วิจิกิจฉากิเลส

วิจิกิจฉากิเลส คือ ความลังเลสงสัยใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นิพพาน

สิ้นสงสัย หรือวิจิกิจฉากิเลส ถูกประหานเป็นสมุจเฉทประหาน ไม่มีความสงสัยเกิดขึ้นได้อีก หมายถึง ความลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นิพพาน ดับขาด

นิพพาน เวลานำมาอธิบาย ถ้ายังบอกว่า คือ การดับเย็น หรือวิมุตติ อะไรประมาณนั้น หรือนำมาอธิบายในแบบอื่นๆ ซึ่งมีแต่ปริยัติ ไม่มีการอธิบายวิธีการปฏิบัติ

ถ้าอธิบายแบบนี้ เป็นนิพพาน โดยสัญญา คือ ได้ศึกษาจากการอ่านหรือการฟัง จากการบอกเล่าต่อๆกันมา เพราะไม่สามารถอธิบาย ให้เกิดการปฏิบัติตามได้

Advertisements

วิจิกิจฉากิเลส

มีหลายครั้ง ต่อหลายครั้ง ที่มีอันให้น้ำตาไหล เพราะสภาวะของตนเอง

ตอนนี้ เห็นแต่ทุกข์นะ นอกจากทุกข์ ไม่เห็นเป็นอื่น

ส่วนเรื่องสภาวะสัญญา เกี่ยวกับปริยัติ วางได้มากขึ้น เพราะรู้สึกว่า ตัวเอง เป็นผู้สร้างเหตุให้กับผู้อื่น จากการได้เข้าไปสนทนาเรื่อง คำเรียกต่างๆ

คำว่า วางลงมากขึ้น หมายถึง การเข้าไปสนทนาแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ในคำเรียกต่างๆ

สภาวะ วิจิกิจฉากิเลส ยังมีอีกมากมาย ที่สำคัญสภาวะผิด

วิจิกิจฉากิเลส เป็นเรื่องของความสงสัยที่มีกับ สภาวะที่เกิดขึ้นของตนเอง สงสัยในพระพุทธ สงสัยในพระธรรม สงสัยในพระสงฆ์ และสงสัยในนิพพาน

เมื่อยังไม่รู้นิพพาน ย่อมสงสัยว่า นิพพาน คืออะไร

เมื่อรู้นิพพาน จากตามตำรา นั่นคือ มิจฉาทิฏฐิ ที่บดบังวิจิกิจฉากิเลส ที่มีอยู่

ส่วนเรื่อง ปริยัติ เป็นเพียง สำนวนตามสมมุติ ที่ใช้เรียกแทนสภาวะต่างๆ เช่น วิญญาณ ซึ่งมีชื่อเรียกหลายชื่อ ตามสภาวะที่เกิดขึ้น ได้แก่ มโน หทัย ใจ หรืออาจจะมีชื่ออื่นๆอีก

เหตุนี้ ในพระไตรปิฎก เมื่อกล่าวถึงเรื่อง วิญญาณ จึงต้องดูที่หมวด วิญญาณขันธ์ จะเห็นว่า วิญญาณขันธ์ แบ่งแยกออกหลายหมวด ตามเหตุปัจจัย

 

คำสอน

ไม่ว่าจะเป็น พุทธวจนะก็ดี พระไตรปิฎกก็ดี

ผู้สอน เมื่อไม่รู้แจ้งในสภาวะ เมื่อได้สอนไปตามทิฏฐิของตนเอง คือ อธิบายตามที่ตนเองได้ศึกมา จากการอ่าน การฟัง แต่ไม่รู้ชัดในสภาวะที่เกิดขึ้น

การทำสัทธรรมปฏิรูป จึงเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ เหตุจากความไม่รู้ที่มีอยู่

แล้วจะกล่าวโทษใครดีล่ะ ไม่ควรกล่าวโทษนอกตัว ต้องโทษเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังทำให้เกิดขึ้นใหม่ นั่นแหละ ถึงได้เจอแบบนั้น

เพียงทำความเพียรต่อเนื่อง เดี๋ยวรู้เอง ในการสื่อสารใช้คำเรียก เพื่อให้ตรงกับสภาวะ หรือสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องไปสนทนากับใคร เพราะมีแต่สร้างเหตุให้กับผู้ที่ไม่รู้

๒. วิจิกิจฉาสังโยชน์

วิจิกิจฉาสังโยชน์ แปลว่า กิเลสเป็นเครื่องผูกสรรพสัตว์ไว้ คือ  ความลังเลสงสัยในสิ่งที่ควรเชื่อ องค์ธรรมได้แก่ วิจิกิจฉาเจตสิก ในวิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต ๑ ดวง

วิจิกิจฉา ความสงสัยลังเลใจในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บุญ บาป นรก สวรรค์ มรรค ผล นิพพาน

เช่น เมื่อมีความสงสัยเกิดขึ้นว่า พระพุทธเจ้ามีจริงไหมหนอ พระธรรม พระสงฆ์มีจริงไหมหนอ

ข้อมูลทั้งหมด นำมาลงไว้ชั่วคราว ข้อความที่เขียนทั้งหมดยังไม่เขียนไม่เสร็จ

วิจิกิจฉากิเลส

วิจิกิจฉากิเลส

ได้แก่ธรรมชาติที่ตัดสินใจลำบาก คือ สงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามธรรมดาผู้ที่ยังมีวิจิกิจฉากิเลสอยู่ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาพุทธหรือศาสนาอื่นใดก็ตาม ย่อมมีความสงสัยในพระรัตนตรัยอยู่เสมอเช่น

ก. สงสัยในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้ามีจริงหรือ ถ้าพระพุทธเจ้ามีจริง พระองค์ตัดกิเลสได้จริงหรือ พระองค์ทรงคุณพิเศษสามารถแสดงธรรมเพื่อตัดกิเลสนำสัตว์ออกจากวัฎฎสงสารได้จริงหรือ
พระองค์ทรงพ้นจากทุกข์ในวัฏฏสงสาร เสด็จเข้าสู่แดนอมตนิพพานได้จริงหรือ ดังนี้เป็นต้น

ข. สงสัยในพระธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระธรรมที่ทรงแสดงไว้นั้นจริงหรือ พระธรรมอันเร้นลับมองไม่เห็นต่างๆ เช่น เรื่องนรก,สวรรค์,-มรรค,-ผล,-นิพพานเป็นต้นนั้นมีอยู่จริงหรือ

ถ้าปฏิบัติตามพระธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้แล้วจะได้รับผลจริงหรือไม่ ดังนี้เป็นต้น

ค. สงสัยในพระอริยสงฆ์แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระอริยสงฆ์มีจริงหรือ ถ้ามีจริง พระอริยสงฆ์ท่านสามารถดับกิเลสได้จริงหรือ พระอริยสงฆ์ท่านได้สามารถบรรลุมรรค,ผลและเห็นพระนิพพานได้จริงหรือ ดังนี้เป็นต้น

หมดสิ้นสงสัยในพระรัตนตรัย โดยเอาตนเองเข้าเป็นพยานโดยเหตุดังนี้

ผู้เข้าสู่กระแสพระนิพพาน ได้ดื่มอมตรสคือพระนิพพานแล้ว ความสงสัยในพระรัตนตรัยก็ขาดไปจากจิตสันดานโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้เพราะตนได้ประสบพบเห็นยอดของธรรมะ กล่าวคือพระนิพพานแล้ว

จึงมีความเชื่อมั่นอันจริงใจว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ประเสริฐสุดอย่างแน่แท้ เพราะทรงสามารถนำเอาพระนิพพานอันเป็นอมตธรรมมาตีแผ่ให้ปรากฏแก่ชาวโลกได้

และในบรรดาธรรมทั้งหลายนั้น พระนิพพานได้ชื่อว่ายอดแห่งธรรม ก็มีพระนิพพานอันเป็นยอดแห่งธรรมมีจริง เพราะตนได้ประสบพบเห็นด้วยตนเองดังนี้แล้ว เหตุไฉนธรรมทั้งหลายที่พระองค์ตรัสเอาไว้จะไม่มีจริงเล่า

พระอริยสงฆ์สาวกแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มีอยู่จริงๆ เพราะการที่จะได้เป็นพระอริยสาวกก็โดยอาศัยการได้ลิ้มรสอมตธรรมคือพระนิพพาน ตนเองก็ได้ลิ้มรสพระนิพพานแล้วเหมือนกัน

ฉะนั้นความสงสัยในพระอริยสงฆ์ก็เป็นอันหมดสิ้นไปด้วย

เพิ่มเติมเกี่ยวกับสภาวะของวิจิกิจฉากิเลส

สภาวะวิจิกิจฉากิเลส มี ๒ สภาวะ คือ สภาวะที่เกิดขึ้นภายใน ๑ สภาวะที่เกิดขึ้นภายนอก ๑

สภาวะที่เกิดขึ้นภายใน ได้แก่ สภาวะที่นำมากล่าวแล้วดังข้อความตอนต้น

สภาวะภายนอก ได้แก่ การสงสัยในเหตุของคนอื่นๆ ตลอดจนเหตุต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกทั้งอดีตและปัจจุบัน

เมื่อได้รู้แจ้งในสภาวะอริยสัจ ๔ ย่อมแจ้งในสภาวะของสัจจานุโลมิกญาณ ย่อมสิ้นสงสัยในคุณของพระรัตนตรัยและเหตุของผู้อื่น หากยังมีความสงสัยในสภาวะของนิพพาน สภาวะนี้ยังเป็นมรรค ยังไม่ใช่ผล

เมื่อรู้แจ้งในสภาวะที่แท้จริงของสภาวะอริยสัจ ๔ และสภาวะของนิพพาน สภาวะนี้เป็นผล เมื่อผลมาแสดงแล้ว ย่อมสิ้นสงสัยในสภาวะที่เหลือทั้งหมดทั้งภายนอกและภายใน จิตปราศจากอคติ จิตมีความเป็นปกติมากขึ้น

วิจิกิจฉา

วิจิกิจฉา คือ ความสงสัย ได้แก่ผู้มีความสงสัยต่างๆ ทั้งทางโลกและทางธรรม เรียกว่า ทั้งภายนอกกายและภายในกาย

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น คือ จะชอบกล่าวโทษนอกตัวเนืองๆ ชอบกล่าวว่า เพราะเหตุนั้น จึงทำให้เป็นเช่นนี้ สภาวะที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงแค่การคาดเดา สำเร็จด้วยความคิด หาใช่สภาวะการเห็นตามความเป็นจริงไม่

เมื่อยังไม่สามารถเห็นตามความเป็นจริงได้ ย่อมยังชอบกล่าวโทษนอกตัว เมื่อยังมีการกล่าวโทษนอกตัวอยู่ นั่นคือ ยังเป็นผู้ที่มีความสงสัยอยู่

การละวิจิกิจฉา มีตั้งแต่สภาวะหยาบๆจนกระทั่งละเอียด

กันยายน 2018
พฤ อา
« ส.ค.    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

คลังเก็บ

%d bloggers like this: