สีลสูตร

สีลสูตร

[๓๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใด
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิ
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุติ
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ

 

หมายเหตุ;

เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ได้แก่ ศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ได้แก่ สมถะ ที่เป็นสัมมาสมาธิ

เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ได้แก่ ไตรลักษณ์
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
หยาบ กลาง ละเอียด ที่กล่าวไปแล้ว

เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุติ ได้แก่ เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ

เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ หมายถึง
ปัจจเวกขณญาณ

 

กล่าวตามปริยัติ หมายถึง

โสดาบัน
สกิทาคา
อนาคามี
อรหันต์

 

เหตุที่อธิบายรายละเอียดแบบนี้
ดูจากตอนจบของพระธรรมคำสอนนี้

 

[๓๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อโพชฌงค์ ๗
อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้
ผลานิสงส์ ๗ ประการ อันเธอพึงหวังได้ ผลานิสงส์ ๗ ประการเป็นไฉน?

 

[๓๘๒] คือ (๑) ในปัจจุบัน จะได้บรรลุอรหัตผลโดยพลัน

(๒) ในปัจจุบันไม่ได้บรรลุ
ทีนั้นจะได้บรรลุในเวลาใกล้ตาย

(๓) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ
ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ

ทีนั้นจะได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี
เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป

(๔)ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ
และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี

เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป
ทีนั้นจะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจปรินิพพายี
เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป

(๕) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ
ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี
และไม่ได้เป็นพระอานาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี

ทีนั้นจะได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี
เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป

(๖) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ
ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี
ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี
และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี

ทีนั้นจะได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี
เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป

(๗) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ
ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี
ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี
ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี
และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี

ทีนั้นจะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี
เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อโพชฌงค์ ๗
อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้
ผลานิสงส์ ๗ ประการเหล่านี้ อันเธอพึงหวังได้.

Advertisements

สภาวะศิล เป็นไปเพื่อสมาธิ

นันทิยสูตร
อยู่ด้วยความประมาทและไม่ประมาท

 

[๑๖๐๒] ดูกรนันทิยะ ก็อริยสาวกผู้เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทอย่างไร?
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า
แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นผู้จำแนกธรรม
อริยสาวกนั้นยังไม่พอใจด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้านั้น
พยายามให้ยิ่งขึ้นไป เพื่อความสงัดในกลางวัน เพื่อหลีกเร้นในกลางคืน
เมื่ออริยสาวกนั้นเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่อย่างนี้ ย่อมเกิดปราโมทย์
เมื่อเกิดปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ
เมื่อมีใจกอปรด้วยปีติ กายย่อมสงบ
ผู้มีกายสงบ ย่อมได้เสวยสุข
จิตของผู้มีความสุขย่อมเป็นสมาธิ
เมื่อจิตเป็นสมาธิ ธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏ
เพราะธรรมทั้งหลายปรากฏ อริยสาวกนั้น
ย่อมถึงความนับว่า อยู่ด้วยความไม่ประมาท

อีกประการหนึ่ง อริยสาวกประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว ในพระธรรม … ในพระสงฆ์ …
ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ
อริยสาวกนั้นยังไม่พอใจด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว พยายามให้ยิ่งขึ้นไป
เพื่อความสงัดในกลางวัน เพื่อหลีกเร้นในกลางคืน
เมื่ออริยสาวกนั้นเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่อย่างนี้ ย่อมเกิดปราโมทย์
เมื่อเกิดปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ
เมื่อมีใจกอปรด้วยปีติ กายย่อมสงบ
ผู้มีกายสงบ ย่อมได้เสวยสุข
จิตของผู้มีความสุข ย่อมเป็นสมาธิ
เมื่อจิตเป็นสมาธิ ธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏ
อริยสาวกนั้นย่อมถึงความนับว่า อยู่ด้วยความไม่ประมาท

ดูกรนันทิยะ อริยสาวกเป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทอย่างนี้แล.

 

 

 

[๖๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยอารมณ์ต่างๆก็มี

ก็อุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยอารมณ์ต่างๆ เป็นไฉน
คือ อุเบกขาที่มีในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ
นี้อุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยอารมณ์ต่างๆ

๑. มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิตประจำวัน
เกิดจากการกำหนดรู้ “ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ”
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
เป็นเรื่องของ กรรม การให้ผลของกรรม
และอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่

รู้สึกนึกคิดอย่างไร กระทำไว้ในใจ
ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

โดยการไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา
ให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก

กล่าวคือ เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า
(วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดทีหลัง)

[๕๓๗] ภิกษุนั้นย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ

วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลาย
ที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์

เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ
ด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง
เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ฯ

เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของ สภาวะศิล
เป็นศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย
เป็นศีลที่ เป็นไทจากตัณหา

วิญญูชนสรรเสริญ ไม่ถูกตัณหา และทิฏฐิลูบคลำ
เป็นศีลที่เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ ดังนี้.

กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์

สัตว์ที่กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้วได้สมาธิ
ได้เอกัคคตาจิต มีเป็นส่วนน้อย

สัตว์ที่กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้ว
ไม่ได้สมาธิ ไม่ได้เอกัคคตาจิตมากกว่าโดยแท้

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v … agebreak=0

หมายเหตุ;

“สัตว์ที่กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์
แล้วได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต”

กล่าวคือ เจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป

โสดาบัน สกิทาคา อนาคามี

“สัตว์ที่กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้ว
ไม่ได้สมาธิ ไม่ได้เอกัคคตาจิต”

หมายถึง ศิล
ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว
เป็นศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย
เป็นศีลที่ เป็นไทจากตัณหา

วิญญูชนสรรเสริญ ไม่ถูกตัณหา และทิฏฐิลูบคลำ
เป็นศีลที่เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ

กล่าวคือ เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า
(วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดทีหลัง)

โสตาปัตติยังคะ ๔ ประการ

[๑๖๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โสตาปัตติยังคะ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน? คือ

การคบสัตบุรุษ ๑
การฟังธรรม ๑
การทำไว้ในใจโดยแยบคาย ๑
การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย โสตาปัตติยังคะ ๔ ประการนี้แล

ศิล ที่เป็นไปเพื่อ มรรค ผล นิพพาน

ผัสสะ

[๑๙๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในนิโครธาราม เมือง
กบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้นแล เจ้าศากยะพระนามว่าวัปปะ เป็นสาวกของนิครนถ์
เสด็จเข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ ทรงอภิวาทแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวว่า

ดูกรวัปปะ บุคคลในโลกนี้ พึงเป็นผู้สำรวมด้วยกาย สำรวมด้วยวาจา สำรวมด้วยใจ
เขาฆ่าตัวนี้ กลับไปฆ่าตัวอื่น เพราะอวิชชาดับไป วิชชาเกิดขึ้น
ท่านเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาไปตามบุคคลในสัมปรายภพ หรือไม่

วัปปศากยราชตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเห็นฐานะนั้น
บุคคลกระทำบาปกรรมไว้ในปางก่อนซึ่งยังให้ผลไม่หมด
อาสวะทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนา
พึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพอันมีบาปกรรมนั้นเป็นเหตุ

ท่านพระมหาโมคคัลลานะสนทนากับวัปปศากยราชสาวกของนิครนถ์ ค้างอยู่เพียงนี้เท่านั้น
ครั้งนั้นแล เวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่เร้น
เสด็จเข้าไปยังอุปัฏฐานศาลา ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้
ครั้นแล้ว ได้ตรัสถามท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า

ดูกรโมคคัลลานะ บัดนี้ เธอทั้งหลายประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร
และเธอทั้งหลายพูดอะไรค้างกันไว้ในระหว่าง

ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส
ข้าพระองค์ได้กล่าวกะวัปปศากยราชสาวกของนิครนถ์ว่า

ดูกรวัปปะ บุคคลในโลกนี้
พึงเป็นผู้สำรวมด้วยกาย สำรวมด้วยวาจา สำรวมด้วยใจ

เพราะอวิชชาดับไป วิชชาเกิดขึ้น
ท่านเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่

เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว วัปปศากยราชสาวกของนิครนถ์ ได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเห็นฐานะนั้น บุคคลกระทำบาปกรรมไว้ในปางก่อนซึ่งยังให้ผลไม่หมด
อาสวะทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพ อันมีบาปกรรมนั้นเป็นเหตุ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์สนทนากับวัปปศากยราช สาวกของนิครนถ์ค้างอยู่เพียงนี้แล

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคก็เสด็จมาถึง
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับวัปปศากยราชสาวกของนิครนถ์ว่า

ดูกรวัปปะ ถ้าท่านจะพึงยินยอมข้อที่ควรยินยอม และคัดค้านข้อที่ควรคัดค้านต่อเรา
และท่านไม่รู้ความแห่งภาษิตของเราข้อใด
ท่านพึงซักถามในข้อนั้นยิ่งขึ้นไปว่า ข้อนี้อย่างไร
ความแห่งภาษิตข้อนี้อย่างไร ดังนี้ไซร้
เราพึงสนทนากันในเรื่องนี้ได้

วัปปศากยราชกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักยินยอมข้อที่ควรยินยอม
และจักคัดค้านข้อที่ควรคัดค้านต่อพระผู้มีพระภาค

อนึ่ง ข้าพระองค์ไม่รู้ความแห่งภาษิตของพระผู้มีพระภาคข้อใด
ข้าพระองค์จักซักถามพระผู้มีพระภาคในข้อนั้นยิ่งขึ้นไปว่า ข้อนี้อย่างไร
ความแห่งภาษิตข้อนี้อย่างไร
ขอเราจงสนทนากันในเรื่องนี้เถิด พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน
เกิดขึ้นเพราะการกระทำทางกายเป็นปัจจัย

เมื่อบุคคลงดเว้นจากการกระทำทางกายแล้ว
อาสวะเหล่านั้นที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา
เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่า แล้วทำให้สิ้นไปด้วย

นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ ผู้ปฏิบัติพึงเห็นได้เอง
ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา
วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะ
อันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ

ว. ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน เกิดขึ้น
เพราะการกระทำทางวาจาเป็นปัจจัย

เมื่อบุคคลงดเว้นจากการกระทำทางวาจาแล้ว
อาสวะเหล่านั้นที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา
เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่า แล้วทำให้สิ้นไปด้วย

นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ…
วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะ
อันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนา พึงไปตามบุคคลใน สัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ

ว. ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน
เกิดขึ้นเพราะการกระทำทางใจเป็นปัจจัย

เมื่อบุคคลงดเว้นจาก การกระทำทางใจแล้ว
อาสวะที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา
เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่า แล้วทำให้สิ้นไปด้วย

นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ…
วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะ
อันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ

ว. ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน
เกิดขึ้นเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย

เพราะอวิชชาดับไป วิชชาเกิดขึ้น
อาสวะที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน เหล่านั้นย่อมไม่มีแก่เขา
เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่า แล้วทำให้สิ้นไปด้วย

นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ …
อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะ
อันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ

ว. ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรวัปปะ เมื่อภิกษุมีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว
ย่อมบรรลุธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นนิตย์ ๖ ประการ

เธอเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่

ฟังเสียงด้วยหู…

สูดกลิ่นด้วยจมูก…

ลิ้มรสด้วยลิ้น…

ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย…

รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว

ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่
เธอเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด
ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด

เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด
ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด

ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อกายแตกสิ้นชีวิตไป
เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลินในโลกนี้ จักเป็นของเย็น

ดูกรวัปปะ เงาปรากฏเพราะอาศัยต้นไม้
ครั้งนั้น บุรุษพึงถือจอบและตะกร้ามา เขาตัดต้นไม้นั้นที่โคน
ครั้นแล้ว ขุดคุ้ยเอารากขึ้น โดยที่สุดแม้เท่าต้นแฝกก็ไม่ให้เหลือ
เขาตัดผ่าต้นไม้นั้นให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กระทำให้เป็นซีกๆ แล้วผึ่งลมและแดด

ครั้นผึ่งลมและแดดแห้งแล้วเผาไฟ กระทำให้เป็นขี้เถ้า
โปรยในที่มีลมพัดจัดหรือลอยในกระแสน้ำอันเชี่ยวในแม่น้ำ
เมื่อเป็นเช่นนั้น เงาที่ปรากฏเพราะอาศัยต้นไม้นั้น
มีรากขาดสูญ ประดุจตาลยอดด้วน
ทำให้ไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา แม้ฉันใด

ดูกรวัปปะ ฉันนั้นเหมือนกันแล
เมื่อภิกษุมีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว
ย่อมได้บรรลุธรรมเป็นเครื่องอยู่เนืองนิตย์ ๖ ประการ

เธอเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่

ฟังเสียงด้วยหู…

สูดกลิ่นด้วยจมูก…

ลิ้มรสด้วยลิ้น…

ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย…

รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว
ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่

เธอเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด
ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนา มีกายเป็นที่สุด

เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด
ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด

ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อกายแตกสิ้นชีวิตไป
เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลินในโลกนี้ จักเป็นของเย็น ฯ

จบมหาวรรคที่ ๕

จบจตุตถปัณณาสก์

๖. อากังเขยยสูตร

[๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า
เราพึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่เถิด ดังนี้

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล

หมั่นประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน
ไม่ทำฌานให้เหินห่าง

ประกอบด้วยวิปัสสนา

พอกพูนสุญญาคาร.

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล

หมายเหตุ;

หมายถึง การหยุดสร้างเหตุนอกตัว

เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น(สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต)
สิ่งที่เกิดขึ้น(ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เป็นเรื่องของ กรรมเก่า(การกระทำที่เคยกระทำไว้ในอดีต)
ส่งมาให้รับผล ในรูปแบบของสิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต
(วิบากกรรม /เวทนา ที่มีเกิดขึ้น)

ให้โยนิโสมนสิการ(กำหนดรู้)
ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทาง กาย วาจา(ไม่สานต่อ)
เป็นการดับรอบเฉพาะตน(ดับเหตุปัจจัยของการเกิด)

ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว(กรรมใหม่/วจีกรรม กายกรรม ไม่มี)

พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว(มรรค-อริยมรรค มีองค์ 8)

กิจที่ควรทำ(หยุด) ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

หมั่นประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน
ไม่ทำฌานให้เหินห่าง

หมายเหตุ;

ทำจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิในระดับฌาน(มิจฉาสมาธิ-สัมมาสมาธิ)

มิจฉาสมาธิ
สมาธิที่ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ช่วยกดข่มกิเลสไว้
(สมาธิบดบังกิเลส)

สัมมาสมาธิ
สมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น เป็นเหตุปัจจัยให้
รู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิตธรรม

ประกอบด้วยวิปัสสนา

หมายเหตุ;

ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นทั้งในการดำเนินชีวิต
และขณะทำความเพียร

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ) เนืองๆ

สภาพธรรมที่มีชื่อเรียกว่า วิปัสสนา
(ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา/ไตรลักษณ์)
ย่อมมีเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย

เมื่อใจน้อมลงสู่วิปัสสนา(ไตรลักษณ์)เนืองๆ

หากมีผัสสะใดเกิดขึ้น
ใจย่อมน้อมลงสู่วิปัสสนาเอง โดยไม่ต้องคิดพิจรณา

เป็นเหตุปัจจัยให้จิตเกิดการปล่อยวาง จากผัสสะที่มีเกิดขึ้น
โดยไม่ต้องคิดพิจรณาเพื่อให้เกิดการปล่อยวาง

พอกพูนสุญญาคาร

หมายเหตุ;

อยู่ในเรือนว่าง

สุญญตา

เพิ่มพูนการอยู่เรือนว่างเปล่า
หมายถึง สุญญตา หรือ สภาวะที่ปราศจาก ความมีตัวตน เข้าไปเกี่ยวข้อง กับสิ่งที่เกิดขึ้น

1. ที่มีเกิดขึ้นในการดำเนินชีวิต
ได้แก่ โยนิโสมนสิการ(การกำหนดรู้)

2. ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของ สัมมาสมาธิ
คือ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่(รูปฌาน-อรูปฌาน)

รูปฌาน รูปยังมีอยู่ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

อรูปฌาน รูปไม่ปรากฏ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

หากเป็นมิจฉาสมาธิ หรือที่เรียกว่า สมถะ
วิญญาณ/ธาตุรู้ จะมีเกิดขึ้นไม่ได้เลย
จนกว่าสมาธิจะคลายตัวหรืออ่อนกำลังลง

ศิล สมาธิ ปัญญา

นิสสายวรรคที่ ๑
๑. กิมัตถิยสูตร
[๒๐๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ศีลที่เป็นกุศลมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอานนท์ศีลที่เป็นกุศล มีความไม่เดือดร้อนเป็นผล
มีความไม่เดือดร้อนเป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความไม่เดือดร้อนมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ ก็ความไม่เดือดร้อนมีความปราโมทย์เป็นผล มีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความปราโมทย์มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ ความปราโมทย์มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปีติมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปัสสัทธิมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์
พ. ดูกรอานนท์ ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สุขมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สมาธิมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ สมาธิมียถาภูตญาณทัสนะเป็นผล มียถาภูตญาณทัสนะเป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ยถาภูตญาณทัสนะมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ ยถาภูตญาณทัสนะมีนิพพิทาเป็นผล มีนิพพิทาเป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็นิพพิทามีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ นิพพิทามีวิราคะเป็นผล มีวิราคะเป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็วิราคะมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ วิราคะมีวิมุตติญาณทัสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสนะเป็นอานิสงส์

ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลมีความไม่เดือดร้อนเป็นผล มีความไม่เดือดร้อนเป็นอานิสงส์
ความไม่เดือดร้อน มีความปราโมทย์เป็นผล มีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์
ความปราโมทย์ มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์
ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์
ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์
สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์
สมาธิมียถาภูตญาณทัสนะเป็นผล มียถาภูตญาณทัสนะเป็นอานิสงส์
ยถาภูตญาณทัสนะมีนิพพิทาเป็นผล มีนิพพิทาเป็นอานิสงส์
นิพพิทามี วิราคะเป็นผล มีวิราคะเป็นอานิสงส์
วิราคะมีวิมุตติญาณทัสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสนะเป็นอานิสงส์ด้วยประการดังนี้แล

ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลย่อม ยังความเป็นพระอรหันต์
ให้บริบูรณ์โดยลำดับ ด้วยประการดังนี้แล ฯ

จบสูตรที่ ๑

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=24&A=7521&Z=7566

ศิล

สีลัพพตสูตรที่ ๘ จบ

๙. คันธชาตสูตร
ว่าด้วยกลิ่นหอม

[๘๐] ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย
อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กลิ่นหอม ๓ อย่าง ลอยไปตามลมเท่านั้น ลอยไป
ทวนลมไม่ได้
กลิ่นหอม ๓ อย่าง อะไรบ้าง คือ
๑. กลิ่นที่เกิดจากราก ๒. กลิ่นที่เกิดจากแก่น
๓. กลิ่นที่เกิดจากดอก
กลิ่นหอม ๓ อย่างนี้แล ลอยไปตามลมเท่านั้น ลอยไปทวนลมไม่ได้ ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ กลิ่นหอมที่ลอยไปตามลมก็ได้ ลอยไปทวนลมก็ได้ ลอยไปตามลม
และทวนลมก็ได้ มีอยู่หรือ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า อานนท์ กลิ่นหอมที่ลอยไปตามลมก็ได้ ลอยไป
ทวนลมก็ได้ ลอยไปทั้งตามลมและทวนลมก็ได้ มีอยู่

ท่านพระอานนท์ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กลิ่นหอมที่ลอยไปตามลม
ก็ได้ ลอยไปทวนลมก็ได้ ลอยไปทั้งตามลมและทวนลมก็ได้ เป็นอย่างไร

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า อานนท์ ในโลกนี้สตรีหรือบุรุษในบ้านหรือใน
ตำบลใดถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ถึงพระธรรมเป็นสรณะ ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ
เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์
เว้นขาดจากการลักทรัพย์
เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม
เว้นขาดจากการพูดเท็จ
เว้นขาดจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัย อันเป็นเหตุแห่งความประมาท
เป็นผู้มีศีล มีธรรมงาม มีใจปราศจากความตระหนี่
อันเป็นมลทิน มีจาคะอันสละแล้ว มีฝ่ามือชุ่ม ยินดีในการสละ
ควรแก่การขอ ยินดีในการให้ทานและการจำแนกทาน อยู่ครองเรือน

สมณพราหมณ์ในทิศทั้งหลายต่างกล่าวสรรเสริญคุณของเขาว่า “สตรีหรือ
บุรุษในบ้านหรือในตำบลโน้นถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ถึงพระธรรมเป็นสรณะ ถึง
พระสงฆ์เป็นสรณะ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจาก
การประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการเสพของมึนเมา
คือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท เป็นผู้มีศีล มีธรรมงาม มีใจปราศ
จากความตระหนี่อันเป็นมลทิน มีจาคะอันสละแล้ว มีฝ่ามือชุ่ม ยินดีในการสละ
ควรแก่การขอ ยินดีในการให้ทานและการจำแนกทาน อยู่ครองเรือน”

แม้พวกเทวดาก็กล่าวสรรเสริญคุณของเขาว่า “สตรีหรือบุรุษในบ้านหรือใน
ตำบลโน้น ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ฯลฯ ควรแก่การขอ ยินดีในการให้ทานและ
การจำแนกทาน อยู่ครองเรือน”

อานนท์ กลิ่นหอมนี้แล ลอยไปตามลมก็ได้ ลอยไป
ทวนลมก็ได้ ลอยไปทั้งตามลมและทวนลมก็ได้
กลิ่นดอกไม้ลอยไปทวนลมไม่ได้
กลิ่นจันทน์ กลิ่นกฤษณา
หรือกลิ่นกะลำพัก ลอยไปทวนลมไม่ได้

ส่วนกลิ่นของสัตบุรุษลอยไปทวนลมได้
เพราะสัตบุรุษขจรไปทั่วทุกทิศ(ด้วยกลิ่นแห่งคุณมีศีลเป็นต้น)

http://www.geocities.ws/tmchote/tpd-mcu/tpd20-3.htm

ศิล

เรื่องศิลในข้อต่างๆนี่ วลัยพรกลัวทุกข์มากกว่าค่ะ มันก็เลยกลายเป็นว่า รักษาโดยไม่ต้องคิดรักษา

มีโรคประจำตัว เป็นภูมิแพ้
เจอความเจ็บป่วยเล่นงาน จนรู้สึกว่า มันทุกข์นะ

ตั้งแต่ระวังการกระทำ เช่น มดตัวน้อย บางครั้งยังมีพลั้งพลาดอยู่
จะว่าอุปทานก็ได้นะ จะทำให้มีอาการคันทั้งตัว ไม่ก็รู้สึกว่า มีมดเข้าหู นอนไม่ได้เลย

ปลวกนี่ ทำให้เข็ดจริงๆ
เคยไปบ้านแฟน มีปลวกขึ้นอิฐ แล้วกำลังลามขึ้นเสาไม้สัก ทางเหนือจะใช้ไม้สักปลูกบ้าน
ยายแฟนจะฆ่าปลวก สงสารคนแก่ ทำเอง ผลคือ กลางคืนไม่ต้องนอน คันทั้งตัว อาบน้ำแล้วก็ยังคัน
ต้องกล่าวขอขมากับปลวกในใจ จะว่าอุทานก็ได้ เพราะอาการค่อยๆทุเลาลง

มอด
เคยนะ มอดขึ้นข้าว ข้าวสารประมาณ 5 กิโล ไล่ออกเท่าไหร่ก็ไม่หมด
จึงนำถุงข้าวเข้าตู้เย็น คือคิดว่า ให้มอดตายเย็น ดีกว่าตากแดด
ผลคือ พอมีเมนส์ ตกเลือดแทบตาย เกือบตายก็ว่าได้ ก็ได้การทำสมาธิและวิธีรักษาสมุนไพรแบบโบราณนี่แหละ ช่วยไว้ได้

อาหาร
หากไม่ได้ยินกับหู ไม่ได้เห็นกับตา ว่ากำลังถูกฆ่า ก็กินได้ปกติ
หากได้ยินกับหู ได้เห็นกับตา หรือคิดว่าน่าจะใช่ จะไม่กิน

การพูดปด กับการไม่รักษาคำพูดนี่ สำคัญมาก เวลาพูดจะระวังเรื่องการรับปาก
พอเผลอ มีหลุดไปบ้าง เอาละ ไอระเบิดระเบ้อ เป็นที่น่ารังเกียจจริงๆ
จึงทำให้ระวังในการตกปากรับคำกับใครๆ แต่เดี๋ยวนี้ใช้วิธีเลี่ยงประมาณว่า
หากมันเป็นความลับส่วนตัว อย่าเล่าให้ฟังเลย กลัวเผลอ

หรือเรื่องงาน หากมีถามว่า จะได้วันนี้ไหม
จะใช้วิธีบอกว่า ถ้าเสร็จแล้วจะบอก (ไม่ด่วน รอได้)

คือจะไม่พยายามรับปากอย่างเด็ดขาด
มันน่ากลัวนะเวลาไอน่ะ เจ็บคอไปหมด

เรื่องลักทรัพย์
อันนี้กล้าพูดได้เต็มปาก ไม่มีความอยากได้ของผู้อื่น
เช่น เจอเงินตกครั้งก่อน 100 บาท เดินหาเจ้าของไม่เจอ จึงนำเงินนั้นไปหย่อนตู้ตามวัด
ที่ไหนได้ มีเหตุให้เสียทรัพย์ ตั้งแต่นั้นมา ไม่คิดจะเก็บเงินที่ตกอยู่กับพื้น ต่อให้เป็นพันด้วย
คือ กลัวน่ะ ของฟรีไม่มีในโลก ได้มาต้องเสียไป แม้ไมได้เจตนาอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่น ที่ทำหล่นไว้ก็ตาม

เวลาซักผ้า ล้วงกระเป๋ากางเกง(แฟน) ที่จะซัก เจอตังค์บ่อย จะคืนให้เขา หลังจากที่กลับมาแล้ว
เหมือนที่เคยอยู่กับน้อง ที่เช่าบ้านอยู่ด้วยกัน
หากใครวางเงินไว้ แล้วลืม ไม่รู้ว่าเงินที่วางอยู่ เป็นของใคร ต่างคนต่างไม่มีใครเอา
จึงให้เป็นกองกลาง เวลาใครไปวัด นำเงินไปหย่อนตู้

สุรา
อดีตเคยเที่ยวเทค เที่ยวบาร์ ดื่มสุรา (สมัยทำงาน)
เงินมีเพื่อนมาเพียบ เงินหมด เพื่อนหาย

มันก็แปลกนะ สุราไม่มีผลต่อภูมิแพ้
ที่คิดเลิก เพราะโกรธเพื่อนสนิท เผลอแว่บเดียว(ไม่ได้เที่ยวด้วย) ดันไปมีอะไรกับสามีชาวบ้าน
เรื่องนี้ โกรธเพื่อนมาก เพราะตัวเพื่อนก็มีครอบครัว มีลูก ทิ้งลูกทิ้งครอบครัว มาจับผู้ชายคนนี้(มีเงิน)
สุดท้าย ผู้ชายก็ทิ้งเขาไป เพราะเพื่อนไมได้มีแค่ผู้ชายคนนี้คนเดียว(เพื่อนสวย)

ศิลข้อกาเม
ข้อนี้เคยผิดนะ ก็สมัยที่เที่ยวกับเพื่อนน่ะแหละ เจอเพื่อนของเพื่อน คบกันไป
ก็คิดว่าเขาโสด ที่ไหนได้ มีเมียแล้ว

พอรู้ว่าเขามีครอบครัวแล้ว ก็เลิกนะ แรกๆมีอาลัยอามวรณ์บ้าง นี่เรื่องธรรมดา
พอห่างไปนานๆ มันก็ลืมไปเอง

อดีต วลัยพรเป็นคนเก๊นะ เก๊มากๆก็ว่าได้คนกินเหล้า เที่ยวกลางคืน สมัยก่อนเขาถือว่าเก๊นะ
เพื่อนที่ทำงาน บางคนก็ตั้งข้อรังเกียจ หาว่าไม่ใช่แค่เที่ยว
เออนะ มีเพื่อนบางคน เขาก็เชื่อใจ เพราะเขาดูจากคำพูด ดูการกระทำ เขาก็คบด้วย

ที่หันมาทำกรรมฐาน เกิดจาก รถสี่สูบคว่ำ ทำให้คนขับหัวเข่าแตก ต้องใส่เข่าเทียมตลอดชีวิต
ส่วนวลัยพร เวลานั่ง งอเข่าไม่ได้ คลุกเข่าไม่ได้ น่าอายมาก เวลานั่ง ต้องเหยียดขายาว

ที่ทำกรรมฐาน เพราะเชื่อหลวงพ่อจรัญ
ท่านบอกว่า หากทำกรรมฐาน จะหายได้

ตอนแรก ก็รั้นพอสมควร มัมนมีเหตุน่ะ ที่ยอมสยบให้กับหลวงพ่อจรัญ

มันก็ค่อยๆมาเส้นทางนี้นะ
ที่ทำ เพราะกลัวทุกข์ กลัวความผิดหวัง กลัวความเสียใจ คือ มีความกลัว ทำให้ต้องทำ

พอทำมาเรื่อยๆ ชีวิตก็ดีขึ้น
ทางที่เคยมั่วสุม ประตูนั้นก็ปิดสนิท ไม่เคยย่างก้าวเข้าไปอีก

เอาเป็นว่า ศิลทุกข้อ ไม่ได้คิดรักษา แต่เพราะกลัวความทุกข์ ความเจ็บป่วย
จึงทำให้เกิดการระวังด้วยความเคยชิน

อย่างเงินนี่ กลัวเสียเงิน เพราะรู้ว่าของฟรีไม่มีในโลก
เมื่อไม่มีความอยากได้ของใคร ก็จึงไม่ต้องระวังอะไร

ส่วนการทำกรรมฐาน ที่ทำอยู่ เพราะรู้ว่า ทำแล้ว ชีวิตดีขึ้นจริงๆ ที่สำคัญ ทุกข์น้อยลง

ปริยัติ

๗ สค.๕๗

ความรู้ชัดในผัสสะ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง


ปัจจัยให้เกิดความเบื่อหน่ายเนืองๆ

เมื่อรู้ชัดสภาพธรรมตามความเป็นจริง ของผัสสะ ที่เกิดขึ้น

เป็นปัจจัยให้รู้ชัดเกี่ยวกับเรื่อง กรรมเก่า(สิ่งที่เคยกระทำไว้)

วิบากกรรม(ผลของกรรม) ที่ส่งมาให้รับผล ในรูปของผัสสะ(สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต)

กรรมใหม่(ที่ทำให้เกิดขึ้นใหม่ ทั้งเจตนาและไม่ได้เจตนา ทางมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม)

สุข(สบาย) ก็เบื่อหน่าย

ทุกข์(ลำบาก) ก็เบื่อหน่าย

เฉยๆ ก็เบื่อหน่าย

ถึงแม้ชีวิตจะเจอสุข(ความสบาย) หรือ เจอทุกข์(ความยากลำบาก) หรือ รู้สึกเฉยๆ( การยอมรับสภาพ) ก็ตาม

เป็นเหตุปัจจัยให้ ความรู้สึกเบื่อหน่าย มีเกิดขึ้นเนืองๆ โดยไม่ต้องนำสิ่งใดมาคิดพิจรณา เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่าย คือ มีความเบื่อหน่ายเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

เรื่องราวเกี่ยวกับสภาพธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะรู้ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ปัจจัยที่ทำให้ความรู้สึกเหล่านั้นมีเกิดขึ้น

จะรู้ชัดสภาพธรรมเหล่านี้ได้ ต้องรู้ชัดในผัสสะที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งแรก

ผลของการพยายามไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดในสุข ทุกข์ เฉยๆ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

เมื่อรู้ชัดว่า เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี (สิ่งที่กระทำ และผลที่ได้รับ/สุข ทุกข์ ที่เกิดขึ้นในชีวิต)

เมื่อรู้ชัดในสุข ทุกข์ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตเนืองๆว่า เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย

เป็นปัจจัยให้ความเบื่อหน่าย มีเกิดขึ้นเนืองๆ เกิดๆดับๆ

ความรู้สึกเหล่านี้ เกิดก็เพราะเหตุ เป็นความปกติของกิเลสที่ยังมีอยู่

ดับก็เพราะเหตุ(หากไม่สานต่อ)

เกี่ยวกับลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุปัจจัยให้เกิด

เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นเนืองๆ เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม จะรู้ชัดในรายละเอียดของเหตุและปัจจัย ที่ทำให้เกิดสิ่งๆนั้น ขึ้นมา

ความเบื่อหน่าย แรกๆเกิด จะทำให้รู้สึกเป็นทุกข์ เกิดจาก ความไม่ชอบใจ ในความรู้สึกเบื่อหน่าย ที่มีเกิดขึ้น

ถึงแม้รู้ว่า ไม่ชอบใจ แต่ไม่สามารถไปจัดการอะไร เพราะรู้ดีว่า สิ่งใดที่เกิดขึ้นก็ตาม ล้วนมีเหตุปัจจัยกระทำให้เกิดขึ้น แค่รู้ว่า มีเกิดขึ้นอยู่

การเรียนรู้ เกิดจากสิ่งที่เกิดขึ้นเดิมๆซ้ำๆ ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ ไม่ใช่เกิดแบบแวีบๆ แป๊บๆ นานๆเกิดที

อย่างเช่น ความรู้สึกเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้นเนืองๆ ซึ่งวลัยพรเคยเขียนไว้ตลอด

ตอนนี้เป็นแบบนั้นเคยเป็นแบบนี้ ตอนนี้เคยเป็นแบบนั้น นี่มาอีกแล้ว เป็นอีกแล้ว อะไรประมาณนี้

บางครั้งเบื่อหน่ายไม่อยากมีชีวิตอยู่ เบื่อแม้กระทั่งกิน นอน ขับถ่าย เบื่อไปหมด ไม่ว่าจะทำอะไร

 

ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม

ศิล ที่เกิดจากการกระทำ เพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ การพยายามไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น(หยุดสร้างเหตุนอกตัว)

สภาพธรรมที่เกิดขึ้น ตามลำดับๆๆๆ (มีเกิดขึ้นเนืองๆ จากสภาพธรรมหนึ่ง ไปสู่อีกสภาพธรรมหนึ่ง)

มีปรากฏอยู่ พระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทิ้งเป็นแนวทางไว้ให้ เป็นร่องรอย ให้ปรากฏเห็นอยู่ในพระไตรปิฎก

ความเป็นธรรมดา ของสภาพธรรมต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น

 

[๒] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีล
ไม่ต้องทำเจตนาว่า ขออวิปปฏิสารจงเกิดขึ้นแก่เรา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่อวิปปฏิสาร เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีศีล
สมบูรณ์ด้วยศีลนี้เป็นธรรมดา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่มีวิปปฏิสาร
ไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอปราโมทย์จงเกิดขึ้นแก่เรา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ปราโมทย์
เกิดขึ้นแก่บุคคล ผู้ไม่มีวิปปฏิสารนี้ เป็นธรรมดา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ปราโมทย์
ไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอปีติจงเกิดแก่เรา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ปีติ
เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ปราโมทย์นี้เป็นธรรมดา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีใจปีติ
ไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอกายของเราจงสงบ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่กาย
ของบุคคลผู้มีใจมีปีติสงบนี้ เป็นธรรมดา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีกายสงบ
ไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอเราจงเสวยความสุข
ข้อที่บุคคลผู้มีกายสงบ เสวยสุขนี้ เป็นธรรมดา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความสุข
ไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอจิตของเราจงตั้งมั่น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่จิต
ของบุคคลผู้มีความสุข ตั้งมั่นนี้ เป็นธรรมดา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น
ไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอเราจงรู้จงเห็นตามความเป็นจริง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น
รู้เห็นตามความเป็นจริงนี้ เป็นธรรมดา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้รู้เห็นตามความเป็นจริง
ไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอเราจงเบื่อหน่าย จงคลายกำหนัด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้รู้ผู้เห็นตามความเป็นจริง
เบื่อหน่ายคลายกำหนัดนี้ เป็นธรรมดา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เบื่อหน่ายคลายกำหนัด
ไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอเราจงทำให้แจ้ง ซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้เบื่อหน่ายคลายกำหนัด
ทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ นี้เป็นธรรมดา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิพพิทาวิราคะมี
วิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล
มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์

ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทาวิราคะเป็นผล
มีนิพพิทาวิราคะเป็นอานิสงส์

สมาธิ มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นผล
มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์

สุขมีสมาธิเป็นผล
มีสมาธิเป็นอานิสงส์

ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล
มีสุขเป็นอานิสงส์

ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล
มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์

ปราโมทย์มีปีติเป็นผล
มีปีติเป็นอานิสงส์

อวิปปฏิสาร มีปราโมทย์เป็นผล
มีปราโมทย์เป็นอานิสงส์

ศีลที่เป็นกุศลมีอวิปปฏิสารเป็นผล
มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ ด้วยประการดังนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลาย
ย่อมหลั่งไหลไปสู่ธรรมทั้งหลาย

ธรรมทั้งหลายย่อมยังธรรมทั้งหลายให้บริบูรณ์
เพื่อจากเตภูมิกวัฏอันมิใช่ฝั่งไปถึงฝั่ง คือ นิพพานด้วยประการดังนี้แล ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=24&A=46&Z=76

อานนท์ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมทำอรหัตตผลให้บริบูรณ์โดยลำดับ อย่างนี้แล”
กิมัตถิยสูตรที่ ๑ จบ

หมายเหตุ:

อวิปปฏิสาร หมายถึง ความไม่ร้อนใจ

ปราโมทย์ หมายถึง ความบันเทิงใจ

ปีติ หมายถึง ความอิ่มใจ

ปัสสัทธิ หมายถึง ความสงบกายสงบใจ

ยถาภูตญาณทัสสนะ หมายถึง ความรู้ ความเห็นตามความเป็นจริง

นิพพิทา หมายถึง ความเบื่อหน่าย

วิราคะ หมายถึง ความคลายกำหนัด

วิมุตติญาณทัสสนะ หมายถึง ความรู้ความเห็นในวิมุตติ

ศิล และการเกิดสภาวะศิล

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 3

 

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็นิพพิทาวิราคะ

มีอะไรเป็นผล มีอะไร เป็นอานิสงส์.

 

พ. ดูก่อนอานนท์ นิพพิทาวิราคะ

มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล

มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์

 

 

ดูก่อนอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล

 

มีอวิปปฏิสาร(ความไม่ร้อนใจ)เป็นผล

มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์

 

อวิปปฏิสารมีปราโมทย์(ความบันเทิงใจ)เป็นผล

มีปราโมทย์เป็นอานิสงส์

 

ปราโมทย์มีปีติ(ความอิ่มใจ)เป็นผล

มีปีติเป็นอานิสงส์

 

ปีติมีปัสสัทธิ(ความสงบกายสงบใจ)เป็นผล

มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์

 

ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล

มีสุขเป็นอานิสงส์

 

สุขมีสมาธิเป็นผล

มีสมาธิเป็นอานิสงส์

 

สมาธิมียถาภูตญาณทัสสนะ(ความรู้ ความเห็น ตามความเป็นจริง)เป็นผล

มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์

 

ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทาวิราคะ(ความเบื่อหน่าย)เป็นผล

มีนิพพิทาวิราคะเป็นอานิสงส์

 

 

นิพพิทาวิราคะ(ความคลายกำหนัด)

มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล(ความรู้ความเห็นในวิมุตติ)

 

 

ดูก่อนอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมถึงอรหัตโดยลำดับ

 

ด้วยประการดังนี้แล.

 

 

หมายเหตุ:

 

แนวทางการปฏิบัติ การดับภพชาติปัจจุบัน

โดยการ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

ที่เกิดจาก ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น) เป็นเหตุปัจจัย

 

ขณะที่หยุดสร้างเหตุนอกตัว ชั่วขณะนั้น

สภาวะโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ เกิดขึ้นเอง ตามความเป็นจริง

ของเหตุปัจจัย ที่ได้กระทำลงไป ได้แก่ การหยุดสร้างเหตุนอกตัว

 

บทว่า อริยกนฺตานิ สีลานิ ได้แก่ สีลสัมปยุตด้วยมรรคและผล.

 

เมื่อหยุดสร้างเหตุเนืองๆ สภาวะเหล่านี้ จึงเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย

 

 

 

ศิล และการเกิดสภาวะศิล 

 

 

ศิล

 

กล่าวในแง่ของ ปริยัติ 

 

ศีล (บาลี: สีล) คือข้อปฏิบัติตนขั้นพื้นฐานในทางพระพุทธศาสนา

เพื่อควบคุมความประพฤติทางกายและวาจา

ให้ตั้งอยู่ในความดีงามมีความปกติสุข

 

เพื่อให้เป็นกติกาข้อห้ามที่ใช้แก้ปัญหาขั้นพื้นฐาน 5 ปัญหาหลัก

ซึ่งทำให้เกิดความสงบสุข และ ไม่มีการเบียดเบียนซึ่งกันและกันในสังคม

 

ความหมายของศีลนั้นแปลได้หลายความหมาย โดยศัพท์แปลว่า

ความปกติกายวาจา กล่าวคือความปกติตามระเบียบวินัย,

ปกติมารยาทที่สะอาดปราศจากโทษ,

ข้อปฏิบัติในการเว้นจากความชั่ว,

ข้อปฏิบัติในการฝึกหัดกายวาจาให้ดียิ่งขึ้น,

ความสุจริตทางกายวาจาและอาชีพ

 

และยังมักใช้เป็นคำเรียกอย่างง่ายสำหรับคำว่า “อธิศีลสิกขา”

อันได้แก่ข้อปฏิบัติขั้นต้นเพื่อการฝึกตนในทางพระพุทธศาสนาด้วย.

 

 

ศิล 

 

กล่าวในแง่ของสภาวะ(ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น)

 

 

เหตุของการเกิด สภาวะศิล

 

 

ศิล เกิดจาก ตั้งใจทำให้เกิดขึ้น ๑ ไม่ได้ตั้งใจ ทำให้เกิดขึ้น ๑

 

๑. ตั้งใจทำให้เกิดขึ้น ได้แก่ การสมาทาน เช่น ข้าพเจ้าขอสมาทาน ….

 

๒. ไม่ได้ตั้งใจ ทำให้เกิดขึ้น แต่ เกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

 ได้แก่ เมื่อมีสิ่งมากระทบ หรือ ผัสสะเกิดขึ้นทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นเหตุให้ มีความรู้สึกยินดี/ยินร้าย/เฉยๆ เกิดขึ้น

 

โดยมี ตัณหาหรือกิเลส เป็นแรงผลักดัน ให้เกิดการกระทำ

เช่น ทางความคิด เรียกว่า มโนกรรม

 

แต่ ไม่ได้สร้างเหตุออกไปทาง วจีกรรม กายกรรม

ตามความรู้สึก นึกคิด ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

 

เหตุของการกระทำเช่นนี้  เป็นเหตุให้ สภาวะศิล

เกิดขึ้นเอง ตามความเป็นจริง ตามเหตุปัจจัย

 

 

ในดี มีเสีย ในเสียมีดี

 

ตราบใด ที่ยังมีกิเลส ๒ สิ่งนี้ เกิดขึ้น เป็นคู่เสมอๆ

ได้แก่ โลกธรรม ๘

 

คือ ดีกับเสีย

กล่าวคือ ในดี มีเสีย ในเสียมีดี

 

 

การตั้งใจสมาทาน

 

ข้อดี ของการตั้งใจสมาทานศิล

 

เป็นเหตุให้ เป็นผู้สังวร สำรวม ระวัง จะทำอะไรก็มีความตั้งใจทำ

เป็นผู้มีสัจจะ เป็นผู้มีสุคติภพ อย่างแน่นอน

 

ข้อเสีย ของการตั้งใจสมาทาน แต่ทำไม่ได้ ตามที่ได้สมาทานไว้

เป็นเหตุให้ เป็นคนเหลาะแหละ ผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่มีสัจจะ

 

 

การไม่ได้ตั้งใจสมาทาน

 

ข้อดี การเกิดสภาวะศิล ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง (ตามเหตุปัจจัย)

 

๑. เป็นเหตุให้ มรรค มีองค์ ๘ เกิดขึ้น (ตามเหตุปัจจัย)

 

๒. เป็นเหตุให้ ภพชาติ ณ ปัจจุบันชาติ สั้นลง (ตามเหตุปัจจัย)

 

๓. เป็นเหตุให้เป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะดี (ตามเหตุปัจจัย)

 

๔. เป็นเหตุให้ สมาธิเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย (ตามเหตุปัจจัย)

 

๕. เป็นเหตุให้ หิริ โอตตัปปะ มีกำลังมากขึ้น

เป็นเหตุให้ เป็นผู้มีความละอาย และเกรงกลัวต่อบาป ทั้งต่อหน้า และลับหลัง

 

๖. เป็นเหตุให้ ชีวิต ความเป็นอยู่ ดีขึ้น (ตามเหตุปัจจัย)

 

๗. เป็นเหตุให้ เห็นสภาพธรรม ตามความเป็นจริง ของผัสสะ ที่เกิดขึ้น

คือ การเห็นตามความเป็นจริง ได้แก่ สภาวะไตรลักษณ์ ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง (ตามเหตุปัจจัย)

 

๘. เป็นเหตุให้ เกิดสภาวะ จิตปล่อยวาง ตามความเป็นจริง (ตามเหตุปัจจัย)

 

๙. เป็นเหตุให้ เห็นตามความเป็นจริงของทุกสรรพสิ่ง

ได้แก่ สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้น ย่อมดับลงไป เป็นธรรมดา (ตามเหตุปัจจัย)

 

๑๐. เป็นเหตุให้ เป็นผู้มี สุคติภพ อย่างแน่นอน (ตามเหตุปัจจัย)

 

๑๑. เป็นเหตุของ การเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร สั้นลง (ตามเหตุปัจจัย)

 

 

ข้อเสีย ถ้าหากยังยอมรับตามความเป็นจริง ยังไม่ได้

ผลคือ ความทุกข์ใจ ที่เกิดขึ้นเนืองๆ ในช่วงแรกๆ

 

แต่เมื่อใช้ขันติ หรือ ความอดทนอย่างต่อเนื่อง

ทุกๆสภาวะที่กล่าวมา จะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

Previous Older Entries

มกราคม 2018
พฤ อา
« ธ.ค.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: