สัญจรนอกสถานที่

๑๑ กพ.๕๗

วันนี้ จะไปทัวร์ วัดเทพลีลา นั่งเรือไป จากท่าเรือเดอะมอลล์ บางกะปิ ค่าเรือ ๑๐ บาท

ลองไปสำรวจสถานที่ อยากได้สถานที่ สำหรับเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ศูนย์ปฏิบัติฯ ที่วัดมหาธาตุน่ะดี แต่ ไม่ชอบเดินทางไกล จึงหาที่อยู่ใกล้ๆหน่อย แค่เอาไว้ปรับเปลี่ยน สัปปายะ แบบไปกลับใกล้ๆ ไม่ต้องหมดเวลาไปกับการเดินทางไปกลับ

 

กิเลส

ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ ถ้าสภาวะยังไม่คงที่ ตามสภาวะที่เคยผ่านมา(สมาธิมั่น…คง แนบแน่น ตั้งมั่นอยู่ได้นาน) อะไรที่ทำเดิมๆซ้ำๆ สถานที่ เดิมๆซ้ำๆ ย่อมเบื่อบ้าง เป็นธรรมดา

ซักผ้า ตากผ้าเรียบร้อย จึงจะออกไป

เมื่อเช้า บอกกับเจ้านายแล้วว่า ไม่ชอบเดินทางไกล บางสถานที่ ถึงแม้ไกล แรกๆไป เพราะ อยากรู้จักสถานที่นั้นๆ พอรู้แล้ว ก็งั้นๆ

วัดเทพลีลา เดินทางผ่านมาหลายครั้งแล้ว ยังไม่เคยเข้าไปดู วันนี้คิดจะลองไปดู

๑๒ กพ.๕๗

วัดเทพลีลา

เมื่อวาน ไปวัดเทพลีลา นั่งเรือ ค่าโดยสาร ๑๒ บาท ลงท่าเรือหน้าวัด(นั่งใกล้คนขับเรือ บอกกับเขาว่า ยังไม่เคยมา ถึงแล้วให้บอกด้วย คนขับใจดีมาก ถึงแล้ว วลัยพรไม่รู้ เขาก็บอกว่า ถึงแล้วครับ)

ขึ้นจากเรือ เดินตรงเข้าไป เจอตึกสองชั้น ชั้นล่าง จัดเลี้ยงโต๊ะจีนอยู่ แอบมองอาหารที่กำลังทะยอยเข้าไปในห้อง เห็นแล้ว ก็งั้นๆ(เอียนกับโต๊ะจีน)

เดินขึ้นไปชั้นบน ลองผลักประตูเข้าไป มีคนทำความสะอาดอยู่ สอบถ…ามเรื่องการปฏิบัติที่นี่

น้องผู้ชาย บอกว่า เขาไม่รู้เรื่องพวกนี้ทั้งหมด พร้อมกับค้นหาเอกสาร พาเราออกไปหน้าห้อง ชี้ให้ดูเบอร์โทร ที่แปะไว้กับกระจก พร้อมทั้งมีรายละเอียดเกี่ยวกับ กิจกรรมประจำวัน

ที่นี่ มีสวดมนต์ ทำวัตรเย็นทุกวัน แล้วต่อด้วยการนั่งสมาธิ ถ้ามีกิจกรรมพิเศษ จะมีติดป้ายประกาศ

โทรสอบถามกับพระที่ดูแล(ตามเบอร์แปะ) ท่านบอกว่า ที่นี่ ไม่มีแบบปฏิบัติทั้งวัน ช่วงไหนมีกิจกรรม ถึงจะมีปิดประกาศ ท่านบอกว่า วันที่ ๑๔ กพ.นี้ มีเทศน์มหาชาติ มีทำบุญใส่บาตร ส่วนตอนเย็น มีสวดมนต์ ทำวัตรเย็น มีพระเทศน์ พร้อมนั่งสมาธิ ที่มีปกติทุกวัน

น้องเขาบอกว่า ช่วงเข้าพรรษา เฉพาะวันพระ(หรือวันโกน ไม่แน่ใจ ไม่ได้จำ) ผู้ที่ถือศิลอุโบสถ จะค้างที่วัดได้

ส่วนออกพรรษา หรือ วันพระปกติ จะไม่ให้ค้าง ก็มีคนเก่าๆ มากันอยู่บ้าง แต่น้อยลง ไม่มากเหมือนเมื่อก่อน

ในห้อง เห็นแอร์ และพัดลมติดเพดาน ถามเขาว่า ใช้แอร์ด้วยหรือคะ?

เขาบอกว่า จะเปิดแอร์ช่วง ปฏิบัติ

ถามห้องน้ำ เขาชี้ให้ดูประตูหลังห้อง(อยู่ชั้นเดียวกัน) และมีที่ชั้นล่าง อีกหนึ่งที่

ที่นอนสำหรับผู้ที่มาค้าง ช่วงเข้าพรรษา เห็นเสื่อวางไว้ด้านหลัง นอนในห้องปฏิบัติ

ถ้าเรือหมด สามารถขึ้นรถด้านหน้าได้ เขาบอกว่า มีรถเมล์วิ่งเข้าบางกะปิหลายสาย รถสองแถวเล็กก็มี

ขากลับแวะวัดกลาง เจอพระกลางทาง สอบถามกับท่าน ท่านบอกว่า ที่นี่ไม่มีเปิดให้ปฏิบัติหรอกโยม เพราะ สัปปายะไม่สะดวก

เหตุจาก อยู่ใกล้มัสยิด เวลาอิสลามละหมาด เขาจะใช้เสียงออกลำโพง ก็รู้ๆกันอยู่ว่า เสียงดังขนาดไหน

เช้านี้ จิตคิดพิจรณาสภาวะในอดีตที่ผ่านๆมา มีสุขเกิด คือ รู้ดีว่า ควรทำอย่างไร ไม่จำเป็นต้องหาที่ปฏิบัติหรอก แต่ความเพียรที่จะทำ ยังไม่มากพอ

อาจเป็นเพราะ ยังต้องการมีชีวิตอยู่ เพื่อเขียนถ่ายทอดเรื่องราวของสภาวะ ยังไม่อยากไปแบบ ไม่รู้ว่า จะได้กลับมาไหม คือ ไม่รู้จริงๆ ถึงแม้จะเคยผ่านสภาวะเหล่านั้นมาก็ตาม(ไม่ใช่สภาวะความตาย ตอนนี้รู้แล้วว่า สภาวะความตาย คือ สภาวะสมุจเฉทประหาน ไม่ได้ตายจริงๆ เป็นการตายแล้วเกิดทันที ออกทางช่องเหมือนกัน โดยไม่ต้องผ่านช่องคลอดของแม่

แต่เป็นอีกสภาวะหนึ่ง ที่ไปสถานที่หนึ่ง มีแสงสว่างมาก ถ้าไม่มีสติ ลงนั่งสมาธิ ก็ไม่รู้ว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นอีกต่อไป)

เรื่องราวที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ไม่ว่าจะตอนนอนหลับ หรือ ตื่นอยู่ก็ตาม(ปฏิบัติ) มีแต่เรื่องราวเหลือเชื่อ ไม่คิดว่า จะเกิดขึ้นได้ ไม่คิดว่า จะได้ไปในสถานที่ต่างๆแบบนั้น ไม่คิดว่า จะมีสภาวะอะไรๆแบบนั้น บทจะเกิด เกิดเอง ไม่ใช่จากความคิด

สติ จึงสำคัญมากๆ ไม่ว่าสภาวะใดเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ หากมีสติรู้อยู่ว่า กำลังทำอะไรอยู่ จะกลับมารู้ที่กายทันที ไม่หลงเดินเที่ยวไปทั่ว

เมื่อรู้ชัดในสภาวะความตาย ความหวาดกลัวต่อความตาย จึงไม่มี ดีเสียอีก ที่ได้เจอความตาย นั่นแหละ ทางลัด ที่ไปได้ไวที่สุด

ความสำคัญอยู่ที่ สติ หากสติยังมีกำลังไม่มากพอ หากแม้นเจอสภาวะความตาย จิตใต้สำนึก(กิเลส) มีกำลังมากกว่า เหตุจาก อวิชชาที่มีอยู่ ไม่รู้ชัดในสภาวะความตาย จึงผ่านความตายไปไม่ได้

หรือ หากแม้นรู้ชัดในสภาวะความตายแล้ว(เคยผ่านมาแล้ว) หากจิตใต้สำนึก(กิเลส) แรงกว่า กำลังสติด้อยกว่า จะกลับมารู้ที่กายทันที เช่นกัน

รู้ดีว่า ทำความเพียรต่อเนื่องไปนี่แหละ ทำมาก ทำน้อย ไม่สำคัญ เพราะเมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม ได้พบเจอสภาวะเหล่านั้นเอง เพียงแต่ จะผ่านสภาวะที่เกิดขึ้น ได้ไหม เท่านั้นเอง

รู้สึกมีความสุข กับการ ตั้งใจทำความเพียร ของตนเอง

ถึงแม้ยังอยู่ในช่วง ปรับเปลี่ยนตัวเองเนืองๆก็ตาม

ขอให้ทุกรูป ทุกนาม จงมีความสุข

อยากมีความสุขไหม?

ละเหตุแห่งทุกข์(หยุดการสร้างเหตุนอกตัว) ได้

ย่อมมีความสุข ในทุกที่ ไม่ว่าจะลืมตา(ยามตื่น) หรือ หลับตา(ยามหลับ)

 

 

๑๒ กพ.๕๗

หยุดมากขึ้น

เหตุของ การทำความเพียรต่อเนื่อง และ การไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดจากผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย ที่ทำต่อเนื่อง

จิตมีคิดพิจรณาเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต ในแต่ละขณะๆๆๆ คิดหาเหตุ หาผล ของสภาวะที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน
การใช้เงิน

ทรัพย์ เมื่อไม่ได้หามาด้วยน้ำพักน้ำแรง ของตนเองฝ่ายเดียว
แต่อาศัยแลกกับงานบ้าน ที่รับผิดชอบอยู่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เคยคิดหาวิธีการ ในการจับจ่ายใช้สอย ทั้งของตัวเอง ของเจ้านาย และเครื่องอุปโภค บริโภค ภายในบ้าน
ได้แต่คิด พอลงมือทำ ไม่เคยสมดังที่คาดหวังว่า จะต้องรู้จักจับจ่าย มากกว่านี้
วันนี้ ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ มีโอภาสเกิดร่วมด้วย

จิตคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ ของตัวเอง

หากเจ้านายอยู่คนเดียว จะประหยัดค่าใช้จ่ายลงไป เดือนละ ๑ หมื่นบาท
ส่วน ๓๐๐๐ บาท คิดเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลาง ค่าเน็ต ค่ามื้อเช้า และ ค่าอาหารเสริม

ที่คิดแบบนี้ เพราะ ตอนนี้ ข้าวของ เครื่องใช้ส่วนตัวของเจ้านาย มีครบหมด
ชุดทำงาน รองเท้า ถุงเท้า มีใช้ได้ถึง ๒ อาทิตย์

สำหรับของตัวเอง ไม่มีความจำเป็น ต้องซื้ออะไรเพิ่มอีก
เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว ที่มีอยู่ เพียงพอแล้ว
เหตุมี ผลย่อมมี

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ต่อให้คิดให้ตาย คิดยังไง ก็ยังทำไม่ได้ จึงไม่ทุกข์กับความคิด
เพราะรู้ดีว่า คิดไปเถอะ ไม่เป็นไร เดี๋ยวถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม สภาวะ นำทางให้เอง(ธรรมะจัดสรร)

ช่วงนี้อากาศร้อนมาหลายวัน เริ่มเปิดแอร์ ในเวลากลางคืน
ถ้าอยู่สองคน ถึงจะเปิด อยู่คนเดียว ไม่ต้องเปิด

ตอนแรก เปิดกลางดึก ช่วงหลังเที่ยงคืน ถึง ตี ๓ ครึ่งจึงปิด
เปิดเป็นบางคืน ไม่ได้เปิดทุกคืน

ตอนนี้ เวลาเจ้านายกลับมาจากที่ทำงาน มักจะเปิดแอร์ พร้อมกับกินข้าว
คือ เขาเดินจากท่าเรือเดอะมอลล์ บางกะปิ เดินเข้ามาในซอยแฮปปี้แลนด์ แล้วเดินขึ้นบันไดตึกที่พักอยู่อีก ๑๕ ชั้น

พอเข้าถึงห้องพัก หอบแฮ่กมาเลย จึงเปลี่ยนเวลามาเปิดแอร์ ช่วงนี้แทน ประมาณ ๑ ชม. จึงปิด กลางคืนไม่เปิดแอร์ เปิดพัดลม

ภาพแต่ละภาพ ผุดๆขึ้นมา ให้ดูสิ่งที่เกิดขึ้น ที่ผ่านๆมาทั้งหมด นั่งดูหนังเงียบ
ก็คิดนะ ธรรมะจัดสรรจริงๆ หลายปีผ่านมา(น่าจะ ๓ ปี ย่างเข้า ปีที่ ๔)
ปีนี้ เป็นปีที่ อะๆไรๆก็ลงตัวกว่า ปีก่อนๆ เหตุจาก สติ ที่มีมากขึ้น รู้เท่าทันต่อกิเลสที่เกิดขึ้น มากขึ้น

เก็บรายละเอียด ข้อปลีกย่อย เล็กๆน้อย เหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่
รู้ชัดในเหตุปัจจัยนั้นๆ ทันมากขึ้น
เมื่อคืน เจ้านายบอกว่า วลัยพรนี่ สบายนะ
เหตุจาก เขาชอบให้นวดขา/เมื่อยขา แต่เราไม่ชอบนวด จำใจนวด บางครั้ง เต็มใจนวด แล้วแต่อารมณ์

วันไหน เต็มอิ่มกับสมาธิ จะไม่มีหงุดหงิด เต็มใจนวดให้
วันไหน ไม่เต็มอิ่มกับสมาธิ จะมีหงุดหงิด ไม่อยากนวด จำใจต้องนวดให้

เราบอกว่า งั้นเราเป็นฝ่ายไปทำงาน ให้เขาอยู่บ้าน ดีไหม

เขาบอกว่า ดี

เราบอกว่า งั้นไปอยู่บ้านยายสิ จะได้สบาย ไปทำนา ไม่ต้องมาลำบากเรื่องทำงาน

เขาบอกว่า วลัยพรไปเองสิ ไปทำนาก่อน

เราบอกว่า ให้ไปอยู่กับยาย ไม่เอาหรอก เห็นแต่ทุกข์(ความไม่ชอบใจกับบุคคลรอบข้าง/นินทากัน ไม่ก็อวดร่ำอวดรวยกัน)

วันนี้ ทำสมาธิไป ๑ ชม. ใจคิดว่า พอแล้ว เดี่ยวเย็นนี้ ไปวัดเทพลีลา
ก่อนไป เตรียมนึ่งข้าว อุ่นกับข้าวไว้ให้เจ้านายล่วงหน้า
เขากลับมาถึง แค่อุ่นซ้ำ ก็กินได้เลย

อะไรๆ ก็คาดเดาไมได้เลยนะ
ได้แต่ ทำตามสภาวะเท่านั้นเอง

เริ่มต้นชีวิตใหม่ตลอด ยังดีที่ยังมีลมหายใจอยู่
หากหมดลมลงไปก่อน โอกาสของการเรียนรู้ คงจบลงแค่นี้

ที่ทำทั้งหมด เพราะ ไม่อยากเกิด เท่านั้นเอง
แก้นอกตัว แก้ไมได้ ต้องแก้ในเหตุปัจจัย ที่ตนมีอยู่
ค่อยๆแก้ไปทีละจุด เพียงทำตามสภาวะ

เดี๋ยวถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม ธรรมะจัดสรร สภาวะนำทางให้เอง
ไม่ต้องทุกข์ใจกับการทำความเพียร แบบก่อนๆ

Advertisements

ตุลาคม 2017
พฤ อา
« ก.ย.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: