โคตระภูญาณ

สภาวะสมุจเฉทประหาน มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โคตระภูญาณ

 

ปากทางเข้าถ้ำ 
สภาวะนี้ จะเจอตอนที่ วลัยพรเขียนไว้ว่า ตายแล้วเกิดทันที เหมือนคลอดออกจากท้องแม่ แต่ไม่ต้องอาศัยคลอดจากท้องแม่ คือ

ต้องเจอสภาวะความตาย ขณะที่จิตเป็นสมาธิอยู่นี่แหละ จะรู้ชัดในสภาวะความตาย ตั้งแต่แรกเริ่มขาดอากาศหายใจ ำลังจะหมดลมหายใจ

แรกๆดิ้นรน ตะเกียกตะกาย เพราะหายใจไม่ออก

สภาวะนี้ เป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก ประจวบกับ ไม่มีห่วง ไม่มีอาลัย ในชีวิต จิตเกิดการปล่อยวาง เลิกดิ้นรน ตายก้ตาย

มีสติรู้อยู่ ปล่อยทุกอย่างทิ้งหมด พอปล่อยปั๊บ จะมีอาการเหมือนถูกดูดเข้าไปทันที มีแรงดูด ที่แรงมาก

จึงเปรียบเสมือน เหมือนตายแล้ว เกิดทันที มีแรงดูดมากมายมหาศาล ดูดเข้าไป

นี่แหละ สิ่งที่เรียกว่า “รู” ตามคำบอกเล่าของหลวงพ่อเยื้อน

สภาวะนี้ “สภาวะความตาย” เป็นลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ มีเกิดขึ้นเฉพาะในสัมมาสมาธิเท่านั้น มีชื่อเรียกว่า โคตระภูญาณ
10365948_749535668419489_4519154480165733809_n

โฆษณา

สภาวะความตาย

สภาวะความตาย เวลาที่ผู้ปฏิบัติเจอ เจอเหมือนกันหมด บางคนผ่านสภาวะความตายได้ บางคนผ่านไม่ได้ คือ เจอ แต่ผ่านไม่ได้

ตัวอย่าง ผู้ที่ผ่านสภาวะความตาย เจอเหมือนที่วลัยพรเคยเจอ ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น เหมือนกันทุกอย่าง   และหลังผ่านสภาวะนั้นมาแล้ว จะเหมือนกันคือ สภาวะที่วลัยพรเรียกว่า สภาวะหุ่นยนต์

สภาวะความตาย ที่ผู้ปฏิบัติ ต้องเจอเหมือนกันหมดทุกคน เกิดจาก การทำความเพียรต่อเนื่อง เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม จะรู้สึก สัมผัสได้ด้วยตนเอง บางคนมีเสียงเตือนล่วงหน้า บางคนรู้สึกล่วงหน้าว่า จะต้องตาย
หลังผ่านสภาวะนั้นมาแล้ว จะเหมือนกันคือ สภาวะที่วลัยพรเรียกว่า สภาวะหุ่นยนต์ หากไม่รู้ชัดในสภาวะหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นสภาวะของ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ทำให้หลงสภาวะ คิดว่า เป็นสภาวะของพระอรหันต์

คือ อะไรกระทบมา มันกระเด้งออกไปหมด ความรู้สึกทุกอย่างว่างเปล่า เวลาพูดคุย เหมือนไม่ใช่ตัวเองคุย แต่เป็นสภาวะจิตเกิดการตอบโต้ โดยอัตโนมัติ เพราะแบบนี้ จึงทำให้หลง

สภาวะความตายนี้ ไม่ตายจริง แต่เป็นสภาวะที่เรียกว่า สภาวะสมุจเฉทประหาน กิเลสที่เป็นสังโยชน์ จะถูกทำลายลง บางคนเรียกว่า สภาวะนิพพาน วลัยพรเอง ก็เรียกแบบนั้น

แต่โดยเนื้อแท้ของสภาวะคือ เป็นสภาวะสมุจเฉทประหาน ทุกคนเมื่อปฏิบัติต่อเนื่อง ถึงจุดๆหนึ่ง ต้องเจอสภาวะนี้เหมือนกันหมด บางคนเมื่อผ่านสภาวะความตายนี้มาแล้ว กำลังสมาธิที่มีอยู่ จึงเสื่อมหรือหายไปหมดสิ้น

บางคน เกิดครั้งเดียวและไม่เคยเกิดอีกเลย ก็คิดว่า ไม่มีแล้ว สังโยชน์มีตั้งเท่าไหร่ ต้องเกิดถึง ๓ ครั้งนะ เพียงแต่ จะผ่านไปได้ไหม เท่านั้นเอง

ในตำราของพม่า จะเขียนอธิบายในเชิงเปรียบเทียบว่า เหมือนสายฟ้าฟาด ขาดสะบั้นๆ จริงๆแล้ว ไม่ขาดสะบั้นหรอก เพราะ วิจิกิจฉายังมีอยู่ แต่ไม่รู้ว่ามี เพราะ ไม่สงสัยในนิพพาน ก็เลยคิดเอาเองว่า วิจิกิจฉาไม่มี ถูกทำลายหมดแล้ว แท้จริง ยังมีอยู่ เพียงแต่ ไม่รู้ว่ามี

เพราะ อธิบายสภาวะนิพพาน ที่ปฏิบัติให้เห็น เป็นรูปธรรมไม่ได้ คือ ไม่สามารถแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรม ที่สามารถ ปฏิบัติตามได้ มีแต่กล่าวไปตามปริยัติที่มีปรากฏอยู่

การที่ผ่านสภาวะความตายนี้มาแล้ว เหมือนกับได้เกิดใหม่ แต่เป็นการเกิดที่ เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้ การเกิดเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร สั้นลง

คือ อาจจะเกิดอีก แต่การเกิด สั้นลง อาจจะไปเกิดข้างบน หรือ อาจจะเกิดเป็นมนุษย์ หรือ อาจจะกระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ในชาตินี้(พระอรหันต์)

บางคน อาจจะมีสภาวะสัญญาเกิดขึ้น รู้แจ้งใน สภาวะนิพพาน สภาวะปฏิจจสมุปบาท สภาวะโยนิโสมนสิการ(ไม่ใช่ที่นำมาพูดๆสอน กันในทุกวันนี้ แต่มีส่วนคล้ายคลึงนิดหน่อย แต่ไม่ตรงกับสภาวะ)

แต่บางคน เป็นปัจจัตตัง รู้เฉพาะตน สอนคนอื่นไม่ได้ หรือ แนะนำคนอื่น ที่มีการใช้คำบริกรรมอื่นๆ ที่แตกต่างจากตนไม่ได้ จะแนะนำได้เฉพาะในแบบ ที่ตนเอง ทำได้

เช่น ใช้พุทโธ ก็จะสอนแบบพุทโธ สอนแบบพองหนอ ยุบหนอ ไม่ได้ หรือ ใช้พองหนอ ยุบหนอ จะสอนแบบ ใช้พุทโธไม่ได้ ไปเปลี่ยนรูปแบบบริกรรมคนอื่นหมด คือ ต้องตรงกับวิธีที่ ตนเอง เคยทำมา จึงจะแนะนำได้ ไม่สามารถรู้ชัดในสภาวะต่างๆ แบบครอบคลุม

บางคนรู้ครอบคลุม แต่ไม่คิดสอนใคร ก็มีอยู่ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของแต่ละคน

เรื่องการปฏิบัติ ไม่ต้องไปถึงพม่าหรอก เมืองไทยนี่แหละ ทำได้เหมือนกันหมด เห็นผล เหมือนกันหมด ทีนี้ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่ทำกันมา และที่ทำขึ้นมาใหม่

 

สภาวะสมุจเฉทประหาน

สภาวะความตายของผู้ปฏิบัติ จะแตกต่างกับสภาวะความตายของคนทั่วๆไป ที่ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย คนละเรื่อง คนละสภาวะกัน

สภาวะความตาย ที่ผู้ปฏิบัติ ต้องเจอเหมือนกันหมดทุกคน เกิดจาก การทำความเพียรต่อเนื่อง เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม จะรู้สึก สัมผัสได้ด้วยตนเอง บางคนมีเสียงเตือนล่วงหน้า บางคนรู้สึกล่วงหน้าว่า จะต้องตาย

บางคนผ่านสภาวะความตายแล้ว อาการเหมือน ทารกที่คลอดออกจากท้องแม่ แต่ไม่ได้คลอดแบบนั้น เกิดทางจิต เมื่อหลุดออกมาจากสภาวะความตาย บางคน สมาธิยังคงมีอยู่

บางคน สมาธิเสื่อม คือ หายไปหมดสิ้น ต้องเริ่มต้นทำใหม่ แต่ไม่ต้องใช้คำบริกรรม ที่เป็นบัญญัติต่างๆ เหตุจาก จิตละสภาวะบริกรรมที่เป็นบัญญัติ ได้อย่างเด็ดขาด จะกำหนดอย่างไร ก็ไม่ขึ้น เหมือนกำหนดลงไปในความว่าง

เวลาเดิน ก็รู้ว่าเดิน รู้เท้าชัดทุกย่างก้าวที่เดิน เวลานั่งสมาธิ รู้ลมหายใจเข้าออกปกติ รู้ท้องพองยุบปกติ จิตจะเป็นสมาธิเอง โดยไม่ต้องใช้คำบริกรรม

ส่วนการกำหนด ในบางครั้ง มีใช้อยู่บ้าง หากสติหย่อน ไม่ทันกับสภาวะที่เกิดขึ้น บางครั้งไม่ใช้ จะแค่รู้ สภาวะที่เกิดขึ้นภายใน จะดับหายไปเอง โดยไม่ต้องกำหนด

สภาวะความตายนี้ ไม่ตายจริง แต่เป็นสภาวะที่เรียกว่า  สภาวะสมุจเฉทประหาน กิเลสที่เป็นสังโยชน์ จะถูกทำลายลง บางคนเรียกว่า สภาวะนิพพาน วลัยพรเอง ก็เรียกแบบนั้น แต่โดยเนื้อแท้ของสภาวะคือ เป็นสภาวะสมุจเฉทประหาน

ทุกคนเมื่อปฏิบัติต่อเนื่อง ถึงจุดๆหนึ่ง ต้องเจอสภาวะนี้เหมือนกันหมด บางคนเมื่อผ่านสภาวะความตายนี้มาแล้ว กำลังสมาธิที่มีอยู่ จึงเสื่อมหรือหายไปหมดสิ้น บางคนก็ไม่เสื่อม ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของแต่ละคน

ในตำราของพม่า จะเขียนอธิบายในเชิงเปรียบเทียบว่า เหมือนสายฟ้าฟาด ขาดสะบั้นๆ จริงๆแล้ว ไม่ขาดสะบั้นหรอก เพราะ วิจิกิจฉายังมีอยู่ แต่ไม่รู้ว่ามี เพราะ ไม่สงสัยในนิพพาน ก็เลยคิดเอาเองว่า วิจิกิจฉาไม่มี ถูกทำลายหมดแล้ว แท้จริง ยังมีอยู่ เพียงแต่ ไม่รู้ว่ามี

เพราะ อธิบายสภาวะนิพพาน ที่ปฏิบัติให้เห็น เป็นรูปธรรมไม่ได้ คือ ไม่สามารถแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรม ที่สามารถ ปฏิบัติตามได้ มีแต่กล่าวไปตามปริยัติที่มีปรากฏอยู่

การที่ผ่านสภาวะความตายนี้มาแล้ว เหมือนกับได้เกิดใหม่ แต่เป็นการเกิดที่ เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้ การเกิดเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร สั้นลง คือ อาจจะเกิดอีก แต่การเกิด สั้นลง อาจจะไปเกิดข้างบน หรือ อาจจะเกิดเป็นมนุษย์ หรือ อาจจะกระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ในชาตินี้(พระอรหันต์)

บางคน อาจจะมีสภาวะสัญญาเกิดขึ้น  รู้แจ้งใน สภาวะนิพพาน สภาวะปฏิจจสมุปบาท สภาวะโยนิโสมนสิการ(ไม่ใช่ที่นำมาพูดๆสอน กันในทุกวันนี้ แต่มีส่วนคล้ายคลึงนิดหน่อย แต่ไม่ตรงกับสภาวะ)

แต่บางคน เป็นปัจจัตตัง รู้เฉพาะตน สอนคนอื่นไม่ได้ หรือ แนะนำคนอื่น ที่มีการใช้คำบริกรรมอื่นๆ ที่แตกต่างจากตนไม่ได้ จะแนะนำได้เฉพาะในแบบ ที่ตนเอง ทำได้

เช่น ใช้พุทโธ ก็จะสอนแบบพุทโธ สอนแบบพองหนอ ยุบหนอ ไม่ได้ หรือ ใช้พองหนอ ยุบหนอ จะสอนแบบ ใช้พุทโธไม่ได้ ไปเปลี่ยนรูปแบบบริกรรมคนอื่นหมด คือ ต้องตรงกับวิธีที่ ตนเอง เคยทำมา จึงจะแนะนำได้ ไม่สามารถรู้ชัดในสภาวะต่างๆ แบบครอบคลุม

ที่สำคัญ ส่วนมาก เท่าที่อ่านเจอ   เมื่อผ่านสภาวะความตาย มาได้ จะติดแหงกอยู่แค่ตรงนี้ สภาวะความตายที่ยังมีเกิดขึ้นอีก บางคน เกิดครั้งเดียวและไม่เคยเกิดอีกเลย ก็คิดว่า ไม่มีแล้ว สังโยชน์มีตั้งเท่าไหร่ ต้องเกิดถึง ๓ ครั้งนะ

ครั้งแรก จะผ่านแบบ ไม่รู้ว่า คืออะไร มีหลงสภาวะกันเหมือนกันนะ วลัยพร ก็เคยหลง หลงไปไกลเลย พอเจอสภาวะกิเลส หายไปหมดสิ้น นั่แหละจึงจะรู้ว่า กิเลสที่มี ยังมีอยู่ เมื่อก่อนไม่รู้ว่ามี คือ อะไรกระทบมา มันกระเด้งออกไปหมด ความรู้สึกทุกอย่างว่างเปล่า เวลาพูดคุย เหมือนไม่ใช่ตัวเองคุย แต่เป็นสภาวะจิตเกิดการตอบโต้ โดยอัตโนมัติ เพราะแบบนี้ จึงทำให้หลง

พอเจอสภาวะความตายอีก ความที่ว่า รู้สภาวะแล้ว จะมีความยินดีเกิดขึ้น ห้ามไม่ได้เลยนะ เป็นเรื่องของจิตใต้สำนึก เจอกิเลสแทรกแบบนี้ ผ่านไม่ได้อีก ต้องเจอถึง ๓ ครั้งเหมือนกันหมด เขาถึงบอกไง ต้องตายก่อน(ในสภาวะ) ที่จะตายจริงๆ(ในชีวิต)

บางคนรู้ครอบคลุม แต่ไม่คิดสอนใคร ก็มีอยู่ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของแต่ละคน

สภาวะนิพพาน วลัยพรได้เขียนแยกหัวข้อไว้แล้ว หากใครสนใจอ่าน  ดูด้านขวามือ คลิกที่หัวข้อ นิพพาน และ สภาวะนิพพาน

เรื่องการปฏิบัติ ไม่ต้องไปถึงพม่าหรอก เมืองไทยนี่แหละ ทำได้เหมือนกันหมด เห็นผล เหมือนกันหมด ทีนี้ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่ทำกันมา และที่ทำขึ้นมาใหม่

วินาทีเฉียดความตาย

 
               ที่เขียนหัวข้อแบบนี้ เพราะสภาวะที่ได้เจอวันนี้ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ  วินาทีเฉียดตาย  อาการของคนที่รู้ว่าตัวเองใกล้จะตาย   ถ้าขาดสติ สัมปชัญญะ  อาจจะทำให้บ้าได้  ไม่แปลกใจแล้ว  กับคำที่เคยมีคนกล่าวว่า ทำสมาธิโดยไม่มีครูบาฯสอนหรือแนะนำ อาจจะทำให้คนๆนั้นเป็นบ้าได้

               หลายวันมานี่  กำลังของสมาธิยังไม่มั่นคงขึ้นๆลงๆตลอด  หลังจากนั้น 2 วันมานี่  กำลังของสมาธิเริ่มคงที่  ซึ่งตัวเราเองนั้น เคยเข้าใจว่า กำลังสมาธิที่มีอยู่นั้นยังไม่ไพอแท้ที่จริงแล้ว ไม่ใช่เลย  วิปัสสนาญาณเขาจะเกิดก็เกิดเอง  คาดเดาไม่ได้เลย จิตนี่มันชั่งมีความมหัศจรรย์เสียจริงๆ
               วันนี้ก็เช่นเดียวกัน .. ก็ปฏิบัติตามปกติ  สมาธิก็เกิดแบบปกติอย่างต่อเนื่อง  รู้ตัวตลอดเวลา  สักพักกำลังของสมาธิเปลี่ยนไป  แรกๆยังไม่คงที่ ขึ้นๆลง  จำได้เกิดภวังค์จิต  แต่ไม่ได้นับว่ากี่ครั้ง  เพราะทุกครั้งที่เกิดภวังค์จิต  สมาธิจะมีกำลังแรงขึ้นกว่าเดิม  โอภาสจะสว่างมากๆ   ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน  สมาธิเริ่มแรงขึ้นๆๆๆเรื่อยๆ    โอภาสสว่างมากๆ สว่างไปหมด    ความรู้สึกตอนนั้นบอกไม่ถูก  เหมือนถูกดูดเข้าไปในอะไรสักอย่างมันสว่างมากๆ   รู้สึกเหมือนคนที่กำลังจะขาดใจ  นี่เองกระมังอาการของคนที่กำลังจะขาดใจตาย   มีภาพต่างๆผุดขึ้นมา  เกิด-ดับๆๆๆ  แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร    ช่วงเสี้ยววินาทีสุดท้ายที่เรารู้สึกว่ามันจะขาดใจแล้ว  คือมันรู้  แค่รู้  บอกไม่ถูก   เสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งเวลาไว้ ดังขึ้น  กำลังของสมาธิลดลง  เราหลุดออดมาจากสภาวะตรงนั้น   เรากำหนดเข้าสมาธิต่อ  แต่เราไม่ได้ล็อกประตูห้องทำงาน  เสียงตะโกนถามว่า ยังไม่กลับอีกเหรอ  กำลังของสมาธิลดลงไปอีก  แล้วเสียงประตูห้องปิดดังปัง  สมาธิลดลงกลับมาเป็นสมาธิปกติ  
              เราคงเคยสร้างเหตุที่ไม่ดีไว้ในอดีต  คงเคยไปรบกวนผู้ปฏิบัติด้วยความไม่รู้  เรื่องเลยเป็นเช่นนี้  ดูสิ เสี้ยววินาทีสุดท้ายจริงๆ   ก็ไม่เสียดายอะไรนะ   มันรู้สึกเฉยๆ  คือ แบบว่า  ถ้าถึงเวลามันก็ผ่านไปได้เอง  ถ้ายังไม่ถึงเวลามันก้ต้องมีเหตุน่ะแหละ   ตอนที่หลุดออกมาจากสภาวะนั้นใหม่ๆ   ความรู้สึกที่รู้สึกตอนนั้นคือ ทุกสิ่งทุกอย่างมันชั่งว่างเปล่าเสียจริงๆ  เหมือนไม่มีอะไรเลย สมองกลวงๆ ไม่มีความคิด มันว่างไปหมด  ความคิดสักนิดก็ไม่มี  ความรู้สึกต่างๆไม่มี ไม่ว่าจะความสุข ความอิ่มเอิบ ฯลฯ   แม้แต่ร่างกายของตัวเองแท้ ยังรู้สึกเหมือนอะไรสักอย่าง  ที่ไม่ใช่ร่างกาย เหมือนเราเพียงแค่อาศัยอยู่ประมาณนี้ … 
              เพิ่งรู้นะว่าความว่าง   ว่างที่แท้จริงน่ะมันเป็นยังไง  ขนาดหลุดออกมาแล้ว ไม่ได้เข้าไปเต็มตัว ..  การเจริญสติปัฏฐาน 4 นี่สำคัญมากๆเลยนะ  ถ้าขาดสติเพียงนิดเดียว  เป็นบ้าได้เลย   เพราะตอนที่เกิดสภาวะตรงนั้น พลังของสมาธิมีกำลังแรงมากๆแบบที่เราไม่เคยเจอมาก่อนเลย
              นิดเดียวจริงๆ  นิดเดียวก็พ้นแล้ว  แต่ไม่เป็นไร ทุกอย่างที่เกิดขึ้น  ล้วนเกิดจากเหตุที่เคยกระทำไว้ในอดีต   ผลจึงเป็นเช่นนี้  ก็ทำเหมือนเดิม  เพียรอย่างต่อเนื่อง  เดี๋ยวสภาวะเขาจะเกิดก็เกิดเอง  
               ก็รอดูตอนเช้าละกัน ว่าจะเป็นยังไง  … ยังงงๆ กับสภาวะนั้นอยู่  เกี่ยวกับความว่าง  มันว่างจริงๆนะ มันไม่มีอะไรเลย เหมือนไม่มีใคร ไม่มีอะไรทั้งสิ้น   มันว่างไปหมด

พฤษภาคม 2019
พฤ อา
« เม.ย.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: