วิญญาณในปฏิจจสมุปบาท

ปัจจัยเป็นเหตุเกิดแห่งวิญญาณ

[๔๔๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
วิญญาณอาศัยปัจจัยใดๆ เกิดขึ้นก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้นๆ

วิญญาณอาศัยจักษุและรูปทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าจักษุวิญญาณ

วิญญาณอาศัยโสตและเสียงทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าโสตวิญญาณ

วิญญาณอาศัยฆานะและกลิ่นทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าฆานวิญญาณ

วิญญาณอาศัยชิวหาและไม้ ไฟอาศัยหญ้าติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟหญ้า
ไฟอาศัยโคมัยติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟโคมัย
ไฟอาศัยแกลบติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟแกลบ
ไฟอาศัยหยากเหยื่อติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟหยากเหยื่อ ฉันใด

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล
วิญญาณอาศัยปัจจัยใด ๆ เกิดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้น ๆ

วิญญาณอาศัยจักษุและรูปทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าจักษุ

วิญญาณ วิญญาณอาศัยโสตและเสียงทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าโสตวิญญาณ

วิญญาณอาศัยฆานะและกลิ่นทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าฆานวิญญาณ

วิญญาณอาศัยชิวหาและรสทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ชิวหาวิญญาณ

วิญญาณอาศัยกายและโผฏฐัพพะ ทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่ากายวิญญาณ

วิญญาณอาศัยมนะและธรรมารมณ์ทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่ามโนวิญญาณ

 

มหาหัตถิปโทปมสูตร

[๓๔๖] ดูกรท่านมีอายุทั้งหลาย
อากาศอาศัยไม้และอาศัยเถาวัลย์ ดินเหนียวและหญ้าแวดล้อมแล้ว
ย่อมถึงความนับว่า เป็นเรือนฉันใด

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย
อากาศอาศัยกระดูก และอาศัยเอ็นเนื้อและหนังแวดล้อมแล้ว
ย่อมถึงความนับว่า รูป ฉันนั้นเหมือนกันแล.

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย หากว่า
จักษุอันเป็นไปในภายใน เป็นของไม่แตกทำลายแล้ว
และรูปทั้งหลายอันเป็นภายนอกย่อมไม่มาสู่คลองจักษุ
ทั้งความกำหนดอันเกิดแต่จักษุและรูปนั้นก็ไม่มี
ความปรากฏแห่งส่วนแห่งวิญญาณ
อันเกิดแต่จักษุ และรูปนั้น ก็ยังมีไม่ได้ก่อน.

 

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย หากว่า
จักษุอันเป็นไปในภายใน เป็นของไม่แตกทำลายแล้ว
และรูปทั้งหลายอันเป็นภายนอก ย่อมมาสู่คลองจักษุ
แต่ความกำหนดอันเกิดแต่จักษุ และรูปนั้นไม่มี
ความปรากฏแห่งส่วนแห่งวิญญาณ
อันเกิดแต่จักษุ และรูปนั้นก็ยังมีไม่ได้ก่อน.

 

 

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย แต่ว่าในกาลใดแล
จักษุอันเป็นไปในภายในเป็นของไม่แตกไม่ทำลายแล้ว
และรูปทั้งหลายอันเป็นภายนอก ย่อมมาสู่คลองจักษุ
ทั้งความกำหนดอันเกิดแต่จักษุและรูปก็ย่อมมีในกาลนั้น
ความปรากฏแห่งส่วนแห่งวิญญาณอัน
เกิดแต่จักษุและรูปนั้น ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้.

รูปแห่งสภาพที่เป็นแล้วอย่างนั้นอันใด
รูปนั้นย่อมถึงความสงเคราะห์ในอุปาทานขันธ์ คือ รูป

 

เวทนาแห่งสภาพที่เป็นแล้วอย่างนั้นอันใด
เวทนานั้น ย่อมถึงความสงเคราะห์ในอุปาทานขันธ์ คือ เวทนา

 

สัญญาแห่งสภาพที่เป็นแล้วอย่างนั้นอันใด
สัญญานั้น ย่อมถึงความสงเคราะห์ในอุปาทานขันธ์ คือ สัญญา

สังขารแห่งสภาพที่เป็นแล้วอย่างนั้นเหล่าใด
สังขารเหล่านั้น ย่อมถึงความสงเคราะห์ในอุปาทาน คือ สังขาร

 

วิญญาณแห่งสภาพที่เป็นแล้วอย่างนั้นอันใด
วิญญาณนั้นย่อมถึงความสงเคราะห์ ในอุปาทานขันธ์ คือ วิญญาณ.

 

ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า การสงเคราะห์ การประชุมพร้อม
หมวดหมู่แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ย่อมมีได้ ด้วยประการอย่างนี้.

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ไว้ว่า
ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท ดังนี้.

ก็อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ใด
อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ชื่อว่า ปฏิจจสมุปปันนธรรมแล.

 

ความพอใจความอาลัย ความยินดี ความชื่นชอบ
ในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้อันใด
อันนั้นชื่อว่าทุกขสมุทัย

การกำจัดความกำหนัดด้วยสามารถความพอใจ
การละความกำหนัดด้วยสามารถความพอใจ
ในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้อันใด
อันนั้นชื่อว่าทุกขนิโรธแล.

 

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ด้วยเหตุแม้มีประมาณเท่านี้แล.
คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นอันภิกษุทำให้มากแล้ว.

 

 

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย หากว่า โสตะอันเป็นไปในภายในเป็นของไม่แตกทำลายแล้ว ฯลฯ
ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย หากว่า ฆานะอันเป็นไปในภายใน เป็นของไม่แตกทำลายแล้ว ฯลฯ
ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย หากว่า ชิวหา อันเป็นไปในภายใน เป็นของไม่แตกทำลายแล้ว ฯลฯ
ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย หากว่า กายอันเป็นไปในภายใน เป็นของไม่แตกทำลายแล้ว ฯลฯ

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย หากว่า
มนะอันเป็นไปในภายใน เป็นของไม่แตกทำลายแล้ว
และธรรมารมณ์ทั้งหลายอันเป็นภายนอก ย่อมไม่มาสู่คลอง
ทั้งความกำหนดอันเกิดแต่มนะ และธรรมารมณ์นั้น ก็ไม่มี
ความปรากฏแห่งส่วนแห่งวิญญาณ
อันเกิดแต่มนะและธรรมารมณ์นั้น ก็ยังมีไม่ได้ก่อน.

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย หากว่า
มนะอันเป็นไปในภายใน เป็นของไม่แตกทำลายแล้ว
และธรรมารมณ์ทั้งหลายอันเป็นภายนอก ย่อมมาสู่คลอง

แต่ความกำหนดอันเกิดแต่มนะและธรรมารมณ์นั้นไม่มี
ความปรากฏแห่งส่วนแห่งวิญญาณอันเกิดแต่มนะและธรรมารมณ์นั้น ก็ยังมีไม่ได้ก่อน.

 

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย แต่ว่าในกาลใดแล
มนะอันเป็นไปในภายในเป็นของไม่แตกทำลายแล้ว
และธรรมารมณ์ทั้งหลายอันเป็นภายนอก ย่อมมาสู่คลอง
ทั้งความกำหนดอันเกิดแต่มนะและธรรมารมณ์นั้น ก็ย่อมมี
ในกาลนั้น ความปรากฏแห่งส่วนแห่งส่วนแห่งวิญญาณ
อันเกิดแต่มนะและธรรมารมณ์นั้น ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้.

รูปแห่งสภาพที่เป็นแล้วอย่างนั้นอันใด
รูปนั้น ย่อมถึงความสงเคราะห์ ในอุปาทานขันธ์คือรูป

เวทนาแห่งสภาพที่เป็นแล้วอย่างนั้นอันใด
เวทนานั้น ย่อมถึงความสงเคราะห์ ในอุปาทานขันธ์คือเวทนา

สัญญาแห่งสภาพที่เป็นแล้วอย่างนั้นอันใด
สัญญานั้นย่อมถึงความสงเคราะห์ ในอุปาทานขันธ์คือสัญญา

สังขารทั้งหลายแห่งสภาพที่เป็นแล้วอย่างนั้นเหล่าใด
สังขารเหล่านั้น ย่อมถึงความสงเคราะห์ ในอุปาทานขันธ์คือสังขาร

วิญญาณแห่งสภาพที่เป็นแล้วอย่างนั้นอันใด
วิญญาณนั้น ย่อมถึงความสงเคราะห์ ในอุปาทานขันธ์คือวิญญาณ.

ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า การสงเคราะห์ การประชุมพร้อม
หมวดหมู่แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ย่อมมีได้ ด้วยประการอย่างนี้.

 

 

อนึ่ง พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ไว้ว่า
ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท ดังนี้.

ก็อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ใด
อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ชื่อว่าปฏิจจสมุปปันนธรรมแล.

 

ความพอใจ ความอาลัย ความยินดี ความชื่นชอบ ในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้อันใด
อันนี้ชื่อว่าทุกขสมุทัย

การกำจัดความกำหนัดด้วยสามารถความพอใจ
การละความกำหนัดด้วยสามารถความพอใจ ในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ อันใด
อันนั้นชื่อว่า ทุกขนิโรธแล.

 

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ด้วยเหตุแม้มีประมาณเท่านี้แล
คำสอนของพระผู้มีพระภาค เป็นอันภิกษุทำให้มากแล้ว.

ท่านพระสารีบุตร ได้กล่าวธรรมปริยายนี้แล้ว
ภิกษุเหล่านั้น ชื่นชม ยินดีภาษิตของท่านพระสารีบุตรแล้วแล.

 

 

มัชฌิมปัณณาสก์

อุปายวรรคที่ ๑

๑. อุปายสูตร

ว่าด้วยสิ่งที่เป็นความหลุดพ้นและไม่หลุดพ้น
[๑๐๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี.
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ความเข้าถึง๑เป็นความไม่หลุดพ้น ความไม่เข้าถึง เป็นความหลุดพ้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณเข้าถึงรูปก็ดี เมื่อตั้งอยู่ พึงตั้งอยู่
วิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้ง มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ
ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ฯลฯ

วิญญาณที่มีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้ง
มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า
เราจักบัญญัติการมา การไป จุติ อุปบัติหรือความเจริญงอกงามไพบูลย์แห่งวิญญาณ
เว้นจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าความกำหนัด
ในรูปธาตุ
ในเวทนาธาตุ
ในสัญญาธาตุ
ในสังขารธาตุ
ในวิญญาณธาตุ
เป็นอันภิกษุละได้แล้วไซร้

เพราะละความกำหนัดเสียได้ อารมณ์ย่อมขาดสูญ
ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี วิญญาณอันไม่มีที่ตั้ง ไม่งอกงาม ไม่แต่งปฏิสนธิ หลุดพ้นไป
เพราะหลุดพ้นไป จึงดำรงอยู่ เพราะดำรงอยู่ จึงยินดีพร้อม
เพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับรอบเฉพาะตนเท่านั้น

ภิกษุนั้น ย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

เชิงอรรถ :
๑ ความเข้าถึง ในที่นี้หมายถึงเข้าถึงขันธ์ ๕ ด้วยอำนาจตัณหา มานะ และทิฏฐิ (สํ.ข.อ. ๒/๕๓/๒๙๘)

หมายเหตุ;
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าความกำหนัด
ในรูปธาตุ
ในเวทนาธาตุ
ในสัญญาธาตุ
ในสังขารธาตุ
ในวิญญาณธาตุ
เป็นอันภิกษุละได้แล้วไซร้

เพราะละความกำหนัดเสียได้ อารมณ์ย่อมขาดสูญ
ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี วิญญาณอันไม่มีที่ตั้ง ไม่งอกงาม ไม่แต่งปฏิสนธิ หลุดพ้นไป
เพราะหลุดพ้นไป จึงดำรงอยู่ เพราะดำรงอยู่ จึงยินดีพร้อม
เพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับรอบเฉพาะตนเท่านั้น

ภิกษุนั้น ย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.”

ผู้ที่เจริญสติปัฎฐาน ๔
เมื่อถึงเวลาสิ้นชีวิต(ตาย)

สภาวะจิตดวงสุดท้าย มีแค่
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

กล่าวคือ สิ่งที่เกิดขึ้น กับใจที่รู้อยู่เท่านั้น

โฆษณา

สาติภิกษุมีทิฏฐิลามก

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=12&A=8041&Z=8506

 

เกี่ยวกับ วิญญาณ ในปฏิจจสมุปบาท ที่สืบเนื่องจาก วิญญาณ ๖

สัมมาทิฏฐิสูตร(พระสารีบุตร)

[๑๑๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก-
*เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้น ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายแล้ว ภิกษุพวกนั้น
รับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ที่เรียกว่า
สัมมาทิฏฐิๆ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ อริยสาวกจึงจะชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไป
ตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ พวกภิกษุกล่าวว่า
ดูกรท่านผู้มีอายุ พวกกระผมมาจากที่ไกล ก็เพื่อจะรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตนี้ ในสำนักของท่าน
พระสารีบุตร ดังพวกกระผมขอโอกาส เนื้อความแห่งภาษิตนี้ จงแจ่มแจ้งกะท่านพระสารีบุตรเถิด
ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อท่านพระสารีบุตรแล้ว จักทรงจำไว้ ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ถ้าอย่างนั้น
จงฟังเถิด ท่านผู้มีอายุ จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุพวกนั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว.
[๑๑๑] ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใดอริยสาวกรู้ชัดซึ่ง
อกุศลและรากเหง้าอกุศล รู้ชัดซึ่งกุศลและรากเหง้าของกุศล แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่า
เป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้วประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่
พระสัทธรรมนี้ ก็อกุศลเป็นไฉน? ได้แก่ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ
พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ อยากได้ของผู้อื่น ปองร้ายเขา เห็นผิด อันนี้เรียกว่า
อกุศลแต่ละอย่างๆ รากเหง้าของอกุศลเป็นไฉน? ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ อันนี้เรียกว่ารากเหง้า
ของอกุศลแต่ละอย่างๆ กุศลเป็นไฉน? ได้แก่ ความเว้นจากฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิด
ในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ไม่อยากได้ของผู้อื่น ไม่ปองร้ายเขา
เห็นชอบ อันนี้เรียกว่า กุศลแต่ละอย่างๆ รากเหง้าของกุศลเป็นไฉน? ได้แก่ อโลภะ อโทสะ
อโมหะ อันนี้เรียกว่า รากเหง้าของกุศลแต่ละอย่างๆ ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใด อริยสาวกรู้ชัด
ซึ่งอกุศลและรากเหง้าของอกุศลอย่างนี้ๆ รู้ชัดซึ่งกุศลและรากเหง้าของกุศลอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น ท่านละ
ราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย ถอนทิฏฐานุสัย และมานานุสัยว่า เรามีอยู่โดยประการทั้งปวง
ละอวิชชา ยังวิชชาให้เกิด ย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันนี้เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้
อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอัน
แน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้
[๑๑๒] ภิกษุเหล่านั้นชื่นชม อนุโมทนาภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า สาธุ ท่านผู้มีอายุ
แล้วได้ถามปัญหากะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ จะพึงมีอยู่หรือปริยายแม้อย่างอื่น
ที่อริยสาวกซึ่งชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใส
อันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้.

 

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?book=1&bookZ=45&name=%CA%D1%C1%C1%D2%B7%D4%AF%B0%D4%CA%D9%B5%C3&book=12&bookZ=12

กันยายน 2019
พฤ อา
« ส.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: