มรรค มีองค์ ๘ และ อริยมรรค มีองค์ ๘

เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี

พยายามระวังมากขึ้น แต่ไม่เครียด

นอกนั้น ไม่มีอะไร ไม่ได้อยากได้อะไรเป็นอะไร เพราะ ไม่อยากเกิด การเกิดน่ากลัวมากๆ

รู้แล้ว จึงไม่อยาก ไม่รู้จะอยากไปทำไม เพราะรู้ว่า เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม จะรู้เอง

หัวใจของการปฏิบัติ

จิ.เจ.รุ.นิ ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพาาน

รู้ชัดเรื่องจิต รู้ชัดเรื่องเจตสิก สิ่งที่เกิดขึ้นกับจิต บางคนเรียก กิริยาของจิต หมายถึง ฝ่ายกุศลและอกุศล และอุเบกขา ที่เกิดขึ้นกับจิต

รู้ชัดในเรื่องรูป ย่อมรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต หรือที่เรียกว่า ผัสสะ

รู้ชัดเรื่องนิพพาน ย่อมรู้วิธีการดับเหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ เหตุของการเกิดทั้งนอกและใน หมายถึง ภพชาติปัจจุบัน และการเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร

นั่นคือ มรรค มีองค์ ๘ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ ปัจจุบัน ขณะ หรือ เมื่อผัสสะเกิด ทุกๆขณะ หมายถึง สัมมาสติ ขณะผัสสะเกิด สามารถรู้ชัดอยู่ภายใน กาย เวทนา จิต ธรรม คือ รู้ชัดทั้งภายนอก(สิ่งที่เกิดขึ้นนอกตัว) ภายใน(สิ่งที่เกิดขึ้นในตัว)

เป็นเหตุของ ฝ่ายดับ การเกิดภพชาติปัจจุบัน(ปัจจุบัน ขณะ) เนื่องจาก เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ(มรรค มีองค์ ๘ เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ)

เหตุของฝ่ายเกิดภพชาติ ได้แก่ การสร้างเหตุทางมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ตามความรู้สึกยินดี/ยินร้าย/กิเลส(โลภะ โทสะ โมหะ) ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ โดยมีผัสสะ หรือสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ เป็นเหตุปัจจัย

อริยมรรค มีองค์ ๘ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ ปัจจุบันธรรม หมายถึง สัมมาสมาธิ หรือ ขณะจิตตั้งมั่นอยู่ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม

เป็นเหตุของ ฝ่ายดับ การเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

เหตุของฝ่ายเกิด ได้แก่ มิจฉาสมาธิ หมายถึง ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม(สัมปชัญญะ) ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่(อัปปนาสมาธิ/ฌาน)

กายในกาย หมายถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ สามารถรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นภายในกายได้ เช่น รู้ลมหายใจเข้าออก รู้ชัดที่จมูก โพรงจมูก ที่จมูก ปลายจมูก ท้องพองยุบ ตามลมหายใจเข้าออก รู้ชัดที่ลิ้นปี่ กำลังเคลื่อนไหว ตามลมหายใจเข้าออก รู้ชัดที่ชีพจรตามส่วนต่างๆของร่างกาย รู้ชัดที่กายนั่งอยู่ฯลฯ

หมายถึง ไม่ว่า มีอะไรเกิดขึ้นกับกาย จะรู้หมด อากาศร้อนเย็น ก็รู้ ลมพัดถูกกายก็รู้ ขึ้นอยู่กับ กำลังสมาธิและสติ ที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆ

เมื่อมีความสมดุลย์ ระหว่าง สมาธิกับสติ เป็นเหตุให้ สัปมชัญญะ หรือความรู้สึกตัวย่อมเกิดขึ้น เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายใน ขณะจิตตั้งมั่นอยู่

เวทนาในเวทนา หมายถึง ทุกขเวทนา ที่เกิดขึ้นกับกาย เช่น ความปวดเมื่อยที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

จิตในจิต หมาถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ กิเลส ก็สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น ความกำหนัดในกาม เกิดเอง ดับเอง ไม่ต้องไปกำหนดเพื่อให้หายแต่อย่างใด กิเลสนี้ เป็นสภาวะที่ละเอียด

ธรรมในธรรม หมายถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ ความคิด ก็สามารถเกิดขึ้นได้ สุดแต่ว่า มีเหตุปัจจัยอะไรอยู่ ขณะความคิดเกิด รู้ว่าคิด แต่ไม่รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด เกิดเอง ดับเอง ไม่ต้องไปกำหนดเพื่อให้หายแต่อย่างใด

เมื่อมีมิจฉาสมาธิ เป็นเหตุให้ สัมมาทิฏฐิ(อริยมรรค) ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เป็นเหตุให้ มีการเกิด เวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

ถ้าหมั่นสร้างเหตุของการดับ ณ ปัจจุบันขณะ หมายถึง มรรค มีองค์ ๘

อริยมรรค มีองค์ ๘ ย่อมเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

หยุดสร้างเหตุนอกตัว ทำความเพียรต่อเนื่อง นี่คือ หัวใจของการปฏิบัติทั้งในและนอก

นอกนั้น ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย ที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่

พึงสำรวม สังวร ระวัง เพราะ ชีวิตนี้ น้อยนัก จงใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเอง ก่อนที่จะหมดลมหายใจ โดยไม่คิดทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง

การทำบุญ ทำทาน ให้ประโยชน์สูงสุดแค่ สวรรค์ แต่เป็นเหตุของการลดความตระหนี่ถี่เหนียวของตนเอง

การหยุดสร้างเหตุนอกตัว ไม่ยอมทำตามกิเลสที่เกิดขึ้น และทำความเพียรต่อเนื่อง มากน้อย ตั้งใจทำ นี่คือ ประโยชน์สูงสุด ได้แก่ นิพพาน ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิด ให้ทุกข์อยู่ร่ำไป

ไม่ต้องใช้เงิน ใช้แค่กายที่มีอยู่และใช้ใจที่อดทน กดข่ม ไม่สร้างเหตุตามกิเลสที่เกิดขึ้น

โฆษณา

สติปัฏฐาน ๔ กับการดำเนินชีวิต

เหตุ

ปัจจุบันขณะ

หมายถึง เมื่อ ผัสสะมากระทบ เป็นเหตุให้ เกิดความรู้สึกยินดี/ยินร้าย

กะตะมา จะ ภิกขะเว สัมมาสะติ
ภิกษุทั้งหลาย ความระลึกชอบเป็นอย่างไร

อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นกายในกายอยู่

อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
มีสติ นำ ความพอใจ และความไม่พอใจ ในโลกออกเสียได้

เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น(สิ่งที่มากระทบ) เป็นเหตุให้ เกิดความรู้สึกยินดี/ยินร้าย

มีสติ สัมปชัญญะ รู้ชัดในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งภายนอก(สิ่งที่เกิดขึ้น) และภายใน (ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น) 

หมายถึง มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม   

มีความเพียรเครื่องเผากิเลส ได้แก่  อดทน อดกลั้น กดข่มใจ ไม่ให้ไหลตามหรือคล้อยตามกิเลสที่เกิดขึ้น

มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ได้แก่  รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต

 

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น

มีสติ สัมปชัญญะ รู้ชัดอยู่ ในกาย ไม่ง้างมือ ง้างขา อ้าปาก หรือแม้กระทั่ง กิริยาอื่นๆออกไป
(พิจารณาเห็นกายในกายอยู่)

ไม่สร้างเหตุออกไป(กายกรรม วจีกรรม) ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น
(มีสติ นำ ความพอใจ และความไม่พอใจ ในโลกออกเสียได้)

เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ
เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นเวทนา ในเวทนาทั้งหลายอยู่

อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
มีสติ นำ ความพอใจ และความไม่พอใจ ในโลกออกเสียได้

เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น(สิ่งที่มากระทบ) เป็นเหตุให้ เกิดความรู้สึกยินดี/ยินร้าย

มีสติ สัมปชัญญะ รู้ชัดในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งภายนอก(สิ่งที่เกิดขึ้น) และภายใน (ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น)

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น

มีสติ สัมปชัญญะ รู้ชัดอยู่ ในเวทนา(ความรู้สึกยินดี/ยินร้าย) ที่เกิดขึ้น
(พิจารณาเห็นเวทนา ในเวทนา ทั้งหลายอยู่)

ไม่สร้างเหตุออกไป(กายกรรม วจีกรรม) ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น
(มีสติ นำ ความพอใจ และความไม่พอใจ ในโลกออกเสียได้)

จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ
เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่

อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
มีสติ นำ ความพอใจ และความไม่พอใจ ในโลกออกเสียได้

เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น(สิ่งที่มากระทบ) เป็นเหตุให้ เกิดความรู้สึกยินดี/ยินร้าย

มีสติ สัมปชัญญะ รู้ชัดในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งภายนอก(สิ่งที่เกิดขึ้น) และภายใน (ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น)

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น

มีสติ สัมปชัญญะ รู้ชัดอยู่ ในอารมณ์/ความรู้สึก ที่เกิดขึ้น
เช่น จิตมีโทสะ(ความโกรธ) ก็รู้ว่า จิตมีโทสะ

จิตมีโลภะ(ความโลภ) ก็รู้ว่า จิตมีโลภะ

รวมทั้ง ความรู้สึกอื่นๆ ที่เกิดขึ้น

มี สติ สัมปชัญญะ รู้ชัดอยู่ใน สิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิต
(พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่)

ไม่สร้างเหตุออกไป(กายกรรม วจีกรรม) ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น
(มีสติ นำ ความพอใจ และความไม่พอใจ ในโลกออกเสียได้)

ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
เป็น ผู้มี ปกติ พิจารณาเห็นธรรม ในธรรมทงั้ หลายอยู่

อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
มีสติ นำ ความพอใจ และความไม่พอใจ ในโลกออกเสียได้

เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น(สิ่งที่มากระทบ) เป็นเหตุให้ เกิดความรู้สึกยินดี/ยินร้าย

มีสติ สัมปชัญญะ รู้ชัดในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งภายนอก(สิ่งที่เกิดขึ้น) และภายใน (ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น)

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น

มีสติ สัมปชัญญะ รู้ชัดอยู่ ในความนึกคิด ที่เกิดขึ้น
(พิจารณาเห็นธรรม ในธรรม ทั้งหลายอยู่)

ไม่สร้างเหตุออกไป(กายกรรม วจีกรรม) ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น
(มีสติ นำ ความพอใจ และความไม่พอใจ ในโลกออกเสียได้)

อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สัมมาสะติ
ภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ความระลึกชอบ

ลักษณะอาการทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เรียกว่า ความระลึกชอบหรือ สัมมาสติ

สติ ได้แก่ ความรู้ตัว ก่อนที่ลงมือกระทำกิจ(วิตก)

สัมปชัญญะ ได้แก่ ความรู้สึกตัว ขณะที่กำลังทำกิจนั้นๆอยู่(วิจาร/จิตจดจ่อ)

เมื่อมี วิตก(สติ) วิจาร(สัมปชัญญะ) สมาธิย่อมเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย เป็นเหตุให้

สมาธิเกิดขึ้น ได้แก่ ความรู้ชัด ขณะที่กำลังทำกิจนั้นๆ

เมื่อมีทั้ง สติ สัมปชัญญะ และสมาธิ ทำงานร่วมกัน เป็นเหตุให้เกิด สภาวะ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

กำลังสมาธิที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ ไม่เที่ยงแท้แน่นอน แล้วแต่เหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่

เป็นเหตุให้ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีความตั้งมั่นอยู่ ไม่เท่ากัน(ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิ ขณะนั้นๆ)

วิปัสสนาญาณ (ตอนที่ ๙)

เหตุมี ผลย่อมมี

เมื่อมีวิปัสสนา วิปัสสนาญาณจึงมีเกิดขึ้น

ทุกสรรพสิ่งล้วนมีที่มาและที่ไป วิปัสสนาในปัจจุบันก็เช่นกัน เหตุนี้จึงมี วิปัสสนาและวิปัสสนาญาณเกิดขึ้นในปัจจุบัน

บัญญัติ – ปรมัตถ์

ท่านวิปัสสนาจารย์ได้อธิบายไว้ว่า “ในการเจริญวิปัสสนานั้น ชั้นต้นๆ เมื่อสติกำหนด พองหนอ – ยุบหนอ ฯลฯ และเมื่อเดินจงกรมก็ให้กำหนดซ้ายย่างหนอ – ขวาย่างหนอ ฯลฯ เป็นต้น

คนทั้งหลายก็อาจสงสัยในวิธีการว่า การกำหนดอย่างนี้เป็นการกำหนดบัญญัติ เมื่อกำหนดบัญญัติอยู่ จะจัดเป็นการเจริญวิปัสสนาได้อย่างไร?

ความจริง ความสงสัยอย่างนี้ก็ถูกต้อง แต่ว่า ไม่ถูกหมดทีเดียว คือว่า ในชั้นแรกนั้น จะต้องให้โยคีผู้ปฏิบัติทำการกำหนดอารณ์บัญญัติไปก่อน มิฉะนั้น จิตจะไม่มีที่กำหนด เพราะ ปรมัตถสภาวะเป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก

ต่อเมื่อ ปัญญาภาวนาแก่กล้าขึ้น อารมณ์บัญญัติเหล่านี้หายไป เหลือแต่ปรมัตถสภาวะล้วนๆ ในที่นี้ จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ญาณที่ ๑ ถึง ญาณที่ ๔ อย่างอ่อน โดยคีบุคคลต้องกำหนดอารมณ์บัญญัติทั้งสิ้น ยังไม่เข้าถึงปรมัตถสภาวะ

แต่พอเจริญวิปัสสนามาเรื่อยๆ ปัญญาภาวนาจะแก่กล้า จนเข้าถึง อุทยพยญาณอย่างแก่ อารมณ์บัญญัติจะหายไปตามลำดับ อารมณ์ปรมัตถ์ ก็จะปรากฏขึ้นแทน และเมื่อถึง ญาณที่ ๕ คือ ภังคญาณแล้ว ก็จะมีอารมณ์ปรมัตถ์ล้วนๆ”

“อาจมีความสงสัยต่อไปว่า เห็นปรมัตถ์นั้น เห็นตอนไหน?

จะเห็นได้ในขณะที่กำหนดพอง-ยุบ นั่ง-ถูก ไม่มี คือหายไปหมด และการกำหนดอยู่ว่า “รู้หนอๆ” นั่นแหละ เป็นสภาวะปรมัตถ์ล้วนๆ ทีเดียว เพราะไม่มีอะไร คือ หายไปหมด อันเป็นลักษณะของภังคญาณ
วิปัสสนาทีปนีฎีกา, หน้า ๖๑-๖๕

เรื่องนี้ ท่านอาจารย์ธรรมปาละ พระเถระชาวลังกา ก็ได้กล่าวไว้ว่า ในคัมภีร์ปรมัตถมัญชุสา ฎีกาวิสุทธิมัคค์ว่า

“นนุ จ ตชฺชาปญฺญตฺติวเสน สภาวธมฺโม คณฺหายตีติ? สจฺจํ คณฺหายตีติ. ปุพฺเพภาเค ภาวนาย ปน วฑฺฒมานย ปณฺณตฺตึ สมติกฺกมิตฺวา สภาเวเยว จิตฺตํ ติฏฺฐตีติ – (ตัวใหญ่ทั้งหมด)

ถามว่า ท่านถือเอาปรมัตถธรรม ด้วยบัญญัติที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ มิใช่หรือ?

ตอบว่า ใช่ แต่ถือเอาเฉพาะตอนต้นๆเท่านั้น ครั้นเจริญวิปัสสนาภาวนาไปนานๆเข้า จิตก็จะผ่านพ้นบัญญัติไปตั้งอยู่ในปรมัตถสภาวะล้วนๆ ดังนี้
วิปัสสนาทีปนีฎีกา, หน้า ๖๖

หนังสือ วิปัสสนานิยม ธนิต อยู่โพธิ์ ป.ธ.๙ เรียบเรียง

 

ตอนที่ ๑๐

http://walaiblog.blogspot.com/2012/01/blog-post_18.html

 

ตอนที่ ๑๑

http://walaiblog.blogspot.com/2012/02/blog-post_09.html

 

ตอนที่ ๑๒

http://walaiblog.blogspot.com/2012/02/blog-post_07.html

 

ตอนที่ ๑๓

http://walaiblog.blogspot.com/2012/02/blog-post_2855.html

สมถะในปัจจุบัน (ตอนที่ ๘)

การเจริญสมาธิภาวนาที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ด้วยหัวข้อว่า จิตฺตํ โดยพระบาลีว่า

สีเล ปติฏฺฐาย นโร สปญฺโญ จิตฺตํ ปญฺญญฺจ ภาวยํ

ดังนี้ประการหนึ่ง กับอีกประการหนึ่ง โดยเหตุที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงสมาธิไว้อย่างย่อสั้นมาก ไม่ต้องกล่าวถึงที่จะเจริญภาวนา แม้แต่เพียงจะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะกระทำได้ง่ายเลย

แต่อย่างไรก็ดี ขึ้นชื่อว่าภาวนาฝ่ายกุศลแล้ว ที่จะไม่มีกำจัดกิเลส มีราคะเป็นต้น หรือที่ไม่เป็นอุปการะแก่คุณธรรม มีศัรทธาเป็นต้น เป็นอันไม่มี ข้อนี้สมด้วยพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ ซึ่งมีในเมฆิยสูตรว่า

พึงเจริญธรรม ๔ ประการให้ยิ่งๆ ขึ้นไป คือ พึงเจริญอสุภกัมมัฏฐานทั้งหลาย เพื่อประหานเสียซึ่งราคะ

พึงเจริญเมตตา เพื่อประหานเสียซึ่งพยาบาท

พึงเจริญอานาปานสติ เพื่อกำจัดเสียซึ่งมิจฉาวิตก

พึงเจริญอนิจจสัญญา เพื่อถอนซึ่งอัสมิมานะ
อง. นวก. (ไทย) ๒๓/๓/๔๓๔, ขุ. อุ. (ไทย) ๒๕/๓๑/๒๓๕-๒๓๖

แม้ในราหุลสูตร พระผู้มีพระภาคก็ได้ทรงแสดงพระกัมมัฏฐาน ๗ ประการ โปรดพระราหุลเถระเพียงองค์เดียว โดยมีนัยอาทิว่า

ราหุล เธอจงเจริญซึ่งภาวนา อันมีเมตตาเป็นอารมณ์ …. ม. ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๐/๑๓๐

เพราะเหตุฉนี้ นักศึกษาจงอย่าได้ทำความยึดถือเพียงแต่ในถ้อยคำแถลงที่แสดงไว้ว่า กัมมัฏฐานอย่างโน้นเหมาะสมแก่จริตบุคคล ประเภทโน้น พึงค้นคว้าแสวงหาอรรถาธิบายในคัมภีร์ต่างๆ ทั่วไปเถิด

การวินิจฉัยกัมมัฏฐานกถาโดยพิศดาร ในหัวข้อสังเขปว่า เรียนเอาเฉพาะพระกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาพระกัมมัฏฐาน ๔๐ ประการ ยุติเพียงเท่านี้

จากคัมภีร์วิสุทธิมัรรค พระพุทธโฆสเถระ รจนา
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ) แปลและเรียบเรียง

หมายเหตุ:-

จากเรื่องการเจริญสมาธิภาวนานั้น ส่วนมากจะกล่าวไว้เพียงเรื่องพระกัมมัฏฐาน ๔๐ ประการ

พระอาจารย์ได้อธิบายเรื่องจริตต่างๆ และกรรมฐานทั้ง ๔๐ รวมทั้งเรื่องของสมาธิต่างๆไว้อย่างพิศดารและแยบคาย ทั้งเรื่องของจริยา และจริตต่างๆว่าเหตุแท้จริงมาจากไหน

ซึ่งบทความอาจจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีเหตุร่วมกัน และอาจจะไม่มีประโยช์แก่ผู้ที่ไม่มีเหตุร่วมกัน เมื่อเห็นในเรื่องของเหตุและผลเช่นนี้แล้ว จึงไม่ได้นำมาแสดงไว้ ณ ที่นี้

เนื่องจาก ผู้เขียนต้องการอรรถสำคัญในเรื่องที่มาของคำเรียก สมถะ-วิปัสสนาในปัจจุบัน ว่ามีที่มาอย่างไร

แม้กระทั่งเรื่องของคำเรียกวิปัสสนาญาณที่มีปรากฏขึ้นในปัจจุบัน มีที่มาอย่างไร ซึ่งจะนำมาแสดงในหัวข้อเรื่อง วิสุทธิ ๗ และญาณ ๑๖

ส่วนเรื่องการเจริญอิทธิบาท ๔ สมาธิที่ผู้เขียนได้เคยกล่าวถึงไว้บ้างนั้น ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค มีเนื้อหาเพียงดังนี้ว่า มีปรากฏอยู่ในพระสูตร โดยยึดหลักของเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดสมาธิ โดยแยกเป็นอธิบดีทั้ง ๔ ได้อรรถาอธิบาย โดยมีพระบาลีสมอ้างดังนี้ คือ :-
(คำว่า “สมอ้าง” พระอาจารย์ท่านบันทึกไว้เช่นนั้น)

ถ้าภิกษุทำฉันทะให้เป็นอธิบดีแล้ว ได้สมาธิ ได้ภาวะที่จิตมีอารมณ์อันเดียว สมาธินี้เรียกว่า ฉันทาธิปติสมาธิ

ถ้าภิกษุทำวิริยะให้เป็นอธิบดีแล้ว ได้สมาธิ ได้ภาวะที่จิตมีอารมณ์อันเดียว สมาธินี้เรียกว่า วีริยาธิปติสมาธิ

ถ้าภิกษุทำจิตให้เป็นอธิบดีแล้ว ได้สมาธิ ได้ภาวะที่จิตมีอารมณ์อันเดียว สมาธินี้เรียกว่า จิตตาธิปติสมาธิ

ถ้าภิกษุทำวิมังสาให้เป็นอธิบดีแล้ว ได้สมาธิ ได้ภาวะที่จิตมีอารมณ์อันเดียว สมาธินี้เรียกว่า วิมังสาธิปติสมาธิ

เรื่องของเหตุและผล ไม่ใช่เรื่องถูก,ผิด(ตอนที่ ๖)

อธิบายทางแห่งวิสุทธิ

(๓) ในคำเหล่านั้น คำว่า วิสุทธิ นักศึกษาพึงทราบว่า ได้แก่ พระนิพพานอันปราศจากมลทินทั้งปวง อันบริสุทธิ์ที่สุด ทางแห่งวิสุทธิ(คือ พระนิพพาน) นั้น ชื่อว่า วิสุทธมรรค

อุบายเป็นเครื่องบรรลุถึง เรียกว่า มัคคะ

รวมความว่า ข้าพเจ้าจักรจนาคัมภีร์วิสุทธิมรรค คือ อุบายเป็นเครื่องถึงซึ่งวิสุทธิ คือ พระนิพพานนั้น

ก็แหละ ทางแห่งวิสุทธิ นี้นั้น ในบางแห่งทรงแสดงไว้ด้วยสามารถแห่งเหตุสักว่า วิปัสสนา เท่านั้น เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า:-

เมื่อใด โยคีบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อนั้น ก็จะเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้คือทางแห่งวิสุทธิ
ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๒๗๗/๑๑๘

ในที่บางแห่งทรงแสดงไว้ด้วยสามารถแห่ง ฌาน และ ปัญญา เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า

ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ฌานและปัญญามีในผู้ใด ผู้นั้นแลอยู่ใกล้พระนิพพาน
ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๓๗๒/๑๔๙

ในที่บางแห่งทรงแสดงไว้ด้วยสามารถแห่ง กรรม เป็นต้น เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า

กรรม, วิชชา, ธรรม, ศิลและชีวิตอุดม สัตว์ทั้งหลาย ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยคุณธรรม ๕ ประการนี้ หาใช่บริสุทธิ์บริสุทธิ์ด้วยโคตรและทรัพย์ไม่
สํ. ส. (ไทย) ๑๕/๔๘, ๑๐๑/๖๒, ๑๐๘

ในที่บางแห่งทรงแสดงไว้ด้วยสามารถแห่ง ศิล เป็นต้น เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า

บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศิล มีปัญญา มีจิตตั้งมั่นแล้ว มีความเพียรปรารภแล้ว มีตนส่งไปแล้ว ในกาลทุกเมื่อ ย่อมข้ามห้วงน้ำอันแสนข้ามยากได้
สํ. ส. (ไทย) ๑๕/๙๖/๑๐๒-๑๐๓

ในที่บางแห่งทรงแสดงไว้ด้วยสามารถแห่ง สติปัฏฐาน เป็นต้น เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางสายเอก เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ทางสายนี้ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔
ที. ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๓/๓๐๑

แม้ใน สัมมัปปธาน เป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน

หมายเหตุ :-

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงข้อแสดงความคิดเห็นของพระอาจารย์ท่าน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่มาของ “วิปัสสนา” ในปัจจุบัน

ทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุปัจจัย

ไม่ว่าจะยุคไหน สมัยไหน ทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุปัจจัยทั้งสิ้น ส่วนใครเชื่อใคร หรือไม่เชื่อใคร ล้วนเกิดจากเหตุ ไม่ใช่เกิดจากใครหรืออะไรมาทำให้เกิดขึ้นอย่างใด

เหตุของเหตุที่มาวิปัสสนาในปัจจุบัน ตอนที่ ๕

คัมภีร์วิสุทธมรรค

คัมภีร์วิสุทธมรรคฉบับภาษาบาลี เป็นผลงานรจนาจองพระพุทธโฆสาจารย์ นักปราชญ์ชาวอินเดีย ที่คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทุกประเทศให้การยอมรับเสมอเหมือนกันว่า เป็นคัมภีร์ที่สามารถยึดถือเป็นต้นแบบในการใช้ภาษา

และมีเนื้อหาสาระบริบูรณ์ถูกต้องทั้งในส่วนของปริยัติและปฏิบัติ โดยเฉพาะการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ได้กำหนดใช้คัมภีร์นี้ เป็นหลักสูตรการศึกษาเล่าเรียนสำหรับพระภิกษุสามเณรในชั้นเปรียญธรรม ๘-๙ ประโยค สืบมาตราบเท่าปัจจุบันนี้

สำหรับคัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบับภาษาไทยเล่มนี้ เป็นผลงานแปลและเรียบเรียงของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ซึ่งมีพระภิกษุสามเณรผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนในชั้นเปรียญธรรม ๘-๙ ประโยค

รวมทั้งพระภิกษุสามเณร นักศึกษาพระอภิธรรม นักปฏิบัติธรรมกรรมฐาน และพุทธศาสนิกชนผู้สนใจทั่วไป ให้การยอมรับเสมอเหมือนกันว่า สำนวนการแปลอ่านเข้าใจง่าย และได้รับความรู้ที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนาหรือตามสภาวธรรม ทั้งในด้านปริยัติและปฏิบัติทุกประการ

คัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบับภาษาบาลี เป็นคัมภีร์ที่ท่านพระพุทธโฆสเถระ ชาวชมพูทวีป(อินเดีย) ได้รจนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๙๕๖ ที่ประเทศลังกา(ศรีลังกา)

โดยท่านได้ขอโอกาสจากที่ประชุมสงฆ์ในมหาวิหาร ณ กรุงอนุราธปุระ ประเทศลังกา เพื่อรจนาอรรถกถาพระ(ไตร)ปิฎก ซึ่งที่ประชุมได้ให้โอกาสตามที่ท่านประสงค์ทุกประการ

เมื่อคัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบับภาษาบาลี ที่ท่านพุทธโฆสเถระรจนานั้น ได้รับการยอมรับจากที่ประชุมสงฆ์แห่งมหาวิหาร และแพร่หลายออกไปสู่ประเทศต่างๆที่นับถือพระพุทธศาสนา

โดยเฉพาะประเทศไทยแล้ว พระเถระผู้มีความรู้แตกฉานในภาษาบาลีได้ร่วมกันตรวจชำระ และจารลงในคัมภีร์ใบลานเป็นภาษาบาลี อักษรขอม เพื่อใช้เป็นหลักสูตร การศึกษาชั้นเปรียญ ๘-๙ ประโยค ที่คณะสงฆ์จัดขึ้นในสมัยนั้น

ต่อมมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต(เฮง เขมจารีมหาเถร) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุราชรังสฤษฎิ์ ลำดับรูปที่ ๑๔ สมัยดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมไตรโลกาจารย์ ได้ตรวจชำระและปริวรรตคัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบั้บภาษาบาลี

อักษรขอมนั้น ตีพิมพ์เป็นฉบับภาษาบาลี อัษรไทย พร้อมทั้งนิพนธ์ประวัติของท่านพระพุทธโฆสเถระตีพิมพ์ไว้ด้วย

โดยการตีพิมพ์ในครั้งนั้น แบ่งออกเป็น ๓ ภาค หรือ ๓ เล่มสมุดไทย เพื่อใช้เป็นหลักสูตรการศึกาาพระปริยัติ แผนกบลีชั้นเปรียญธรรม ๘-๙ ประโยคเช่นเดียวกัน

สำหรับคัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบับภาษาไทยนี้ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ อาสภมหาเถระ) ได้แปลและเรียบเรียงไว้ในสมัยคณะสงฆ์และรัฐบาลสนับสนุน และอาราธนาท่าน ให้อยู่จำพรรษา ณ สันติปาลาราม ตั้งแต่วันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๕-๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๙

ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ตั้งใจแปลและเรียบเรียงคัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบับภาษาไทยดังกล่าว ด้วยจิตอันเป็นมหากุศลอย่างแท้จริง โดยคำนึงถึงผู้ที่มีพื้นความรู้ภาษาบาลีน้อย จะอ่านเข้าใจยากเป็นสำคัญ จึงนำความบางส่วนในคัมภีร์ปรมัตถมัญชุสามหาฎีกา มาเสริมความที่กล่าวไว้อย่างย่นย่อ ให้มีเนื้อหาสาระสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ดังนั้น เมื่อบรรพชิตและคฤหัสถ์ผู้ใฝ่ศึกษา ได้อ่านคัมภีร์วิสุมธรรมคภาษาไทยฉบับบี้แล้ว ต่างกล่าวยอมรับด้วยความสนิทใจว่า สำนวนการแปลและเรียบเรียง อ่านเข้าใจง่ายที่สุดกว่าฉบับอื่นๆ

นิทานกถา

ปัญหาพยากรณ์

ก็แหละ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธนิพนธคาถาปัญหาพยากรณ์ไว้ดังนี้

(๑) นรชน ผู้มีปัญญา เป็นภิกขุ มีความเพียร มีปัญญา เครื่องบริหาร ตั้งตนไว้ในศิลแล้ว ทำสมาธิจิต และปัญญาให้เจริญอยู่ เธอจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้
(ดูเทียบ สํ.ส.(ไทย) ๑๕/๒๓/๒๖-๒๗)

ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคจึงตรัสพระพุทธนิพนธคาถาปัญหาพยากรณ์นี้?

ได้ยินว่า มีเทวบุตรตนใดตนหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ซึ่งเสด็จประทับอยู่ ณ พระนครสาวัตถีในเวลาอันเป็นส่วนแห่งราตรี เพื่อจะถอนความสงสัยของตน จึงได้กราบทูลถามปัญหานี้ว่า:-

ปรชาสัตว์ รกชัฏทั้งภายใน รกชัฏทั้งภายนอก รุงรังไปด้วยรกชัฏ ข้าแต่พระโคดม เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์ จึงขอกราบทูลถามพระพุทธองค์ ใครจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้
(ดูเทียบ สํ.ส.(ไทย) ๑๕/๒๓/๒๖-๒๗)

อธิบายปุจฉาปัญหา

ปุจฉาปัญหานั้น มีอรรถอธิบายโดยย่อ ดังนี้:-

คำว่า รกชัฏนี้ เป็นชื่อของตัณหา ซึ่งเป็นเพียงดังว่าข่าย เป็นความจริง ตัณหานั้น เป็นเสมือนหนึ่งชฎา กล่าวคือ แขนงสาขาแห่งสุมทุมพุ่มไม้ไผ่เป็นต้น

โดยอรรถว่า เกี่ยวประสานไว้ เพราะ บังเกิดขึ้นบ่อยๆในอารมณ์ทั้งหลาย มีรูป เป็นต้น ด้วยสามารถเบื้องล่าง เบื้องบน เพราะเหตุนั้น จึงได้ชื่อว่า รกชัฏ

อนึ่ง ตัณหานี้ นั้นเรียกว่า เป็นรกชัฏทั้งภายใน รกชัฏทั้งภายนอก เพราะ บังเกิดขึ้นในบริขารของตน และบริขารของผู้อื่น ในอายตนะภายใน และอายตนะภายนอก

ประชาสัตว์ รุงรังด้วยรกชัฏ อันเกิดขึ้นอยู่อย่างนี้นั้น เหมือนอย่างว่า ไม้ไผ่เป็นต้น ย่อมรุงรังด้วยแขนงไม้ไผ่เป็นต้น ฉันใด

อันว่า ประชากร กล่าวคือ หมู่สัตว์นี้ แม้สิ้นทั้งมวล รุงรังแล้วด้วยรกชัฏคือ ตัณหานั้น อธิบายว่า อันรกชัฏ คือ ตัณหาที่รัดรึงแล้ว เกี่ยวประสานไว้แล้ว เหมือนอย่างนั้น

ก็เพราะเหตุที่หมู่สัตว์รุงรังอย่างนี้ ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคนั้นว่า ข้าแต่พระโคดม เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงขอกราบทูลถามพระพุทธองค์

คำว่า ข้าพระโคดม เทวบุตร ระบุพระนามของพระผู้มีพระภาค โดยพระโคตร

คำว่า ใครจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้ คือ เทวบุตรกราบทูลถามว่า ใครจะพึงถาง ใครจะเป็นผู้สามารถเพื่อจะถางรกชัฏอันรึงรัดไตรโลกธาตุ ซึ่งดำรงอยู่ ด้วยอาการอย่างนั้นได้

ก็แหละ พระผู้มีพระภาค ผู้มีญาณอันส่องไปมิได้ติดขัดในสรรพธรรมทั้งหลาย เป็นเทวดาของทวยเทพ เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดาทั้งหลาย เป็นท้าวสักกะเลิศล้นกว่าท้าวสักกะทั้งหลาย เป็นพรหมล่วงเลยพรหมทั้งหลาย

ทรงแกล้วกล้า เพราะทรงประกอบด้วยพระเวสารัชญาณ ๔ ทรงไว้ซึ่งพระทศพลญาณ มีพระญาณมิได้มีเครื่องขีดขั้น มีพระจักษุรอบด้าน ครั้นถูกเทวบุตรกราบทูลดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงตอบข้อความนั้นแก่เทวบุตร จึงได้ตรัส พุทธนิพนธคาถาพยากรณ์นี้ ความว่า:-

นรชน ผู้มีปัญญา เป็นภิกขุ มีความเพียร มีปัญญา เครื่องบริหาร ตั้งตนไว้ในศิล แล้วทำสมาธิจิต และปัญญา ให้เจริญอยู่ เธอจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้

คำปรารภของผู้รจนาคัมภีร์

(๒) บัดนี้ ข้าพเจ้า(หมายเอาพระมหาพุทธโฆษาจารย์) จักบรรยายความแห่งพระพุทธนิพนธคาถาที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงแสวงหาพระคุณอันยิ่งใหญ่ ตรัสวิสัชนาไว้แล้วนี้ อันต่างด้วยคุณ มีศิล เป็นต้น ตามที่เป็นจริงต่อไป

โยคีบุคคลเหล่าใดในพระศาสนานี้ ได้รับการบรรพชา อันหาได้ด้วยากในพระศาสนาของพระชินเจ้าแล้ว แม้ถึงจะต้องการความบริสุทธิ์ เมื่อไม่รู้จักทางแห่งความบริสุทธิ์ อันเป็นทางตรง ทางเกษมซึ่งสงเคราะห์ด้วยศิลเป็นต้น ตามที่เป็นจริงแล้ว ก็จะไม่บรรลุถึงซึ่งความบริสุทธิ์ได้ แม้ถึงจะเพียรพยายามอยู่ก็ตาม

ข้าพเจ้ารจนาคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งมีอันไตร่ตรองถูกต้องดีแล้ว โดยอิงอาศัยเทศนานัยของพระเถระทั้งหลาชาวมหาวิหาร อันทำความปราโมชให้แก่โยคีบุคคลเหล่านั้น

เมื่อข้าพเจ้ารจนาคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้น โดยความเคารพ ขอสาธุชนทั้งหลาย ผู้ประสงค์ความบริสุทธิ์สิ้นทั้งมวล จงใคร่ครวญดูโดยความเคารพเทอญ

สมถะและวิปัสสนาในปัจจุบัน(ตอนที่ ๔)

ก่อนจะกล่าวถึง วิปัสสนา ต้องท้าวความถึงเรื่องสมถะก่อนว่า ที่เรียกว่าเป็นวิธีการทำสมถะในปัจจุบันนี้ มีมาแต่ไหน ถ้าเข้าใจตรงนี้ได้ เมื่อจะไปกล่าวถึงรูปแบบวิธีการทำวิปัสสนาในปัจจุบัน ซึ่งนิยมนำมาพูดๆกัน เช่น แนวรูปนาม แนวดูจิตฯลฯ

โดยตัวสภาวะที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นพองหนอ ยุบหนอ หรือการใช้รูปนามเป็นอารมณ์ พื้นฐานดั้งเดิมมาจากพม่า แม้กระทั่งการดูจิต หรือดูอิริยาบทการเคลื่อนไหวต่างๆ ไม่ว่าจะรูปแบบไหนๆก็ตาม ล้วนเป็นการสร้างพื้นฐานของการทำสมถะกรรมฐาน

ไม่มีรูปแบบที่ไหนๆที่เรียกว่า”วิปัสสนา”ในปัจจุบันที่ทำๆกันอยู่ จะเป็นสภาวะวิปัสสนาตามความเป็นจริงในสติปัฏฐาน ๔ ที่มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกว่าด้วยเรื่อง สมถะและวิปัสสนา

เหตุมี ผลย่อมมี

สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในแนวทางสติปัฎฐาน ๔ เวลากล่าวถึง สมถะและวิปัสสนา ไม่เคยมีตรงไหนที่นำมาแสดงให้แยกขาดออกจากัน เวลาที่ทรงกล่าวถึงสมถะและวิปัสสนาในแนวทางการปฏิบัติ

ส่วนเรื่องผลของสมถะ และผลของวิปัสสนา มีตรงนี้เท่านั้นที่ทรงกล่าวแยกไว้ รูปแบบการทำวิปัสสนาในปัจจุบัน เกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ เพราะนำมาผลมาใช้ในการสร้างรูปแบบขึ้นมาใหม่ ซึ่งท้ายสุดผลที่ได้รับ ก็ได้รับตรงกับวิปัสสนาที่มีอยู่ในสติปัฏฐาน ๔

รูปแบบวิปัสสนาในปัจจุบันจึงเกิดมีขึ้นอย่างมากมายหลายแบบ แม้กระทั่งสมถะกรรมฐาน ที่นิยมนำมาถ่ายทอดสู่ๆกัน จะมีแค่เรื่องกรรมฐาน ๔๐ กอง แต่ตามสภาวะของสมถะกรรมฐาน จะมีปรากฏอยู่ในอิทธิบาท ๔ สมาธิ

ซึ่งจะนำรายละเอียดของแต่ละสภาวะ มาแยกแยะให้เห็นชัดในแต่ละสภาวะตั้งแต่ ฉันทสมาธิ เป็นสมาธิที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงของสภาวะผู้ปฏิบัติ)

วิริยสมาธิ เป็นสมาธิที่เกิดขึ้นจากการทำความความเพียรที่พยายามทำให้เกิดขึ้น เช่น กรรมฐาน ๔๐ กอง

จิตตสมาธิ เป็นสมาธิที่เกิดจากการกำหนดต้นจิต เช่น พองหนอ ยุบหนอ, ดูจิต, ดูการเคลื่อนไหวในกาย

และวิมังสาสมาธิ เป็นสมาธิที่เกิดจากการคิดพิจรณา เช่น เรื่องขันธ์ ๕, ปฏิจจสมุปปบาท

ทั้งหมดนี้เกิดเนื่องจากเหตุปัจจัยที่ทำมา ส่วนใครเชื่อหรือไม่เชื่อ ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมาร่วมกันทั้งสิ้น จึงไม่มีใครถูกหรือผิด ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

ที่มาของคำเรียก “วิปัสสนา” ในปัจจุบัน (ตอนที่ ๓)

ตอนที่ ๓

ที่มาของคำเรียก “วิปัสสนา” ในปัจจุบัน

คำว่า วิปัสสนา เป็นคำที่ใช้ในพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ ปรากฏในพระคัมภีร์รุ่นบาลีพระไตรปิฎกเป็นเดิมมา แต่มักจะพบ ท่านใช่ควบคู่มากับคำว่า “สมถะ” เช่น “สมโถ จ วิปสฺสนา จ” สมถะด้วย วิปัสสนาด้วย

คำ “วิปัสสนา” มาจากมูลศัพท์ ๒ สว่น คือ วิ-อุปสัค แปลว่า แจ้ง ชัด ต่าง และ ทิส-ธาตุ แปลว่า เห็น

ทิส-ธาตุ นั้น แปลงรูปได้เป็น ๒ รูป คือ ทกฺข และ ปสฺส ประกอบปัจจัย และวิภัตติเป็น ทกฺขติ และ ปสฺสติ

เฉพาะ “ปสฺสติ” ประกอบเข้ากับ วิ-อุปสัค เป็นรูปกิริยาว่า วิปสฺสติ เช่น “อนฺธภูโต อยํ โลโก ตนุเกตฺถ วิปสฺสติ (ธมฺมปทฏฺกถา ๖/๔๔) แปลความว่า

“โลกคือ โลกิยชนนี้ เป็นผู้มีปัญญาจักษุมืดมน น้อยคนในพวกนี้ จะเห็นแจ้งโดยพระไตรลักษณ์ มีอนิจจะเป็นต้น”

ถ้าเป็นคำนาม เป็น “วิปัสสนา” แปลว่า เห็นแจ้ง เห็นชัด เห็นต่างๆ ในชั้นพระบาลีใช้ความหมายเดียวกับ “ญาณ” “ปัญญา” เช่น “ญาณํ อุปทิ, ปญฺญา อุปาทิ-ญาณเกิดแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว”

และบางคราวใช้คำว่า “ญาณทสฺสน-ความรู้ความเห็น(หรือ) เห็นด้วยความรู้” ซึ่งเป็นคำจำกัดความหมายของ “วิปัสสนา”

ส่วนคำว่า “ญาณทัสสะ” เมื่อกล่าวถึงบุคคลผู้รู้ผู้เห็น ในรูปกิริยาตติยาวิภัตติ และจตุตถีฉัฏฐีวิภัตติ ท่านใช้คำว่า “ชานตา ปสฺสตา, ชานโต ปสฺสโต” แปลว่า ผู้รู้ผู้เห็น

แต่ วิปัสสนา คือ รู้แจ้ง รู้ชัด ก็ดี ญาณ และ ปัญญา ก็ดี ญาณทัสสนะ คือ ความรู้ความเห็น หรือ เห็นด้วยความรู้ ก็ดี ท่านอธิบายไว้ในคำภีร์อัฏฐสาลีนีว่า

อนิจฺจาทิวเสน วิวิเธหิ อาเรหิ ธมฺเม ธมฺเม ปสฺสตีติ วิปสฺสนา ปญฺญาเอเวสา อตฺถโต แปลว่า เรียกว่า วิปัสสนา เพราะเห็น(สภาว)ธรรมทั้งหลาย ด้วยอาการต่างๆ โดยความไม่เที่ยงเป็นต้น

โดยความหมาย วิปัสสนานี้ ก็คือ ปัญญา นั่นเอง ซึ่งในที่นี้ หมายถึง รู้แจ้งรู้ชัด โดยรู้เห็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจะ-ไม่เที่ยง ทุกขะ-เป็นทุกข์ อนัตตา-ความไม่มีอัตตา เพราะฉะนั้น ท่านอาจารย์สุมังคละ ผู้แต่งคัมภีร์อภิธัมมัตถวิภาวินี จึงอธิบายได้ว่า

“อนิจฺจาทิวิธาการโต ทสฺสนตเถน วิปสฺสนาสงฺขาตานญฺจ” (อภิธมฺมตฺถวิภานี, น.๑๕๖) แปลว่า “และที่เรียกว่า วิปัสสนา เพราะอธิบายว่า เห็นโดยอาการต่างๆ ตลอดจนอนิจจาจะ คือ ความไม่เที่ยงเป็นต้น”

และท่านวิปัสสนาจารย์ได้ให้วิเคราะห์ศัพท์ไว้อีกนัยหนึ่งว่า “วิเสเสน ปสฺสตีติ วิปสฺสนา, วิสิฏฺฐตฺโถ วิเสสสทฺโท – เรียกว่า วิปัสสนา เพราะอธิบายว่า เห็นแปลกประหลาด

ศัพท์ว่า วิเสสะ มีอรรถว่า แปลกประหลาด คือ เห็นสภาวะหรือปรากฏการณ์แปลกๆประหลาดๆ ถ้าเป็นรูปหรือนิมิต ก็เห็นได้แจ่มแจ้งชัดเจนยิ่งกว่ามองเห็นด้วยตาเนื้อ คือ ลืมตาดูเสียอีก

และได้เห็นต่างๆ เห็นแปลกๆ เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า คำ “วิปัสสนา” ตามที่กล่าวมานี้ มีความหมายเป็น ๓ นัย คือ

๑. วิปัสสนา – ความเห็นแจ้ง เห็นชัด

๒. วิปัสสนา – ปัญญาเห็นโดยอาการต่างๆ มีเห็นอนิจจะ เป็นต้น

๓. วิปัสสนา – ปัญญาห็นแปลกๆประหลาดๆ

ทั้ง ๓ นัยนี้ ในที่สุดก็ลงในความหมายเดียวกัน กล่าวคือ ในชั้นต้น โยคีผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน จะเห็นสภาวะหรือปรากฏการณ์ใดๆก็ตาม แต่ในทางที่ถูกและในที่สุดจะต้องเห็นรูปหรือเบญจขันธ์โดยอาการต่างๆ

ได้แก่ เห็นโดยไตรลักษณ์ กล่าวคือ อนิจจะ ทุกขะ อนัตตา หรือเห็นอสุภะ-ไม่งาม อนิจจะ-ไม่เที่ยง ทุกขะ-เป็นทุกข์ และอนัตตา-เพราะไม่มีอัตตา เมื่อเห็นดังกล่าวมานี้ เป็นการเห็นแจ่มแจ้งชัดเจน เป็นการเห็นภายในตนเอง

มิใช่นึกเห็นตามคำบอกเล่าของผู้อื่น หรือนึกเห็นตามตำรา ตามหนังสือที่กล่าวไว้เป็นการกำหนดรู้เห็นสังขาร คือ เบญจขันธ์ กล่าวคือ นามและรูป ภายในตัวเอง ของตนเอง ด้วยปัญญา ซึ่งพระอรรถกถาจารย์อธิบายว่า

“วิปสฺสนา-ติ สงฺขาร-ปริคฺคหญาณํ – วิปัสสนา คือ การกำหนดรู้สังขาร” และนักปราชญ์ชาวตะวันตกผู้รู้บาลี พยายามแปลคำ วิปัสสนา ไว้ในภาษาอังกฤษหลายคำ เพื่อให้ตรงความหมายในทางปฏิบัติ แต่ที่ใช้กันอยู่ทั่วๆไป คือ insight เห็นทะลุเข้าไปข้างใน

ซึ่งท่านโสมเถระแห่งศรีลังกา อธิบาย insight (วิปัสสนา) ว่า ความเข้าใจธรรมชาติ อันแท้จริงของสิ่งทั้งหลาย ที่เป็นทางให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในจิตใจของโยคี และเป็นทางให้โยคีหลุดพ้นออกไปจากกระแสแห่งการเวียนเกิดเวียนตาย

วิปัสสนากัมมัฏฐาน

ท่านอาจารย์สุมังคละ ผู้แต่งคัมภีร์อภิธัมมัตถวิภานี ได้อธิบายคำว่า “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” ไว้ว่า

“อนิจฺจาทิวเสน วิวิธากาเรน ปสฺสตีติ อนิจฺจานุปสฺสนาทิกา ภาวนาปญฺญา ตสฺสา กมฺมฏฺฐานํ สาเยว วา กมฺมฏฺฐานนฺติ วิปสฺสนากมฺมฏฺฐานํ” ความว่า

“ภาวนาปัญญา ที่เห็นความไม่เที่ยงเนืองๆ เป็นต้น เรียกว่า วิปัสสนา เพราะอรรถว่า เห็นโดยอาการต่างๆ โดยความไม่เที่ยงเป็นต้น

และเรียกว่า “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” เพราะอธิบายว่า เป็น “กัมมัฏฐาน(คืออารมณ์และภาวนาวิธี) ของวิปัสสนานั้นเอง เป็น กัมมัฏฐาน”

หมายความว่า วิปัสสนากัมมัฏฐาน ก็คือ ภาวนาปัญญา ที่เห็นโดยอาการมีอนิจจะเป็นต้น เป็นกัมมัฏฐาน

จาก หนังสือวิปัสสนานิยม อจ. ธนิต อยู่โพธิ์ ผู้เรียบเรียง

หมายเหตุ:

ฉะนั้น วิปัสนากัมมัฏฐาน และวิปัสสนาภาวนา แตกต่างกันเพียงพยัญชนะ แต่โดยสภาวะเหมือนกัน คือ ล้วนเป็นบัญญัติที่นำมาใช้เรียกการปฏิบัติที่เรียกว่า วิปัสสนา ในปัจจุบัน

ส่วนที่กล่าวว่า วิปัสสนากัมมัฏฐาน และวิปัสสนาภาวนา มีสภาวะเหมือนกัน คือ มีบัญญัติเป็นอารมณ์ ได้แก่ รูปนามที่มีสภาวะเป็นบัญญัติ ยังไม่ใช่สภาวะปรมัตถ์

และมีความแตกต่างจากวิปัสสนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้โดยสื้นเชิง คือ สภาวะวิปัสสนาที่พระพุทธเจ้าทรงถ่ายทอดทิ้งไว้ มีสภาวะปรมัตถ์เป็นอารมณ์

แนวทางการปฏิบัติวิปัสสนาในปัจจุบันเป็นการเริ้มต้นที่แตกต่างโดยสภาวะ คือ เริ่มจากการใช้รูปนามที่เป็นบัญญัติมาเป็นอารมณ์ในการปฏิบัติวิปัสสนา ซึ่งไม่แตกต่างกับกายบัญญัติ ตลอดจนคำบริกรรมต่างๆที่นำมาใช้ในการบริกรรมภาวนาในการทำสมถะ

ฉะนั้นโสฬสญาณหรือญาณ ๑๖ มีเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ โดยเริ่มต้นจากสภาวะ ๑.นามรูปปริจเฉทญาณ ๒. ปัจจยปริคคหญาณ ๓. สัมมาสนญาณ ๔. อุทยัพพยญาณ (อย่างอ่อน) อุทยัพพยญาณ (อย่างแก่)

แต่เมื่อเข้าสู่สภาวะปรมัตถ์ (อุทยัพพยญาณ) จะมีสภาวะเดียวกันกับวิปัสสนาที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ โดยเริ่มต้นที่สภาวะอุทยัพพยญาณ (อย่างแก่) คือ สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา หรือที่เรียกว่า สุญญตา, สุญญคาร

รายละเอียดของสภาวะทั้งบัญญัติ(การเริ่มต้นของวิปัสสนาในปัจจุบัน) และปรมัตถ์(วิปัสสนาที่พระพุทธเจ้าทรงถ่ายทอดทิ้งไว้) จะนำมาแสดงในหัวข้อต่อไป

ที่มาของแนวทางการปฏิบัติที่เรียกว่า “วิปัสสนา” ในปัจจุบัน (ตอนที่ ๒)

ตอนที่ ๒

ที่มาของแนวทางการปฏิบัติที่เรียกว่า “วิปัสสนา” ในปัจจุบัน

เรื่องนี้ ท่านอาจารย์ธรรมปาละ พระเถระชาวลังกาได้กล่าวไว้ในคัมภีร์ปรมัตถมัญชุสา ฎีกาวิสุทธิมัคค์ว่า

นนุ จ ตชฺชาปญฺญตฺติวเสน สภาวธมฺโม คณฺหายตีติ?

สจฺจํ คณฺหายตีติ. ปุพฺพภาเค ภาวนาย ปน วฑฺฒมานาย ปณฺณตฺตึ สมติกฺกมิตฺวา สภาวเยว จิตฺตํ ติฏฺฐตีติ

ถามว่า ท่านถือเอาปรมัตถธรรม ด้วยบัญญัติที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ มิใช่หรือ?

ตอบว่า ใช่ แต่ถือเอาเฉพาะตอนต้นๆเท่านั้น ครั้นเจริญวิปัสสนาภาวนาไปนานๆเข้า จิตก็จะพ้นบัญญญัติไปตั้งอยู่ในปรมัตถสภาวะล้วนๆ

กาเยน เจว ปรมตฺถสจฺจํ สจฺฉิกโรติ ปญฺญาย จ นฺ ปฏิวิชฺฌ ปสฺสติ
แปลว่า ทำให้เห็นแจ้งปรมัตถสัจจ์ด้วยนามกาย(ใจ) และเห็นทะลุปรมัตถสัจจ์นั้นด้วยปัญญา

วิญฺญาณํ อนิทสฺสนํ
แปลว่า พระนิพพานเป็นสิ่งพึงรู้ได้ด้วยอริยมรรคญาณอันวิเศษ มิใช่ของที่พึงเห็นได้ด้วยตา

นำมาจากหนังสือ วิปัสสนานิยม โดย อจ.ธนิต อยู่โพธื์

ความแตกต่างระหว่างวิปัสสนาในปัจจุบัน กับ วิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ (ตอนที่ ๑)

ตอนที่ ๑

“เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกขฺโทมนสฺสานํ อตถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา” ดังนี้เป็นต้น แปลเป็นใจความว่า

ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางสายเอก เป็นไปพร้อมเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความเศร้าโศกปริเทวนาการ เพื่อดับทุกข์ทางกาย ดับทุกข์ทางใจของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อบรรลุมรรคผล เพื่อกระทำให้แจ้งพระนิพพาน ทางนั้นคือ สติปัฏฐาน ๔ ดังนี้

จตุนฺนํ อริยสจฺจานํ ยลาภูตมทสฺสนา

สํสริตํ ทีฆมทฺธานํ ตาสุ ตาเสฺวว ชาตีสุ

การที่เราท่านทั้งหลาย ได้พากันเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสารตลอดกาลนานหลายหมื่นปีแสนปี ก็เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง

ยานิ เอเตนิ ทิฏฐฺฐานิ ภวเนตฺติ สมูหตา

อุจฺฉินฺมํ มูลํ ทุกฺขสฺส นตฺถีทานิ ปุนปภฺโว

อริยสัจ ๔ เหล่านั้น เราและท่านทั้งหลาย ได้เห็นแล้ว ได้ถอนตัณหาที่จะนำไปสู่ภพแล้ว ตัดมูลรากของทุกข์ให้หมดสิ้นไป บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีกแล้ว

เย ทุกฺขํ นปฺปชานนฺติ อโถ ทุกฺขสฺส สมฺภวํ

ยตฺถ จ สพฺพโส ทุกฺขํ อเสสํ อุปรุชฺฌติ

ตญฺจ มคฺคํ น ชานนฺติ ทุกฺขูปสมคามินํ

เจโตวิมุตฺติ หีนา เต อโถ ปญฺญาวิมุตฺติยา

อภพฺพา เต อนฺตกิริยาย เต เว ชาติชรูปคา.

ชนเหล่าใด ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ความดับทุกข์โดยประการทั้งปวง ไม่รู้มรรคอันเป็นทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ไม่สามารถจะทำที่สุดแห่งทุกข์ในวัฏฏะได้ จึงต้องเข้าถึงความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตลอดไป

เย จ ทุกฺขํ ปชานนฺติ อโถ ทุกฺขสฺส สมฺภวํ

อตฺถ จ สพฺพโส ทุกฺขํ อเสสํ อุปรุชฺฌติ

ตญฺจ มคฺคํ ปชานนฺติ ทุกฺขูปสมคามินํ

เจโตวิมุตฺติสมุปนฺนา อโถ ปญฺญาวิมุตฺติยา

ภพฺพา เต อนฺตกิริยาย น เต เว ชาติชรูปคา.

ชนเหล่าใด รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดของทุกข์ รู้ความดับทุกข์โดยประการทั้งปวง รู้มรรค ๘ อันเป็นทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ชนเหล่านั้นถึงพร้อมด้วยเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ สามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ในวัฏฏะได้ ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตลอดไป

เอสว มคฺโค นตฺถญฺโญ ทสฺสนสฺส วิสุทฺธิยา

เอเตญฺหิ ตุมฺเห ปฏิปชฺชถ มารสฺเสตํ ปโมหนํ

ทางนี้เท่านั้นที่เป็นไปเพื่อมรรคผล ทางอื่นไม่มีเลย ท่านทั้งหลาย จงดำเนินไปตามเส้นทางนี้เถิด เพราะเส้นทางนี้เป็นที่ลุ่มหลง แห่งมารและเสนามาร

เอตญฺหิ ตุมฺเห ปฏิปนฺนา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสถ

อกฺขาโต โว มยา มคฺโค อญฺญาย สลฺสตฺถนํ

เมื่อท่านทั้งหลาย ดำเนินไปตามทางนี้แล้ว จักทำทุกข์ในวัฏฏสงสารทั้งสิ้นให้เด็ดขาดลงไปไม่มีเหลือ เราได้ทราบทางนี้ว่าเป็นที่สลัดออกซึ่งลูกศรทั้งหลาย มีราคะเป็นต้น ด้วยตนเองอย่างแน่นอนแล้ว จึงได้บอกแก่พวกท่าน

ตุมฺเหหิ กิจิจํ อาตปฺปํ อกฺขาตาโร ตถาคตา

ปฏิปนฺนา ปโมกิขนฺติ ฌายิโน มารพนฺธนา

ท่านทั้งหลาย จงรีบทำความเพียร เพื่อเผากิเลสให้สิ้นไปจากขันธสันดาน เพราะพระตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้ชี้บอกทางให้เท่านั้น

เมื่อชนเหล่าใดปฏิบัติตามทางที่ตถาคตชี้บอกไว้แล้ว เพ่งด้วยฌานทั้ง ๒ คือ อารัมมนูปนิชฌาน ลักขนูปนิชฌาน ได้แก่ เจริญสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ชนเหล่านั้น ย่อมหลุดพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร กล่าวคือ วัฏฏะเป็นในภูมิ ๓

ปญฺจ กิเลสกฺขนฺธาภิสงฺขารเทวปุตฺตมจฺจุมาเร อภญ์ชิ

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกำจัดมารทั้ง ๕

มารมี ๕ คือ

๑. กิเลสมาร มาร คือ กิเลส

๒. ขันธมาร มาร คือ ขันธ์ ๕

๓. อภิสังขาร มาร คือ อภิสังขาร ๆ นั้น มีอยู่ ๓ คือ

ปุญญาภิสังขาร ได้แก่ บุญ

อปุญญาภิสังขาร ได้แก่ บาป

อเนญชาภิสังขาร ได้แก่ ปัญจมฌาน

๔. เทวปุตตมาร มาร คือ เทพบุตรผู้มุ่งร้าย

๕. มัจจุราชมาร มาร คือ ความตาย

สมโถ ภิกิขเว ภาวิโต กิมตฺถมนุโภติ จิตฺตํ ภาวิยติ จิติตํ ภาวิตํ กิมตฺถมนุโภติ โย ราโค โส ปหียติ

ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย บุคคลเจริญสมถกรรมฐาน แล้วจะได้ประโยชน์อะไร? ได้การอบรมจิต? จิตที่บุคคลอบรมดีแล้ว จะได้ประโยชน์อะไรเล่า? ได้ประโยชน์คือ ละราคะได้

วิปสฺสนา ภิกฺขเว ภาวิตา กิมตฺถมุโภติ ปญฺญา ภาวิยติ ปญฺญา ภาวิตา กิมตฺถมนุโภติ ยา อวิชฺชา สา ปหียติ

ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย บุคคลเจริญวิปัสสนากรรมฐานแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร? ได้การอบรมปัญญา ปัญญาที่บุคคลอบรมดีแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร? ได้ประโยชน์คือ ละอวิชชาได้

กรกฎาคม 2019
พฤ อา
« มิ.ย.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: