อนิมิตเจโตสมาธิและวิมุตติญาณทัสสนะ

อนิมิตเจโตสมาธิ เป็นเหตุปัจจัยให้วิมุตติญาณทัสสนะมีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
 
เมื่อวิมุตติญาณทัสสนะมีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
เป็นปัจจัยให้แจ้งลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำที่เรียกว่า อนิมิตเจโตสมาธิ
เมื่ออนิมิตเจโตสมาธิที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
เป็นปัจจัยให้แจ้งลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำที่เรียกว่า วิมุตติญาณทัสสนะ
อนิมิตเจโตสมาธิ

สาริปุตตสูตร

[๗] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร
ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรท่านสารีบุตรผู้มีอายุ
ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็นอาโปธาตุเป็นอารมณ์ …
ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา
การได้สมาธิเห็นปานนั้น พึงมีแก่ภิกษุหรือหนอ ฯ

ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ดูกรท่านอานนท์
ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ฯลฯ
ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา
การได้สมาธิเห็นปานนั้น พึงมีแก่ภิกษุ ฯ

อา. ดูกรท่านสารีบุตร ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ฯลฯ
ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา
ก็การได้สมาธิเห็นปานนั้น พึงมีแก่ภิกษุได้อย่างไร ฯ
สา. ดูกรท่านอานนท์ สมัยหนึ่ง ผมอยู่ ณ ป่าอันธวัน ใกล้พระนครสาวัตถีนี้แหละ ณ ที่นั้น
ผมเข้าสมาธิ โดยประการที่ผมมิได้มีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์เลย
มิได้มีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็นอาโปธาตุเป็นอารมณ์
มิได้มีความสำคัญในเตโชธาตุว่าเป็นเตโชธาตุเป็นอารมณ์
มิได้มีความสำคัญในวาโยธาตุว่าเป็นวาโยธาตุเป็นอารมณ์
มิได้มีความสำคัญในอากาสานัญจายตนฌานว่าเป็นอากาสานัญจายตนฌานเป็นอารมณ์
มิได้มีความสำคัญในวิญญาณัญจายตนฌานว่าเป็นวิญญาณัญจายตนฌานเป็นอารมณ์
มิได้มีความสำคัญในอากิญจัญญายตนฌานว่าเป็นอากิญจัญญายตนฌานเป็นอารมณ์
มิได้มีความสำคัญในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานว่าเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนฌานเป็นอารมณ์
มิได้มีความสำคัญในโลกนี้ว่าเป็นโลกนี้เป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าผมเป็นผู้มีสัญญา ฯ

อา. ก็ในสมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรเป็นผู้มีสัญญาอย่างไร ฯ

สา. ดูกรท่านผู้มีอายุ สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้นแก่ผมว่า
การดับภพเป็นนิพพาน การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้แล สัญญาอย่างหนึ่งย่อมดับไป

ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อไฟมีเชื้อกำลังไหม้อยู่เปลวอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น เปลวอย่างหนึ่งย่อมดับไป แม้ฉันใด
ดูกรท่านผู้มีอายุ สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้นแก่ผมว่า การดับภพเป็นนิพพาน การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้
สัญญาอย่างหนึ่งย่อมดับไป ฉันนั้นเหมือนกันแล

ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็แลในสมัยนั้น ผมได้มีสัญญาว่า การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้ ฯ

วิมุตติญาณทัสสนะ
๗. สีลสูตร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ๑
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ๑
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ๑
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วย วิมุติ ๑
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุติญาณทัสนะ ๑
.
หมายเหตุ;
คำว่า เป็นผู้ถึง พร้อมด้วยศีล
หมายถึง อริยศิล
กล่าวคือ ศิลที่เป็นไปเพื่ออนุปาทปรินิพพาน
ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกว่า อริยศิล ได้แก่ เป็นศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย
เป็นศีลที่ เป็นไทจากตัณหา วิญญูชนสรรเสริญ ไม่ถูกตัณหา และทิฏฐิลูบคลำ เป็นศีลที่เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ
.
คำว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิ
หมายถึง สมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ
ได้แก่
รูปฌาน
อรูปฌาน
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ
สุญญตสมาธิ
.
คำว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา
หมายถึง ไตรลักษณ์(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
และอริยสัจ 4
.
คำว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วย วิมุติ
หมายถึง มรรคผล
ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกว่าวิมุตติ(มรรคผล)
ได้แก่ สภาวะจิตดวงสุดท้ายหรือสภาวะผัสสะที่มีเกิดขึ้น ขณะเกิดอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
.
คำว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุติญาณทัสนะ
หมายถึง การทวนญาณ การพิจรณาธรรมต่างๆ (การรู้ การเห็น/ธัมมานุปัสสนา) ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกว่า วิมุติญาณทัสนะ ได้แก่ ธัมมานุปัสสนา
เป็นไทจากตัณหา วิญญูชนสรรเสริญ ไม่ถูกตัณหา และทิฏฐิลูบคลำ
หากยังมีตัณหาและอุปาทาน จึงเป็นที่มาของคำที่เรียกว่า ปัจจเวกญาณ
๑๐. ธาตุวิภังคสูตร (๑๔๐)
http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=14&A=8748&Z=9019
.
สำหรับผู้ที่เชื่อในสิ่งที่ตนรู้ ตนเห็น แล้วน้อมใจว่าตนเป็นอรหันต์
ส่วนมากเกิดเฉพาะผู้ที่มีสมาธิมาก กำลังสมาธิที่มีอยู่บดบังกิเลสที่มีอยู่ ทำให้ไม่สามารถแจ่มแจ้งจิต
พระพุทธเจ้าไม่ทรงตรัสห้ามการพิจรณา แต่ทรงตรัสไว้ว่า
๒. ฉวิโสธนสูตร (๑๑๒)
[๑๖๗] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรม วินัยนี้ ย่อมพยากรณ์อรหัตตผลว่า
ข้าพเจ้ารู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่ จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย พวกเธออย่าเพ่อยินดี อย่าเพ่อคัดค้านคำกล่าวของภิกษุรูปนั้น ครั้นไม่ ยินดีไม่คัดค้านแล้ว
พึงถามปัญหาเธอว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ โวหารอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ
ตรัสไว้ ชอบ นี้มี ๔ ประการ ๔ ประการเป็นไฉน คือ คำกล่าวว่า เห็นในอารมณ์ที่ตน เห็นแล้ว
คำกล่าวว่า ได้ยินในอารมณ์ที่ตนฟังแล้ว
คำกล่าวว่า ทราบในอารมณ์ ที่ตนทราบแล้ว
คำกล่าวว่า รู้ชัดในอารมณ์ที่ตนรู้ชัดแล้ว
นี้แล โวหาร ๔ ประการ อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ตรัสไว้ชอบ
ก็จิตของท่านผู้มีอายุ ผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ อย่างไรเล่า จึงหลุดพ้นจาก อาสวะ ไม่ยึดมั่นในโวหาร ๔ นี
http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=14&A=2445&Z=2669

นันทิยสูตร
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละๆ บพิตร การที่บพิตรเสด็จมาหาตถาคตแล้วตรัสถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
หม่อมฉันผู้อยู่ด้วยธรรมเครื่องอยู่ต่างๆ พึงอยู่ด้วยธรรมเครื่องอยู่อะไร ดังนี้ เป็นการสมควรแก่บพิตรผู้เป็นกุลบุตรแล
ดูกรบพิตร กุลบุตร
ผู้มีศรัทธาย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้ไม่มีศรัทธาย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์ ผู้มีศีลย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้ทุศีลย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์
ผู้ปรารภความเพียรย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้เกียจคร้านย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์
ผู้มีสติตั้งมั่นย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้มีสติหลงลืมย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์
ผู้มีสมาธิย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้ไม่มีสมาธิย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์
ผู้มีปัญญาย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้มีปัญญาทรามย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์
ดูกรบพิตร บพิตรทรงตั้งอยู่ในธรรม ๖ ประการนี้แล้ว พึงเข้าไปตั้งสติไว้ภายในในธรรม ๕ ประการ
ดูกรบพิตร ในธรรม ๕ ประการนี้ บพิตรพึงทรงระลึกถึงพระตถาคตว่า
แม้ด้วยเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ … เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ดูกรบพิตร บพิตรพึงเข้าไปตั้งสติไว้ใน ภายใน ปรารภพระตถาคต ด้วยประการดังนี้แล ฯ
อีกประการหนึ่ง บพิตรพึงทรงระลึกถึงพระธรรมว่า
พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว …
อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ดูกรบพิตร บพิตรพึงเข้าไปตั้ง สติไว้ในภายใน ปรารภพระธรรมด้วยประการดังนี้แล ฯ
อีกประการหนึ่ง บพิตรพึงทรงระลึกถึงกัลยาณมิตรทั้งหลายว่า เป็นลาภของเราหนอ
เราได้ดีแล้วหนอ ที่เรามีกัลยาณมิตรผู้เอ็นดู ผู้ใคร่ประโยชน์ผู้กล่าวสอน ผู้พร่ำสอน
ดูกรบพิตร บพิตรพึงเข้าไปตั้งสติไว้ในภายใน ปรารภกัลยาณมิตรด้วยประการดังนี้แล ฯ
อีกประการหนึ่ง บพิตรพึงทรงระลึกถึงจาคะของตนว่า เป็นลาภของเราหนอ
เราได้ดีแล้วหนอ ที่เรามีจิตปราศจากมลทินคือความตระหนี่ มีจาคะอันปล่อยแล้ว มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ
ควรแก่การขอ ยินดีในการจำแนกทาน อยู่ครองเรือน ในหมู่สัตว์ผู้ถูกมลทินคือความตระหนี่ กลุ้มรุมแล้ว
ดูกรบพิตร บพิตรพึงเข้าไปตั้งสติไว้ในภายใน ปรารภจาคะด้วยประการดังนี้แล ฯ
อีกประการหนึ่ง บพิตรพึงทรงระลึกถึงเทวดาทั้งหลายว่าเทวดาเหล่านั้น ได้ก้าวล่วงความเป็นสหายแห่งเทวดาผู้มีคำข้าวเป็นภักษาแล้ว
เข้าถึงกายอันสำเร็จด้วยใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เทวดาเหล่านั้นย่อมไม่พิจารณาเห็นกิจที่ควรทำของตนหรือการสั่งสมกิจที่ตนทำแล้ว
ดูกรบพิตร ภิกษุผู้เป็นอสมยวิมุตย่อมไม่พิจารณากิจที่ไม่ควรทำของตน หรือการสั่งสมกิจที่ทำแล้ว แม้ฉันใด
ดูกรบพิตร เทวดาเหล่าใด ก้าวล่วงซึ่งความเป็นสหายแห่งเทวดาผู้มีคำข้าวเป็นภักษา เข้าถึงกายอันสำเร็จด้วยใจอย่างใดอย่างหนึ่ง
เทวดาเหล่านั้นย่อมไม่พิจารณาเห็นกิจที่ควรทำของตน หรือการสั่งสมกิจที่ตนทำแล้ว ฉันนั้นเหมือนกันแล
ดูกรบพิตร บพิตรพึงเข้าไปตั้งสติไว้ในภายใน ปรารภเทวดาทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้แล ฯ
ดูกรบพิตร อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๑ ประการนี้แล ย่อมละซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลายอันลามก ย่อมไม่ถือมั่น
ดูกรบพิตร หม้อที่คว่ำย่อมไม่กลับถูกต้องสิ่งที่คายแล้ว ไฟที่ไหม้ลามไปจากหญ้า ย่อมไหม้ของที่ควรไหม้ ย่อมไม่กลับมาไหม้สิ่งที่ไหม้แล้ว แม้ฉันใด
อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๑ ประการนี้ย่อมละอกุศลธรรมทั้งหลายอันลามก ย่อมไม่ถือมั่น (อกุศลธรรมอันชั่วช้าเหล่านั้น) ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=24&A=8125&Z=8186&fbclid=IwAR20JWtVVuLEFYabElbl1lKc7zKgUwbrDI7c_OX064fxKoTchd5nMUWwT8w
.
หมายเหตุ;
คำว่า เทวดาผู้มีคำข้าวเป็นภักษา เข้าถึงกายอันสำเร็จด้วยใจอย่างใดอย่างหนึ่ง
หมายถึง พระอนาคามี
.
คำว่า ไม่พิจารณาเห็นกิจที่ควรทำของตน หรือการสั่งสมกิจที่ตนทำแล้ว
หมายถึง ไม่พิจารณาเห็น อริยสัจ 4  ที่มีเกิดขึ้นขณะเกิด อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ (สภาวะจิตดวงสุดท้าย)
.
คำว่า ไม่พิจรณาเห็นการสั่งสมกิจที่ตนทำแล้ว
หมายถึง การได้มรรค ผล เช่น
สภาวะจิตดวงสุดท้าย มีเกิดขึ้นครั้งที่ 1  เป็นพระโสดาบัน
สภาวะจิตดวงสุดท้าย มีเกิดขึ้นครั้งที่ 2  เป็นพระอนาคามี
สภาวะจิตดวงสุดท้าย มีเกิดขึ้นครั้งที่ 3 เป็นพระอรหันต์
ส่วนจะเป็นพระโสดาบัน พระอนาคา พระอรหันต์ ประเภทใดๆก็ตาม แตกต่างกันตรงอินทรีย์ 5
.
“เทวดาเหล่าใด ก้าวล่วงซึ่งความเป็นสหายแห่งเทวดาผู้มีคำข้าวเป็นภักษา เข้าถึงกายอันสำเร็จด้วยใจอย่างใดอย่างหนึ่ง
เทวดาเหล่านั้นย่อมไม่พิจารณาเห็นกิจที่ควรทำของตน หรือการสั่งสมกิจที่ตนทำแล้ว”

 

จึงเป็นที่มาของคำว่า พระอนาคามี ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า

กล่าวคือ  ไม่มีพิจารณาเห็นกิจที่ควรทำของตนหรือการสั่งสมกิจที่ตนทำแล้ว
หมายถึง พระอนาคามี ที่คิดว่าตนเป็นพระอรหันต์(กำลังสมาธิกดข่มอาสวะไว้ เหมือนผู้ที่ไม่มีกิเลส) จึงไม่เชื่อในพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เกี่ยวกับการพิจารณาเห็นกิจที่ควรทำของตน หรือการสั่งสมกิจที่ตนทำแล้ว

 

 

คำว่า ได้ก้าวล่วงความเป็นสหายแห่งเทวดาผู้มีคำข้าวเป็นภักษาแล้ว เข้าถึงกายอันสำเร็จด้วยใจอย่างใดอย่างหนึ่ง

 

หมายถึง ได้ทำกาละ  เป็นสหายแห่งเทวดาผู้มีคำข้าวเป็นภักษาแล้ว(ชั้นสุทธาวาส) เข้าถึงกายอันสำเร็จด้วยใจอย่างใดอย่างหนึ่ง(ฌาน/รูปฌานและอรูปฌาน/อริยสมาธิ)

 

ที่อยู่ของพระอนาคามี สุทธาวาส ๕

 

๑. อวิหา ๒. อตัปปา ๓. สุทัสสา ๔. สุทัสสี ๕. อกนิฏฐา

 

นิฏฐาสูตร
[๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเชื่อมั่นในเรา บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทิฐิ
บุคคล ๕ จำพวกที่สมบูรณ์ด้วยทิฐิเชื่อมั่นในโลกนี้ อีก ๕ จำพวกละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น
บุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหน เชื่อมั่นในโลกนี้ คือ
พระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ ๑
พระโสดาบันผู้โกลังโกละ ๑
พระโสดาบันผู้เอกพีชี ๑
พระสกทาคามี ๑
พระอรหันต์ในปัจจุบัน ๑
บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้เชื่อมั่นในโลกนี้ ฯ
บุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหน ละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น คือ
พระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ๑
บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้ละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเชื่อมั่นในเรา บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทิฐิ
บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฐิ ๕ จำพวกเหล่านี้นั้น เชื่อมั่นในโลกนี้
บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้ละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น ฯ

  

ฌาน+วิปัสสนา = วิปัสสนาญาณ

ฌาน+วิปัสสนา = วิปัสสนาญาณ
คำถาม ญาณ 16 สาระที่สำคัญที่แท้จริงอยู่ตรงไหน

คำตอบ โดยตัวสภาวะ สาระสำคัญที่ควรรู้ นับตั้งแต่อุยัพพยญาณ ขึ้นไป

อุทยัพพยญาณ เป็นเรื่องของ อุปกิเลส หรืออาจจะเรียกว่า วิปัสสนูปกิเลสก็ได้
แต่ถ้านำมาอธิบายโดยตัวสภาวะ ก็หมายถึง ความยึดมั่นถือมั่นในสภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เราเองก็เรียกว่า อุปกิเลส ไม่ไปใช้วิปัสสนูปกิเลสให้มันดูสำคัญเกินไป

 

แล้วถ้าจะเลือกนำมาเฉพาะสาระ ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติ ในการตรวจสอบสภาวะตนเอง
เพื่อจะได้รู้ว่า ควรทำอย่างไรต่อ สาระที่สำคัญจริงๆ จะเริ่มตั้งแต่ อุทยัพพยญาณเป็นต้นไป

 

ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน

1. ส่วนของสมถะ ที่เป็นสัมมาสมาธิ เริ่มต้นที่ภังคญาณ

2. ส่วนของวิปัสสนา ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม
หรือที่เรียกว่าเป็นการเจริญสติปัฏฐาน 4 นับตั้งแต่ ภยญาณ เป็นต้นไป

3. อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ อยู่ในส่วนของสัจจานุโลมิกญาณ
เฉพาะสภาวะนี้ เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของแต่ละคน ใช่ว่าจะมีเกิดขึ้นทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งจิตปรารถนาไว้ในพุทธภูมิ

 

จริงๆแล้วของเดิม วิปัสสนาญาณ 9 ในปฏิสัมภิทามรรค ที่พระสารีบุตรนำมาแจกจงไว้นั้น
เหมาะสำหรับผู้ที่ใส่ใจรายละเอียดสภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้น
กล่าวคือ ลงมือปฏิบัติพร้อมๆกับได้ศึกษาสภาวะไปด้วย

 

ส่วนญาณ 16  เป็นคัมภีร์ที่แต่งขึ้นมาใหม่ในภายหลัง โดยนำเรื่องวิปัสสนาญาณ 9 ฯ มาขยายใจความเพิ่ม
ซึ่งพอจะนำสภาวะมาอธิบายได้ว่า ต้นฉบับของผู้ที่เขียนเกี่ยวกับญาณ 16 ผู้นั้นต้องเคยได้วิโมกข์ 8 มาก่อน
แล้วพบเจอสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อมมาก่อน จึงนำเรื่องรูปนาม มาใส่เพิ่มลงไป
แล้วนำเรื่อง อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ มาขยายใจความเรื่องสัจจานุโลมิกญาณ

 

และมีอีกกรณีหนึ่ง เกิดจากบุคคลนั้น ต้องเคยพบเจอสภาวะจิตดวงสุดท้ายถึง 2 ครั้ง
และต้องไม่ใช่ผู้ที่ได้วิโมกข์ 8 แต่อาจได้รูปฌานเพียงอย่างเดียว(ฌาน1 ถึงฌาน 4)

 

ฉะนั้น ญาณ 1 ถึง ญาณ 3 จึงไม่ควรนำมาเป็นสาระแต่อย่างใด เพราะเมื่อผ่านไปได้ ก็จะรู้ชัดสภาวะด้วยตนเองโดยอัตโนมัติ

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องถือว่า ผู้ที่แต่งหรือนำเรื่องญาณ 16 มาอธิบายหรือมาเขียนเป็นคนแรก ถือว่ามีพระคุณเป็นอย่างยิ่ง
เพราะทำให้ผู้ที่ปฏิบัติอยู่ เวลามีสภาวะใดเกิดขึ้น ก็จะรู้ว่า ควรทำอย่างไรต่อไป

สัมมาสมาธิ-วิปัสสนาญาณ

๒๕ กค.

สภาพธรรม ที่เกิดขึ้น มีชื่อเรียกว่า สัมมาสมาธิ ซึ่งยังคงมีร่องรอย ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกและพุทธวจนะ

การอธิบาย รายละเอียดต่างๆ ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ และมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ตั้งแต่ รูปฌาน จนถึง อรูปฌาน(สัมมาสมาธิ)

เกี่ยวกับการอธิบายรายละเอียดต่างๆที่มีเกิดขึ้น คุณงามความดีตรงนี้ ยกให้ ตำราจากพม่า ที่เกิดจาก การถ่ายทอดกันมา ในแต่ละรุ่น

หากไม่มีตำราเล่มนี้ ตอนนี้ที่มีอยู่ หนังสือวิปัสสนาทีปณีฎีกา และคัมภีร์วิสุทธิมัค จะให้สอบอารมณ์ใคร เพื่อดูว่า มีสัมมาสมาธิ เกิดขึ้นหรือยัง คงดูให้ใครไม่ได้

และไม่สามารถนำมาอธิบายรายละเอียด ของลักษณะอาการที่เกิดขึ้นนั้น มันเป็นการรู้เฉพาะตน

ตำราพม่า เขาใช้เรียกว่า การทำวิปัสสนา(การกำหนดรู้) และวิปัสสนาญาณ(สัมมาสมาธิ)

พฤศจิกายน 2019
พฤ อา
« ก.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: