ปัญญินทรีย์

๑๑ พค. ๖๑

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนมีที่มา

.

ถ้าจะพูดถึง เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ

.

อวิชชา หมายถึง ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔

.
สังขารในปฏิจจสมุปบาท เมื่อนำมากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์นั้น หมายถึง กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร

ภวราคะ คุ้นๆมั๊ย หมายถึง อรูปสมาบัติ คือ หากยังไม่แจ้งในความเกิด ความดับ และความเสื่อม ในอรูปฌาน ตลอดทั้งยังมีธรรมที่ยิ่งกว่าอรูปฌาน ได้แก่ นิโรธสมาบัติ เป็นปัจจัยให้ยังมีความยินดีพอใจในอรูปฌานอยู่

เมื่อยังไม่แจ่มแจ้งในความดับในนิโรธสมาบัติ จึงไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของความดับที่มีเกิดขึ้นโดยกำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้นขณะนั้นๆ กับความดับที่มีเกิดขึ้นในอนุโลมญาณ มรรคญาณ

เมื่อเป็นดังนี้ มีโอกาสติดกับดักหลุมพรางกิเลสคิดว่ามี คิดว่าเป็นอริยบุคคลต่างๆ
เพราะอวิชชาที่มีอยู่ เมื่อไม่รู้ จึงนำไปบอกเล่าหรือไปสอนคนอื่นๆ เมื่อเจอกับผู้ไม่รู้เหมือนๆกัน เคยสร้างเหตุปัจจัยมาให้เชื่อกัน จึงเป็นที่มาของอามิสบูชาต่างๆ คือ ตกอยู่ในวังวนของโลกธรรม ๘ มิใช่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดแต่อย่างใด

.
วิญญาณในปฏิจจสมุปบาท เมื่อนำมากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ ภพชาติของการเกิดนั้น หมายถึง วิญญาณ ๖

.

หากให้อธิบายถึงรายละเอียด ตลอดทั้งข้อปลีกย่อย
ของลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นในสภาวะทั้งหมด
ต้องนำสภาวะเหล่านี้ทั้งหมด มาอธิบายรายละเอียดก่อน

๑. สมถะ วิโมกข์ ๘ ที่เป็นสัมมาสมาธิ

๒. วิปัสสนา หมายถึง ไตรลักษณ์
ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีเกิดขึ้นได้ขณะดำเนินชีวิต
และขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ เฉพาะสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิเท่านั้น

อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา
หมายถึง การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ มีเกิดขึ้นได้ขณะดำเนินชีวิต และขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ เฉพาะสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิเท่านั้น

และวิโมกข์ ๓ ที่มีเกิดขึ้นเฉพาะอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ เท่านั้น
อนิมิตตวิโมกข์
อัปณิหิตวิโมกข์
สุญญตวิโมกข์

๓. อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

๔. มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

๕. อริยสัจ ๔

.

ถ้าถามว่า ไม่ต้องอธิบายทั้งหมดได้มั๊ย คือ อยากได้แบบย่อ

คำตอบ มีเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่า ถ้าบอกแล้ว จะเข้าใจกันได้มั๊ย

แบบย่อ จะหมายเอาเฉพาะ อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

.

ยกตัวอย่าง เช่น โสดาปัตติผล ซึ่งมีอยู่ในบุคคล ๗ จำพวก
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้

ก่อนที่จะอธิบายโสดาปัตติผล ซึ่งมีเรื่องของอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณมาเกี่ยวข้อง ที่มีเหตุปัจจัยจาก อินทรีย์ ๕ ที่มีเกิดขึ้น

จะนำสภาวะของโสดาปัตติมรรคมาอธิบายก่อน

.

[๒๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัทธานุสารีบุคคลเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด
คือ อรูปสมาบัติ ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่
แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

อนึ่ง ผู้นั้นมีแต่เพียงความเชื่อความรักในพระตถาคต
อีกประการหนึ่ง ธรรมเหล่านี้ คือ
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ย่อมมีแก่ผู้นั้น

บุคคลนี้เรากล่าวว่า สัทธานุสารีบุคคล.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า
กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุแม้นี้
ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทของภิกษุนี้เช่นนี้ว่า
ไฉนท่านผู้นี้เสพเสนาสนะที่สมควร คบหากัลยาณมิตร ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่ พึงทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์ อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน แล้วเข้าถึงอยู่ ดังนี้ จึงกล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุนี้.

.
คำว่า วิโมกข์ในที่นี้ หมายเอาเฉพาะสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิเท่านั้น

ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียดคือ อรูปสมาบัติ หมายถึง ไม่ได้อรูปสมาบัติ
ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ หมายถึง ได้รูปฌาน(รูปสมาบัติ)

อาสวะบางเหล่าสิ้นไป หมายถึง อุปทานขันธ์ ๕

เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายถึง ไตรลักษณ์
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
“ผู้นั้นมีแต่เพียงความเชื่อความรักในพระตถาคต”

หมายถึง มีความศรัทธานำหน้า จึงเชื่อในพระธรรมคำสอนที่ทรงตรัสไว้แบบไม่สงสัย
โดยอาศัยอารอ่าน การศึกษาพระธรรมคำสอน การฟังพระธรรมคำสอน และการได้รับคำแนะนำจากกัลยาณมิตร ข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด

รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง ฯลฯ
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

กล่าวคือ ยังไม่แจ่มแจ้งในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาด้วยตนเอง
แต่อาศัยความศรัทธาในพระพุทธเจ้า จึงปฏิบัติตามคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้
จนกระทั่งแจ่มแจ้งในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงด้วยตนเอง

และต้องมีองค์ประกอบตรงนี้อยู่ด้วย คือ อินทรีย์ ๕

“อีกประการหนึ่ง ธรรมเหล่านี้ คือ
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ย่อมมีแก่ผู้นั้น”

ฉะนั้น คำว่า อาสวะบางเหล่าสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา จึงหมายถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เท่านั้น ไม่ใช่เห็นอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญา

.

.

ทีนี้มาดู โสดาปัตติมรรคอีกประเภท ธัมมานุสารี ที่ไม่ได้วิโมกข์ ๘ แต่ได้รูปฌาน(รูปสมาบัติ) เช่นกัน แต่รายละเอียดของสภาวะมีความแตกต่างกับสัทธานุสารี

[๒๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธัมมานุสารีบุคคลเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด
คืออรูปสมาบัติล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่
แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ย่อมควรซึ่งความพินิจ โดยประมาณด้วยปัญญาของผู้นั้น

อีกประการหนึ่งธรรมเหล่านี้
คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ย่อมมีแก่ผู้นั้น

บุคคลนี้เรากล่าวว่า ธัมมานุสารีบุคคล.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท
ย่อมมีแก่ภิกษุแม้นี้ ข้อนี้เพราะเหตุไร
เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทของภิกษุนี้เช่นนี้ว่า

ไฉนท่านผู้นี้เสพเสนาสนะที่สมควรคบหากัลยาณมิตร
ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่ พึงทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์
อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าที่กุลบุตรทั้งหลาย
ผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ
ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันแล้วเข้าถึงอยู่ ดังนี้
เราจึงกล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุนี้.

.
ตรงนี้ ยังไม่ใช่สภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะเกิด อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

อาสวะบางเหล่าสิ้นไป หมายถึง อุปทานขันธ์ ๕

เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายถึง ไตรลักษณ์
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา

ดูจากตรงนี้

“อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว
ย่อมควรซึ่งความพินิจ โดยประมาณด้วยปัญญาของผู้นั้น”

ได้แก่ รูปไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตต

กล่าวคือ แจ่มแจ้งในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาด้วยตนเอง ถึงแม้จะไม่รู้ปริยัติ และไม่ได้ศึกษาพระธรรมคำสอน แต่อาศัยการอ่าน การฟัง คำแนะนำจากกัลยาณมิตร ข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และปฏิบัติตาม โดยไม่ได้เริ่มต้นจากความศรัทธาในพระพุทธเจ้ามาก่อน

และต้องมีองค์ประกอบตรงนี้อยู่ด้วย คือ อินทรีย์ ๕

“อีกประการหนึ่ง ธรรมเหล่านี้ คือ
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ย่อมมีแก่ผู้นั้น”

ฉะนั้น คำว่า อาสวะบางเหล่าสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
จึงหมายถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เท่านั้น ไม่ใช่เห็นอริยสัจ ๔

.

นี่เป็นเพียงโสดาปัตติมรรค ยังไม่ใช่โสดาปัตติผล
และถึงแม้จะเป็นโสดาปัตติผล คำว่า เพราะเห็นด้วยปัญญานั้น หมายถึง วิโมกข์ ๓

ส่วนการเห็นหรือการแจ้งในอริยสัจ ๔ จะใช้กับความหมายของปัญญินทรีย์เท่านั้น

โฆษณา

ความสมบูรณ์ของปัญญาวิมุติ

22-02-18

ปัญญาวิมุติ จะสมบูรณ์ได้
ก็ต่อเมื่อมีปัญญินทรีย์มีเกิดขึ้นแล้ว
.
เพราะความเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องต้น
สัมมาสมาธิอันเป็นอริยะย่อมแวดล้อมด้วยองค์ ๗
สัมมาทิฏฐิ
สัมมาสังกัปปะ
สัมมาวาจา
สัมมากัมมันตะ
สัมมาอาชีวะ
สัมมาวายามะ
สัมมาสติ

ความที่จิตตั้งมั่นแวดล้อมด้วยองค์ ๗ ดังนี้
ย่อมยังสัมมาญาณะ(ความรู้เห็นได้ตามที่เป็นจริงซึ่งอริยสัจ ๔)
ให้ถึงพร้อมซึ่งความบริบูรณ์ได้

เพราะความบริบูรณ์แห่งสัมมาญาณะ
ย่อมยังสัมมาวิมุตติให้บริบูรณ์ได้ ดังนี้

 

ภิกษุ ท. ! วิชชา เป็นสิ่งที่มาล่วงหน้า
เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย
อันติดตามมาด้วยหิริโอตตัปปะ

 

ภิกษุ ท. !
สัมมาทิฏฐิ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้ถึงซึ่งวิชชา มีความเห็นแจ้ง;
สัมมาสังกัปปะ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาทิฏฐิ;
สัมมาวาจา ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาสังกัปปะ;
สัมมากัมมันตะ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาวาจา;
สัมมาอาชีวะ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมากัมมันตะ;
สัมมาวายามะ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาอาชีวะ;
สัมมาสติ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้สัมมาวายามะ;
สัมมาสมาธิ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาสติ.
สัมมาญาณะ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาสมาธิ;
สัมมาวิมุตติ ย่อมมีอย่างเต็มที่ แก่ผู้มีสัมมาญาณะ.

– มหาวาร. สํ. ๑๙/๑/๓.

ปัญญินทรีย์

26 พ.ย. 2017

[๘๖๙] ก็ปัญญินทรีย์เป็นไฉน?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา
ประกอบด้วยปัญญาเครื่องกำหนดความเกิดความดับ อันประเสริฐ
ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ

 

อริยสาวกนั้นย่อมรู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
นี้เรียกว่า ปัญญินทรีย์

 

หมายเหตุ;

ปัญญินทรีย์ มีเพียงอย่างเดียว
ได้แก่ อริยสัจ ๔

 

19 ธ.ค. 2017

ปัญญินทรีย์ กับ อาสวะ(บางเหล่าและทั้งหลาย)
ของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

เป็นคนละตัว คนละสภาวะกัน

 

19 ธ.ค. 2017

ปฏิบัติที่เรียกว่า ลำบาก
และปฏิบัติที่เรียกว่า สบาย
ล้วนเป็นเรื่องของความรู้สึกที่มีเกิดขึ้นทางใจล้วนๆ

ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า ๑
ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็ว ๑

ข้อปฏิบัติ ได้แก่ การเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
(วิปัสสนา/ไตรลักษณ์เกิดก่อน สมถะ/สัมมาสมาธิ เกิดทีหลัง)

สุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ปฏิบัติสะดวกแต่รู้ได้ช้า ๑
สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว ๑

ข้อปฏิบัติได้แก่ การเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น
(สมถะ/สัมมาสมาธิ เกิดก่อน วิปัสสนา/ไตรลักษณ์เกิดทีหลัง)

ทั้งสุขาและทุกขาปฏิปทา จะรู้ช้าหรือรู้เร็ว
เป็นเรื่องของอินทรีย์ ๕ ตัวแปรของสภาวะทั้งหมด คือ ปัญญินทรีย์

กล่าวคือ ถึงแม้จะมี อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณเกิดขึ้นแล้ว
แต่ปัญญินทรีย์อ่อน ได้แก่ การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ มีเกิดขึ้นช้า

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ เป็นเหตุปัจจัยให้
ไม่รู้ชัดวิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
(รู้แค่เปลือก ไม่รู้ถึงที่สุด)
จึงชื่อว่า ปฏิบัติลำบากและปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้า
การแจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ จะมีเกิดขึ้นได้ ต้องแจ้งใน นิพพาน
ในแง่ของการนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์(ดับเหตุปัจจัยของการเกิด)

เมื่อแจ้งในนิพพาน ตามความเป็นจริง
ที่สามารถนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้

เป็นเหตุปัจจัยให้แจ้งใน ผัสสะและอริยสัจ ๔
และเป็นเหตุปัจจัยให้แจ้งใน ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ ๔ ในที่สุด

หัวใจพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
ทุกข์
เหตุแห่งทุกข์
ความดับทุกข์
ทางให้ถึงความดับทุกข์

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔

 

27 ม.ค. 2018

ปัญญินทรีย์ กับ อาสวะ(บางเหล่าและทั้งหลาย)ของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
เป็นคนละตัว คนละสภาวะกัน

แต่อาสวะบางเหล่าหรือทั้งหลายของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
คำว่า เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายถึง ไตรลักษณ์

อนิจจัง(ไม่เที่ยง)
ทุกขัง(เป็นทุกข์)
อนัตตา(เป็นอนัตตา)

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จักษุเป็นของไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลาย
พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

หูเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
จมูกเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
ลิ้นเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
กายเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
ใจเป็นของไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลาย
พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

เมื่อมีเกิดขึ้นเนืองๆ
อนิจจานุปัสสนา
ทุกขานุปัสสนา
อนัตตานุปัสสนา

ผล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในหู
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจมูก
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในลิ้น
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในใจ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว
รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ.

๑. มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
กล่าวคือ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)
เป็นการละอุปทานขันธ์ ๕ อย่างหยาบ
๒. มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน อรูปฌาน
กล่าวคือ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ อรูปภพ)
เป็นการละอุปทานขันธ์ ๕ อย่างกลาง

๓. มีเกิดขึ้นขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย
หากยังไม่ทำกาละ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของสภาวะ
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์
เป็นการละอุปทานขันธ์ ๕ อย่างละเอียด

ปัจจเวกขณญาณ

ครั้งที่ ๑. แจ้งแทงตลอดด้วยตนเองใน ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
ผัสสะ กับ อริยสัจ ๔

ครั้งที่ ๒. แจ้งแทงตลอดด้วยตนเองใน อวิชชา สังขาร วิญญาณ
ปฏิจจสมุปทาท กับ อริยสัจ ๔

ปัญญินทรีย์ การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔
เกิดที่หลังสภาวะ อาสวะบางเหล่าหรือทั้งหลายของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา(ไตรลักษณ์)

 

 

อาสวะทั้งหลายสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

และคำว่า “อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา

.

เพราะเห็นด้วยปัญญา ในที่นี้ หมายถึง ไตรลักษณ์

อนิจจัง
ทุกขัง
อนัตตา

๑. มีเกิดขึ้นจาก การกำหนดรู้ใน
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)
ที่มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิต
เป็นการละอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่
เป็นสภาวะของ ศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

๒. มีเกิดขึ้นจาก การกำหนดรู้ใน
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ อรูปภพ)
ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน อรูปฌาน
เป็นการละอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่
เป็นสภาวะของ สมถะ ที่เป็นสัมมาสมาธิ

.

 

มีเกิดขึ้นเนืองๆ

อนิจจานุปัสสนา
ทุกขานุปัสสนา
อนัตตานุปัสสนา

 
อนิมิตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์
สุญญตวิโมกข์

มีเกิดขึ้นเฉพาะในสภาวะจิตดวงสุดท้าย(อนุโลมญาณ)
หากยังไม่ทำกาละ เป็นลักษณะอาการหลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ ๕
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

หรือที่เรียกว่า มรรคญาณ

กล่าวคือ เมื่อมรรคญาณเกิด
ผลญาณย่อมมีเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

 

 

พระอรหันต์ ประเภทปัญญาวิมุติ

เจาะลึก พระอรหันต์ ประเภทปัญญาวิมุติ

.

เริ่มจับทาง พระอรหันต์ ประเภทปัญญาวิมุติ
มีลักษณะเด่นเฉพาะว่าอย่างไร

หรือจะเป็นผู้ไม่ได้ฌาน หลุดพ้นด้วยปัญญาล้วนๆ
ตามที่มีนำมากล่าวอ้างในปัจจุบัน

.

วันนี้มีเหตุให้ เจอพระสูตร ที่เกี่ยวพระอรหันต์ ๔ ประเภท
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ในปวารณาสูตรที่ ๗

พระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป
ล้วนเป็นอรหันต์ทั้งหมด

บรรดาภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านี้

ภิกษุ ๖๐ รูป เป็นผู้ได้วิชชา ๓

อีก ๖๐ รูป เป็นผู้ได้อภิญญา ๖

อีก ๖๐ รูป เป็นผู้ได้อุภโตภาควิมุติ

ส่วนที่ยังเหลือเป็นผู้ได้ปัญญาวิมุติ ฯ

.
http://84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=15&A=6170&Z=6223

.

ขณะกำลังเขียนๆอยู่
สภาวะต่างๆในอดีต วิโมกข์ ๘ ที่เคยมีเกิดขึ้นมาแล้ว
และมีเหตุปัจจัยให้ วิโมกข์ ๘ เสื่อมหายไปหมดสิ้น
ได้ลิ้มรสชาติที่เรียกว่า จิตที่ไม่มีสมาธิหล่อเลี้ยงจิต
ความรู้สึกต่างๆ(กิเลส) รู้เห็นเด่นชัดมาก

เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่รู้จักกับคำที่เรียกว่า กิเลส
ที่ว่า กิเลสนั้น มีลักษณะอาการเกิดขึ้นอย่างไร

ครั้งแรกที่สัมผัส ความคมชัดของ ความรู้สึกนึกคิด
ที่มักเขียนถึงประจำว่า ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

ความรู้สึกที่เกิดขึ้น คมชัดมาก
ตอนนั้น รู้สึกเป็นทุกข์มาก ทุกข์อย่างสาหัส
ความรู้สึกเสียดายกำลังสมาธิ ที่เคยมีเกิดขึ้นมากมายมหาศาล
ความรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าชอนไชไปทั่วร่างกาย ทุกรูขุมขน
ที่เคยมีตอนจิตเป็นสมาธิ ที่มีโอภาสสว่างจ้า สว่างมากๆ

ช่วงนั้น รู้สึกเป็นทุกข์มาก โหยหาสภาวะเก่าๆมาก
ทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้น สักแต่ว่า หายไปหมดเกลี้ยง

นี่แหละ อวิชชา

ซึ่งในตอนนั้น ยังไม่รู้อะไรสักอย่างเดียว
เกี่ยวกับคำเรียกต่างๆ

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
ความไม่รู้ชัดในสภาวะที่มีเกิดขึ้นครั้งแรกในชีวิต
ความชอบใจ ไม่ชอบใจที่มีเกิดขึ้น

เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
ตัณหา เป็นเหตุ อยากให้สภาวะเดิมๆ(วิโมกข์ ๘) กลับมา

เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เมื่อความอยากให้กำลังสมาธิที่เคยมีอยู่(วิโมกข์ ๘) กลับคืนมา

เพราะถือมั่น(อุปทาน) จึงเป็นทุกข์

เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
มโนกรรมย่อมเกิด กล่าวโทษนั่นนี่ละ
ถ้าไม่ทำแบบนั้น(ถูกถ่ายเทสมาธิผ่านการพูดคุย)
สมาธิคงไม่หายไปหมดเกลี้ยงแบบนี้

คือ แค่กล่าวโทษนอกตัว
แต่ไม่มีการด่าทอหรือกล่าวคำสาปแช่ง
ไม่มีใจประทุษร้ายต่อผู้นั้น

.

เรื่อง สมาธิที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวิโมกข์ ๘ ถึงจะเป็นสัมมาสมาธิก็ตาม
สามารถเสื่อมหายไปหมดสิ้นได้ เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของบุคคลนั้น
(เคยมีเกิดขึ้นครั้งเดียวในชีวิต)

คือ เป็นเหตุปัจจัยให้แจ้งใน
นิพพาน
ปฏิจจสมุปบาท
อริยสัจ ๔

และเป็นปัจจัยให้รู้ชัดใน ผัสสะ
จึงเป็นปัจจัยให้ รู้ชัดใน

อริยสัจ ๔-ผัสสะ
อริยสัจ ๔-ปฏิจจสมุปบาท

และรู้ชัดในปัจจเวกขณญาณ ในที่สุด

นี่แหละที่เรียกว่า ปัญญาวิมุติ
เพราะรู้ชัดในวิญญาณ ฐีติ ๗และอายตนะ ๘

หากไม่เคยหยั่งลงหรือไม่เคยสัมผัส(กายสักขี) วิโมกข์ ๘ มาก่อน
จะมารู้ชัดในวิญญาณฐิติ ๗ และอายตนะ ๒ จะเป็นไปได้อย่างไร
ลองคิดพิจรณากันเองแล้วกัน

.

สำหรับเรื่องนี้

“ผู้ได้วิโมกข์ 8 เมื่อตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคเป็นสัทธานุสารี หรือ ธัมมานุสารี อย่างใดอย่างหนึ่ง

ต่อจากนั้นเป็นกายสักขี เมื่อสำเร็จอรหัตตผล เป็น อุภโตภาควิมุต”

ตรงนี้เป็นเรื่องเหตุปัจจัย ไม่เหมือนกันหมดทุกคน
ดูจากตัวเองเป็นตัวอย่าง

.
ตอนที่เกิดสภาวะ วิโมกข์ ๓(จิตดวงสุดท้าย) ครั้งแรก
ตอนนั้น สมาธิยังไม่เสื่อม
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น สักแต่ว่า
เหมือนหุ่นยนต์ ไร้ความรู้สึก
เข้านิโรธสมาบัติได้
(เรื่องสมาธิที่เขียนมาตลอด
เป็นสภาวะที่รู้ชัดจากการทำความเพียร
ไม่เคยลอกของใครมา)

เรียกว่า วิโมกข์ ๘ มีเกิดขึ้นครบถ้วนกระบวนความ
ไม่มีขาดไปแม้สักส่วนเดียว

ตอนนั้นหลงนะ หลงคิดว่า เป็นอรหันต์
ก็ความรู้สึกใดๆ ไม่มีเกิดขึ้นสักนิด
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น กระทบปั๊บ ดับทันที
สักแต่ว่า สิ่งที่มีเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

.
ขนาดร่างกายที่เคยคิดว่า เป็นของตัวเองแท้ๆ
เวลาสภาวะเนวสัญญานาสัญญายตนฌานเกิด
(สภาวะนี้ เราตั้งฉายาเองว่า สภาวะ หุ่นยนต์
สามาถมีเกิดขึ้นได้ทุกอิริยาบท)

ร่างกายสักแต่ว่าร่างกาย บังคับให้ทำอะไรไม่ได้เลย
มันเป็นอัตโนมัติของมันเอง ควบคุมไม่ได้

ขับๆมอไซค์อยู่ เวลาสภาวะนี้กิด
รถเกือบคว่ำนะ ต้องค่อยๆประคองให้รถหยุด ไม่ขับต่อ
ความรู้สึกตอนนั้น ส่วนต่างๆของร่างกาย เริ่มบังคับไม่ได้
ทุกอย่าง สักแต่ว่า ต้องอยู่นิ่งๆ ปล่อยให้สภาวะนั้นดำเนินต่อไป
จนกระทั่งสมาธิคลายตัว ร่างกายจึงกลับมาปกติ ใช้งานได้ปกติ
หุห ช่วงนั้น ไปทำงานสายตลอด
เพราะต้องจอดรถเป็นระยะๆ

.

นึกถึงทีไร โอ๊ย!!!! ในความโชคร้าย(สมาธิเสื่อม)
มีความโชคดีเกิดขึ้นแทน(หลุดจากความหลง)
แหม่ อรหันต์ เกือบไปแล้ว

.

เกี่ยวกับพระอรหันต์ ประเภทปัญญาวิมุติ
คงจะมีสภาวะแบบที่เราเคยเจอมานี่แหละ

ทำไมจึงพูดแบบนี้
เพราะดูจาก ปัญญาวิมุติ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
เกี่ยวกับปัญญาวิมุติว่า

“อานนท์ ! เมื่อใดแล ภิกษุรู้แจ้งชัดตามเป็นจริง
ซึ่งการเกิด การดับ รสอร่อย โทษอันต่ำทราม และอุบายเป็น
เครื่องออกแห่ง วิญญาณฐิติ ๗ เหล่า นี้ และแห่ง อายตนะ ๒
เหล่า นี้ด้วยแล้ว เป็น ผู้หลุดพ้น เพราะความไมยึ่ดมั่น.
อานนท์ ! ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ผู้เป็นปัญญาวิมุติ”

กันยายน 2019
พฤ อา
« ส.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: