ปุจฉา-วิสัชนา สติปัฏฐาน ๔

ปุจฉา ธรรมที่เป็นอุปการะแก่อารมณ์ของวิปัสสนามีอะไรบ้าง

วิสัชนา ถ้าบอกว่า รูปนาม พูดแบบนี้ ผู้ที่ไม่รู้ปริยัติ ปฏิบัติตามได้ยาก มัวมาท่องอะไรคือ รูป อะไรคือ นาม

ถ้าบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเรียกว่า รูป
ใจที่รู้อยู่ เรียกว่า นาม

จะเข้าใจมั๊ยเนี่ย เอาเป็นว่า รู้สึกเยอะไปนะ

.

เข้าสู่การปฏิบัติเลยดีกว่า

ที่เรียกว่า วิปัสสนา ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

โยนิโสมนสิการ เป็นเหตุปัจจัยให้ วิปัสสนา คือ ไตรลักษณ์ หรือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

.

ปุจฉา สติปัฏฐาน ๔ เป็นสมถะ หรือ วิปัสสนา

วิสัชนา เป็นทั้งสมถะและวิปัสสนา

สมถะ ในที่นี้หมายถึง จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ที่เป็นสัมมาสมาธิ
ทั้งที่มีบัญญัติเป็นอารมณ์ และมีรูปนามเป็นอารมณ์
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น เป็นเหตุปัจจัยให้
เกิดความรู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย
เวทนาในเวทนา
จิตในจิต
ธรรมในธรรม
ได้อย่างต่อเนื่อง

วิปัสสนา หมายถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

.

ข้อปฏิบัติสมถะ(สัมมสมาธิ)และวิปัสสนา(ไตรลักษณ์)

๑. เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

การกำหนดรู้ในผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต

.

๒. เจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

การกำหนดรู้ในผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทานภพ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

๓. การเจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป
คือ ทำทั้งข้อ ๑ และข้อ ๒

.

หาอ่านและศึกษาได้ในปฏิทาวรรค ที่ ๒
ทุกขาปฏิปทา
สุขาปฏิปทา
ปฏิบัติอดทน
ปฏิบัติข่มใจ
ปฏิบัติระงับ

.

อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
ต้องมีทั้งสมถะและวิปัสสนา

สมถะเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ ดูตย.สมัยพุทธกาล
ที่บำเพ็ญสมถะแบบฤาษี

.

สมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ จะมีทั้งสมถะและวิปัสสนา

[๕๓๕] ภิกษุเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ
ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ

เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนา อันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิด
ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น

เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป

.

วิปัสสนาเพียงอย่างเดียวก็ไม่มีหรอก
มีหลักฐานยืนยัน อยู่ในพระไตรปิฎก

เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
(วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง)

[๕๓๗] ภิกษุนั้นย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ

วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลาย
ที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์

เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ
ด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง

เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ฯ

อีกประการหนึ่ง ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้น

ภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

สรุป การทำความเพียร ไม่ต้องไปท่องจำ ไม่ต้องไปรู้อะไรมาก
เอาเวลาท่องจำ มาปฏิบัติดีกว่า ยังเห็นผลกว่า

ไม่คิดยกตัว แต่เป็นตย.ให้เห็น
ดูวลัยพรสิ เริ่มต้นทำความเพียร ไม่รู้อะไรสักอย่างเดียว
พระไตรปิฎกไม่เคยอ่าน คำเรียกอะไรๆก็ไม่รู้จัก
ขนาดมีคนถามว่า ดำริคืออะไร ยังตอบไไปว่า คำพูด

แล้วดูปัจจุบันสิ สิ่งที่ขีดเขียนนำมาจากไหน
แจ้งออกมาจากใจทั้งนั้น ที่เรียกว่า สัญญา
เก็บสะสมมาเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นปัญญา
สามารถนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้

.

หากยังชอบศึกษา ชอบท่องจำ
อันนี้ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคนนะ

โฆษณา

ค่อยๆดู ค่อยๆรู้

แรกๆ มองเห็นอยู่ แต่ยังไม่รู้ว่า ควรทำอย่างไร

แค่รู้ว่า ยังมีอยู่ ยังเป็นอยู่

แก้ทีละจุด

ตรงไหนคือ เหตุปัจจัย ที่มีอยู่

เห็นแล้ว ยังทำให้ใจขุ่นอยู่ แค่รับรู้ในความรู้สึกที่เกิดขึ้น

ถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม เริ่มมองเห็น สิ่งที่เป็นสาระ และสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสารใดๆ

เหตุของ การคาดเดา การคาดหวัง ที่มีอยู่

ย่อมคิดคาดเดาเอาเองว่า ต้องเกี่ยวกับตนอย่างแน่นอน
แล้วจะดับเหตุนั้น อย่างไรล่ะ

รู้จักหรือไม่รู้จักกัน เห็นหน้ากัน ไม่เห็นกัน
หากมีเหตุปัจจัยร่วมกัน ผัสสะนั้นๆ ย่อมก่อให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

ธรรมใด ที่ไม่เกี่ยวกับ ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีการดับทุกข์

เริ่มไม่สนใจมากขึ้น เพราะไม่ใช่ทางของ การกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ คือ การเกิด

โดยเฉพาะเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ อภินิหารย์

มีแต่ การนำเรื่องของความอยากมี อยากเป็น มาล่อลวงผู้อื่น
มีแต่เหตุของความหลง ในสังสารวัฏฏ์

เห็นแล้ว เกิดความไม่ชอบใจ
เมื่อไม่เข้าไปข้องเกี่ยวเต็มตัว ใจเริ่มเบาลง

พอเจออีก ถึงแม้ไม่ได้เข้าไปข้องเกี่ยวเต็มตัว ใจก็ยังขุ่น
ทำให้คิดว่า เมื่อไหร่จะเลิกสร้างเหตุของความหลงงมงาย

ทุกอย่างมีทางแก้ แค่ดู แค่รู้ ในสิ่งที่ยังมีอยู่และเป็นอยู่ของตนเอง
แล้วก็เจอทีละนิด วิธีแก้

ก็รู้นะว่า เรื่องนอกตัว แก้ไม่ได้
แก้ให้ถูกจุด คือ แก้ที่ตัวเอง เหตุปัจจัยที่มีอยู่

ค่อยๆแก้ไปทีละจุด
ปิดตา คงทำได้ยาก ตราบใดที่ยังมองเห็นอยู่

ค่อยๆ ลบสิ่งที่ทำให้เกิดความขุ่นใจออกไป
ลบออกไปเรื่อยๆ คงไว้เฉพาะกับสิ่งที่คิดว่า พอจะรับได้

หากยังเจออีก ค่อยๆลบออกไปอีก
ใจไม่ขุ่น นิวรณ์ย่อมไม่เกิด จิตย่อมตั่งมั่นเนืองๆ

[๑๒๘] ดูกรจุนทะ สติปัฏฐาน ๔ ประการ อันเราแสดงแล้ว บัญญัติ
แล้วอย่างนี้

เพื่อละ เพื่อก้าวล่วงซึ่งทิฐินิสัย อันประกอบด้วย ส่วนเบื้องต้นเหล่านี้ด้วย

ซึ่งทิฐินิสัยอันประกอบด้วย ส่วนเบื้องปลาย เหล่านี้ด้วย ๔ ประการ
เป็นไฉน

ดูกรจุนทะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสียได้

ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายเนืองๆ อยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้

ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสียได้

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายเนืองๆ อยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้

ดูกรจุนทะ สติปัฏฐาน ๔ ประการเหล่านี้ อันเราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วอย่างนี้

เพื่อละ เพื่อก้าวล่วงซึ่งทิฐินิสัยอันประกอบด้วยส่วนเบื้องต้นเหล่านี้ด้วย ซึ่ง
ทิฐินิสัยอันประกอบด้วยส่วนเบื้องปลายเหล่านี้ด้วย ดังนี้แล ฯ

[๑๒๙] ก็โดยสมัยนั้นแล พระอุปทานะผู้มีอายุ ยืนถวายอยู่งานพัด
พระผู้มีพระภาค ณ เบื้องพระปฤษฎางค์ ครั้งนั้นแล พระอุปทานะผู้มีอายุ ได้
กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

น่าอัศจรรย์พระเจ้าข้า ไม่เคยมีแล้ว พระเจ้าข้า ธรรมปริยายนี้ น่าเลื่อมใสนัก พระเจ้าข้า ธรรมปริยายนี้ น่าเลื่อมใสดีนัก พระเจ้าข้า ธรรมปริยายนี้มีนามว่ากระไร

พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
ดูกรอุปทานะ เพราะฉะนั้นแล เธอจงทรงจำธรรมปริยายนี้ไว้เถิดว่า
“ปาสาทิกะ” ดังนี้เทียว ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว พระอุปทานะผู้มีอายุ ยินดี
ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว ดังนี้แล ฯ

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=11&A=3020&w=%E0%B8_%E0%B8%B4%E0%B8_%E0%B8_%E0%B8%B2%E0%B8_%E0%B8_%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8&pagebreak=1

ความรู้ชัด

การรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต ดีจังฮู้

ยิ่งปล่อย ยิ่งสบาย ไม่มีระคายเคือง
คือ ยังมีคิด แต่ไม่เข้าไปยุ่ง จึงไม่เกิดความระคายเคือง

ไม่ไปยุ่งนอกตัว ภายในย่อมสงบ
เพราะนิวรณ์ต่างๆ ระงับดับลงไปชั่วคราว ตามเหตุปัจจัย(ไม่ยุ่งนอกตัว)

ทุกสรรพสิ่ง เกิด-ดับ อยู่อย่างนั้นแหละ

ที่คิดว่ามี คิดว่าเป็น อย่างนั้น อย่างนี้
ล้วนเกิดจากการนำความมีตัวตน เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ไม่ว่าใครจะเป็นอะไร อย่างไร ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นมาใหม่ ณ ปัจจุบันขณะ(ผัสสะ)

สติปัฏฐาน ๔

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก
เล่มที่ ๒ วิภังคปกรณ์

ว่าด้วย สติปัฏฐาน ๔

http://www.pobbuddha.com/tripitaka/upload/files/4454/index.html

กันยายน 2019
พฤ อา
« ส.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: