สะอุปาทิเสสะนิพพาน และ อะนุปาทิเสสะนิพพาน

ปริยัติ

ไม่เคยใส่ใจเรื่องเวลา วันนี้จิตคิดพิจรณาเรื่องคำเรียกของสภาวะนิพพาน คือรู้อยู่แล้วว่ามี แต่ตอนนั้น ที่เขียนเรื่องนิพพาน ยังไม่รู้ว่า มีคำเรียกว่าอะไร

เคยอ่านเจอคำว่า สะอุปาทิเสสะนิพพาน และ อะนุปาทิเสสะนิพพาน ก็เคยคิดนะ ว่าต้องมีสภาวะประกอบอยู่ อย่างแน่นอน เพียงแต่ ได้แค่อ่าน แค่ดูตามที่เขานำมาสนทนากัน

สภาวะนิพพาน รู้แล้วจบ แต่คำเรียก หรือรายละเอียดที่นำมาอธิบาย ให้เห็นเป็นรูปธรรม หรือที่เรียกว่า ปริยัติ จะค่อยๆรู้

อย่างที่เคยพูดไว้บ้างแล้ว เหมือนกับการต่อจิ๊กซอ ขึ้นอยู่กับกำลังสมาธิและกำลังสติ ณ ขณะนั้นๆ โดยเป็นสภาวะจิตคิดพิจรณาขึ้นเอง ไม่ใช่เรานำมาคิดเอง

ไม่เคยคิดนะ เพราะรู้คำตอบดีว่า ไม่ต้องไปคิดหรอก ถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม เดี๋ยวรู้เอง แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

คำว่า สะอุปาทิเสสะนิพพาน และ อะนุปาทิเสสะนิพพาน มาจากไหน ก็มาจาก สภาวะนิพพาน ที่หมายถึง ความดับภพ ไม่ใช่หมายถึง ความสิ้นกิเลส

จะค่อยๆรู้นะ ซึ่งจะรู้จากตำราก่อนว่า นิพพาน คือ ความสิ้นกิเลส ซึ่งได้เคยเขียนใส่ลงในบล็อก ถ้าจำไม่ผิด แต่จำไม่ได้ว่าปีไหน

ทุกสรรพสิ่ง ล้วนมีที่มาที่ไป

โฆษณา

สภาวะนิพพาน

การแจ้งสภาวะนิพพานตามความเป็นจริง แจ้งในสภาวะโสดาปัตติผล ไม่ใช่อรหัตตผล ตามที่ได้ยินได้ฟังกันมา

หากสนใจ อ่านตรงนี้ เพียงแต่ ที่เขียนทิ้งไว้ ยังเขียนรายละเอียดไม่หมด

http://walaiblog.blogspot.com/

๕ กย.๕๕(โยนิโสมนสิการ)

๕ กย.๕๕(โยนิโสมนสิการ)

ทำตามสภาวะ

คำ “โยนิโสมนสิการ” นั้นประกอบด้วยคำสองคำ คือ

โยนิ แปลว่า เหตุ

มนสิการ หมายถึง การทำ(อารมณ์)ในใจ
ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น รู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น กระทำไว้ในใจ

ปัจจุบัน คือ สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ ในชีวิต

ผัสสะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น

ปัจจุบัน กับ ผัสสะ ตัวเดียวกัน

ปัจจุบัน เป็น ผลอดีต หมายถึง เหตุที่กระทำไว้ ในอดีต ส่งผลมาให้ได้รับ คือ เหตุ หรือสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ ได้แก่ ความรู้สึกยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้น โดยมีผัสสะเป็นเหตุปัจจัย

เป็นเหตุของอนาคต หมายถึง เหตุหรือสิ่งที่กระทำ (การสร้างเหตุทางมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ตามความรู้สึกยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้น) ณ ปัจจุบัน เป็น เหตุ หรือสิ่งที่เกิดขึ้น ให้ได้รับผลใน อนาคต

“รูปํ ภิกฺขเว โยนิโส มนสิกโรถ รูปานิจฺจญฺจ ยถาภูตํ สมนุปสฺสถ”

แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอจงเป็นผู้มีโยนิโสมนสิการ ตั้งสติกำหนดที่รูป ถ้ามีสมาธิแล้ว รูปนั้นนั้น อนิจจังก็ดี ทุกขังก็ดี อนัตตาก็ดี ย่อมเห็นได้ชัดเจนอย่างแน่นอน

“เธอจงเป็นผู้มีโยนิโสมนสิการ” เธอจงเป็นผู้ดูเหตุ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง

“ตั้งสติกำหนดที่รูป” กำหนดรู้ (สติ) ลงไปในสิ่งที่เกิดขึ้น

“ถ้ามีสมาธิแล้ว” จิตเป็นสมาธิแล้ว (สติ+สัมปชัญญะ = สมาธิ)

“รูปนั้นนั้น อนิจจังก็ดี ทุกขังก็ดี อนัตตาก็ดี ย่อมเห็นได้ชัดเจนอย่างแน่นอน”

เห็นตามความเป็นจริง (สัมมาทิฏฐิ) ปราศจากความมีอัตตาตัวตนหรือความคิดเห็นของตน ถูก ผิด ใช่ ไม่ใช่ ดี ชั่ว กุศล อกุศล ฯลฯ ได้แก่ อุปทานที่มีอยู่ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะที่กำลังเกิดขึ้น

สภาวะ คือ ภิกษุทั้งหลาย จงดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น(โยนิ-เหตุ/สิ่งที่เกิดขึ้น/รูป) ได้แก่ ผัสสะ (สิ่งที่มากระทบ) คือ สิ่งที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

ถ้ามีสมาธิแล้ว รูปนั้นนั้น อนิจจังก็ดี ทุกขังก็ดี อนัตตาก็ดี ย่อมเห็นได้ชัดเจนอย่างแน่นอน

สัมมาสติ

ย่อมเห็นสภาวะของสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง (รู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม)

ไตรลักษณ์

อนิจจัง ไม่เที่ยง เพราะ สิ่งที่เกิดขึ้นแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นมาใหม่

ทุกข์ เพราะ อุปทาน

อนัตตา เพราะ ไม่อยู่ใต้การบังคับบัญชาของสิ่งใด ปราศจากเรา เขา ตัวตน คน สัตว์
เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ

เห็นอนิจจัง ย่อมเห็นทุกขัง ย่อมเห็นอนัตตา

เห็นทุกขัง ย่อมเห็นอนิจจัง ย่อมเห็นอนัตตา

เห็นอนัตตา ย่อมเห็นอนิจจัง

คือ เห็นสภาวะใดสภาวะหนึ่ง ย่อมเห็นสภาวะทั้งหมด

อินทรีย์สังวร ได้แก่ ศิล

การไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

สมาธิ ได้แก่ จิตตสมาธิ

ปัญญา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ

สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา

นิพพาน

นิพพาน คือ ความดับภพ ดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

การกระทำเช่นนี้ ยังไม่อาจตัดภพชาติในวัฏฏสงสารให้ดับขาดทีเดียวได้หมด

ได้แค่ดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน แต่เป็นปัจจัยให้ ภพชาติการเกิดเวียนว่ายในสังสารวัฏ สั้นลง(น้อยลง)

การเจริญอิทธิบาทภาวนา เป็นฝ่ายสมถะ ในสติปัฏฐาน ๔

สัมมาสมาธิ เป็นฝ่ายวิปัสสนา  ที่นำมาเรียกว่า วิปัสสนา วิปัสสนาญาณ ญาณ ๑๖

ไม่ใช่ที่มีปรากฏอยู่ในพระะรรมคำสอน ที่ว่าด้วย สมถะ-วิปัสสนา

สัมมาสมาธิ

เกิดจากการปรับอินทรีย์ ระหว่าง สมาธิกับสติ ให้เกิดความสมดุลย์ เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

เป็นเหตุให้ รู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม

ลักษณะอาการหรือสภาวะที่เกิดขึ้น

มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิ เป็นลักษณะ

มีการเห็นตามความเป็นจริงเป็นรส (รู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม)

มีความสมดุลย์ระหว่างสมาธิกับสติ เป็นปัจจุปัฏฐาน (เหตุการทำให้เกิดสัมมาสมาธิ)

มีสัมปชัญญะ เป็นปทัฏฐาน (เหตุของการเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิ)

โยนิโสมนสิการ

ดูและรู้ตามความเป็นจริง ขณะจิตเป็นสมาธิ

ดูและรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

สัมมาทิฏฐิ/สุญญคาร

สภาวะญาณต่างๆ(ญาณ ๑๖) เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นเป็นปกติในสัมมาสมาธิ

นับตั้งแต่นามรูปริจเฉทญาณ จนถึงปัจจเวกขณญาณ ซึ่งเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยของสภาวะสัมมาสมาธิ

เป็นเพียงสักแต่ว่า กิริยาหรือสภาวะที่มีเกิดขึ้นในสัมมาสมาธิ เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่การรู้เห็นวิเศษอย่างใด

เหตุจากความไม่รู้ที่มีอยู่ เป็นเหตุที่มาของวิปัสสนูปกิเลส

ไตรลักษณ์

อนิจจัง ไม่เที่ยง เพราะ สภาวะที่เกิดขึ้นแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

ทุกข์ เพราะ อุปทาน

อนัตตา เพราะ ไม่อยู่ใต้การบังคับบัญชาของสิ่งใด ปราศจากเรา เขา ตัวตน คน สัตว์ เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ

เห็นอนิจจัง ย่อมเห็นทุกขัง ย่อมเห็นอนัตตา

เห็นทุกขัง ย่อมเห็นอนิจจัง ย่อมเห็นอนัตตา

เห็นอนัตตา ย่อมเห็นอนิจจัง

คือ เห็นสภาวะใดสภาวะหนึ่ง ย่อมเห็นสภาวะทั้งหมด

ไตรลักษณ์ เป็นส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยของสภาวะ

จนกว่าจะเกิดสภาวะสมุจเฉทประหาณ ที่เกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัยของพละ ๕ ไม่สามารถตั้งใจทำให้เกิดขึ้นเองได้

อนุสัยกิเลสหรือสังโยชน์ จะถูกทำลายในสภาวะสัมมาสมาธิเท่านั้น

นิพพาน คือ ความดับภพ ได้แก่ ดับเหตุของการเกิดภพชาติในวัฏฏสงสาร(อนุสัยกิเลสหรือสังโยชน์ ๑๐)

นิพพาน-ผล

การเห็นอริยสัจ ๔ ( สัจจานุโลมิกญาณ ) เป็นเพียงแค่มรรค ยังไม่ใช่ผล จะเกิดปัจจเวกขณญาณ ทบทวนสภาวะกิเลสที่เหลืออยู่ และที่สำคัญที่สุด ต้องแจ้งสภาวะของนิพพาน โดยตัวสภาวะจริงๆ จึงจะเรียกว่า ผล

จึงเป็นที่มาของคำว่า โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล

การเห็นอริยสัจจ์ในครั้งแรก ไม่ว่าจะเห็นโดยสุตตะ จินตะ หรือาภาวนา ( ญาณ ๑๖ ตั้งแต่อุทยัพพยญาณเป็นต้นไป )

ผู้ที่เห็นอริสัจจ์ครั้งแรก จะมีสภาวะเหมือนๆกันหมด คือ เจอตัวโมหะ แต่ไม่รู้ว่าเจอ หลงกิเลสแต่ไม่รู้ว่าหลง หลงว่าได้อะไร เป็นอะไร เพราะความหลงที่ยังมีอยู่ จึงกลายเป็นการสร้างเหตุไปไปด้วยความไม่รู้

เพราะความหลง จึงเป็นที่มาของโสดาบัน ๓ ประเภท อุลลปนาธิปายโสดาบัน ๑ อธิมานิกโสดา ๑ อริยโสดาบัน ๑

สภาวะของผู้ที่เห็นอริยสัจจ์

จะมีสภาวะมุ่งดับที่เหตุหรือกิเลสของตน คือ มีนิพพานเป็นอารมณ์ แต่ถ้าไม่รู้ปริยัติ จะไม่รู้เลยว่า สิ่งที่ตนมุ่งทำอยู่นั้น เรียกว่ามีนิพพานเป็นอารมณ์

แม้กระทั่ง ผู้ที่รู้ปริยัติ ก็ไม่แน่ว่าจะรู้จักสภาวะของการมีนิพพานเป็นอารมณ์หรือเปล่า

ในแนวทางปฏิบัติ

ผู้ที่เกิดปัจจเวกขณญาณ สภาวะจะไม่มีตกต่ำไปกว่าอุทยัพพยญาณ จะมีสภาวะเป็นปรมัตถ์ตลอดไป เรียกว่า จิตเป็นสมาธิเนืองๆ รู้ชัดอยู่ในกายและจิตได้ดีทุกอิริยาบท ผ่านญาณแต่ละญาณจะเห็นแต่ไตรลักษณ์

เห็นความเบื่อหน่ายในธาตุขันธ์ เห็นโทษของการเกิด เห็นการเกิดคือความโง่ ความประมาทที่มีอยู่ ทำให้การเกิดเป็นของที่น่ากลัว การกระทำจึงมุ่งดับเหตุที่ตนเอง เลิกเพ่งโทษผู้อื่น

ส่วนจะเกิดปัจจเวกนานขนาดไหนนั้น ขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำมา เห็นแต่ไตรลักษณ์ตลอด จนจิตเกิดการปล่อยวางโดยไม่ต้องคิดปล่อยวาง อะไรกระทบมาก็แค่ดู แค่รู้

เมื่อจิตวางอุเบกขาลงไปได้ เรียกว่าไม่มีกิเลสเข้ามาแทรก จะเห็นตามความเป็นจริงของสภาวะที่ติดข้องอยู่ หลงกิเลสในบัญญัติ เมื่อเห็นกิเลสตัวนี้ได้ จิตจะปล่อยวางในสิ่งที่คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร จิตกลับมาเป็นปกติแค่ดู แค่รู้อยู่อย่างนั้น

แล้วพอแจ้งในสภาวะของนิพพาน ทุกๆสภาวะที่ค้างคาใจ หรือมีคำถามที่คิดไว้อยู่ในใจ จะได้รับคำตอบทุกๆคำตอบ เรียกว่า ปิดข้อโต้แย้งได้หมดโดยตัวของสภาวะเอง

สภาวะแรกของการเห็นแจ้งในพระนิพพาน

เมื่อแจ้งในพระนิพพาน สภาวะแรกที่เจอคือ จิตเบิกบาน โล่ง เบาสบาย มีตัวรู้หรือตัวปัญญาเกิดขึ้นมากมาย ไหลออกมาดั่งสายน้ำ พุ่งออกมาพรวดๆๆๆๆ ครั้งนี้ไม่ต้องจดบันทึกแต่อย่างใด เพราะเป็นการทบทวนสภาวะทั้งหมดให้รู้ละเอียดมากขึ้น

ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน หรืออิริยาบทย่อยอื่นๆ จิตเป็นสมาธิได้ตลอด รู้ชัดในกายได้ดี เห็นจิตได้ชัดแจ่มแจ้งกว่าเมื่อก่อน กิเลสนี่ชัดแจ๋วกว่าเมื่อก่อน เห็นได้ชัด ย่อมดับได้ไว

ขอแก้ไขสภาวะนิพพาน

เมื่อไม่มีความยึดมั่นถือมั่น กิเลสย่อมไม่เกิด เมื่อไม่มีกิเลสเกิดขึ้น ย่อมได้ชื่อว่า นิพพาน หรือหมายถึงความดับของกิเลสที่เกิดขึ้นจากจิตไปขณะนั้นนั่นเอง

แต่โดยสภาวะที่แท้จริงของนิพพาน หมายถึง ความดับภพ ไม่ได้หมายถึงความเป็นอนัตตาแต่อย่างใด

นิพพานไม่ได้เป็นทั้งอัตตาและอนัตตา แต่เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นจาก การหยุดสร้างเหตุ  ที่เกิดจากกิเลสภายในเป็นเหตุ

เจอแล้ว https://walailoo2010.wordpress.com/2009/11/16/%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a0%e0%b8%b0-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%99/

กันยายน 2019
พฤ อา
« ส.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: