สภาวะปรมัตถ์

สภาวะปรมัตถ์ หมายถึง สภาวะที่ไม่ต้องใช้อารมณ์บัญญัติ เข้ามากำหนด

เช่น พองหนอ ยุบหนอ พุทโธ สัมมาอรหัง นะมะพะทะฯลฯ ใช้ภาวนา เพื่อให้จิตตั้งมั่นหรือ เป็นสมาธิ

สภาวะปรมัตถ์ เพียงแค่รู้ รู้กาย จิตสามารถตั้งมั่นหรือเป็นสมาธิ ได้ทันที

เวลาเดินจงกรม ไม่ต้องใช้อารมณ์บัญญัติมากำหนด เช่น ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ มากำหนด เพียงแค่เดิน เดินก็รู้ว่าเดิน รู้เท้าที่กำลังก้าวย่าง จิตเป็นสมาธิทันที

เมื่อมีสภาวะดังนี้แล้ว สภาวะต่างๆ จะรู้ชัดรายละเอียดภายในกาย ได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้นกับกาย รู้ชัดตามชีพจรต่างๆ ที่กำลังเต้นอยู่ เช่น ที่ก้นเวลานั่ง ที่หลังเวลานอน ได้ยินเสียงหัวใจเต้น เหมือนหัวใจแนบอยู่ที่หู ได้ยินเนืองๆ แม้ว่าไม่ได้ทำสมาธิอยู่ ที่แขน ที่ขา

เวทนา รู้ชัดในเวทนาที่เกิดขึ้น กำลังเกิด ขณะที่เกิด และดับหายไป บางครั้งอาจจะรู้สึกซ่าๆ ที่ปลายเท้า

จิต รู้ชัดในกิเลสที่เกิดขึ้น ถึงแม้ไม่มีผัสสะจากภายนอก เป็นเหตุปัจจัย

ธรรมหรือธรรมารมณ์ รู้ชัดในความคิดที่เกิดขึ้น ถึงจะเกิดมากก็ตาม ไม่มีความรำคาญหรือทำให้เกิดความฟุ้งซ่านแต่อย่างใด

คำว่า ฟุ้งซ่าน หมายถึง ความคิดที่เกิดขึ้นมากมาย และทำให้รู้สึกรำคาญ

ผู้ที่มีสภาวะปรมัตถ์หรือสภาวะสัมมาสมาธิหรือสภาวะวิปัสสนา เกิดขึ้นแล้ว จะพบเจอสภาวะเหล่านี้ทั้งหมด เหมือนๆกัน

ส่วนจะรู้ชัดในสภาวะต่างๆนั้น ได้มากน้อยแค่ไหน แล้วแต่เหตุปัจจัย

Advertisements

สภาวะปรมัตถ์(๑๔ พค.๕๖)

สภาวะปรมัตถ์ หมายถึง สภาวะที่ไม่ต้องใช้อารมณ์บัญญัติ เข้ามากำหนด

เช่น พองหนอ ยุบหนอ พุทโธ สัมมาอรหัง นะมะพะทะฯลฯ ใช้ภาวนา เพื่อให้จิตตั้งมั่นหรือ เป็นสมาธิ

สภาวะปรมัตถ์ เพียงแค่รู้ รู้กาย จิตสามารถตั้งมั่นหรือเป็นสมาธิ ได้ทันที

เวลาเดินจงกรม ไม่ต้องใช้อารมณ์บัญญัติมากำหนด เช่น ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ มากำหนด เพียงแค่เดิน เดินก็รู้ว่าเดิน รู้เท้าที่กำลังก้าวย่าง จิตเป็นสมาธิทันที

เมื่อมีสภาวะดังนี้แล้ว สภาวะต่างๆ จะรู้ชัดรายละเอียดภายในกาย ได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้นกับกาย รู้ชัดตามชีพจรต่างๆ ที่กำลังเต้นอยู่ เช่น ที่ก้นเวลานั่ง ที่หลังเวลานอน ได้ยินเสียงหัวใจเต้น เหมือนหัวใจแนบอยู่ที่หู ได้ยินเนืองๆ แม้ว่าไม่ได้ทำสมาธิอยู่ ที่แขน ที่ขา

เวทนา รู้ชัดในเวทนาที่เกิดขึ้น กำลังเกิด ขณะที่เกิด และดับหายไป บางครั้งอาจจะรู้สึกซ่าๆ ที่ปลายเท้า

จิต รู้ชัดในกิเลสที่เกิดขึ้น ถึงแม้ไม่มีผัสสะจากภายนอก เป็นเหตุปัจจัย

ธรรมหรือธรรมารมณ์ รู้ชัดในความคิดที่เกิดขึ้น ถึงจะเกิดมากก็ตาม ไม่มีความรำคาญหรือทำให้เกิดความฟุ้งซ่านแต่อย่างใด

คำว่า ฟุ้งซ่าน หมายถึง ความคิดที่เกิดขึ้นมากมาย และทำให้รู้สึกรำคาญ

ผู้ที่มีสภาวะปรมัตถ์หรือสภาวะสัมมาสมาธิหรือสภาวะวิปัสสนา เกิดขึ้นแล้ว จะพบเจอสภาวะเหล่านี้ทั้งหมด เหมือนๆกัน

ส่วนจะรู้ชัดในสภาวะต่างๆนั้น ได้มากน้อยแค่ไหน แล้วแต่เหตุปัจจัย

 

ไม่สามารถคัดง้างได้

สิ่งใด ที่เกิดขึ้น ขณะจิตคิดพิจรณา รู้ดีว่า เป็นเพียง สัญญา จะเขียนๆออกมาเรื่อยๆ จะรู้ว่า สัญญาไหนใช้ได้ ต้องเทียบกับพุทธวจนะ หากไม่ตรงกับพุทธวจนะ ยังไม่เจาะจงลงไป ต้องตรงจริงๆ ไม่สามารถคัดง้างได้

เพราะไม่อยากสร้างเหตุของการทำสัทธรรมปฏิรูป เพราะเมื่อทำให้ ผู้อื่นสำคัญผิด หมายถึง บุคคลที่มีเหตุร่วมกัน จึงมาเชื่อกัน

เมื่อสร้างเหตุให้ผู้อื่นสำคัญผิด ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม เหตุมี ผลย่อมมี ย่อมเป็นเหตุให้ กิเลสบดบังสภาวะ สภาวะการเห็นตามความเป็นจริง ย่อมไม่ชัดเจนเช่นกัน

ฉะนั้น เมื่อมีคนมาถามว่า หนังสือที่เขียนไว้ เสร็จหรือยัง
จะบอกทุกครั้งว่า ยังไม่เสร็จ

เขาถามว่า เสร็จเมื่อไหร่

ตอบว่า ยังไม่รู้นะ ถ้าเขียนไม่เสร็จ แต่ตายไปก่อน ก็หาอ่าเองในบล็อก ที่มีเขียนไว้ ให้อ่านตามหมวด อยากรู้เรื่องไหน อ่านหมวดนั้น คือ รู้แค่ไหน เขียนไว้แค่นั้น

กรกฎาคม 2018
พฤ อา
« พ.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: