วิธีทำให้สมาธิเกิด

การทำให้สมาธิเกิด มีหลายวิธี ซึ่งมีอยู่ในอิทธิบาท ๔

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

ฉันทสมาธิ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุอาศัยฉันทะแล้ว ได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต นี้เรียกว่า ฉันทสมาธิ

เธอยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อไม่ให้บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น

เพื่อความตั้งอยู่ เพื่อความไม่เลือนหาย เพื่อเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เหล่านี้เรียกว่า ปธานสังขาร

ฉันทะนี้ด้วย ฉันทสมาธินี้ด้วย และปธานสังขารเหล่านี้ด้วย ดังพรรณนามานี้ นี้เรียกว่า อิทธิบาท
ประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขาร.

ฉันทสมาธิ เป็นสมาธิที่เกิดขึ้นจาก ทำตามสัปปายะที่ถูกจริตของตัวเอง ทำตามอิริยาบทที่ตัวเองถนัด ไม่จำเป็นจะต้องนั่งในท่าขัดสมาธิเสมอไป ในอิริยาบทอื่นๆก็สามารถทำให้เกิดสมาธิได้

อิริยาปโถ-อิริยาบถ

แม้ในอิริยาบถ ๔ บางคนมีอิริยาบถเดินเป็นที่สบาย บางคนมีอริยาบทนอน อิริยาบทยืนหรืออิริยาบทนั่ง อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นที่สบาย เพราะฉะนั้น โยคีบุคคลพึงทดลองอิริยาบถนั้นๆอย่างละ ๓ วัน เหมือนกับทดลองที่อยู่

ในอิริยาบถใด จิตยังไม่ตั้งมั่น ย่อมตั้งมั่น หรือจิตที่ตั้งมั่นแล้ว ย่อมมั่นคงยิ่งขึ้น พึงทราบว่าอิริยาบทนั้น ชื่อว่าเป็นอิริยาบถเป็นที่สบาย อิริยาบถอื่นๆนอกจากนี้ ไม่ใช่เป็นอิริยาบทที่สบาย

โภชนะ-อาหาร

อาหารที่มีรสหวาน ย่อมเป็นที่สบายสำหรับบุคคลบางคน ที่มีรสเปรี้ยว ย่อมเป็นที่สบายสำหรับบุคคลบางคน

แม้อากาศเย็นก็เป็นที่สบาย สำหรับบุคคลบางคน อากาศร้อนเป็นที่สบาย สำหรับบุคคลบางคน

เพราะฉะนั้น เมื่อโยคีบุคคลส้องเสพอาหารหรืออากาศชนิดใด จึงมีความผาสุกสบาย หรือจิตที่ยังไม่ตั้งมั่นย่อมตั้งมั่น หรือจิตที่ตั้งมั่นแล้ว ย่อมมั่นคงยิ่งขึ้น

อาหารชนิดนั้นและอากาศชนิดนั้น ชื่อว่าเป็นที่สบาย อาหารและอากาศชนิดอื่น นอกจากนี้ชื่อว่าไม่เป็นที่สบาย

อาวาส-ที่อยู่

เมื่อโยคีบุคคลอยู่ ณ ที่ใด นิมิตหมายเกิดขึ้นด้วย ย่อมถาวรมั่นคงด้วยสติ ย่อมตั้งมั่นในนิมิตนั้น จิตก็เป็นสมาธิ ที่อยู่เช่นนี้ชื่อว่า ที่อยู่เป็นที่สบาย เพราะฉะนั้น ในวัดใดที่มีอยู่หลายแห่งด้วยกัน ในวัดเช่นนั้น

โยคีบุคคลพึงอาศัยทดลองดู แห่งละ ๓ วัน ณ แห่งใดทำให้จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งได้ ก็พึงอยู่ ณ ที่แห่งนั้นเถิด จริงอยู่ เพราะเหตุได้ที่อยู่เป็นที่สบาย

วิริยสมาธิ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุอาศัยวิริยะแล้ว ได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิตนี้ เรียกว่า วิริยสมาธิ
เธอยังฉันทะให้เกิด ฯลฯ เพื่อความเจริญบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เหล่านี้เรียกว่า ปธานสังขาร
วิริยะนี้ด้วย วิริยสมาธินี้ด้วย และปธานสังขารเหล่านี้ด้วย ดังพรรณนามานี้ นี้เรียกว่า อิทธิบาทประกอบด้วยวิริยสมาธิและปธานสังขาร.

วิริยสมาธิ เป็นสมาธิที่เกิดจากความเพียรพยายามทำให้เกิดขึ้น ได้แก่ กรรมฐาน ๔๐ กอง

จิตตสมาธิ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุอาศัยจิตแล้ว ได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต นี้เรียกว่า จิตตสมาธิ เธอยังฉันทะให้เกิด ฯลฯ เพื่อความเจริญบริบูรณ์แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเหล่านี้เรียกว่า ปธานสังขาร

จิตนี้ด้วย จิตตสมาธินี้ด้วย และปธานสังขารเหล่านี้ด้วย ดังพรรณนามานี้ นี้เรียกว่า อิทธิบาทประกอบด้วยจิตตสมาธิ และปธานสังขาร.

จิตตสมาธิ เป็นสมาธิที่เกิดจากการกำหนดต้นจิต

วิมังสาสมาธิ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุอาศัยวิมังสาแล้ว ได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิตนี้เรียกว่า วิมังสาสมาธิ

เธอยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อไม่ให้บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น เพื่อความตั้งอยู่ เพื่อความไม่เลือนหาย

เพื่อความเจริญยิ่งๆขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญบริบูรณ์แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เหล่านี้เรียกว่าปธานสังขาร วิมังสานี้ด้วย วิมังสาสมาธินี้ด้วย และปธานสังขารเหล่านี้ด้วย ดังพรรณนามานี้
นี้เรียกว่า อิทธิบาทประกอบด้วยวิมังสาสมาธิและปธานสังขาร.

วิมังสาสมาธิ เป็นสมาธิที่เกิดจากการนำเรื่องธรรมะต่างๆมาพิจรณา เช่น ขันธ์ ๕ ปฏิจจสมุปปบาทฯลฯ

เหตุของแต่ละคนแตกต่างกันไป แนวทางการปฏิบัติจึงมีข้อปลีกย่อยแตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัยของบุคคลนั้น ใช่ว่าปฏิบัติแบบเดียวกันจะได้ผลหรือสภาวะเหมือนกัน

สมาธิทุกคนน่ะมีอยู่แล้ว เพียงแต่วิธีที่จะนำสมาธิที่มีอยู่นั้นออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร หากจับจุดได้ถูก การทำจิตให้ตั้งมั่นหรือทำให้เป็นสมาธิไม่ใช่เรื่องยาก

โฆษณา

สภาวะรวมมิตร

วันนี้เกิดสภาวะทบทวนเรื่องรู้ต่างๆที่เกิดจากการปฏิบัติ รู้นั้นๆแยกออกเป็นกองๆ มีรายละเอียดต่างๆของสภาวะมากขึ้นกว่าที่เคยรู้ในครั้งก่อนๆ เราพยายามที่จะเขียนเรียงตามสภาวะแต่เขียนไม่ได้ จึงขอเขียนไว้คร่าวๆ ชื่อว่า สภาวะรวมมิตร

ในหมวดของสติ

เรื่องของสติ มีรายละเอียดเพิ่ม คือ

สติ หมายถึง การระลึกรู้ ได้แก่ ความรู้ตัวก่อนที่จะลงมือกระทำกิจใดๆหรือสิ่งใดๆก็ตาม

การสร้างสติที่มีอยู่ปกติ ให้เป็นมหาสติ มี ๒ วิธี ได้แก่ สมถะนำหน้า ๑ การกำหนดต้นจิต ๑

สมถะนำหน้า คือ การฝึกจิตให้ตั้งมั่นก่อน ทำตามสภาวะของแต่ละคน โดยไม่จำเป็นต้องทำตามรูปแบบหรือตามตำราแต่อย่างใด เป็นเรื่องของเหตุแต่ละคนที่ทำไว้ สัปปายะในการทำให้จิตเป็นสมาธิของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป

บางคนชอบนั่ง ให้นั่ง บางคนชอบยืน ให้ยืน บางคนชอบเดิน ให้เดิน บางคนชอบนอน ให้นอน แต่สำหรับตัวเราเองนั้น เท่าที่พบเจอสภาวะที่พบบ่อยที่สุดในตัวเองตลอดจนในตัวผู้ปฏิบัติอื่นๆ อิริยาบทนั่ง เป็นสัปปายะที่เหมาะกับการฝึกสมาธิ

นั่งในท่าที่รู้สึกสบาย ผ่อนคลายมากที่สุด ถ้าชอบขัดสมาธิก็สามารถทำได้ตามสะดวก แต่อยากจะให้ลองนั่งในหลายๆท่านั่ง แล้วจะเจอท่านั่งที่เหมาะที่สุดสำหรับในการสร้างเหตุให้จิตเป็นสมาธิ จดจำอารมณ์นั้นๆไว้

แล้วลองนั่งในที่นั่งแบบอื่นๆดู เช่น แทนที่จะนั่งบนพื้น เปลี่ยนเป็นนั่งบนเก้าอี้ บนที่นั่งที่รู้สึกว่าสบาย มีเบาะรองรับน้ำหนักตัวที่ดี มีเบาะพนักพิงหลังฯลฯ

ลองปรับเปลี่ยนทั้งสถานที่ อากาศ สภาพแวดล้อม เพราะทุกอย่างล้วนส่งผลต่อการทำให้จิตเป็นสมาธิทั้งสิ้น

เมื่อฝึกจิตตั้งมั่นได้แล้ว แน่นอนว่า สมาธิที่เกิดขึ้น ย่อมเป็นสมาธิที่เกิดตามความเป็นจริง เป็นสมาธิที่ยังไม่ได้ขัดเกลา เป็นสมาธิที่ขาดยังความรู้สึกตัว เปรียบเหมือนคนที่ไม่รู้หนังสือ แล้วจับมาเรียนให้รู้ตัวหนังสือแต่ละตัวว่าอ่านว่าอะไร

วิธีขัดเกลาสมาธิ

เมื่อรู้จักสมาธิแล้ว รู้ว่าสภาวะแบบไหนที่จิตเป็นสมาธิ ให้ฝึกบ่อยๆ จนจำสภาวะนั้นๆได้ขึ้นใจ สภาวะแรกเริ่มของสมาธิแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนแนบแน่น บางคนนุ่มนวล บางคนโล่ง โปร่งเบาสบาย บางคนผาดโผนดุดันฯลฯ

ระหว่างที่สมาธิเกิด ขาดความรู้สึกตัว คือ ไม่สามารถรู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในกายและจิตได้ รู้แค่ว่าสมาธิเกิดแล้วเท่านั้นเอง

บางคนใช้วิธีรอให้สมาธิคลายตัว แล้วนำความรู้ที่เคยเรียนมา ยกขึ้นมาคิดพิจรณาเพื่อถ่ายถอนอุปทานที่มีอยู่ การยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆที่มีอยู่ทั้งในตัวและนอกตัว

หรือใช้อีกวิธี คือ การปรับอินทรีย์ คือ ให้เดินก่อนที่จะนั่ง แรกๆ ให้ตั้งเวลาหรือดูเวลาของการเดินและนั่ง เริ่มต้นเดินกับนั่งใช้เวลาเท่าๆกัน แล้วดูเวลาจิตเป็นสมาธิว่า สามรถรู้ชัดในกายและจิตได้หรือไม่

หากมีแค่สภาวะโปร่ง โล่ง เบาสบาย หรือนิ่ง หรือมีนิมิตต่างๆทั้งภาพ แสง สี เสียง แต่ไม่สามารถรู้ชัดในกายและจิต ( ความรู้สึก, นึกคิด ) ให้ลดนั่ง เพิ่มเดิน ไม่ก็เพิ่มเดินไม่ต้องลดนั่ง เพราะบางคนติดนั่ง ชอบนั่งมากกว่าเดิน

ให้เพิ่มเดินมากกว่านั่งไปเรื่อยๆ จนกว่าขณะที่เป็นสมาธิเกิดจะสามารถรู้ชัดในกายและจิตได้

วิธีตรวจสอบสมาธิ

เหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป สมาธิที่มีอยู่เป็นปกติของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไปตามเหตุของแต่ละคนกระทำมา และเหตุในปัจจุบันที่สร้างขึ้นมาอีก

วิธีตรวจสอบสมาธิด้วยตัวเอง

หาที่เงียบสงบ นั่งในท่าที่รู้สึกสบายๆ หรือในอริยาบทอื่นๆก็ได้ ถ้ารู้สึกว่าสบายกว่าการนั่ง เรียกว่า ทำตามความสะดวก ทำตามความสบาย

เมื่ออยู่ในท่าที่รู้สึกสบาย เอาจิตจดจ่อดูลมหายใจเข้าออก จะบริกรรมภาวนาด้วยคำบัญญัติใดๆ เช่น พุทโธ,พองหนอ ยุบหนอฯลฯ หรือไม่ภาวนาใดๆก็ได้ เพียงแค่รู้ลงไปที่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก รู้ไปแค่นี้

หากรู้ลงไปในลมหายใจเข้าออกไปสักพักหนึ่งแล้ว สามารถจับลมหายใจได้ตลอด รู้ลมหายใจได้ตลอด หรือ เห็นท้องพองยุบ หรือ จับการเต้นของชีพจรตามร่างกายได้ หรือรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวในส่วนอื่นๆของกายได้

แม้กระทั่งเกิดการดิ่งดับสนิทไม่สามารถรู้ที่กายได้ หรือไม่สามารถรู้อาการต่างๆขณะที่จิตเป็นสมาธิ รู้สึกตัวอีกทีคือหมดเวลาแล้ว หรือต้องมีคนเรียกถึงจะรู้

สิ่งเหล่านี้บ่งบอกถึงว่า มีด้านสมถะหรือสมาธิติดตัวมา เพียงแต่จะนำสมาธิที่มีอยู่นั้นออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเองได้อย่างไร มีแต่การเจริญสติเท่านั้น ที่จะนำสมาธิที่มีอยู่ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้

คำว่า วิปัสสนา ไม่แตกต่างกับคำบัญญัติอื่นๆ เพียงแต่นำมาเรียกเพื่อแยกแยะสภาวะของสมาธิและการดูตามความเป็นจริงให้ออกจากกันเท่านั้นเอง

ผู้ใดที่ยกย่องวิปัสสนา แต่กล่าวกดข่มสมาธิ หรือ ผู้ใดที่กล่าวยกย่องสมาธิ แต่กล่าวกดข่มวิปัสสนา

สภาวะของผู้ที่นำมากล่าวเช่นนี้ ล้วนเป็นเพียงการเห็นเพียงด้านเดียวของสมถะและวิปัสสนา ไม่ได้เห็นสภาวะทั้งสองด้าน

ไม่ว่าจะสมถะหรือวิปัสสนา ล้วนต้องอาศัยพึ่งพาซึ่งกันและกัน

เหตุนี้ จึงต้องมาเจริญสติ เพื่อปรับความสมดุลย์ของสภาวะ เป็นเหตุให้ทั้งวิปัสสนา ( การดูตามความเป็นจริง ) และสมถะ ( จิตตั้งมั่น )ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่ง

การจะดูหรือเห็นตามความเป็นจริง ( กิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ) และสภาวะภายนอกที่เกิดขึ้น ( ผัสสะ )ได้ ต้องมีจิตที่ตั้งมั่นในระดับหนึ่ง

กิเลสที่เกิดขึ้นในจิต มีทั้งเกิดจากผัสสะ ( หยาบ ) และไม่ต้องอาศัยผัสสะเป็นเหตุของการเกิด ( ละเอียด )

ปฏิบัติแบบไหนถึงจะถูก

การปฏิบัติไม่มีคำว่าถูกหรือผิด มีแต่ถูกใจกับไม่ถูกใจในความคิดของแต่ละคน จึงเป็นเหตุของคำว่าปฏิบัติแบบนี้ถูก ปฏิบัติแบบนี้ผิด

การปฏิบัติไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด การเริ่มต้นทำตามความถนัดไปก่อน ถนัดแบบไหนให้ทำแบบนั้น หากไม่เคยมีพื้นฐานด้านการปฏิบัติมาก่อน

เริ่มต้นแบบง่ายๆ เอาจิตจดจ่อดูลมหายใจเข้า   ลมหายใจออก ดูแบบปกติ ไม่ต้องไปเพ่งเพื่อให้รู้ชัดแต่อย่างใด ใหม่ๆอาจจะมีการเพ่งอยู่บ้าง ไม่เป็นไร อาจจะมีอาการตึงๆตามใบหน้า

หาที่นั่งที่นั่ง นั่งได้ตามสะดวก จะนั่งขัดสมาธิหรือนั่งบนเก้าอี้หรือนั่งที่กลางแจ้ง นั่งตรงไหนก็ใช้ได้ นั่งแบบไหนก็ใช้ได้  แรกๆหาที่เงียบๆก่อน เพราะเพิ่งเริ่มต้นฝึกจิต ต้องหาที่สงบเงียบก่อน

นั่งตามถนัดแล้ว หายใจเข้าออกยาวๆสักสองสามครั้ง แล้วเอาจิตจดจ่อรู้ลมหายใจไปสักพัก กี่นาทีก็ได้ จะใช้คำบริกรรมภาวนาหรือใช้การนับตัวเลขกำกับตามลมหายใจเข้า-ออกก็ได้

เราปฏิบัติเพื่อสร้างตัวสติให้มีกำลังแข็งแรง จุดประสงค์คือ ต้องการสร้างตัวสัมปชัญญะให้เกิดขึ้น หากสติไม่แข็งแรงพอ สัมปชัญญะย่อมเกิดขึ้นได้ยาก เมื่อสติแข็งแรง สัมปชัญญะย่อมเกิด

เราปฏิบัติเพื่อสิ่งนี้  เพื่อสร้างสติที่มีอยู่ ทำให้เป็นสัมมาสติ คือ มีทั้ง สติและสัมปชัญญะเกิดขึ้น

การปฏิบัติหรือการใช้ชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรม สติ สัมปชัญญะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด สร้างเหตุตรงนี้ให้เกิดขึ้นให้ได้ก่อน ปรับพื้นฐานของจิตตรงนี้ให้แข็งแรงก่อน เรื่องอื่นๆยังไม่ต้องไปนึกถึง สงสัยให้รู้ว่าสงสัย เป็นเรื่องปกติที่จะสงสัย

เหตุการเกิดของสมาธิและตัวปัญญา

 สติ มีความระลึกได้เป็นลักษณะ มีความไม่ลืมเป็นรส มีความอารักขาเป็นอาการปรากฏ

สภาวะที่เกิดขึ้น คือ รู้ตัวก่อนที่จะทำกิจ

สัมปชัญญะ มีความไม่หลงเป็นลักษณะ มีความไตร่ตรองเป็นรส มีความส่องเห็นอาการเป็นปรากฏ

สภาวะที่เกิดขึ้น คือ ความรู้สึกตัวในขณะที่กระทำกิจนั้นๆ

เมื่อมีการทำงานของสติและสัมปชัญญะร่วมกัน ผลที่ได้รับคือ สมาธิ
ส่วนกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น จะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำมา

สภาวะที่เกิดขึ้น คือ รู้ชัดในสิ่งที่กำลังทำ

เมื่อสติ สัมปชัญญะและสมาธิทำงานร่วมกัน เรียกว่า มีทั้ง 3 องค์ประกอบทำงานร่วมกัน

สภาวะที่เกิดขึ้น คือ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

เมื่อเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ย่อมรู้อยู่กับรูป,นามได้ดี ( กายและจิต )
นี่คือ ตัวปัญญาตัวแรกที่เราได้รู้จัก " รูป,นาม " คือ มีรูป,นามเป็นอารมณ์ นี่เรียกว่ารู้โดยสภาวะ

เมื่อรู้ได้แบบนี้บ่อยๆ ตัวรู้หรือตัวปัญญาย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ

ที่ใดมีทั้งสติ สัมปชัญญะและสมาธิ ที่นั่นย่อมมีปีญญาเกิด
ขาดตัวใดตัวหนึ่ง ปัญญาย่อมไม่เกิด

ฉะนั้น ไม่ว่าใครจะมีสภาวะอย่างไร ย่อมสามารถสร้างตัวปัญญาให้เกิดขึ้นได้
ทุกๆคนย่อมไปถึงจุดหมายปลายทางเหมือนกันหมด

เราปฏิบัติเพื่อดับ " เหตุ " ของเหตุที่เกิดขึ้นทั้งปวง

เราไม่ได้มาปฏิบัติเพื่อที่จะไปเป็นอะไร

การที่ปฏิบัติเพื่อที่จะเป็นอะไรนั่น ล้วนแต่เป็นการก่อเหตุให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น

เพราะการปฏิบัติเพื่อที่จะเป็นอะไรนั้น ล้วนเป็นบัญญัติ

ตราบใดที่ยังมีการให้ค่าตามบัญญญัติ นั่นคือ อุปทานที่เกิดขึ้น

เมื่อมีอุปทานเกิดขึ้น เหตุมี ผลย่อมมี

วิธีฝึกจิตให้ตั้งมั่น

1. หาที่นั่งที่คิดว่า นั่งแล้วรู้สึกสบายที่สุด จะนั่งแบบไหนๆก็ได้ จะหลับตาหรือลืมตาก็ได้ ตามความสะดวกและตามความถนัดของแต่ละคน สำหรับตัวเราเองชอบนั่งโซฟา ที่มีพนักพิงหลังสูงกว่าศรีษะของเรา

แรกๆฝึก ทำตามความชอบจะได้ทำได้แบบสบายๆ แต่บางคนอาจจะทำแตกต่างกว่านี้ก็ได้ ไม่ได้ผิดแผกแตกต่างอะไร เพราะเหตุของแต่ละคนแตกต่างกันไป ตามเหตุที่ทำมา

2. เวลานั่ง ให้นำมือทั้งสองประสานกัน คือ สอดนิ้วเข้าหากันทั้งหมด นี่ลักษณะเหมือนนั่งกุมมือไว้ หรือทำแบบมือขวาทับมือซ้าย หรือมือซ้ายทับมือขวา หรือจะนั่งแบบปล่อยตัวตามสบาย หลังพิงโซฟาได้แบบเต็มที่ หรือถ้าอยากฝึกในท่านอนก็สามารถทำได้เช่นกัน

3. หายใจเข้าออก สบายๆ หายใจไปเรื่อยๆ จะกำหนดภาวนาหรือไม่ต้องภาวนาใดๆใดๆก็ได้ เอาจิตรู้ไปพร้อมกับลมที่หายใจเข้าออก กระทบตรงไหน ให้แค่รู้ไปตามลมหายใจ เห็นท้องพองยุบ เห็นส่วนใดของกายเคลื่อนไหว ให้รู้ไปตามนั้น ดูแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่เพ่ง ไม่เกร็ง ดูแบบสบายๆ

บางครั้ง อาจจะมีอาการตึงที่บริเวณทีโซนคือ แถวๆหน้าผาก ที่ดั้งจมูก ที่แก้มทั้งสองข้าง ก็ไม่ต้องตกใจว่ากำลังเพ่ง เพราะใหม่ๆอาจจะตามลมหายใจไม่เป็นเลย อาจจะกลายเป็นเพ่งไปได้ ไม่ได้ผิดปกติอะไร ให้รู้อยู่อย่างนั้น ไม่ต้องไปเกร็งใดๆ ไม่ต้องไปคิดว่า นี่กำลังเพ่งแล้วนะ หายใจยาวๆสบายๆไปเรื่อยๆ แล้วอาการที่รู้สึกว่าเพ่งนั้นจะค่อยๆคลายตัวไป

4. บางครั้งอาจจะเกิดโอภาสร่วมด้วย ไม่ต้องไปชอบหรือชังใดๆ วางใจให้เป็นกลาง เอาจิตกลับมารู้ที่ลมหายใจ กลับมารู้ที่กายแทน ไม่ต้องไปใส่ใจในแสงสว่างที่มองเห็น

5. ทำแบบนี้ให้ได้ทุกวัน จนจิตเกิดความชำนาญมากขึ้น ตั้งมั่นได้ง่ายมากขึ้น เราจะรู้ตัวเองว่าจิตตั้งมั่น หรือเป็นสมาธินั่นเอง แรกๆอาจต้องอาศัยสถานที่เงียบๆไปก่อน พอทำได้ชำนาญแล้ว ค่อยฝึกกับเสียงในขั้นต่อๆไป

พฤษภาคม 2019
พฤ อา
« เม.ย.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: