โยนิโสมนสิการ

๘ พค. ๖๑

สภาวะสัญญา เกี่ยวกับลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกต่างๆ มีตั้งแต่หยาบจนละเอียด

การจดบันทึก จะทำให้เห็นความผิดแผกแตกต่างของสภาวะสัญญาที่มีเกิดขึ้น ครั้งนี้รู้แบบนี้ ครั้งต่อๆไปรู้นั้นๆเปลี่ยนไป จนกระทั่งแจ่มแจ้งในที่สุด ธรรมทั้งหลายทั้งปวง จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ควรกำหนดรู้ อย่าหมายมั่นในสิ่งที่คิดว่ารู้

ทั้งหมดนี้เขียนจากประสพการณ์โดยตรง

ปฏิจจสมุปบาท คำเรียกต่างๆในปฏิจจจะ ล้วนมีสภาวะกำกับอยู่ทุกคำเรียก จะรู้ชัดได้ ต้องเกิดจากจิตภาวนา ไม่ใช่จากการศึกษาเพียงอย่างเดียว

แม้กระทั่งเกิดจากจิตภาวนา ก็ยังเชื่อไม่ได้ ต้องอาศัยการศึกษาพระธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ไม่ใช่ศึกษาจากการตีความเพียงอย่างเดียวจากอาจารย์ต่างๆที่ยังมีอุปธิ(กิเลส)

สมัยก่อน สิ่งที่เคยจดบันบันทึกมาตลอด มีความผิดพลาดมากมาย คือ เพี้ยนไปจากสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกนั้นๆ ทำให้ความหมายของคำเรียกนั้นๆ เมื่อนำมาใช้ในการสื่อสาร ผิดเพี้ยนไปด้วย ทีนี้จะว่ากันก็ไม่ได้ ใครเชื่อใครแล้วแต่เหตุปัจจัย

เช่น เกี่ยวกับ สังขาร วิญญาณ ในปฏิจจะ ก็เคยรู้แบบหยาบๆ คือ คิดว่าเป็นสังขาร วิญญาณในขันธ์ ๕ ซึ่งมีเกิดขึ้น ขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย ขณะทำกาละ นี่ก็ผ่านไปอีก

ต่อมาเข้าใจว่า เป็นปฏิสนธิวิญญาณ ตามที่เคยอ่านพบเจอมา นี่ก็อีกหนึ่ง เข้าข่ายของวิญญาณ เป็นตัวเวียนว่ายตายเกิด

สิ่งที่รู้ในตอนนั้นก็รู้เฉพาะตน ที่เกิดจากความรู้ชัดในสภาวะจิตดวงสุดท้าย ขณะทำกาละ แต่ยังขาดการศึกษาพระธรรมคำสอน ซึ่งยังไม่มีเหตุปัจจัยให้เจอสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้แบบจำเพาะเจาะจง

การอธิบายความหมาย ตลอดทั้งลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกนั้นๆ ต้องอธิบายเป็นสเตป ตามลักษะอาการที่มีเกิดขึ้น ไม่ใช่อธิบายแบบสรุปหรือก้าวกระโดด

เมื่อมาเจอพระธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เกี่ยวกับวิญญาณ เหตุปัจจัยของการเกิดวิญญาณ เป็นเหตุให้เกิดการทบทวนสภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้น จะเป็นแบบนี้ตลอด กำหนดรู้มาตลอด แต่ก็เขียนออกมาเรื่อยๆ

คำว่า วิญญาณ ที่มีลักษณะอาการเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

วิญญาณในปฏิจจะ ที่มีผู้นำมาใช้กับปฏิสนธิวิญญาณ จึงทำให้ความหมายของวิญญาณผิดแผกไปกว่าเดิมคือ วิญญาณเป็นตัวเวียนว่ายตายเกิด เช่น

๑) มารดาและบิดาในโลกมนุษย์นี้ร่วมกัน
๒) มารดามีไข่สุก
๓) มีสัตว์เข้าไปเกิด
(มหาตัณหาสังขยสูตร)

ข้อสอง หากปราศจากวิญญาณหยั่งลงในครรภ์มารดา
นามธรรมและรูปธรรมแห่งความเป็นมนุษย์
ย่อมไม่อาจบังเกิดขึ้นได้
(มหานิทานสูตร)

คำว่า วิญญาณหยั่งลงในครรภ์มารดา หากตีความตามตัวหนังสือ อาจเข้าใจว่า น่าจะใช่ปฏิสนธิวิญญาณ ตามที่เคยอ่านมา

แต่เมื่อมาศึกษาพระธรรมคำสอน กลับกลายเป็นคนละเรื่องกัน

ความมีเกิดขึ้นของชีวิต เกิดจาก ธาตุ ๖ ซึ่งมีวิญญาณธาตุประกอบอยู่ด้วย

[๑๒๐] วิญญาณธาตุ เป็นไฉน

จักขุวิญญาณธาตุ
โสตวิญญาณธาตุ
ฆานวิญญาณธาตุ
ชิวหาวิญญาณธาตุ
กายวิญญาณธาตุ
มโนวิญญาณธาตุ

นี้เรียกว่าวิญญาณธาตุ

อะไรที่ยังไม่รู้ตามความเป็นจริงด้วยตนเอง อย่าไปฟันธงว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่
จะกลายเป็น สิ่งนี้จริง สิ่งอื่นเปล่า แทนที่ฟังแล้ว อ่านแล้ว จะเกิดการคิดพิจรณา
กลับกลายเป็นความยึดมั่นถือมั่นไปทันที

ถ้าคิดคนเดียวก็แล้วไป แต่เมื่อนำไปสนทนากับผู้อื่นที่มีความเห็นต่าง
เมื่อไม่รู้ทันตัณหาที่กำลังมีเกิดขึ้น แทนที่จะเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น
กลับกลายเป็นวิวาทะไปทันที ยิ่งต่างฝ่ายต่างถูกอวิชชาปิดกั้นไป ถ้าเป็นในเนต อย่างมากแค่ถกเถียงกัน หรือถึงขั้นด่าทอกันก็มี แต่ในโลกของความจริง อาจมีเกิดขึ้นมากกว่านั้น

โฆษณา

สัญญา ปัญญา วิญญาณ

๑๖ กค.

วลัยพรคงสร้างเหตุมาเยอะ เจอเจอะไรสารพัด ยังดีที่ยังมีของเก่าสะสมติดตัวมาในชาตินี้

การที่จะรู้ชัดสภาพธรรมต่างๆ ที่มีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน

ในการดำเนินชีวิต สิ่งที่พบผ่านมา ประมาณว่า เจอแต่ความทุกข์ ทุกข์จนไม่มีที่จะอยู่ ทุกข์ขนาดแบบคนโบราณพูดไว้ว่า เข็ดจนขี้เยี่ยวแตก เพราะความทุกข์ตัวเดียวแท้ๆ จึงทำให้เข็ดขยาด

การทำความเพียรในช่วงต้นๆ จึงเป็นยอมตาย ยอมมอบกายถวายชีวิต ตายเป็นตาย นี่แหละ เพราะความทุกข์ บีบคั้นตัวเดียวแท้ๆ จึงก่อให้เกิดการทำความเพียร ทำทั้งๆที่ น้ำตานองหน้า มันทุกข์ขนาดนั้นเลย

เพราะความเข็ดขยาด จึงไม่หลงไปกับความมี ความเป็น ความได้อะไรๆในสมมุติ มันไม่เอาเลย

ที่ไม่เอา เพราะไม่อยากทุกข์ ที่คิดว่ามี คิดว่าเป็น ไม่ได้ช่วยทำให้พ้นทุกข์

เป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคา เป็นอนาคามี ล้วนยังมีเหตุให้ต้องเกิด แล้วจะเป็นไปทำไม

เพราะเหตุนี้ ความหลงในความมี ความเป็นอะไรๆในสมุตติ จึงไม่มีกำลังมากพอ ที่จะครอบงำได้ คลาดแคล้วจากอุปกิเลสต่างๆมาได้ เพราะใจที่ละจากความมี ความเป็นนี่แหละ

อุปกิเลสต่อมา เจออีก สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ เกี่ยวกับความดับต่างๆ ที่ไม่ติดอุปกิเลสตรงนี้ เพราะใจไม่น้อมเข้าสู่ ความมี ความเป็นอะไรๆ แค่รู้ว่า มีเกิดขึ้นได้ เพราะกำลังของสมาธิ ที่รู้ชัด เพราะกำลังของสติ สัมปชัญญะ จึงไม่ถูกความหลงครอบงำเพราะเหตุนี้

อุปกิเลสต่อมา เจอสภาพธรรมบางอย่าง ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ เจอลักษณะอาการที่เหมือนกำลังจะหมดลมหายใจ กำลังจะขาดใจตายประมาณนั้น ชั่วขณะนั้น ใจมันระลึกว่า ตายก็ตายไปเลย จะได้ไม่ต้องเจอทุกข์อีก

พอคิดแบบนั้น มันเหมือนมีอะไรบางอย่าง เป็นแรงดูดมหาศาล ผ่านช่องทางบางอย่าง พอผลุบออกมา ความรู้สึกแรกคือ เหมือนเด็กแรกเกิด ที่คลอดจากแม่ ความรู้สึกเป็นแบบนั้นเลย

หลังจากนั้นมา มีคิดพิจรณาเนืองๆ ความตาย อยู่แค่ปลายจูกนี่เอง หากไม่มีความถือมั่นสิ่งใดอยู่ มันก็ไปอย่างสบาย ไม่อึดอัด ไม่ทรมาณ พอรู้ชัดแบบนี้แล้ว ไม่กลัวตาย

ที่ไม่ติดอุปกิเลสตรงนี้ เพราะใจไม่น้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น

ต่อมาภายหลัง จึงรู้ว่า ที่ไม่หลงสภาพธรรมต่างๆที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ เนื่องจาก ใจที่ไม่น้อมเข้าสู่ ความมี ความเป็น ตามคำเรียกต่างๆ

ต่อมา มักมีคำเรียกต่างๆ ที่เป็นพระธรรมคำสอน มีปรากฏขึ้นเป็นระยะๆ แรกๆหลงเหมือนกัน ตอนที่เจอพระธรรมคำสอน เกี่ยวกับคำเรียกนั้นๆ ยึดมั่นเลยนะ คิดว่าจะต้องเป็นแบบที่อ่านเจอ

ที่ไหนได้ มันมีเหตุให้เจอพระธรรมคำสอนต่อไปอีก ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันกับคำเรียกนั้นๆ

ทีนี้รู้ละว่า ไม่ใช่อย่างที่คิดละ ก็เริ่มเซฟเก็บไว้เรื่อยๆ จนกระทั่ง นำพระธรรมคำสอนทั้งหมดมารวมกัน ก็จะได้ ความหมาย และลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริงของ คำเรียกนั้นๆ

หลังจากศึกษาพระธรรมคำสอนมาได้สักพัก เริ่มแยกแยะความแตกต่างระหว่าง สัญญา กับปัญญา

สัญญา รู้แล้ว ยังหยุดสร้างเหตุนอกตัวไม่ได้

ปัญญา รู้แล้วเหมือนมีดิสเบรค พยายามที่จะหยุด มากกว่าคิดสร้างเหตุนอกตัว

วิญญาณ มารู้ที่หลังสุด

สาติภิกษุมีทิฏฐิลามก

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=12&A=8041&Z=8506

 

เกี่ยวกับ วิญญาณ ในปฏิจจสมุปบาท ที่สืบเนื่องจาก วิญญาณ ๖

สัมมาทิฏฐิสูตร(พระสารีบุตร)

[๑๑๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก-
*เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้น ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายแล้ว ภิกษุพวกนั้น
รับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ที่เรียกว่า
สัมมาทิฏฐิๆ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ อริยสาวกจึงจะชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไป
ตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ พวกภิกษุกล่าวว่า
ดูกรท่านผู้มีอายุ พวกกระผมมาจากที่ไกล ก็เพื่อจะรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตนี้ ในสำนักของท่าน
พระสารีบุตร ดังพวกกระผมขอโอกาส เนื้อความแห่งภาษิตนี้ จงแจ่มแจ้งกะท่านพระสารีบุตรเถิด
ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อท่านพระสารีบุตรแล้ว จักทรงจำไว้ ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ถ้าอย่างนั้น
จงฟังเถิด ท่านผู้มีอายุ จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุพวกนั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว.
[๑๑๑] ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใดอริยสาวกรู้ชัดซึ่ง
อกุศลและรากเหง้าอกุศล รู้ชัดซึ่งกุศลและรากเหง้าของกุศล แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่า
เป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้วประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่
พระสัทธรรมนี้ ก็อกุศลเป็นไฉน? ได้แก่ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ
พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ อยากได้ของผู้อื่น ปองร้ายเขา เห็นผิด อันนี้เรียกว่า
อกุศลแต่ละอย่างๆ รากเหง้าของอกุศลเป็นไฉน? ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ อันนี้เรียกว่ารากเหง้า
ของอกุศลแต่ละอย่างๆ กุศลเป็นไฉน? ได้แก่ ความเว้นจากฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิด
ในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ไม่อยากได้ของผู้อื่น ไม่ปองร้ายเขา
เห็นชอบ อันนี้เรียกว่า กุศลแต่ละอย่างๆ รากเหง้าของกุศลเป็นไฉน? ได้แก่ อโลภะ อโทสะ
อโมหะ อันนี้เรียกว่า รากเหง้าของกุศลแต่ละอย่างๆ ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใด อริยสาวกรู้ชัด
ซึ่งอกุศลและรากเหง้าของอกุศลอย่างนี้ๆ รู้ชัดซึ่งกุศลและรากเหง้าของกุศลอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น ท่านละ
ราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย ถอนทิฏฐานุสัย และมานานุสัยว่า เรามีอยู่โดยประการทั้งปวง
ละอวิชชา ยังวิชชาให้เกิด ย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันนี้เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้
อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอัน
แน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้
[๑๑๒] ภิกษุเหล่านั้นชื่นชม อนุโมทนาภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า สาธุ ท่านผู้มีอายุ
แล้วได้ถามปัญหากะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ จะพึงมีอยู่หรือปริยายแม้อย่างอื่น
ที่อริยสาวกซึ่งชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใส
อันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้.

 

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?book=1&bookZ=45&name=%CA%D1%C1%C1%D2%B7%D4%AF%B0%D4%CA%D9%B5%C3&book=12&bookZ=12

เหตุแห่งการเกิดในครรภ์

 [๔๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะความประชุมพร้อมแห่งปัจจัย ๓ ประการ ความเกิดแห่งทารกก็มี 

ในสัตว์โลกนี้ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน แต่มารดายังไม่มีระดู และทารกที่จะมาเกิด ยังไม่ปรากฏ ความเกิดแห่งทารก ก็ยังไม่มีก่อน 

ในสัตว์โลกนี้ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู แต่ทารกที่จะมาเกิดยังไม่ปรากฏ ความเกิดแห่งทารก ก็ยังไม่มีก่อน 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดมารดาบิดาอยู่ร่วมกันด้วย มารดามีระดูด้วย ทารกที่จะมาเกิดก็ปรากฏด้วย
เพราะความประชุมพร้อมแห่งปัจจัย ๓ ประการอย่างนี้ ความเกิดแห่งทารกจึงมี 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารดาย่อมรักษาทารกนั้นด้วยท้องเก้าเดือนบ้าง สิบเดือนบ้าง เมื่อล่วงไปเก้าเดือน หรือสิบเดือน
มารดาก็คลอดทารกผู้เป็นภาระหนักนั้น ด้วยความเสี่ยงชีวิตมาก และเลี้ยงทารกผู้เป็นภาระหนักนั้นซึ่งเกิดแล้ว ด้วยโลหิตของตนด้วยความเสี่ยงชีวิตมาก.
            

 [๔๕๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย น้ำนมของมารดานับเป็นโลหิตในอริยวินัย 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุมารนั้นอาศัยความเจริญและความเติบโตแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ย่อมเล่นด้วยเครื่องเล่น สำหรับกุมาร
 คือ ไถเล็ก ตีไม้หึ่ง หกขะเมน จังหัน ตวงทราย รถเล็ก ธนูเล็ก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุมารนั่นนั้นอาศัยความเจริญและความเติบโตแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย พรั่งพร้อมบำเรอ อยู่ด้วยกามคุณ ๕ 

คือ รูปที่รู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ น่ารักประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดและความรัก 
เสียงที่รู้แจ้งด้วยโสต ... กลิ่นที่รู้แจ้งด้วย  ฆานะ ... รสที่รู้แจ้งด้วยลิ้น ... โผฏฐัพพะที่รู้แจ้งด้วยกาย 
อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดและความรัก 

กุมารนั้น เห็นรูป ด้วยจักษุแล้ว ย่อมกำหนัดในรูปที่น่ารัก ย่อมขัดเคืองในรูปที่น่าชัง ย่อมเป็นผู้มีสติในกายไม่ตั้งมั่นและมีจิตเป็นอกุศลอยู่ 
ย่อมไม่ทราบชัดเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับหมด แห่งเหล่าอกุศลธรรมอันลามก ตามความเป็นจริง

 เขาเป็นผู้ถึงพร้อมซึ่งความยินดียินร้ายอย่างนี้ เสวยเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี
 ย่อมเพลิดเพลิน บ่นถึง ติดใจเวทนานั้นอยู่

 เมื่อกุมารนั้นเพลิดเพลิน บ่นถึง ติดใจเวทนานั้นอยู่ ความเพลิดเพลินก็เกิดขึ้น ความเพลิดเพลินในเวทนาทั้งหลายเป็นอุปาทาน 
  
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส
และอุปายาส ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้น ย่อมมีได้อย่างนี้ 

กุมารนั้น ได้ยินเสียงด้วยโสต ... ดมกลิ่นด้วยฆานะ ลิ้มรสด้วยลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วย
ใจแล้ว ย่อมกำหนัดในธรรมารมณ์ที่น่ารัก ย่อมขัดเคืองในธรรมารมณ์ที่น่าชัง ย่อมเป็นผู้มีสติในกายไม่ตั้งมั่น และมีจิตเป็นอกุศลอยู่ 

ย่อมไม่ทราบชัดเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับหมด แห่งเหล่าอกุศลธรรมอันลามก ตามความเป็นจริง 
เขาเป็นผู้ถึงพร้อมซึ่งความยินดียินร้ายอย่างนี้ เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดีมิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี
 
ย่อมเพลิดเพลิน บ่นถึง ติดใจ เวทนานั้นอยู่ เมื่อกุมารนั้นเพลิดเพลิน บ่นถึง ติดใจเวทนานั้นอยู่ 
ความเพลิดเพลินก็เกิดขึ้น ความเพลิดเพลินในเวทนาทั้งหลายเป็นอุปาทาน 

เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์
โทมนัสและอุปายาส ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้น ย่อมมีได้ อย่าง

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=12&A=8359&Z=8393

เรื่องราวในบล็อก กับ การลอกต่อๆกันมา

บางสิ่ง เมื่อรู้แล้ว จึงมีความสงบ ขณะผัสสะเกิด

แต่บางสิ่ง ยังไม่เกิด แต่รู้ว่าเกิดแน่นอน เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล เหตุเกิดจากคำพูดที่หลุดไป ว่าคราวต่อไป จะรับมืออย่างไร

สภาวะมาสอนตลอดเวลา อย่าหลุดปากอะไรออกไปอีก พยายามดูตัวเองให้ทัน ในเรื่องการสร้างเหตุ

เฮ้ออออ … ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ กระดิกตัวไม่ได้เลยจริงๆ

บางครั้ง การสื่อสารทางตัวหนังสือ อาจทำให้อีกฝ่าย สำคัญผิดในรูปของประโยค

เรื่องราวในบล็อก

สิ่งที่ได้เขียนไว้ในบล็อก จะเขียนบอกเสมอว่า เป็นเพียงสภาวะ สัญญา ซึ่งนำมาจากการปฏิบัติ เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นจาก ขณะที่จิตเป็นสมาธิอยู่ แล้วหาข้อมูลจากพระไตรปิฎก เช่น เรื่อง วิญญาณขันธ์

เมื่อมีเหตุให้ได้รู้ จึงนำเรื่อง วิญญาณขันธ์ ที่มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก มาใส่สำทับลงไปอีกที

เผื่อมีคนสนใจเรื่อง วิญญาณขันธ์ จะได้รู้เห็น รายละเอียด ของวิญญาณขันธ์ว่า ไม่ได้มีเพียง ตัวเดียว/สภาวะเดียว/ความหมายเดียว

วิญญาณขันธ์ มีหลายชนิด แยกออกจาก ตามลักษณะเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้น

เช่น เมื่อเกิดผัสสะ หรือมีสิ่งมากระทบ มีวิญญาณขันธ์เกิดขึ้น วิญญาณขันธ์สภาวะที่เกิดขึ้นนี้ เรียกว่า วิญญาณ ๖

ส่วนวิญญาณขันธ์ ที่เป็นวิญญาณขันธ์ ในขันธ์ ๕ เกิดจาก สังขาร/อุปทาน เป็นเหตุปัจจัย เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นของ วิญญาณขันธ์ประเภท สเหตุกะ กับ อเหตุกะ คือ เกิดขึ้นเพราะมีเหตุ กับ ไม่เกิดขึ้น เพราะไม่มีเหตุ

ถ้ามีเหตุ จะเรียกว่า มโนกรรม

ถ้าไม่มีเหตุ วิญญาณขันธ์ จะสักแต่ว่า เป็นเพียงธาตุรู้ คือ รู้ว่า มีสิ่งเกิดขึ้นเท่านั้น

แต่เท่าที่ฟังมา ในยุคนี้ สมัยนี้ มักจะชอบพูดเหมารวม ทำนองว่า วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ ๕ กับ วิญญาณขันธ์ ที่เป็นวิญญาณ ๖ เป็นตัวเดียวกัน สภาวะเดียวกัน

เหตุนี้ มโนจึงหายไป จึงไปพูดเหมารวมกับสภาวะสังขารขันธ์ว่า สังขารขันธ์ เป็นการปรุงแต่งทางความคิด

ทั้งๆที่ สังขารขันธ์ เป็นเพียงสภาวะ การปรุงแต่ง ที่เกิดจาก สัญญา เวทนา และผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

ลอกต่อๆกันมา

“นั่นแหละ จักขุงอุทะปาทิ ญาณังอุทะปาทิ เห็นด้วยญาณ เห็นด้วยปัญญา
เห็นด้วยวิชชา เพราะว่าแสงสว่างของวิชชานั้นขยายออกไป แล้วก็ทำให้
เห็น นั่นแหละจิตตัวนั้น ก็เลยเป็นจิตที่เข้มแข็งด้วยสติปัญญา เมื่อเป็น
จิตที่เข้มแข็งด้วยปัญญาที่สามารถขับไล่ความมืดคืออวิชชาออกไป
สังขารนั้นก็ไร้อวิชชา มีแต่วิชชาควบคุม พูดก็ถูกต้อง ทำก็ถูกต้อง คิด
ก็ถูกต้อง แต่เมื่อก่อนไม่ถูกต้องหมดเลย คิดก็กู ทำก็กู พูดก็กู กูหมด
นั่นคือสังขาร

ทีนี้พอไปถึงตัววิญญาณ ตัววิญญาณคือตัวรู้ วิญญาณหก
ความรู้สึก หรือว่าความรู้ที่เกิดขึ้นทางตา ทางหู ทางจมูก ลิ้น กาย ใจ
นั่นคือประกอบด้วยวิญญาณ นี้ถ้าวิญญาณนั้นรู้ว่าเป็นกู ไอ้ตัวรู้นี่เป็น
กู ไปแล้วนั่นน่ะ ถ้าวิญญาณกูก็อวิชชาเข้าไปกินแล้ว แต่ถ้าวิญญาณนั้น
ไม่ใช่กู วิญญาณไม่ใช่กู การเห็นทางตาก็ไม่ใช่กู การได้ยินทางหู ทาง
จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ไม่ใช่กู นี่มันไม่ใช่กู นั่น อย่างนั้นน่ะก็เรียกว่า มันถูก
ควบคุมด้วยวิชชา”

นี่แหละ ลอกกันหรือบอกต่อๆกันมา วิญญญาณ ในปฏิจจสมุปบาท จึงกลายเป็น “กู” ไป

แม้กระทั่ง สังขาร ในปฏิจจสมุปบาท เกิดจากลอกต่อหรือบอกต่อๆกันมา จึงกลายเป็น สังขารขันธ์ ในฝ่ายเหตุไป

โดยสภาวะ สังขาร ในปฏิจจสมุปบาท เป็น สังขาร ฝ่ายผล หมายถึง ผลของเหตุที่ได้กระทำไว้ในอดีต ได้แก่ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่มาปรากกขณะ จิตจุติ คือ กำลังใกล้ตาย ภาพนิมิตต่างๆจะปรากฏขึ้นทางมโน หรือความคิด เหตุจาก อวิชชา ที่มีอยู่

เป็นเหตุให้เกิด วิญญาณ หมายถึง วิญญาณขันธ์ ประเภท สเหตุกะ กับ อเหตุกะ

เมื่อยังมีเหตุ จึงต้องเกิด วิญญาณ จึงเป็นเหตุปัจัยให้เกิด นามรูป หมายถึง กายและจิต

เมื่อมีนามรูป จึงเป็นเหตุให้เกิด อายตนะ ได้แก่ เมื่อมีกายและจิต ย่อมมีการทำงานของอายตนะ

เมื่อมีอายตนะ จึงมีผัสสะ หมายถึง เมื่อมีการทำงานของอายตนะ จึงมีสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ เกิดขึ้น สภาวะขณะผัสสะเกิด เป็นเหตุของการเกิด วิญญาณ ๖ ซึ่งเกิดจาก

อันนนี้ลอกเขามาอีกที ซึ่งตรงกับการทำงานของสภาวะ

“กลุ่มแห่งจักขุวิญญาณ ความรู้แจ้งทางตา เป็นต้น เป็นผัสสสัมปยุต ก้ประกอบกับผัสสะ เช่น อาศัยตา และรูปทั้งหลาย เกิมจักขุวิญญาณ ความประจวบกันแห่งสิ่ง ๓ ประการ (ตา+รูป+ผัสสะ คือ การที่ตาเห็นเห็นรูปเท่ากับผัสสะ คือ กระทบกัน) เท่ากับผัสสสัมปยุต

เมื่อมีผัสสะเกิด เป็นเหตุให้เกิดเวทนา คำว่า เวทนา ไม่ได้หมายถึง ความรู้สึกยินดี/ยินร้ายเพียงแค่นั้น แต่ยังหมายถึง อุเบกขาเวทนา ได้แก่ ความรู้สึกเฉย คือ แค่รู้ว่า มีสิ่งเกิดขึ้น(ผัสสะ) แต่ไม่มีความรู้สึกอื่นเกิดขึ้น

เช่น เห็นหนังสือ รู้แค่ว่า หนังสือ(สัญญา) ไม่มีการปรุงแต่งเกิดขึ้น(สังขาร)

อีกอย่าง ถ้าสังขาร ในปฏิจจสมุปบาท เป็นสังขารฝ่ายเหตุ ทำไมจึงมีอุปทาน ในปฏิจจสมุปบาท ทำไมไม่เขียนว่าเป็นสังขาร ทั้งๆที่ สิ่งที่เกิดขึ้น ของสังขาร และอุปทาน มีลักษณอาการเกิดขึ้นเหมือนกัน เพราะ สังขาร คือ การปรุงแต่ง ของอุปทานที่มีอยู่

เหตุที่ เกิดอุเบกขาเวทนา เนื่องจาก ไม่มีเหตุปัจจัยกับสิ่งนั้น

เหตุที่เกิด เวทนา เนื่องจาก มีเหตุปัจจัยกับสิ่งนั้น

พระผู้มีพระภาค ทรงตรัสเรียกอายตนะว่า กรรมเก่า

ในคัมภีร์สังยุตตนิกาย กัมมนิโรธสูตร พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องกรรมเก่าและกรรมใหม่ไว้ว่า

“อายตนะ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เรียกว่ากรรมเก่า

การกระทำ คำที่พูด เรื่องที่คิด ด้วยเจตนาที่เป็นไปในปัจจุบัน เรียกว่ากรรมใหม่”

ต้องมีเหตุปัจจัย ไม่งั้นพระองค์ จะไม่ทรงตรัสเรียกอย่างนั้น แล้วทำไมตรงตรัสเรียกว่า กรรมเก่า

เหตุเพราะ เมื่อเกิดผัสสะ หมายถึง สิ่งที่มากระทบ นั่นแหละ เหตุที่เคยทำไว้ ส่งมาให้ได้รับผล ในรูปของเหตุ ได้แก่ ผัสสะที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้ เกิดความรู้สึกยินดี/ยินร้าย(เวทนา) พระองค์จึงทรงตรัสเรียกอายตนะว่า กรรมเก่า เพราะเหตุนี้ เพราะมีเหตุปัจจัยต่อกัน

วิญญาณ ๖ เกิดจาก เหตุปัจจัยของ อายตนะทำงาน(ผัสสะ) คือ ธาตุรู้

บางคนอาจจะคิดว่า วิญญาณ เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด นามรูป ซึ่งหมายถึง ขันธ์ ๕
ถ้าหมายถึง ขันธ์ ๕ นั่นคือ การทำงานของ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แล้วกลับมาเป็นเหตุปัจจัย ให้เกิดอายตนะ งั้นหรือ

หมายถึง วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ ๕ เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิดอายตนะ งั้นหรือ

ถ้าคิดพิจณาแบบนี้ งั้นมาดูต่อ ถ้าหมายถึง ขันธ์ ๕ ไฉน จึงมาเป็นเหตุปัจจัย วกกลับไปเป็น อายตนะใหม่อีก

ซึ่งขัดกับสภาวะที่เกิดขึ้น คือ วิญญาณ ๖ เกิดจาก การทำงานของอายตนะ

แต่นำมาอธิบายทำนองว่า วิญญาณ ๖ เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด อายตนะ รู้สึกขัดกัน

เช่นเดียวกัน ทำนองว่า วิญญาณ ๖ เป็นเหตุปัจจัย ของการเกิดนามรูป ที่หมายถึง ขันธ์ ๕

ไม่ชอบใจสภาวะนี้มากกกกก สภาวะสัญญา

ซึ่งจริงๆแล้ว ใครจะรู้อะไร ยังไง เรียกว่า อะไร ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

สิ่งที่สำคัญ รู้แล้วหยุดสร้างเหตุได้ไหม ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ปล่อยให้เป็นไปตามเหตุปัจจัยก่อน ใครสร้างเหตุแบบไหน เขาย่อมดำเนินไปตามเหตุปัจจัย

เมื่อเขียนออกมาบ่อยๆ ทำให้เห็นช่องโหว่ทัน ประมาณว่า ในคำพูด ไม่ควรนำไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผลตามมา

ว่าด้วย วิญญาณขันธ์

วิญญาณขันธ์ เป็นไฉน

[๗๔] วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑ คือ วิญญาณขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๒ คือ วิญญาณขันธ์เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๓ คือ วิญญาณขันธ์เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๔ คือ วิญญาณขันธ์เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร เป็นอรูปาวจร เป็นอปริยาปันนะ

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๕ คือ วิญญาณขันธ์เป็นสุขินทริยสัมปยุต เป็นทุกขินทริยสัมปยุต เป็นโสมนัสสินทริยสัมปยุต เป็นโทมนัสสินทริยสัมปยุต เป็นอุเปกขินทริยสัมปยุต

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๖ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๖ ด้วยประการฉะนี้

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๗ คือ จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายวิญญาณ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๗ ด้วยประการฉะนี้

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๘ คือ จักขุวิญญาณ ฯลฯ สุขสหคตกายวิญญาณ ทุกขสหคตกายวิญญาณ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๘ ด้วยประการฉะนี้

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๙ คือ จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายวิญญาณ มโนธาตุ กุสลมโนวิญญาณธาตุ อกุสลมโนวิญญาณธาตุ อัพยากตมโนวิญญาณธาตุ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๙ ด้วยประการฉะนี้

วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ คือ จักขุวิญญาณ ฯลฯ สุขสหคตกายวิญญาณ ทุกขสหคตกายวิญญาณ มโนธาตุ กุสลมโนวิญญาณธาตุ อกุสลมโนวิญญาณธาตุ อัพยากตมโนวิญญาณธาตุ วิญญาณขันธ์หมวดละ ๑๐ ด้วยประการฉะนี้

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka3/v.php?B=35&A=1240&Z=1498

 

ว่าด้วย วิญญาณขันธ์

วิญญาณขันธ์ ที่หมายถึง การรู้แจ้งในอารมณ์ เป็นเพียงแค่การรับรู้ ในภาพ ในเสียง ในกลิ่น ในรส ฯ.(อายตนะภายนอก)ที่มากระทบต่างๆเท่านั้น

วิญญาณขันธ์ ตัวนี้ หมายถึง วิญญาณ ๖ ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย ไม่ใช่วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ ๕

วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ ๕ หมายถึง วิญญาณที่เป็นธาตุรู้ คือ รู้สักแต่ว่ารู้ เป็นวิญญาณประเภท สเหตุกะ และอเหตุกะ ที่เกิดจาก สังขารขันธ์ เป็นเหตุปัจจัย ที่เกิดจาก เวทนา เป็นเหตุปัจจัย

เมื่อเกิดการปรุงแต่งโดยสังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ ๕ จะแปรสภาพเป็น มโน ได้แก่ มโนกรรม

เฉกเช่นเดียวกันกับ วิญญาณ ในปฏิจจสมุปบาท เป็นวิญญาณขันธ์ ประเภท สเหตุกะและอเหตุกะ ที่เกิดจากสังขาร ที่เป็นผลของเหตุ ที่เกิด ณ ปัจจุบัน ขณะ/อุปทาน/กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม

ที่เป็นเหตุของการเกิด(วิญญาณ) การเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร หากยังมีเหตุอยู่(อนุสัยกิเลส/สังโยชน์) คนละสภาวะกับ สังขารในขันธ์ ๕ ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ(เหตุ)

สังขารในปฏิจจสมุปบาท เกิดจาก มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม เป็นเหตุปัจจัย โดยมี จุติวิญญาณ เป็นปทัฏฐาน โดยมี วิญญาณขันธ์ เป็นผล(สเหตุกะกับอเหตุกะ)

สเหตุกะ หมายถึง ยังมีการเกิด

อเหตุกะ หมายถึง ไม่มีการเกิด

ปัจจุบัน ขณะ เมื่อผัสสะเกิด เช่น ตากระทบรูป มีวิญญาณเกิด (ความรู้แจ้งทางอารมณ์/จักขุวิญญาณ) เกิดขึ้น

ไม่มีเวทนาเกิด(ความยินดี/ยินร้าย) สังขารขันธ์ย่อมย่อมไม่เกิด วิญญาณขันธ์ ได้แก่ ความคิด ย่อมไม่เกิด เป็นวิญญาณขันธ์ประเภท อเหตุกะ คือ ไม่มีเหตุของการเกิด

ปัจจุบัน ขณะ เมื่อผัสสะเกิด เช่น ตากระทบรูป มีวิญญาณเกิด (ความรู้แจ้งทางอารมณ์/จักขุวิญญาณ) เกิดขึ้น

มีเวทนาเกิด(ความยินดี/ยินร้าย) สังขารขันธ์ย่อมเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ได้แก่ การปรุงแต่ง ตามความรู้สึกยินดียินร้ายที่เกิดขึ้น

โดยมีตัวตัณหา ได้แก่ กิเลส ที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน(สังโยชน์ ๑๐) เป็นตัวหนุนนำ ให้เกิดการกระทำ ตามอุปทานที่มีอยู่ อันดับแรก ได้แก่ วิญญาณขันธ์ ที่เป็นสเหตุกะ คือ มีเหตุของการเกิด เรียกว่า มโนกรรม เป็นการปรุงแต่งทางความคิด

ซึ่งหมายถึง ภพปัจจุบัน ขณะ ได้เกิดขึ้นมาใหม่แล้ว(การกระทำทางมโนกรรม)

ชาติ คือ ผล หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ณ ปัจจุบันขณะ

วิญญาณ ๖ ไม่สามารถบังคับ ไม่ให้เกิดขึ้นได้ เหตุจาก เมื่อยังมีชีวิตอยู่ หมายถึง ยังมีการทำงานของอายตนะ

ตราบนั้น ผัสสะย่อมเกิด เป็นเรื่องปกติ
วิญญาณ ๖ ย่อมเกิด เป็นเรื่องปกติ วิญญาณ ๖ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในคนตาย

วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ ๕ ตราบใดที่ยังมีเหตุปัจจัยอยู่ ได้แก่ สังโยชน์ (๑๐) ตราบนั้น ห้ามความคิด ย่อมไม่สามารถห้ามได้ แต่สามารถรู้ว่าคิดอยู่ได้

สิ่งที่ห้ามได้ คือ การกระทำ ได้แก่ วจีกรรมและกายกรรม ที่เกิดจาก มโนกรรม โดยมีตัวตัณหาหรือกิเลส เป็นแรงผลักดันอยู่

เพียงฝึก หยุดสร้างเหตุนอกตัว ที่เกิดจาก ความรู้สึกยินดี/ยินร้าย แค่รู้ลงไปในสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ สภาวะไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย

พร้อมทั้งเป็นการฝึกละสักกายทิฏฐิไปในตัว ได้แก่ ไม่นำความเห็นของตนที่มีอยู่ ไปสร้างเหตุที่กำลังเกิดขึ้น(ผัสสะ) เกิด-ดับ เกิด-ดับ อยู่อย่างนั้น มีเหตุ ย่อมมีผล

ทำความเพียรต่อเนื่อง จนกว่า สภาวะสมุจเฉทประหาณเกิด เมื่อนั้น สังโยชน์ ข้อที่ ๑ ทิฏฐิกิเลส หรือสักกายทิฏฐิ สีลัพพตปรามาส จะถูกทำลายลงทันที ไม่มีกำเริบเกิดขึ้นอีกต่อไป

ส่วนวิจิกิจฉากิเลส จะถูกทำลายหมดสิ้น ไม่มีกำเริบอีกต่อไป เมื่อแจ้งในสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง

หมายเหตุ:

เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาปริยัติ ลองนำไปเทียบๆดูได้ โดยไม่ต้องไปคิดว่าอันไหนถูก หรือผิด เพราะ บัญญัติแต่ละตัวนั้น มีไว้ใช้ในการสื่อสาร แต่จะสามารถรู้ในคำต่างๆนั้นได้ รู้ได้โดยสภาวะที่เกิดขึ้น ขณะภาวนาหรือจิตภาวนา หรือแม้กระทั่งรู้จากการอ่าน การฟัง

มีสิ่งใดเกิดขึ้น แค่รู้ อย่าไปยึด ยึดเมื่อใด จะเป็นสัญญา ถ้าแค่รู้ จะรู้ชัดในสภาวะที่ละเอียดมากขึ้น เมื่อรู้แล้ว ผลคือ มีแต่หยุดการสร้างเหตุนอกตัว นี่แหละคือ สภาวะปัญญา

สภาวะปัญญาที่แท้จริง มีแต่ รู้แล้วหยุด รู้แล้วดับ ดับเหตุของการเกิดทั้งภพชาติปัจจุบัน และภพชาติในวัฏฏสงสาร

วิญญาณ

ละนันทิ จิตหลุดพ้น

กัสสป ! หนทางมีอยู่ ปฏิปทามีอยู่
ซึ่งผู้ปฏิบัติตามแล้ว จักรู้ได้เอง จักเห็นได้เอง.
สี. ที. ๙/๒๐๙-๒๑๐/๒๖๕.

 

วิญญาณ

ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ ซึ่ง เข้า ถือเอารูป ตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้,
เป็นวิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้งอาศัย

มีนันทิ (ความเพลิน) เป็นที่เข้าไปส้องเสพ
ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ได้;

ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ ซึ่ง เข้า ถือเอาเวทนาตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้,
เป็นวิญญาณที่มีเวทนาเป็นอารมณ์ มีเวทนาเป็นที่ตั้งอาศัย

มีนันทิ เป็นที่เข้าไปส้องเสพ
ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ได้;

ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ ซึ่ง เข้า ถือเอาสัญญาตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้,
เป็นวิญญาณที่มีสัญญาเป็นอารมณ์ มีสัญญาเป็นที่ตั้งอาศัย

มีนันทิ เป็นที่เข้าไปส้องเสพ
ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ได้;

ภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ ซึ่ง เข้า ถือเอาสังขารตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ได้,
เป็นวิญญาณที่มีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้งอาศัย

มีนันทิเป็นที่เข้าไปส้องเสพ
ก็ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ได้.

ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า
“เราจักบัญญัติ ซึ่งการมา การไป การจุติ การอุบัติ
ความเจริญ ความงอกงาม และความไพบูลย์ของวิญญาณ

โดยเว้นจากรูป เว้นจากเวทนา เว้นจากสัญญา และเว้นสังขาร” ดังนี้นั้น,
นี่ ไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้เลย.

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าราคะในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุ
ในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุ เป็นสิ่งที่ ภิกษุละได้แล้ว;
เพราะละราคะได้ อารมณ์สำหรับวิญญาณ ก็ขาดลง ที่ตั้งของวิญญาณก็ไม่มี.

วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้นก็ไม่งอกงาม หลุดพ้นไป
เพราะไม่ถูกปรุงแต่ง;

เพราะหลุดพ้นไปก็ตั้งมั่น เพราะตั้งมั่นก็ยินดีในตนเอง;
เพราะยินดีในตนเองก็ไม่หวั่นไหว;
เมื่อไม่หวั่นไหว ก็ปรินิพพานเฉพาะตน;

ย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” ดังนี้.
ขนฺธ. สํ. ๑๗/๖๖/๑๐๕.

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุกำลังเดินอยู่
ถ้าเกิดครุ่นคิด ด้วยความครุ่นคิดในกาม
หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางเดือดแค้น
หรือครุ่นคิดด้วยความครุ่นคิดในทางทำผู้อื่นให้ลำบากเปล่าๆ ขึ้นมา,

และภิกษุก็ไม่รับเอา ความครุ่นคิดนั้นไว้ สละทิ้งไป ถ่ายถอนออก
ทำให้สิ้นสุดลงไป จนไม่มีเหลือ;

ภิกษุที่เป็นเช่นนี้ แม้กำลังเดินอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ทำความเพียรเผากิเลส
รู้สึกกลัวต่อสิ่งอันเป็นบาป

เป็นคนปรารภความเพียร อุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิจ.
(แม้กระทั่ง ในอิริยาบทอื่นๆ ก็เช่นกัน)

หมายเหตุ:

ตราบใดที่ยังมีกิเลส ความคิดย่อมมีเกิดขึ้นเนืองๆ เป็นเรื่องปกติ
เพียงมีสติ ระลึกรู้ ในสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจ แต่ไม่สร้างเหตุ ออกไปทางวจีกรรม กายกรรม

 

 

สภาวะปัญญา, สัญญา, วิญญาณ

สภาวะที่จิตคิดพิจรณาขณะที่จิตเป็นสมาธิ อาจทำให้เข้าใจสภาวะผิดได้ว่านั่นคือตัวรู้ หรือความรู้ที่เกิดจากตัวปัญญา เป็นตัวปัญญาที่แท้จริง ที่เกิดจากจิตจริงๆ

เหตุที่ทำให้เชื่อเช่นนั้น เพราะในความคิดต่างๆที่เกิดขึ้น ขณะที่เป็นสมาธินั้น ไม่มีความเป็นตัวเราหรือทิฏฐิที่มีอยู่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะที่เกิดขึ้น

เพราะมีคิดๆไปเรื่อยๆไม่ฟุ้งซ่าน ไม่รำคาญ เนื่องจากจิตเป็นสมาธิอยู่ มีแต่เรื่องสภาวะธรรมต่างๆ บัญญัติต่างๆ เหตุต่างๆ จิตจะคิดพิจรณาอย่างนั้น

เมื่ออกมาจากสมาธิ หากสภาวะยังไม่ถึงในความรู้นั้นๆ ต่อให้จะพยายามเขียนสิ่งที่คิดออกมา หลังจากออกมาจากสมาธิแล้ว จะจำไม่ได้ทั้งหมด

แท้จริงแล้ว ไม่ใช่สภาวะของปัญญา เป็นตัวรู้ เป็นความรู้ที่ออกมาจากของจิต แต่เป็นเพียงสภาวะสัญญา ที่เกิดจากสภาวะจิตสำรอกออกมา เป็นในรูปของความรู้ต่างๆทั้งที่เคยได้อ่าน, ได้ฟังและที่ไม่เคยได้อ่านหรือได้ฟังจากที่ไหนๆมาก่อน เกิดจากเหตุปัจจัยที่ทำไว้สะสมเป็นสัญญาและที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่

สภาวะมานะกิเลสจะเนียนละเอียดว่าทิฏฐิกิเลส เหตุเพราะ เมื่อสภาวะสักกายะทิฏฐิถูกทำลายไปหมดสิ้น วิจิกิจฉาถูกทำลายไปหมด มานะกิเลสจะเกิดขึ้นในรูปของความรู้ต่างๆ

ที่กล่าวว่า มานะกิเลส คือ เราดีกว่าเขา เราเลวกว่าเขา หรือเราเสมอกับเขา นี่เป็นสภาวะแบบหยาบของมานะกิเลส
เมื่อสักกายะทิฏฐิถูกทำลายไปลงไป จะไม่มีสิ่งใดดีหรือเลวหรือเสมอกัน แต่สิ่งที่เห็น มีความแตกต่างไปตามเหตุปัจจัยที่ทำไว้

แท้จริงแล้ว ทุกสรรพสิ่งที่มาพบเจอกัน ทั้งเกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกัน ล้วนมีเหตุปัจจัยร่วมกันทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงมีผลกระทบต่อจิตยามที่ผัสสะต่างๆเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่เคยรู้จักหรือไม่เคยพบกันมาก่อนก็ตาม เหตุมี ผลย่อมมี

ส่วนสภาวะมานะกิเลสที่ละเอียดขึ้นไปอีก คือ ยึดถือสิ่งที่รู้ ไม่สามารถแยกแยะได้ว่า นี่คือ สัญญา นี่คือปัญญา นี่คือวิญญาณ

เหตุเพราะยังมีอุปทานในขันธ์ ๕ อยู่ ที่มีสภาวะละเอียดมากขึ้น ไม่ยึดสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก แต่ยึดสิ่งที่รู้ชัดภายใน โดยไม่รู้ว่ายึด เป็นเหตุให้ไม่สามารถมองเห็นสภาวะตามความเป็นจริงของสภาวะสัญญา และสภาวะของปัญญา

สัมปชัญญะเกิด

เมื่อตัวสัมปชัญญะเกิดในผู้ใดก็ตาม สภาวะของผู้นั้น จิตจะมีแต่การคิดพิจรณาเนืองๆ บางครั้งมีตัวรู้หรือความรู้ต่างๆผุดขึ้นมามากมาย เป็นความรู้แปลกๆที่ไม่เคยร่ำเคยเรียนหรือเคยได้ยินได้ฟังจากผู้ใดมาก่อน สภาวะนี้เกิดจากวิปัสสนูปกิเลส

สภาวะสัญญา

หากไม่รู้ ไปยึดติดกับสิ่งที่ผุดขึ้นมานี้ ย่อมคิดว่า สิ่งๆนี้เป็นปัญญา โดยตัวสภาวะที่แท้จริงของสิ่งที่ผุดขึ้นมา หรือความรู้ต่างๆที่หลั่งไหลออกมามากมาย จนจำไม่ได้ ถึงขนาดต้องจด สภาวะนี้เป็นสภาวะของสัญญา ไม่ใช่สภาวะปัญญาที่แท้จริง

นี่เป็นอีกหนึ่งสภาวะที่เนียนละเอียดของสภาวะมานะกิเลสที่มีอยู่ในขันธสันดาน เนืองนองอยู่ สภาวะถูกกระตุ้นตามเหตุปัจจัยให้เกิด เมื่อไม่รู้ชัดในสภาวะปัญญาที่แท้จริง ย่อมให้ค่าว่าสิ่งที่ถูกรู้หรือความรู้ต่างๆที่เกิดขึ้นนี้เป็นตัวปัญญา

สภาวะปัญญา

สภาวะของปัญญญาที่แท้จริง มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น คือ การเห็นแจ้งไตรลักษณ์ตามความเป็นจริงของสภาวะที่มีอยู่จริง

ซึ่งมีเกิดขึ้นในชีวิตและมีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

เหตุปัจจัยจาก การกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)

เมื่อเห็นสภาวะไตรลักษณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง จะเห็นแต่โทษ, ภัย, ทุกข์ของการเกิด

เมื่อรู้เห็นเช่นนี้เนืองๆ จิตจะเกิดความเบื่อหน่ายไม่ปรารถนาในการเกิดอีกต่อไป จิตเกิดการปล่อยวางโดยตัวของจิตเอง

วิริยะ หรือความเพียรจะเกิดขึ้นเอง มิใช่เพียรเพราะความอยากหรือฝีนใจทำ เป็นความเพียรที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

แม้กระทั่งความศรัทธาและปัญญาล้วนไม่แตกต่างกัน เกิดตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่จากการพยายามทำให้เกิดขึ้น

ถ้ามีความพยายามแฝงอยู่ในการกระทำ เพื่อทำให้เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นเพียงบัญญัติ ไม่ใช่สภาวะปรมัตถ์ตามความเป็นจริงของสภาวะนั้นๆ สภาวะที่เกิดขึ้นจึงพบวิจิกิจฉาเนืองๆ เพราะความอยากเป็นเหตุ

เมื่อใดสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็นทั้งภายนอกและภายในได้เมื่อไหร่

จึงจะรู้ชัดในสภาวะต่างๆตามความเป็นจริงทั้งภายในและภายนอก

เมื่อนั้นตัวปัญญาจึงจะเกิดขึ้นเองตามสภาวะ เป็นเหตุให้สามารถแยกแยะได้ว่านี่ สัญญา นี่ปัญญา นี่วิญญาณ

 

 

สภาวะวิญญาณ

วิญญาณเป็นเพียงธาตุรู้ รู้ในผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น

เหตุเพราะมีความไม่รู้อยู่ หรืออวิชชาครอบงำอยู่

เป็นเหตุให้ไม่รู้ชัดในเหตุของผัสสะต่างๆ ว่าผัสสะนั้นๆเกิดจากอะไร และอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด

ฉะนั้น เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะภายนอกหรือภายใน จึงมีอุปทานขันธ์ ๕ ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากสภาวะสักกายะทิฏฐิหรือทิฏฐิกิเลสที่มีอยู่

สภาวะสัญญา มีแต่การสร้างเหตุของการเกิด เพราะยึดติดในสิ่งที่คิดว่ารู้เป็นตัวปัญญา ซึ่งเกิดจากอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่

ถึงแม้ว่าความรู้ต่างๆจะเกิดขณะจิตเป็นสมาธิก็ตาม ล้วนเป็นเพียงสัญญาที่เกิดจากกิเลสที่มีอยู่

สภาวะปัญญา มีแต่การดับที่ต้นเหตุของการเกิด

อย่างหยาบ คือ ดับที่การกระทำ

อย่างละเอียด คือ ดับกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ที่เป็นต้นเหตุของการกระทำ

ดับถึงที่สุดที่ไม่ต้องดับอีกต่อไป คือ ดับที่อนุสัยที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน

พระบาลีว่า “อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ”

มีปกติพิจรณาเห็นกายทั้งภายในและภายนอกอยู่เนืองๆ ได้แก่ สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น ในสิ่งที่เกิดขึ้นภายในและภายนอกอยู่เนืองๆ

สภาวะได้แก่

ภายใน รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นในกายและจิต(รูปนาม) เนืองๆ

ภายนอก รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นเนืองๆ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นให้แค่ดู แค่รู้ ภายใน รู้สึกนึกคิดยังไง รู้ไปตามนั้น

แต่อย่านำความรู้สึกนึกคิดอยู่นั้น มาก่อให้เกิดการกระทำ

ความคิดห้ามไม่ได้ แต่ห้ามการกระทำได้

รู้สึกได้ คิดได้ เพราะยังมีการยึดมั่นถือมั่น ยังมีกิเลสอยู่ ยอมรับไปตามความเป็นจริง

เหตุที่เป็นแบบนั้นเพราะยังมีเหตุปัจจัยกับสิ่งที่มากระทบหรือผัสสะที่เกิดขึ้น

 

 

 

 

พฤษภาคม 2019
พฤ อา
« เม.ย.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: