อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

 

อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

.

มุดรู หลวงพ่อเยื้อน เท่าที่ได้ฟังมา มีท่านนี้ท่านเดียว

สภาวะจิตดวงสุดท้าย วลัยพร

.

ชื่อเรียกทั้งสอง ตั้งขึ้นมาเอง ตามความรู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ที่เรีกแตกต่าง ขึ้นอยู่กับจะตั้งชื่อขึ้นมา ตามความรู้ชัดของบุคคลนั้น ตามความเป็นจริง เป็นสภาวะเดียวกัน ซึ่งมีชื่อตามคำเรียกของปริยัติว่า อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

หลวงพ่อเยื้อน ท่านปฏิบัติเพราะศรัทธาในครูอาจารย์ เวลาท่านแสดงธรรม ท่านจะพูดถึงเรื่องความศรัทธา และความศัรทธาที่ท่านมีต่อครูอาจารย์ สภาวะที่ท่านพูดชัดเจนคือ จะตายได้ยังไง ก็นั่งอยู่ ท่านก็เลยปล่อย แล้วมีแรงดูดเกิดขึ้น เหมือนถูกดูดเข้าไปในรู ท่านจึงตั้งชื่อเองว่า มุดรู

.

วลัยพร ปฏิบัติเพราะทุกข์ ไม่อยากทุกข์ แรกเริ่ม ปฏิบัติด้วยตนเอง เรียนรู้ทุกสภาวะด้วยตนเอง ไม่ได้นำไปถามใคร

มีช่วงหนึ่ง ความที่ว่าเริ่มอ่านหนังสือ เริ่มรู้ปริยัติ สงสัยคำว่า อุทยัพพยญาณ เคยถาม แต่เจอคำตอบประมาณว่า เหมือนการกินอาหาร คนไหนกินคนนั้นอิ่ม เราฟังแล้ว คิดนะ ถ้าไม่รู้ ก็บอกว่าไม่รู้ ไม่ต้องมาทำท่าเหมือนรู้หรอก ซึ่งเรามารู้ด้วยตนเองจากสภาวะและจากหนังสือวิปัสสนาทีนีฎีกา เกี่ยวกับอุปกิเลส จึงถึงบางอ้อ แหม่ หลงซะตั้งนาน

ที่ตอนนั้น อ่านแล้วไม่เข้าใจ เพราะมัวสงสัยว่าคืออะไร แม้กระทั่งภังคญาณเช่นกัน จะอ่านเข้าใจและแทงตลอดสภาวะนั้นๆได้ ต้องหลังจาก อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ มีเกิดขึ้นแล้ว จึงจะอ่านหนังสือวิปัสสนาทีปนีฎีกา จึงจะเข้าใจ ถ้ายังไม่ผ่าน อ่านไม่รู้เรื่องหรอก

อีกครั้ง เจอที่สำนักหนึ่ง ถามเรื่องสังขารในขันธ์ ๕ เหตุที่ถาม เพราะมีพระท่านหนึ่ง ท่านแสดงธรรมให้ผู้ปฏิบัติฟังว่า สังขารคือ ความคิด ซึ่งเราคิดว่า มันไม่ใช่ มันเป็นการปรุงแต่ง ก็เลยเดินเข้าไปถามที่นี่

สำนักนี้บอกว่า มาเรียนที่นี่ จะได้รู้วิธีเป็นโสดาบัน นี่ก็ผีบ้า ถามเรื่องสังขาร ในขันธ์ ๕ ว่าหมายถึงการปรุงแต่งใช่มั๊ย ดันผ่ามาพูดแบบนี้ เราขอบคุณตามมารยาท เดินออกมา ไม่เคยคิดจะเดินกลับเข้าไปอีก ไม่อยากเป็นผีบ้า หอบสังขาร

ครั้งแรกที่เกิดสภาวะ อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ตอนนั้น ยังไม่รู้อะไรหรอก ตั้งชื่อเอง ตามความรู้ชัดในสภาวะที่มีเกิดขึ้น

ขณะอยู่ในอิริยาบทนั่ง ตอนนั้นทำสมาธิอยู่ สภาวะที่กำลังมีเกิดขึ้น เหมือนคนจมน้ำ ขาดอากาศหายใจ แรกๆดิ้นรน พยายามสูดอากาศ พยายามหายใจ เห็นความทุกข์ ความบีบคั้น แล้วปลงตก คือ รู้ว่ายังไงก็ต้องตาย ก็เลยคิดว่า ตายก็ดีเหมือนกัน ชีวิตน่าเบื่อเหลือเกิน แล้วเหมือนมีแรงดูดมหาศาล ดูดเข้าไป ระหว่างที่ถูกดูดเข้าไป เหมือนในหนังนะ ที่เขาเรียกว่าหลุมดำ แต่สว่างนะ ไม่มืด สองฝังด้านข้าง เป็นเรื่องราวในแต่ละอดีตชาติ ดูไม่ทันหรอก แค่รู้ว่าเป็นเรื่องราวเหล่านั้น แล้วหลุดผั่วะออกมา

หลังจากผ่านสภาวะนั้มาแล้ว ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกนะว่า คืออะไร และมีคำเรียกว่าอะไร รู้แต่ว่า ด้วยอาชีพที่เคยทำมา อาการที่ถูกดูดเข้าไปนั้น อาการเหมือนหมอเวลาทำคลอด แล้วใช้เครื่องดูด ช่วยในการทำคลอด ความรู้สึกจึงเหมือน คลอดออกมา อะไรประมาณนั้น คือ เหมือนตาย แล้วเกิดใหม่ทันที จึงเรียกเองว่า สภาวะจิตดวงสุดท้าย

ก็เพิ่งมาเปลี่ยนคำเรียกเมื่อไม่มีชม.มานี่เอง เรียกว่า อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

มรรคญาณ หมายถึง วิโมกข์ ๓
ผลญาณ ความรู้ชัดในสภาวะสักกายะทิฏฐิ ที่ถูกประหาณเป็นสมุจเฉทประหาณ คือ กรณะของวลัยพร เป็นไทจากตัณหา ประกอบกับ ในสมัยนั้น เป็นผู้ได้วิโมกข์ ๘ จึงมีชื่อเรียกว่า กายสักขี

หลังจากนั้น มีเหตุปัจจัยให้กำลังสมาธิ ที่มีอยู่ เสื่อมหายไปหมดสิ้น เกิดจาก การคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ไปรู้จักกับพวกถ่ายเทสมาธิ แต่ไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้ เจอนักถ่ายเทสมาธิ เล่นเอาสมาธิที่มีอยู่ หายไปหมดสิ้น แรกๆคือ โกรธมาก ที่โกรธ เพราะเสียดาย กว่าจะทำได้ ไม่ใช่ง่ายๆ ปฏิบัตินี่ น้ำตานองหน้าตลอด แล้วคนอื่นมาเอาไปแบบหน้าตาเฉย จะไม่ให้โกรธได้ยังไง

แต่เพราะสภาวะนี้ จึงทำให้รู้ชัดคำที่เรียกว่า กิเลส ทำให้รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า กิเลส เป็นครั้งแรกในชีวิต ต่อมา ทำให้รู้ชัดคำว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ถึงแม้สมาธิจะเสื่อมหายไปหมด ไม่มีท้อถอย หรือเลิกปฏิบัติ ยังคงทำความเพียรต่อเนื่อง ทำเพราะชื่อว่า จะทำให้ไม่ต้องทุกข์ แล้วก็เป็นตามนั้นจริงๆ ดูจากชีวิตในปัจจุบัน ต้องใช้เวลา ใช้ความเพียรเข้าแรก ใช้ความอดทน อดกลั้น เข้าแรก อดทนต่อทุกความชอบใจ และไม่ชอบใจ โดยเฉพาะความไม่ชอบใจ ที่ผู้อื่นกระทำกับเรา ตรงนี้แรกๆ ใช้ความอดทน อดกลั้นมาก ถ้าทนไม่ไหว เอาเหมือนกันนะ พอกรรมส่งผล บอกตัวเองว่า ไม่น่าเลยเรา ต้องอดทน อดกลั้นให้มากกว่านี้ แค่เจ็บใจ ไม่ตายหรอก

นี่เป็นสภาวะสมัยก่อน ก่อนที่จะมีสภาวะจิตดวงสุดท้าย เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ ๒

.

กำลังจะเขียนเรื่อง การแทงตลอดในสภาวะสักกายทิฏฐิ จึงต้องเล่าเรื่องราวสภาวะก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะมามีเหตุปัจจัยให้แทงตลอดในสภาวะสักกายทิฏฐิ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ไม่ใช่เกิดการการอ่าน การฟังผู้อื่น แต่รู้ชัดด้วยตนเอง

สภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่ ๑ ยังไม่รู้ว่าคืออะไร

สภาวะจิตดวงสุดท้ายที่ ๒ รู้ชัดและแทงตลอดในสภาวะสักกายทิฏฐิ

สภาวะปัจจุบัน ไม่ได้ทำความเพียรตามรูปแบบ ปฏิบัติตามสัปปายะ
ทำตามความสะดวก ชอบนั่งโซฟามากกว่านั่งพื้น
จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเนืองๆ
แม้ในอิริยาบทนอน คำว่าหลับ ไม่เคยมีเกิดขึ้นนานมากแล้ว
จะรู้ชัดจิตเป็นสมาธิ หากกำลังสมาธิที่เกิดขึ้นไม่มากพอ
คืนนั้นจะรู้สึกตัวทั้งคืน จิตมีคิดพิจรณาทบทวนสภาวะต่างๆทั้งคืน
บางครั้ง กำลังสมาธิมีมาก จะดับวูบลงไปเอง
.

เพราะสภาวะเดิม มีเกิดขึ้นอีกครั้ง คือ รู้ชัดในสภาวะจิตดวงสุดท้าย เพียงแต่ครั้งนี้ไม่เปลี่ยน ไม่ได้เกิดขึ้น ขณะทำความเพียร แต่มีเกิดขึ้น ขณะกำลังนั่งทำงานอยู่ รู้สึกเจ็บที่หัวใจมาก ทนไม่ไหว เดินไปนอน จนกระทั่งสภาวะจิตดวงสุดท้ายมีเกิดขึ้น ครั้งนี้ เหมือนตอกย้ำสภาวะสักกายทิฏฐิ ให้จดจำได้แม่นยำ ไม่มีลืม

ความรู้ชัดความทุกข์ เหมือนครั้งแรก แต่น้อยกว่า รู้ชัดในสภาวะกายและจิตแยกขาดออกจากกัน กายส่วนกาย จิตส่วนจิต สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจที่รู้อยู่  รู้ชัดในอันตตา มีชื่อเรียกว่า สุญญตวิโมกข์  สภาวะที่มีเกิดขึ้นในครั้งนี้ รู้ชัดใน อวิชชา สังขาร วิญญาณ กล่าวคือ เหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

 

 

มีหลักอยู่ข้อหนึ่ง เพราะรู้ชัดในทุกข์ ระลึกอดีตชาติที่เคยเกิดในชาติก่อนๆได้ ถึงไม่กี่ชาติ แต่ทำให้รู้ว่า ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร ล้วนเป็นทุกข์

หุหุ ชาติที่เกิดเป็นกษัตริย์ ทำกรรมหนักมากที่สุด ยืนอยู่บนกำแพง สั่งเผาเมือง ฆ่าคน เพราะเหตุปัจจัยนี้ บุคคลที่มีอำนาจอยู่ในมือ เมื่อยังมีอวิชชา จึงถูกตัณหาครอบงำง่าย มีโอกาส สร้างกรรมใหม่ เพราะโลภะ โทสะ โมหะ ได้ง่ายที่สุด ทีนี้จะไปว่ากันก็ไม่ได้ เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของผู้นั้น

มีอยู่สถานที่หนึ่ง มักไปประจำ เป็นสถานไม่มีคน ไม่มีอะไรสักอย่างเดียว มีแต่แสงสว่าง จะไม่เดินต่อ นั่งลง แล้วกำหนด จะกลับมารู้ที่กาย

โฆษณา

มีใจอันอบรมแล้วด้วยมรณสัญญาอยู่โดยมาก

มีใจอันอบรมแล้วด้วยมรณสัญญาอยู่โดยมาก
จิตย่อมหวนกลับ
งอกลับ ถอยกลับจากการรักชีวิต
ไม่ยื่นไปรับความรักชีวิต
อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่

.

มรณสัญญา หมายถึง ปรารภความตายเนืองๆ
เหตุปัจจัยจาก ความเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และความเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

.

สภาวะนี้ เป็นตัวแปรของทุกๆสภาวะที่ปฏิบัติทุกๆรูปแบบ
ซึ่งเคยมีเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล

ภิกษุเกิดนิพพิทากล้า ฆ่าตัวตาย และวานให้ผู้อื่นฆ่าตน

ขณะฆ่าตัวตายหรือขณะที่โดนผู้อื่นปลิดชีวิต

ชั่วขณะจิตนั้น เป็นเรื่องของ สภาวะจิตดวงสุดท้าย
หรือวิโมกข์ ๓ ที่เคยเขียนไว้

บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ทำความเพียร และบุคคลที่ทำความเพียรทุกรูปแบบ
เจอสภาวะนี้เหมือนกันหมด

เพียงแต่ปถุชนไม่ได้สดับ
ไม่ได้ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน

และบุคคลที่ได้สดับและปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน
แต่การทำความเพียร ไม่ได้เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย

เมื่อไม่เบื่อหน่าย ย่อมไม่คลายกำหนัด
จิตย่อมไม่หลุดพ้น

“บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่าใด ยังไม่ปราศจากราคะ ความกลัว
ความหวาดเสียว ความสยอง ย่อมมีแก่ภิกษุเหล่านั้นในเวลานั้น

ส่วนภิกษุเหล่าใดปราศจากราคะแล้ว ความกลัว
ความหวาดเสียว ความสยอง ย่อมไม่มีแก่ภิกษุเหล่านั้นในเวลานั้น”

เจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กัน

สุญฺญตวิโมกฺขมุข

อนมิตฺตวิโมกฺขมุข

อปฺปฌิหิตวิโมกฺมุข

[๕๓๘] ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปอย่างไร ฯ

ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป ด้วยอาการ ๑๖ คือ
ด้วยความเป็นอารมณ์ ๑
ด้วยความเป็นโคจร ๑
ด้วยความละ ๑
ด้วยความสละ ๑
ด้วยความออก ๑
ด้วยความหลีกไป ๑
ด้วยความเป็นธรรมละเอียด ๑
ด้วยความเป็นธรรมประณีต ๑
ด้วยความหลุดพ้น ๑
ด้วยความไม่มีอาสวะ ๑
ด้วยความเป็นเครื่องข้าม ๑
ด้วยความไม่มีนิมิต ๑
ด้วยความไม่มีที่ตั้ง ๑ ด้วยความว่างเปล่า ๑
ด้วยความเป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑
ด้วยความไม่ล่วงเกินกันและกัน ๑
ด้วยความเป็นคู่กัน ๑ ฯ

การคิดพิจรณา จากประสพการณ์ที่เคยพบเจอ ขณะทำความเพียร

ทั้ง ๓ คำเรียกนี้
เป็นเรื่องของ จิตดวงสุดท้าย
ขณะกำลังจะหมดลมหายใจ(ขาดใจตาย)

สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นนี้
จะปรากฏขึ้นในลักษณะของนิมิต
แต่เสมือนมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงๆ
เป็นสภาพธรรมที่ไม่สามารถบังคับบัญชาใดๆได้

เป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก
ที่เกี่ยวกับ ความกลัวตาย ที่มีอยู่ตามความเป็นจริง

มีหลายๆคน ที่วลัยพรเคยอ่านพบเจอมาหรือเคยพูดคุยด้วย
เมื่อเขาเหล่านั้น เจอภาพที่ทำให้รู้สึกกลัวตาย

ความไม่รู้ที่มีอยู่
บางคน ระลึกถึงสิ่งที่ตนพึ่งพาอยู่
เช่น ระลึกถึงครูอาจารย์ของตน ให้มาช่วยตน

เมื่อเป็นดังนี้
จิตจะหลุดจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น
กลับมารู้ที่กายแทน

บางคน เจอผู้แนะนำที่ไม่รู้ชัดในสภาวะเหล่านี้
เมื่อมีการบอกเล่าสภาวะ ผู้แนะนำจะบอกว่า
ให้กำหนดรู้หนอๆๆๆๆ(ใช้คำบริกรรม)
จนกลับมามีสติ กลับมารู้ที่กาย

นี่คือ ความไม่รู้ที่มีอยู่ของผู้แนะนำท่านนี้
เพราะไม่เคยพบประสพเจอด้วยตนเอง
จึงไม่อาจแนะแนวทางที่ควรปฏิบัติ

มีบางคนเคยพบเจอสภาพธรรมเหล่านี้
เมื่อพบเจอสภาพธรรมตัวใดตัวหนึ่ง

เหตุปัจจัยจากความไม่รู้ที่มีอยู่
เวลาใครพูดใครถามอะไร ก็จะบอกว่า เจอครั้งเดียวแล้วจบ
ซึ่งสภาพธรรมตามความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่เลย

หลังจากพบเจอสภาพธรรมตัวใดตัวหนึ่งมาแล้ว
กำลังสมาธิที่มีอยู่ จะบดบังไม่ให้รู้ชัดในกิเลสที่ยังมีอยู่
หรือรู้ว่ามีอยู่ แต่สักว่ามีเกิดขึ้น เหมือนจางๆ
เหมือนเกิดแล้วดับหายไปอย่างรวดเร็ว

เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่
ตัณหาจึงนำหน้า น้อมเอาคิดเอาเองว่า
สภาพธรมที่มีเกิดขึ้นนี้ เข้าถึงความมี
ความเป็นอะไรๆ ในคำเรียกต่างๆ ที่เคยได้อ่าน ได้ฟังมา

เมื่อน้อมใจเชื่อดังนี้แล้ว
การที่จะรู้ชัดชัดในสภาพธรรมอื่นๆ ที่ยังมีอยู่ ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย

แต่อย่างน้อย ด้วยความศรัทธา
บุคคลเหล่านี้ ย่อมเป็นผู้มีศิล
เมื่อกายแตก ย่อมสู่สุคติอย่างแน่นอน

ทั้ง ๓ สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นนี้
เป็นสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นของ ไตรลักษณ์ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ปราศจาก การน้อมเอาคิดเอาเอง
หรือปราศจาก ความมีตัวตนเข้าไปเกี่ยวข้อง
กับสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

หากยังมีห่วง มีอาลัย ที่เกิดจากจิตใต้สำนึก
สภาพธรรมนี้ จะหายไปและกลับมารู้ที่กายทันที

จงจำไว้ว่า
เมื่อสภาพธรรมทั้ง ๓ ตัวใดตัวหนึ่ง มีเกิดขึ้นในใจตน
หลังจากผ่านสภาพธรรมนั้นๆมาแล้ว
อุเบกขา หรือ กำลังสมาธิที่มีอยู่ จะบดบังหรือกดข่มกิเลส
ให้รู้สึกเหมือนกิเลสที่มีเกิดขึ้นนั้น เบาบางลงมาก

ให้กำหนดรู้ ตามความเป็นจริงของความรู้สึกที่มีเกิดขึ้น
อย่าน้อมเข้าสู่ความเป็นนั่น เป็นนี่

เพราะจะติดกับดักหลุมพรางกิเลส
สภาวะการปฏิบัติทางจิต จึงจมแช่อยู่แค่นั้น

จะใช้เวลามากหรือน้อยแค่ไหน ที่จะหลุดจากกับดักหลุมพรางกิเลสนี้ได้
ขึ้นอยู่ จิตที่เกิดการปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่น
ในสิ่งที่คิดเอาเองว่า เข้าถึงความเป็นนั่น เป็นนี่ ตามคำเรียกต่างๆ
หรือตามตำราที่มีเขียนขึ้นมา ตามความรู้ที่มีอยู่ของผู้เขียนนั้นๆ

คำอธิบายลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น

[๕๓๘] ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปอย่างไร ฯ

ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป ด้วยอาการ ๑๖ คือ
ด้วยความเป็นอารมณ์ ๑
ด้วยความเป็นโคจร ๑
ด้วยความละ ๑
ด้วยความสละ ๑
ด้วยความออก ๑
ด้วยความหลีกไป ๑
ด้วยความเป็นธรรมละเอียด ๑
ด้วยความเป็นธรรมประณีต ๑
ด้วยความหลุดพ้น ๑
ด้วยความไม่มีอาสวะ ๑
ด้วยความเป็นเครื่องข้าม ๑
ด้วยความไม่มีนิมิต ๑
ด้วยความไม่มีที่ตั้ง ๑ ด้วยความว่างเปล่า ๑
ด้วยความเป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑
ด้วยความไม่ล่วงเกินกันและกัน ๑
ด้วยความเป็นคู่กัน ๑ ฯ

เรื่องตรงนี้ เป็นเรื่องของ การเจริญสมถะ(สัมมาสมาธิ)และวิปัสสนาตวบคู่กัน

เป็นเรื่องเกี่ยวกับ จิตภาวนา โดยนับจาก ความดับ(คำบริกรรมที่เป็นบัญญัติ)
มามีรูปนาม เป็นอารมณ์(ภังคญาณ)

จึงเป็นที่มาของ คำที่เรียกว่า ญาณ ๑๔ ในปฏิสัมภิทามัคค วิปัสสนาญาณ ๙
วิปัสสนาญาณ ๑๐ อภิธัม วิปัสสนาญาณ ๑๖

ทั้งหมด เป็นเรื่องเดียวกันและเกี่ยวข้องกัน

จงจำให้ขึ้นใจ

สำหรับผู้ที่มาแสดงความคิดเห็น ในบทความธรรมะที่วลัยพรได้โพสไว้

มีหลายๆคน ที่ได้นำข้อคิดเห็นั้นๆ ทิ้งลงถังขยะ เพราะเหตุอันใดงั้นรึ

เพราะบุคคลจำพวกนี้ หนานแน่นด้วยอวิชชา

ความรู้ที่นำมาบอกกับวลัยพร ก้ลอกเขามา และไม่ใช่พระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสสอนไว้

ดังตัวอย่างนี้

==============================

เข้าใจผิดหรือเปล่า?
วิโมกข์ หมายถึง หลุดพ้น ไม่ใช่ ตาย ซึ่งในพระใตรปิฎก(ฉบับธรรมทาน) ปรากฏอยู่ในเล้มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตก-สุตตนิบาท หน้า ๑ ข้อ ๑ (และแล่มอื่นอื่นๆ อีกมาก) ซึ่งปรากฏความดังนี้

“[๑๗] ความเร่าร้อนย่อมไม่มีแก่ผู้ที่มีทางไกลอันถึงแล้ว ผู้มีความโศกปราศไปแล้ว ผู้พ้นวิเศษแล้วในธรรมทั้งปวง ผู้มีกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวงอันละได้แล้ว ท่านผู้มีสติย่อมขวนขวายท่านย่อมไม่ยินดีในที่อยู่ ท่านละความห่วงใยเสีย เหมือนหงส์สละเปือกตมไป ฉะนั้น ชนเหล่าใดไม่มีการสั่งสมมีโภชนะอันกำหนดแล้ว มีสุญญตวิโมกข์ …”

ส่วนที่ท่านกล่าวในรายละเอียดนั้นเป็น “ชนกกรรม”(กรรมแต่งให้เกิด, กรรมที่เป็นตัวนำไปเกิด ซึ่งก่อนหมดลมหายใจจะปรากฏนิมิตที่เป็น “คติ” ของเขาเมื่อหมดลมหายใจ

ที่ให้ความเห็นมาก็เพื่อให้เจ้เาใจได้ถูกต้อง หากไม่เป็นประโยขน์ก็ลบออกเสีย

===================================

เข้ามาอ่านกัน แต่สักว่าอ่าน เรื่อง ความหลุดพ้น ก็เคยนำมาโพสไว้แล้วว่า หลุดพ้นจากกิเลส ที่มีเกิดขึ้นในใจตน

ซึ่งเป็นการนำ พระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสไว้เกี่ยวกับความหลุดพ้น

ต้องหมั่นฝึกตนให้มากๆ

เมื่อยังไม่แน่ใจอะไรที่แน่ชัด

จงมีพระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ เป็นที่พึ่งที่อาศัย

จงมีตนเป็นประทีป เป็นที่พึ่งที่เกาะ
โดยการรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ

เวลาคิดทำสิ่งใด จะได้มีสติระลึกถึงคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรสไว้
จะได้มีเวลาคิดพิจรณาว่า สิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ

ไม่ใช่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา
โดยการประมาณในบุคคลอื่น ทำนองว่า ต้องเป็นอย่างงั้น อย่างงี้
ตามสิ่งที่ตนคิดว่าเป็น คิดว่าใช่ ในความเห็นของๆตน

ขนาด เวทนา ตัณหา อุปทาน ที่มีเกิดขึ้นในใจตน ยังไม่รู้เท่าทัน
นับประสาอะไรกับการทำนายทายทักผู้อื่นว่า จะต้องเป็นอย่างงั้น อย่างงี้

แทนที่จะเพียรละ โดยการกำหนดรู้ ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของตัณหา อุปทาน
กลับปล่อยใจ ปล่อยกาย ให้กระทำตามความทะยานอยาก
จึงกลายเป็น การสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก

คำที่ควรกล่าว

เมื่อเห็นผู้ใด โพสสิ่งใดก็ตาม
หากมีข้อสงสัยว่า มีอยู่ในพระธรรมคำสอนไหม

ควรจะใช้คำพูดในการถามว่า
บทความที่โพสนี้ มีอยู่ในพระธรรมคำสอนมั๊ย
หากมี ช่วยนำมาลงให้อ่านหน่อย

ผู้ฝึกตน ฝึกเพื่อละ สละออก
ไม่ใช่ฝึกเพื่อเอาเข้าหาตัว

ความมี ความเป็นอะไรๆในสิ่งที่คนกันเอาเองว่า ตนมี หรือตนเป็น
มันเป็นเพียงแค่สัญญา ไม่สามารถนำไปกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้หรอก

หากนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้
คงไม่มาใช้คำพูดเที่ยวประมาณในบุคคลอื่น

สัญญา ที่เกิดขึ้น หากอโยนิโสมนสิการ
ย่อมไม่สามารถนำสัญญาหรือความรู้ต่างๆ ที่คิดเอาเองว่าเป็นปัญญา
เมื่อนำมาเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ ย่อมไม่สามารถทำได้

เพราะอะไรน่ะรึ
เหตุปัจจัยจาก ความสำคัญมั่นหมาย ในสิ่งที่ตนคิดว่ารู้
ความสำคัญมั่นหมาย ว่าตนเข้าถึงความเป็นนั่น เป็นนี่ในสมุมมติ

เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่
ความไม่รู้ชัดใน “ผัสสะ” ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ย่อมหลงกระทำตาม เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(ความรู้สึกนึกคิด) ที่มีเกิดขึ้น

 

วิโมกฺขมุข

 

สุญฺญตวิโมกฺขมุข

อนมิตฺตวิโมกฺขมุข

อปฺปฌิหิตวิโมกฺมุข

 

ทั้ง ๓ คำเรียกนี้
เป็นเรื่องของ จิตดวงสุดท้าย
ขณะกำลังจะหมดลมหายใจ(ขาดใจตาย)

ถ้ายังไม่ทำกาละ เป็นเรื่องของ อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นนี้
จะปรากฏขึ้นในลักษณะของนิมิต
แต่เสมือนมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงๆ
เป็นสภาพธรรมที่ไม่สามารถบังคับบัญชาใดๆได้

เป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก
ที่เกี่ยวกับ ความกลัวตาย ที่มีอยู่ตามความเป็นจริง

มีหลายๆคน ที่วลัยพรเคยอ่านพบเจอมาหรือเคยพูดคุยด้วย
เมื่อเขาเหล่านั้น เจอภาพที่ทำให้รู้สึกกลัวตาย

ความไม่รู้ที่มีอยู่
บางคน ระลึกถึงสิ่งที่ตนพึ่งพาอยู่
เช่น ระลึกถึงครูอาจารย์ของตน ให้มาช่วยตน

เมื่อเป็นดังนี้
จิตจะหลุดจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น
กลับมารู้ที่กายแทน

บางคน เจอผู้แนะนำที่ไม่รู้ชัดในสภาวะเหล่านี้
เมื่อมีการบอกเล่าสภาวะ ผู้แนะนำจะบอกว่า
ให้กำหนดรู้หนอๆๆๆๆ(ใช้คำบริกรรม)
จนกลับมามีสติ กลับมารู้ที่กาย

นี่คือ ความไม่รู้ที่มีอยู่ของผู้แนะนำท่านนี้
เพราะไม่เคยพบประสพเจอด้วยตนเอง
จึงไม่อาจแนะแนวทางที่ควรปฏิบัติ

มีบางคนเคยพบเจอสภาพธรรมเหล่านี้
เมื่อพบเจอสภาพธรรมตัวใดตัวหนึ่ง

เหตุปัจจัยจากความไม่รู้ที่มีอยู่
เวลาใครพูดใครถามอะไร ก็จะบอกว่า เจอครั้งเดียวแล้วจบ
ซึ่งสภาพธรรมตามความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่เลย

หลังจากพบเจอสภาพธรรมตัวใดตัวหนึ่งมาแล้ว
กำลังสมาธิที่มีอยู่ จะบดบังไม่ให้รู้ชัดในกิเลสที่ยังมีอยู่
หรือรู้ว่ามีอยู่ แต่สักว่ามีเกิดขึ้น เหมือนจางๆ
เหมือนเกิดแล้วดับหายไปอย่างรวดเร็ว

เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่
ตัณหาจึงนำหน้า น้อมเอาคิดเอาเองว่า
สภาพธรมที่มีเกิดขึ้นนี้ เข้าถึงความมี
ความเป็นอะไรๆ ในคำเรียกต่างๆ ที่เคยได้อ่าน ได้ฟังมา

เมื่อน้อมใจเชื่อดังนี้แล้ว
การที่จะรู้ชัดชัดในสภาพธรรมอื่นๆ ที่ยังมีอยู่ ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย

แต่อย่างน้อย ด้วยความศรัทธา
บุคคลเหล่านี้ ย่อมเป็นผู้มีศิล
เมื่อกายแตก ย่อมสู่สุคติอย่างแน่นอน

ทั้ง ๓ สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นนี้
เป็นสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นของ ไตรลักษณ์ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ปราศจาก การน้อมเอาคิดเอาเอง
หรือปราศจาก ความมีตัวตนเข้าไปเกี่ยวข้อง
กับสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

หากยังมีห่วง มีอาลัย ที่เกิดจากจิตใต้สำนึก
สภาพธรรมนี้ จะหายไปและกลับมารู้ที่กายทันที

จงจำไว้ว่า
เมื่อสภาพธรรมทั้ง ๓ ตัวใดตัวหนึ่ง มีเกิดขึ้นในใจตน
หลังจากผ่านสภาพธรรมนั้นๆมาแล้ว
อุเบกขา หรือ กำลังสมาธิที่มีอยู่ จะบดบังหรือกดข่มกิเลส
ให้รู้สึกเหมือนกิเลสที่มีเกิดขึ้นนั้น เบาบางลงมาก

ให้กำหนดรู้ ตามความเป็นจริงของความรู้สึกที่มีเกิดขึ้น
อย่าน้อมเข้าสู่ความเป็นนั่น เป็นนี่

เพราะจะติดกับดักหลุมพรางกิเลส
สภาวะการปฏิบัติทางจิต จึงจมแช่อยู่แค่นั้น

จะใช้เวลามากหรือน้อยแค่ไหน ที่จะหลุดจากกับดักหลุมพรางกิเลสนี้ได้
ขึ้นอยู่ จิตที่เกิดการปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่น
ในสิ่งที่คิดเอาเองว่า เข้าถึงความเป็นนั่น เป็นนี่ ตามคำเรียกต่างๆ
หรือตามตำราที่มีเขียนขึ้นมา ตามความรู้ที่มีอยู่ของผู้เขียนนั้นๆ

กันยายน 2019
พฤ อา
« ส.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: