์ ถ้าใช้ตติยฌานสนับสนุนวิปัสสนาญาณแล้ว ย่อมสามารถบรรลุอรหัตตผลในชาติปัจจุบันได้ ถ้าทรงตติยฌานเป็นโลกิยฌาน เมื่อตายจากมนุษย์ก็จะได้ครองกายที่เกิดเป็นพรหม

๕. จตุตถฌาน

 

เมื่อกำหนดนั่ง อาจจะหายใจครั้ง หรือสองข้าง หรือแค่หายใจเข้า หรือ แค่ยืนกำหนดกำลังจะนั่งลง จิตสามารถเข้าสู่สมาธิได้ทันที โดยไม่มีการบริกรรมภาวนาใดๆทั้งสิ้น

จะมีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่ในกายและจิตได้ดี มีสมาธิที่แนบแน่น ลมหายใจจับไม่ได้ รู้แค่ว่าหายใจ แต่ไม่มีลมปรากฏ จิตเป็นสมาธิอย่างต่อเนื่อง มีสภาวะรูป,นาม เป็นอารมณ์ ไม่ใช่ฌานตัวแข็งนะ

๕.๑ อารมณ์ อุเบกขา เอกัคตา จิตตัดสุขเพิ่มอุเบกขาเป็นการวางเฉยไม่สุขไม่ทุกข์  เรียกเต็มว่า อุเบกขาเวทนา

๕.๒ อาการ ไม่ปรากฏลมหายใจหยาบแต่ยังมีลมหายใจอยู่ เป็นลมายใจละเอียดมาก  จิตสว่างไสวมากกว่าตติยฌาน  กายกับจิตแยกจากกันเด็ดขาด

คำว่า จิตสวว่างไสว เป็นคำ( อุมาอุปมัย ) สภาวะคือ รู้ชัดหรือรู้อยู่ในกายและจิตได้ดี จะปรากฏความว่างของกาย แต่จริงๆแล้วยังคงมีกาย แต่ไปชัดในความว่างของกายที่ปรากฏขึ้นแทน

สภาวะตรงนี้ จะรู้ชัดในกายทุกๆส่วนที่ปรากฏความว่างขึ้นมาแทน คือ ไม่มีคำเรียก แต่ที่เรายังมีคำเรียก เรียกตามสัญญา แต่ไม่ใช่โดยตัวสภาวะ เช่นรู้ชัดที่ลิ้นปี่ แต่จะไม่เรียกว่า ลิ้นปี่ เพราะปรากฏความว่างขึ้นมาแทนคำว่า ลิ้นปี่

๕.๓ เสี้ยนหนาม ศัตรูของจตุตถฌาน คือลมหายใจ ถ้าลมหายใจหยาบปรากฏเมื่อใด  ย่อมแสดงว่าฌานถอยหลังไปทรงฌานที่ต่ำกว่าจตุตถฌาน

๕.๔ อานิสงส์ ถ้าใช้จตุตถฌาน ถ้าใช้จตุตถฌานสนับสนุนวิปัสสนาญาณ ย่อมสามารถบรรลุอรหัตตผล ในชาติปัจจุบัน อย่างช้าภายใน ๗ ปี อย่างกลางภายใน ๗ เดือน อย่างเร็วภายใน ๗ วัน

ถ้าทรงจตุตถฌานที่เป็นโลกิยฌานเมื่อตายจากมนุษย์ก็จะได้เข้าครองกายที่เกิดเป็นกายพรหม

เรื่อง อุปจารฌาน สมาธิตรงนี้เป็นสมาธิคาบเกี่ยวระหว่าง อุปจารสมาธิกับอัปนาสมาธิ

คือ เมื่อเข้าสู่อัปนาสมาธิ ทุกอย่างจะดับสนิท ดับแบบไม่รู้ตัว จะรู้อีกที คือ สมาธิคลายตัว จิตถอยออกมาจากอัปนาสมาธิแล้ว

เมื่อผู้ปฏิบัติได้เจริญสติอย่างต่อเนื่อง จะมีกำลังของสติ สัมปชัญญะมากขึ้น วิญญาณหรือธาตุรู้มีเกิดขึ้น

สมาธิตรงนี้จะไม่มีนิมิตเหมือนอุปจารสมาธิ แต่กำลังของสมาธิจะมีกำลังเท่ากับอัปนาสมาธิ จะตั้งมั่นได้นานและแนบแน่นได้นานกว่าอุปจารสมาธิ

ส่วนเรื่องฌานต่างๆที่นำเสนอไปเบื้องต้นนั้น จัดเป็นฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ จะมีความรู้สึกตัวทุกระยะของสภาวะที่เกิดขึ้น แต่ละขณะๆ

แต่ถ้าเป็นมิจฉาสมาธิ

คือ จะไม่มี สติ สัมปชัญญะรู้แจ้งชัดแบบนี้ แต่ทุกอย่างจะดับสนิท แบบที่เรียกว่า ฌานตัวแข็ง ไม่มีการรับรู้ใดๆเลย

ตุลาคม 2017
พฤ อา
« ก.ย.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: