สภาวะจิตออกจากกาย

ตอนแรกไม่คิดจะบันทึกเอาไว้ คิดว่าแค่นั้นเอง แต่ทีนี้เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว มันเหมือนทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น เดิมๆ ซ้ำๆ เลยคิดว่าน่าจะบันทึกไว้ เผื่อใครเจอสภาวะแบบนี้จะได้ไม่หลงทาง

วันนี้นั่งขำ เป็นเรื่องในอดีตของคนไม่รู้สองคนที่ถกกันเรื่องสภาวะแยกรูป แยกนาม ซึ่งไม่รู้จักสภาวะที่แท้จริงทั้งสองคน เหมือนตาบอดคลำช้าง อีกคนจับหาง อีกคนจับหัว ต่างคิดว่าของตัวเองนั้นถูก

ต่างนำสิ่งที่คิดว่าถูก แต่ไม่รู้โดยสภาวะที่แท้จริง นำมาถกกันหน้าดำหน้าแดง ตามล่า ตามราวีหาเรื่องไม่ยอมจบ นี่เจอมากับตัวเองเลย

แยกรูป แยกนาม

เราไม่รู้เรื่องคำศัพท์ต่างๆ ส่วนคนนั้นค่อนข้างจะมีความรู้มากกว่าเรา ไม่แตกต่างกับสภาวะคนหนึ่งรู้โดยสภาวะ

อีกคนหนึ่งรู้โดยตำรา แล้วเมื่อปฏิบัติ เอาสิ่งที่คิดว่ารู้ ไปเทียบกับตำรา และเกิดการตีความเอาเองว่า สภาวะจะต้องเป็นแบบนั้น

สิ่งที่นำมาถกกัน คือเรื่องแยกรูป แยกนาม สมัยนั้นใครคุยว่าตัวเองแยกรูป แยกนามได้นี่ ไม่ธรรมดาเลย ( ตอนนี้สำหรับเรา กลายเป็นเรื่องขบขันไป )

เราได้อ่านเรื่องราวของศิษย์หลวงพ่อจรัญ ที่เขียนเรื่องของตัวเองลงในหนังสือกฏแห่งกรรม คนนี้เก่งเรื่องสมาธิ เขาสามารถแยกจิตออกจากกายได้ หรือที่นิยมเรียกกันว่า กายทิพย์ เขาเขียนไว้ว่า นี่คือการแยกรูป แยกนาม

เราอ่านเจอก็เลยนำสภาวะตรงนี้มาอ้าง ส่วนอีกฝ่าย เขาก็นำเรื่องที่เขาได้เรียนมา และสภาวะที่เขาเจอ คล้ายๆของคนที่เรานำมาอ้างนี่แหละ คือ จิตออกจากกายได้ แต่ของเขามันแบบนิมิต ไม่ได้ทำได้แบบคนที่เราทำมาอ้าง

ตำรา กับ สภาวะ

พอนึกถึงเรื่องในอดีตในครั้งนั้น ต้องนั่งอมยิ้ม โง่ทั้งคู่ แต่ไม่รู้ว่าโง่ โง่กับกิเลสทั้งคู่ ทั้งเขาและเราเลย ซึ่งไม่แตกต่าง เหมือนในปัจจุบันนี้ ที่มีคนอาศัยว่าเป็นผู้ศึกษามาก อ่านพระไตรปิฎกมาก จนจำข้อความพระไตรปิฏกได้ แต่ไม่รู้โดยสภาวะ

อาศัยการคาดเดาเอาเองว่าสภาวะนั้นๆในพระไตรปิฏกที่มีอยู่นั้นเป็นอย่างไร บางคนเก่งกว่านั้นอีก เก่งหลายด้าน ทั้งเป็นนักเขียนนิยาย จินตนาการเยอะ ทั้งแต่งกลอนเก่ง สามารถนำเรื่องญาณ ๑๖ มาเขียนแบบง่ายๆ เหมือนเป็นของง่าย

ถ้าคนไม่เคยผ่านสภาวะนั้นๆมาก่อน จะอ่านแล้วแยกไม่ออกเลยว่า นั่นคือ เรื่องที่นำมาแต่งขึ้น แต่ผู้เขียนไม่ได้ผ่านสภาวะมาเอง แค่ครูพักลักจำ นำมารวมๆกัน

บางคนตั้งตัวเป็นครูสอน ทั้งๆที่สภาวะไม่รู้อะไรเลย อาศัยมีสัญญาเก่าหรือของเก่าติดตัวมาเยอะ แล้วอ่านตำราประกอบ แต่ปฏิบัติจริงๆแล้ว ทำไม่ได้เลย ไม่ได้จริงๆ มีสมาธิยังไม่รู้เลยว่านั่นคือ สมาธิ ยอมรับนะคนเหล่านี้เก่งจริงๆ

คนเหล่านี้เป็นคนปัญญาดี ความจำดี แต่สิ่งเหล่านี้ มีทั้งคุณและโทษ ตราบใดที่ยังมองไม่เห็นกิเลสในจิตของตัวเอง ความอยากที่แฝงอยู่ ตราบนั้นได้แต่ลูบคลำสภาวะ แต่ไม่ได้รู้เห็นตามความเป็นจริงแต่อย่างใด หลุมพรางของกิเลสนั้นมีเยอะ ตั้งแต่หยาบๆจนกระทั่งละเอียดแบบชนิดคาดเดาไม่ได้เลยว่าจะมาแบบไหน

ส่วนผู้ใดอ่านแล้วเชื่อ นั่นคือ เหตุที่ทำมาร่วมกัน ที่ไม่เชื่อ เพราะไม่ได้สร้างเหตุมาร่วมกัน สิ่งที่เขาเหล่านั้นทำลงไป นั่นคือเหตุของเขา หน้าที่เราเงียบสงบ ทำหน้าที่ของเราต่อไป คือ เจริญสติ

เดี๋ยวนี้การยึดติดของเราลดน้อยลงไปเรื่อยๆ แค่ดู แค่รู้ได้มากขึ้น สภาวะตอกย้ำตลอดเวลา นั่นเหตุของคนอื่นๆ ทำอย่างไร ย่อมรับผลเช่นนั้น ไม่ต้องไปคิดแทนใครๆว่าจะหลงทาง ว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็คือเหตุของเขา เราไปคิดแทนหรือไปทำแทนใครๆไม่ได้ เหตุของใคร คนนั้นรับผล ใครทำ คนนั้นรับตามความเป็นจริง

หน้าที่เราดับเหตุทั้งปวงที่ตัวเอง เหตุข้างนอก ของใครของคนนั้น ขนาดพระพุทธเจ้ายังทรงช่วยคนทั้งหมดไม่ได้ ยังทรงปล่อยวาง แล้วเรานั้นเป็นใครล่ะ จะเก่งกว่าพระพุทธเจ้าไปได้ยังไง นี่แหละอีกหนึ่งโง่

แรกๆจิตจะคิดพิจรณาแบบนี้ตลอด ทุกๆครั้งที่เกิดการกระทบ แต่ตอนนี้ แทบจะไม่ต้องคิด มันกระทบแล้วดับไวมากขึ้น อ่านสิ่งต่างๆแล้วนึกถึงการกระทำที่เคยทำไว้ในอดีต เขา,เราล้วนไม่แตกต่างกันเลย ต้องโง่ก่อนที่จะรู้

เพียงแต่จะรู้หรือยังว่าตัวเองนั้นกำลังทำอะไรที่โง่ๆอยู่ ทำตามคำสั่งของกิเลส กิเลสขี่เหนือหัว สั่งให้ทำอะไรก็ทำ เพื่อตอบสนองความอยากที่อยากแสดง ที่อยากมี อยากได้ อยากเป็น ยิ่งอยากที่เป็นกุศล กิเลสยิ่งเนียนมากๆ

สภาวะจิตออกจากาย

ครั้งแรกที่เกิดสภาวะนี้ ตอนนั้นปฏิบัติกับอาจารย์ที่เป็นฆราวาส เรามันพวกสมาธิเยอะ ช่วงนั้นปฏิบัติติดต่อกันประมาณ ๑ ปี เรากำลังนอนพักที่ห้องพัก จับท้องพองยุบ แล้วเห็นตัวเองลอยขึ้นมาจากร่างที่นอนอยู่

ตอนนั้นรู้สึกกลัวมากๆ กลัวตาย กลัวว่าจะกลับเข้าร่างตัวเองไม่ได้ พอเกิดความรู้สึกกลัว จิตกลับเข้าร่างทันที เราได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้อาจารย์ฟัง อาจารย์บอกว่า ครั้งต่อไปไม่ต้องกลัว มันเป็นเรื่องปกติที่จะต้องเจอ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ตัวอาจารย์ ครั้งแรกที่จิตออกจากร่าง ร่างที่หลุดออกไปกระเด้งกระดอนไปมา เพราะยังควบคุมไม่เป็น พออกกจากร่างได้บ่อยๆ จะควบคุมตัวเองได้ แต่เราไม่เอาแล้ว ตอนนั้นกลัวมากๆ

ครั้งที่ ๒ ช่วงกลับมาจากปฏิบัติที่วัดอัมพวัน ๗ วัน ตอนนั้นกำลังนอนอยู่ เห็นคนเข้ามาทางหลังบ้าน มีหลายชาติ หลายภาษา มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เขาพูดภาษาเขา แต่เราฟังรู้เรื่องโดยไม่ต้องให้ใครมาแปลให้ฟัง เขามาขอบคุณเรา

ที่เราแผ่เมตตา กรวดน้ำให้มาตลอด เขาได้รับกัน ด้วยความสงสัยในช่วงนั้น เราเดินตามเขาไป เพื่อจะดูว่าเขาเข้าบ้านมาได้ยังไง ตอนนั้นยังไม่รู้ว่านั่นคือ วิญญาณ เราเห็นร่างเรานอนอยู่ แต่ตอนนั้นกลับไม่รู้สึกกลัว เพราะความสงสัยมีมากกว่า

เราเห็นคนเหล่านั้นหายไปในห้องน้ำ เข้าไปดู ไม่เจอใครเลย เลยรู้ว่า ที่เห็นนั้นคือวิญญาณ พอรู้อย่างนั้น ก็รู้สึกตัว

ครั้งที่ ๓ เกิดที่ห้องทำงาน ตอนผ่านมิติหนึ่งไปยังอีกมิติหนึ่ง ซึ่งมีผู้รู้ในเรื่องสภาวะตรงนี้เล่าให้ฟังว่า ถ้าเรากลับมาเข้าร่างตัวเองไม่ได้ นั่นคือ ทิ้งร่างไว้ทางนี้ เหตุที่เรากลับมารู้ที่กายได้ เนื่องจากเราได้ยินเสียงคนมาเรียกเรา เราจึงรู้สึกตัว

ครั้งที่ ๔ นั่งที่โซฟา แล้วจิตออกจากร่าง มายืนมองร่างตัวเอง เห็นตัวเองนั่งหัวเอียงไปข้างหนึ่ง เหมือนคนตาย ครั้งนี้ตกใจ กลับมารู้ที่กาย และรู้สึกตัว

ครั้งที่ ๕ เกิดเมื่อไม่นานนี้ เห็นแบบเดิม คือเห็นร่างตัวเอง แล้วตกใจอีก กลัวเข้าร่างไม่ได้

ครั้งที่ ๖ เกิดต่อเนื่อง ครั้งนี้ เดินออกไปนอกห้อง เหมือนคนไร้น้ำหนัก เดินแล้วกลิ้ง ควบคุมตัวเองไม่ได้ เห็นคนนั่งกินข้าวในห้องสมุดที่อยู่ด้านข้างๆ เห็นแค่นั้น เลยรู้ว่า ออกมานอกกายอีกแล้ว ก็รู้สึกตัวทันที

สภาวะครั้งก่อนๆ เกิดห่างกันมากๆ แต่ ๒ ครั้งหลังนี้ เกิดติดต่อกัน ระยะเวลาทิ้งช่วงจากกันนิดเดียว

สภาวะให้เราเรียนรู้ทุกๆเรื่อง โดยที่เราไม่ได้อยากรู้อะไรเลย แต่ต้องเรียน เพื่อให้คนที่พบเจอสภาวะแบบนี้จะได้ไม่หลงทางกัน มันเป็นเพียงแค่สภาวะเท่านั้นเอง จิตเราไม่มีกระเพื่อม ไม่ได้มีความอยากอะไร มันแค่รู้ ความกลัวไม่มีในตอนนี้

แต่สภาวะจิตส่วนลึกยังไม่รู้ว่าไม่กลัวจริงหรือไม่ ต้องดูตอนที่สภาวะเกิดขึ้นจริงๆ ตรงนั้นแหละคือคำตอบของสภาวะจิตที่แท้จริง จิตนี่ช่างลึกลับยิ่งนัก มีอะไรให้เรียนรู้ตลอดเวลา คุณครูกิเลสคอยตามจี้ อยู่ที่ว่าสติดูทันไหมเท่านั้นเอง

จิตออกจากร่าง

วันนี้ขณะที่กำลังกำหนดนั่งที่โซฟา มีสภาวะหนึ่งที่ทำให้ตกใจ คือ เกิดสภาวะเดิมๆอีกแล้ว เห็นตัวเองนั่งบนโซฟา แต่ลักษณะเหมือนคนตาย โดยเรานั้นยืนมองอยู่ด้านนอก

เกิดความตกใจกำหนดว่า สติหนอๆๆๆๆ จึงกลับมารู้ที่กายที่นั่งอยู่ได้ สภาวะนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้งแล้วที่ห้องทำงานนี้ ที่โซฟาตัวนี้ มักจะเห็นว่า ตัวเองออกมายืนมองร่างของตัวเองเสมอ น่ากลัวชะมัด เหมือนมีแต่ร่างเปล่าๆ เหมือนคนตาย

พักนี้ยิ่งมีความรู้สึกบ่อยๆว่าตัวเองจะต้องตาย เมื่อมาเจอสภาวะแบบนี้เลยตกใจ ยอมรับว่าตกใจนะ จิตจะกำหนดเองทันที สติหนอๆๆๆๆ

พอนั่งต่อ เห็นตัวเองเดินออกไปนอกห้อง เห็นสภาพอีกห้องที่เขานั่งกินข้าวกันอยู่ มองเห็นภาพนั้นชัดแจ๋ว ก็รู้กลับมาที่กายได้ทัน

มันเป็นการส่งจิตออกนอก มีแต่จะเป็นเหตุของกิเลสเข้าแทรกได้ ดีที่ว่าสติทัน เลยกลับมารู้ที่กายเองได้โดยไม่ต้องกำหนดอย่างใด

แผ่เมตตา,กรวดน้ำ

เดี๋ยวนี้เวลาแผ่เมตตา,กรวดน้ำ จิตจะเป็นสมาธิต่อเนื่อง รู้สึกเย็นไปทั้งร่างจนกรวดน้ำเสร็จ

สภาวะแบบนี้ ถ้าคนที่ชอบเล่นทางอภินิหารของจิต สมาธิระดับนี้เป็นสิ่งที่ต้องการ เคยอ่านเจอในตำราที่เขียนไว้ว่า ถ้าขณะที่แผ่เมตตา กรวดน้ำแล้วรู้สึกเย็นไปทั้งตัว สามารถอธิษฐานอยากรู้เห็นอะไร จะสามารถรู้เห็นในสิ่งที่ต้องการได้

ส่วนเราเองเฉยๆนะ ไม่สนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เราปฏิบัติเพื่อมุ่งดับที่เหตุ ตัวต้นเหตุของการเกิดทั้งปวง การไปรู้นอกตัวเช่นนั้น เราจึงไม่สนใจ

สมาธิกับธรรมชาติ

สภาวะของสมาธินับวันปกติมากๆ เหมือนการใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องไปเจาะจงสร้างสมาธิให้เกิดขึ้นเหมือนก่อนๆ แต่สมาธิจะเกิดเอง เป็นเองทุกลมหายใจเข้าออก เพียงแต่กำลังของสมาธิแต่ละช่วงไม่เท่ากัน คือ มีกำลังแนบแน่นไม่แน่นอน แล้วแต่จะเกิด

พฤศจิกายน 2019
พฤ อา
« ก.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: