คู่บารมีหลวงปู่มั่น – วิญญาณรักและผูกพัน ตอนที่ ๒

ท่านเล่าว่า ต่อมาไม่นานนัก ดวงวิญญาณก็มาเยี่ยมฟังเทศน์ท่านอีก คราวนี้มาในร่างแห่งเทวดาผู้มีรูปสวยงามมาก แต่มิได้ตกแต่งด้วยเครื่องประดับต่างๆ ตามปกติของพวกเทวดาที่ทำกัน เพราะมาหาพระองค์สำคัญ ซึ่งเทวดาถือเป็นความเคารพมาก

โดยทั่วไป พอเทวดามาถึงก็เล่าถวายท่านว่า พอได้รับคำชี้แจงจากท่านให้หายสงสัย ไร้ทุกข์ ที่เคยทรมาณใจมาแล้ว ก็ไปอุบัตเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์พิภพ ซึ่งมีความสุขสนุกสนานด้วยเครื่องบำรุง บำเรอต่างๆที่ล้วนแต่สำเร็จไปด้วยจากการบำเพ็ญเมื่ออยู่กับท่านในเมืองมนุษย์ทั้งนั้น

แม้จะมีความสุขสบายตามวิบากกรมอำนวยก็ตาม แต่อดระลึกมิได้ว่า วิบากสมบัติที่ปรากฏให้ได้รับเสวยนั้น ล้วนเป็นสาเหตุไปจากพระคุณท่านเป็นผู้พาริเริ่มบำเพ็ญแต่ต้นมา เพียงลำพังผู้เดียว ไม่มีปญญาสามารถคิดอ่านบำเพ็ญให้สำเร็จเป็นสมบัติที่พึงพอใจอย่างมหาศาลเช่นนั้นได้ เวลามีวาสนาได้ไปเกิดในกองมหาสมบัติอันเป็นทิพย์และมีความสุขสบาย หายโกรธแค้นน้อยใจแล้ว จึงได้ระลึกถึงพระคุณของท่านที่มีแก่ตนอย่างมากมายเหลือที่ประมาณได้

ฉะนั้น การเลือกเฟ้นในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะการงาน อาหารและสิ่งของนานาชนิด ตลอดจนมิตรสหายเพื่อนหญิงเพื่อนชายที่ควรก่อน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ต้องการครองตัวด้วยความราบรื่นจะพึงถือเป็นกิจจำเป็น เฉพาะอย่างยิ่งที่ผู้ต้องการเลือกคู่ครอง เพื่อหวังพึ่งเป็นที่พึ่งตายจริงๆ ควรถือเป็นกรณีพิเศษยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

เพราะคู่ครองนั้นเป็นเหมือนกับใช้ลมหายใจและความเป็นอยู่ทุกด้านร่วมอันเดียวกัน ความสุข ทุกข์ น้อย มาก ย่อมเป็นสิ่งกระเทือนถึงกันทุกระยะ ผู้ที่ได้คู่ครองที่ดี แม้ตัวจะต่ำบ้างทางฐานะความรู้ ความฉลาด การประพฤติ จริตนิสัย แต่ก็ยังดีกว่า

ผู้ที่คอยฉุด คอยลาก คอยให้คติเตือนใจเสมอ และพาประพฤติดำเนินในกิจการต่างๆ ทั้งทางโลก อันเป็นเครื่องส่งเสริมครอบครัวให้มั่นคงและสงบสุขและทางธรรม ซึ่งเป็นความดีงามแก่จิตใจ ตลอดการงานอย่างอื่นที่พลอยมีส่วนดีงาม ไปด้วย ไม่มืดมิดปิดตากำดำกำขาวไปโดยถ่ายเดียว โดยหาความแน่นอนและรับรองผลไม่ได้

ถ้าต่างฝ่ายต่างดีด้วยกันก็เท่ากับช่วยกันสร้างวิมานหลังใหญ่ในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันไปตลอดอวสาน ไม่มีการทะเลาะวิวาทถกเถียง ครัวเรือนย่อมเป็นสุข ไม่มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจมารบกวน เพราะต่างฝ่ายต่างสร้างสรรค์ ต่างฝ่ายต่างสำรวมระวัง ต่างฝ่ายต่างตั้งอยู่ในเหตุผลหลักธรรม ไม่ทำตามใจชอบที่ผิดจากหลักศิลธรรม อันเป็นหลักรับรองความร่มเย็นผาสุกต่อกัน

คู่ครองของแต่ละฝ่าย จึงเป็นผู้ช่วยกันสร้างกรรมดี ชั่ว สุข ทุกข์ บุญ บาป นรก สวรรค์ เกี่ยวเนื่องกันแต่เริ่มต้นชีวิตร่วมกันเป็นต้นไปเหมือนลูกโซ่ ทั้งปัจจุบันชาตินี้ตลอดจนอนาคตของภพชาติต่อไป

ดังข้าบาทได้เห็นประจักษ์กับตัวเอง ( คำว่า ข้าบาท เป็นคำแทนชื่อที่ถนัดของเทวดา เรียกตัวเองกับท่านพระอาจารย์มั่น ) ที่ได้มีบุญติดสอยห้อยตามบาทไปในภพชาติต่างๆ ด้วยการนำของพระคุณท่านพาสร้างแต่ความดีมาประจำนิสัย ไม่พาสร้างบาปกรรมทำชั่วมัวหมองเลย จึงพลอยได้เป็นคนดีติดตามบาทมาแทบทุกชาติทุกภพ และพาให้แคล้วคลาดจากภัยเวรทั้งหลายตลอดมา นึกถึงพระคุณแล้วทำให้ในจิตใจสุดที่จะเรียนได้ถูก

คราวนี้ข้าบาทได้เห็นโทษของตัวที่เคยผิดพลาดล่วงเกินพระคุณท่านมาในอดีต ทั้งชาติแห่งวิญญาณและอดีตกาลที่ผ่านมานาน ขอท่านได้โปรดเมตตาอโหสิกรรมแก่เทวดาตามความปรารถนาและได้แสดงธรรมอบรมส่งเสริมบารมีให้เป็นที่รื่นเริงจนสมควรแก่กาลแล้ว เทวดานมัสการลา กระทำทักษิณสามรอบ หลีกออกห่างจากท่านพอประมาณ และว้เหาะลอยขึ้นสู่อากาศด้วยความโสมนัสศรัทธาเป็นล้นพ้น

ระหว่างวิญญาณมาปรับทุกข์ด้วยความน้อยใจกับท่าน รู้สึกว่าพิศดารเหลือจะพรรณนา ผู้เขียนไม่สามารถนำมาลงได้ทุกประโยค จึงขออภัยท่านไว้ด้วย เท่าที่จำได้และนำมาลงนี้ก็ไม่ค่อยสนิทใจนัก ถ้าจะผ่านไปก็รู้สึกจะขาดเนื้อเรื่องที่น่าคิดไป ดังที่เรียนไว้แล้วตอนก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้

Advertisements

คู่บารมีหลวงปู่มั่น – วิญญาณรักและผูกพัน ตอนที่ ๑

สิ่งที่เกี่ยวกับครูบารมีของหลวงปู่มั่นมาดั้งเดิม ท่านเล่าว่า แต่ก่อนที่ยังไม่ถึงธรรมขั้นนี้ คู่บารมีของท่านเคยปารถนาพุทธภูมิมาด้วยกัน แต่สมัยก่อนโน้นก็เคยมาเยี่ยมท่านทางสมาธิภาวนาเสมอ

ท่านแสดงธรรมให้ฟังเล็กน้อยแล้วสั่งให้กลับไป
นานๆมาครั้งหนึ่งแต่มาในรูปแห่งวิญญาณ มองร่างไม่ปรากฏเหมือนภพอื่นๆ

เวลาท่านถามก็ตอบว่า เป็นห่วงท่านมาก ยังมิได้ตั้งใจไปเกิดในภพภูมิที่เป็นหลักเป็นฐานใดๆทั้งสิ้น ทั้งกลัวท่านจะหลงลืมความสัมพันธ์และความปารถนาที่เคยพาปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคต จึงต้องคอยฟังเรื่องราวอยู่เสมอด้วยความเป็นห่วงและเสียดาย

ท่านก็ได้บอกว่า ได้ของดความปารถนานั้นไปแล้ว และได้ตั้งใจปฏิบัติตนให้พ้นทุกข์ในชาตินี้
ไม่ขอเกิดอีก ซึ่งเท่ากับเอาทุกข์ภัยที่เคยพบเคยเห็นมาชาตินั้นๆมาแบกหามต่อไปอีก

แม้มิได้ตอบให้ท่านทราบว่าหายห่วงหรือยังห่วงอยู่ในเรื่องนั้น
แต่ก็ยังเป็นห่วงคิดถึงท่านตลอดมามิได้หลงลืมจืดจาง แต่นานๆมาเยี่ยมท่านหนหนึ่งดังนี้

พอมาระยะนี้องค์ท่านเองนึกเป็นห่วงและสงสารที่เคยรับความทุกข์ยากลำบากในภพชาตินั้นๆมาด้วยกันตามที่ท่านพิจรณารู้เห็น จึงนึกวิตกอยากพบเพื่อจะได้ปรับปรุงความเข้าใจและเล่าอะไรที่จำเป็นให้ฟังจะได้หายสงสัยหมดกังวลความผูกพันในความหลัง

เพียงนึกวิตกเท่านั้น พอตกกลางคืนยามดึกสงัด
คู่บารมีของท่านก็มาจริงๆและมาในรูปแห่งวิญญาณตามเดิม

ท่านเริ่มถามถึงภพชาติที่กำลังเป็นอยู่ว่า ทำไมมีแต่ดวงวิญญาณ ไม่มีร่างเหมือนภูมิ
อันเป็นทิพย์ทั่วๆไป เวลานี้เกิดเป็นอะไรจึงได้มาในลักษณะวิญญาณเช่นนี้

ดวงวิญญาณตอบท่านว่า นี่เป็นภพย่อยอันละเอียดอีกภพหนึ่งในบรรดาภพทั้งหลาย ที่มารออยู่ในภพนี้ก็เพราะความเป็นห่วงดังที่เคยเรียนแล้วนั่นเอง ที่มานี้ก็ทราบว่าท่านอยากให้มาถึงได้มา ไม่กล้ามาบ่อยนัก เพราะเป็นความกระดากอาย อยู่ภายในทั้งๆที่อยากมาบ่อยที่สุด แม้มาแล้วจะไม่มีความเสียหายอะไรทั้งสองฝ่าย เพราะมิใช่วิสัยจะทำให้เกิดความเสียหายได้ก็ตาม

แม้ความรู้สึกอันดั้งเดิมที่เคยมีต่อกัน หากทำให้เกิดความตะขิดตะขวงใจไม่กล้ามาไปเอง
ทั้งท่านก็เคยบอกว่าไม่ให้มาบ่อยนัก แม้ไม่เสียหายก็อาจเป็นอารมณ์เครื่องทำให้เนิ่นช้าแก่การปฏิบัติได้

เพราะใจเป็นสิ่งละเอียดอาจรับเอาอารมณ์อันละเอียดมาเป็นอุปสรรคแก่การดำเนินของตนได้
ก็เชื่อว่าอาจเป็นดังได้ที่บอกจึงมิได้มาบ่อยนัก

คืนวันที่ท่านตัดขาดจากภพจากชาติจากญาติมิตรสหายจากสายบารมีผู้หวังพึ่งเป็นพึ่งตายอย่างไม่อาลัยเสียดายเลยนั้นก็ทราบ เพราะเรื่องกระเทือนไปทั่วโลกธาตุต้องทราบกันทุกแห่งหน แต่แทนที่จะชื่นบานหรรษาอนุโมทนาด้วยดังที่เคยมีมาแต่ก่อนนั้น กลับเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจด้วยความวิปริตคิดไปต่างๆว่า ท่านไปแบบไม่เหลียวแล แม้คู่บารมีที่เคยทุกข์เคยตะเกียกตะกายถวายความจงรักภักดีในภพน้อยภพใหญ่มาด้วยกัน ก็ไม่เหลือบมอง ชาติวาสนาของตัวนี้แสนอาภัพก็อยู่ไปตามกรรม มีแต่ลูบคลำทุกข์ไม่มีวันปล่อยวางอย่างนี้แล

ผู้พ้นไปแล้วก็ไกลทุกข์ แต่ผู้ที่กำลังตกอยู่ในกองทุกข์ก็อดทนไป คิดไปมากเท่าไรก็เหมือนคนไม่มีปัญญาแต่อยากขึ้นไปชมเดือนดาวบนฟ้า สุดท้ายก็กลับมานั่งนอนกอดกับทุกข์ไปตามแบบของคนมีกรรมหนาหาทางออกไม่ได้ ผู้อาภัพชาติวาสนาที่กำลังดิ้นรนทนทุกข์บ่นหาความสุขอยู่เวลานี้ ก็คือผู้กำลังเสียใจร้องไห้อยากขึ้นไปชมเดือนชมดาวบนฟ้า ซึ่งแสนน่าทุเรศเอาหนักหนา น่าเวทนาเหลือประมาณ

ผู้นี้เองจะเป็นผู้อื่นที่ไหนกัน ท่านเป็นผู้เสมือนเดือนดาวบนฟ้าส่งแสงสว่างจ้าทั่วสารทิศ จะสถิตอยู่ที่ใดก็ไม่อับเฉาเขลาในธรรม มีแต่ความสว่างไสวไปทุกสารทิศทุกทางโดยรอบ ขอบเขตจักรวาล สนุกอยู่ด้วยความสำราญบานใจ

หากบุญวาสนาของดวงวิญญาณข้าบาทบริจาริกายังพอมีอยู่บ้าง ไม่ขาดสูญพูนทุกข์ ก็ขอท่านได้โปรดเมตตาแผ่กระแสธรรมไปบันดาลพร้อมทั้งดวงปัญญาญาณอันบริสุทธิ์ผ่องใส โปรดประทานพอได้พ้นจากโทษในสงสาร บรรลุพระนิพพานตามไปในไม่ช้านี้เถิด จะไม่อดรนทนทุกข์ทรมาณจิตใจไปช้านาน

ขอคำวิงวอนสัตยาธิษฐานนี้ จึงมีกำลังบันดาลให้เป็นไปดังใจหมายของข้าอย่าเนิ่นนาน ได้โพธิสมภารอย่างใกล้ชิดเร็วพลันเถิด นี่เป็นคำของดวงวิญญาณวิงวอนอธิษฐานหวังโพธิสมภาร หมายปองด้วยความละล่ำละลัก ซึ่งเป็นคำที่น่าสมเพชเวทนาเอาหนักหนา

ท่านตอบว่า เท่าที่นึกวิตกอยากให้มา ก็มิได้มุ่งเจตนาให้เกิดความเสียใจดังที่เป็นอยู่เวลานี้ ซึ่งเป็นทางที่ผิด สัตว์โลกที่มีอยู่ทั่วโลกธาตุซึ่งมีความหวังดีต่อกัน เขาไม่ได้นำเรื่องทำนองนี้มาคิดกัน คำว่า เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ในพรหมวิหาร ก็เคยบำเพ็ญมาไม่ใช่หรือ

ดวงวิญญาณตอบว่า เคยบำเพ็ญมาช้านานจึงอดคิดถึงความผูกพัน ที่เคยบำเพ็ญธรรมทั้งสี่นี้มาด้วยกันไม่ได้ เมื่อผู้หนึ่งเอาตัวรอดไปเสียเพียงคนเดียวเช่นนี้
ธรรมดาสัตว์ที่มีกิเลสเช่นวิญญาณนี้จึงอดกลั้นความเสียใจไม่ได้ แล้วก็ได้รับความทุกข์เพราะความสลัดปัดทิ้งไม่เหลียวแลนั้น จนเวลานี้ยังมองไม่เห็นความสร่างซาแห่งความทุกข์นั้นลงบ้างเลย

ท่านตอบว่า การสร้างความดีมาทั้งมวล ทั้งที่สร้างโดยลำพังทั้งตัวเอง ทั้งที่ผู้อื่นพาสร้างก็เพื่อแก้ความกังวล ขนทุกข์ออกจากตัว มิได้สร้างเพื่อความร้อนรนขนทุกข์เข้าใส่ตัว จนต้องได้รับความเดือดร้อนวุ่นวายมิใช่หรือ

ดวงวิญญาณตอบว่า ใช่ แต่วิสัยของผู้มีกิเลส เมื่อไม่สามารถ เลือกทางเดินที่ราบรื่นปลอดภัยได้ก็จำต้องลูบคลำไปตามประสา โดยไม่ทราบว่าที่ทำไปนั้นถูกหรือผิด จะพาให้ตนเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ส่วนที่เป็นทุกข์ ก็รู้อยู่แก่ใจ แต่ไม่ทราบจะหาทางออกด้วยวิธีใด ก็จำต้องดิ้นรนบ่นทุกข์ไป ทำนองดังที่เห็นอยู่เวลานี้

ท่านเล่าว่า วิญญาณทำความเหนียวแน่นแม่นมั่น ปรับทุกข์ปรับร้อนกับท่านอย่างเอาจริงเอาจัง หาว่าท่านหลบหลีกปลีกตัวไปเสียคนเดียว ปราศจากความเมตตาสงสารกับผู้ที่เคยตะเกียกตะกายเสือกคลานผ่านทุกข์มาด้วยกัน ไม่เหลือบมองเพื่ออนุเคราะห์ส่งเสริมพอให้มีทางผ่านพ้นไปด้วยได้

ตอนนี้ท่านพูดเป็นประโยคแทรกในระหว่าง จากนั้นก็อนุสนธิสืบต่อกับดวงวิญญาณต่อไป ท่านพูดปลอบโยนกับดวงวิญญาณว่า การรับประทาน แม้จะรับอยู่ร่วมวงในภาชนะ หรือในโต๊ะเดียวกัน ก็ยังมีผู้อิ่มก่อน ผู้อิ่มที่หลัง จะให้อิ่มในขณะเดียวกันย่อมไม่ได้

การบำเพ็ญความดีทั้งหลาย แม้จะบำเพ็ญมาด้วยกัน ดังพระพุทธเจ้ากับพระนางพิมพายโสธรา คู่บารมี ก็ยังปรากฏว่า พระองค์ทรงบรรลุถึงแดนพ้นทุกข์ก่อน แล้วเสด็จกลับมาประทานพระโอวาท แก่พระนาง แล้วค่อยสำเร็จในวาระต่อไป

เรื่องเช่นนี้ควรนำไปอ่านไตร่ตรองยึดเป็นคติย่อมจะเกิดประโยชน์มหาศาลแก่เราเอง ดีกว่าจะมาปรับทุกข์ปรับร้อนแก่ฝ่ายหนึ่ง ซึ่งกำลังพยายามคิดหาหนทางช่วยเหลืออยู่อย่างเต็มใจ และเสาะแสวงหาทางเพื่อช่วยให้หลุดพ้นอย่างเต็มกำลัง

มิหนำยังถูกหาว่ามีใจจืดจางวางปล่อยไม่เหลียวแล ก็ยิ่งเพิ่มความทุกข์ทั้งสองฝ่ายเข้าไปอีก ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่เหมาะสมเลย ควรเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ ตามแบบพระชายาของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นทางให้เกิดความสุขและเป็นแบบฉบับที่ถูกต้องดีงามแก่ผู้อื่นด้วย

การวิตกอยากให้มาก็เพื่ออนุเคราะห์ มิได้เพื่อขับไล่ไสส่ง การสั่งสอนตลอดมาก็เพื่อ
อนุเคราะห์ส่งเสริมตามแบบฉบับแห่งธรรมแก่ผู้ควรอนุเคราะห์

คำว่า ปล่อยปละละเลยไม่เหลียวแลนี้ ยังมองไม่เห็นว่า ได้ทอดธุระปล่อยวางห่างเหินอย่างไร ความคิดและอุบายที่แสดงออกทุกขณะจิตที่คิดเพื่ออนุเคราะห์ เป็นจิตที่บริสุทธิ์ด้วย เมตตากรุณาจริงๆ เพื่อผลที่ผู้รับไป ปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด ก็รอคอยจะแสดงมุทิตาจิตไปด้วยอยู่เสมอ หากได้ผลเป็นที่พึงพอใจ ไม่มีข้องแวะที่ไหนแล้ว ผู้ให้ความอนุเคราะห์ก็เบาใจหายห่วง จิตกับอุเบกขาธรรมก็เข้ากันได้สนิท

การที่พาปรารถนาพุทธภูมิ ก้มุ่งจะพาข้ามโลกสงสาร การของดจากพุทธภูมิ มาตั้งปรารถนาเป็นสาวกภูมิอันเป็นภูมิของผู้สิ้นกิเลสอาสวะ ก็เป็นความมุ่งหมาย เพื่อจะพาสิ้นกิเลสและกองทุกข์ทั้งมวลก้าวเข้าสู่บรมสุขคือ พระนิพพาน อันเป็นจุดอันเดียวกัน

การพาบำเพ็ญกุศลในชาติต่างๆตลอดมา จนชาติปัจจุบันได้มาบวชบำเพ็ยในศาสนา มีสติปัญญาเพียงใด พอติดต่อข่าวสารถึงได้ ก็พยายามเสมอมา จนได้มาพบเห็นกันในภพนี้และได้ให้โอวาทสั่งสอนเต็มสติปัญญาตลอดมาจนถึงปัจจุบันบัดนี้ ล้วนเป็นอุบายวิธีอนุเคราะห์ด้วยความเมตตาสงสารสุดที่จะประมาณอยู่แล้ว ไม่มีขณะจิตใดที่จะทอดอาลัยหมายหลีกปลีกตัวให้พ้นไปแต่ผู้เดียว

แต่เป็นจิตที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงสงสาร หวังจะฉุด จะลาก จะพรากออกจากกองทุกข์
ภพชาติในสงสาร ให้ถึงพระนิพพานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ความคิดวิปริตไปในทางน้อยเนื้อต่ำใจที่สำคัญว่า ทอดทิ้ง ปล่อยวางไม่เหลียวแลนี้ เป็นความคิดที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้งสองฝ่าย จึงควรระงับดับมันเสีย อย่าให้มีเกิดขึ้นมา เหยียบย่ำทำลายจิตใจอีกต่อไป

ผลคือ ความทุกข์จะตามมาอีก ไม่มีเวลาจบสิ้นลงได้ตลอดกาล
และผิดกับความมุ่งหมายของผู้หวังอนุเคราะห์ด้วยใจเมตตาสงสารตลอดมา

คำว่า หลุดพ้นไปไม่อาลัยอาวรณ์นั้น หลุดพ้นไปไหน? และไม่อาลัยผู้ใด? เพราะขณะนี้กำลังช่วยฉุด ช่วยลาก ช่วยถาก ช่วยถาง ช่วยอนุเคราะห์กันอยู่อย่างเต็มกำลัง แม้การอบราทั้งมวล ก็ล้วนออกจากความอาลัยสงสารโดยถ่ายเดียวมิใช่หรือ?

จะหาความอาลัยสงสารจากที่ไหนให้ยิ่งกว่าที่กำลังให้และกำลังได้รับอยู่ในเวลานี้ การอบรมบ่มนิสัย เพื่อการเชิดชูส่งเสริมตลอดมา ก็ได้ถอดออกมาจากดวงใจที่เปี่ยมด้วย ความสงสารยิ่งกว่าน้ำในทะเลมหาสมุทร และได้ทุ่มเทลงอย่างไม่อัดไม่อั้นไม่คิดเป็นคิดตาย และคิดจะหมดหรือยังเหลืออยู่ ในบรรดาธรรมที่มีอยู่ภายในใจ ขอได้เข้าใจตามเจตนาที่หวังอนุเคราะห์เสมอมา และรับไปเป็นสิริมงคลแก่ตน ตามธรรมที่อบรมสั่งสอนมานี้ ผลคือ ความสุขใจ จะเป็นที่ยอมรับอยู่กับผู้ที่เชื่อถือและปฏิบัติตาม

นับแต่ออกบวชมา ปฏิบัติธรรมแทบเป็นแทบตาย แม้แต่จิตหนึ่งที่คิดขึ้น เพื่อเป็นคนใจดำขุ่น ยังไม่ปรากฏว่ามีเลย การวิตกคิดถึงอยากให้มาหาก็มิได้หวังเพื่อจะต้มตุ๋นหลอกลวงให้ล่มจมเสียหาย แต่หวังจะอนุเคราะห์อย่างสมใจที่เมตตาสงสารอย่างเดียวเท่านั้น

ถ้ายังเป็นที่เชื่อถือไม่ได้อยู่แล้ว ก็ยากที่จะไปแสวงหาความเชื่อถือที่ไว้วางใจได้ จากผู้ที่เห็นว่าดีเยี่ยมและซื่อสัตย์สุจริตยิ่งกว่านี้ ที่ว่าทราบเรื่องสะเทือนโลกธาตุในคืนวันนั้น นั้นเป็นการทราบความสะเทือนแห่งธรรม ประเภทหลอกลวงต้มตุ๋นให้โลกล่มจมปรากฏขึ้นมาหรือไร? จึงไม่แน่ใจและปลงใจ ที่จะยอมเชื่อถือ ตามคำอบรมสั่งสอนที่ตั้งใจอนุเคราะห์ด้วยความเมตตา

ถ้าเข้าใจธรรมเป็นธรรมแล้ว ความสะเทือนโลกธาตุนั้น ก็ควรนำมาคิดเพื่อปลงจิตปลงใจเชื่อถือ และเย็นใจว่า เรายังมีวาสนาบารมีอยู่บ้าง แม้มาอุบัติในภพชาติที่ลึกลับควรจะสุดวิสัยแล้วแต่ยังได้รับฟังสิ่งดีชั่วของตัว จากธรรมที่มีผู้เมตตาแสดงให้ฟังได้ไม่เสียกาลไปเปล่า

นับว่าเป็นโชควาสนาของเราที่เคยสั่งสอนอบรมมา และควรภาคภูมิใจในวาสนาของตัว ที่มีผู้มาฉุดมาลาก มาช่วยพรากจากความมืดมนอนธการ พอได้รู้ความผิดพลาดของตัวเองบ้าง ไม่มืดบอดจอดจมถ่ายเดียว

หากคิดได้อย่างนี้ก็น่าอนุโมทนาสาธุการและพลอยเบาใจหายห่วงไปด้วย ไม่เป็นความคิดที่ให้ทุกข์ผูกมัดรัดตัว จนพากันหาทางออกมิได้ เพราะธรรมกลายเป็นโลก ความห่วงใยสงสารกลายเป็นศัตรูคู่ก่อเวร

ขณะที่ฟังท่านสั่งสอนด้วยเมตตาสงสาร เหมือนสายน้ำทิพย์ในลำธาร ประพรมโสรจสรงด้วยทั้งเหตุและผลระคนเคล้ากันไปไม่หยุดหย่อน บาทบริจาริกาคู่บารมีกลับได้สติ กลายเป็นผู้มีใจอ่อนน้อม ยอมรับธรรม ด้วยความซาบซึ้งใจเพลิดเพลินจนลืมเวล่ำเวลา

พอจบเทศนาวินิจฉัยปัญหา ก็ยอมตนเป็นผู้ผิด ว่ามาทำให้ท่านได้รับความลำบากลำบน เพราะความมืดมนด้วยความอาลัยรัก โดยเข้าใจว่าท่านปล่อยวางไปกับดินหญ้า ไม่เมตตาเอื้อเฟื้ออาลัย จึงเกิดความเสียอกเสียใจ จนไม่มีที่ปลงที่ว่าง นึกว่าตนไร้ญาติขาดมิตรปลิดชีวิตชีวาไม่มีที่พึ่งพาอาศัย

มาบัดนี้ ได้รับความสว่างจากดวงธรรม ใจเกิดความเย็นฉ่ำเป็นสุข ทุกข์ที่เคยแบกหามมา
ก็ปลงวางลงได้ เพราะธรรมเหมือนน้ำอมฤตรดโสรจสรงชะล้างให้เกิดความสว่างไสวขึ้นมา

โทษที่ได้ล่วงเกินพระคุณท่านด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขอได้โปรดประทานโทษนั้นแก่ข้าบาท ดวงวิญญาณจะได้ตั้งหน้าสำรวมระวังต่อไปตลอดอวสาน ไม่หลงลืมผิดพลาดขลาดเขลาอีกต่อไป

จากนั้น ท่านก็อธิบายแนะนำเกี่ยวกับภพกำเนิดว่า ขอให้ไปเกิดในภพที่เป็นหลักฐาน
อันสมควรแก่ภาวะของตน ไม่ควรมากังวลวกเวียนเกี่ยวข้องกับความเป็นห่วงใยดังที่เคยเป็นมาอีกต่อไป

ดวงวิญญาณยินดีรับคำท่านด้วยความเคารพนอบน้อม ก่อนจะจากไปขอพรว่า เมื่อได้เกิดในภพที่เหมาะสมแล้ว ขอให้ได้มารับฟังโอวาทตามปรารถนาดังที่เคยทำมา ขอได้โปรดประทานพรตามใจหวังเถิด เมื่อท่านอนุญาตแล้วก็หายไปในขณะนั้น

พอดวงวิญญาณจากไปแล้ว จิตถอนขึ้นมาราวตี ๕ จวนสว่าง คืนนั้นท่านมิได้พักผ่อนร่างกายเลย เพราะเริ่มนั่งสมาธิภาวนา แต่ขณะออกจากทางจงกรมราว ๒๐ น. ตอนดึกก็รับแขกดวงวิญญาณเสียหลายชั่วโมง

พฤศจิกายน 2018
พฤ อา
« ต.ค.    
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: