สติ สัมปชัญญะ สมาธิ

11 มกราคม

เรียนมาแล้ว ถึงจะเรียนเก่งแค่ไหน
ถ้าไม่ได้นำมาใช้ประจำ ความจำเรื่องนั้น จะค่อยๆ เลือนหายไป

.

while you were sleeping

รู้สึกศัพท์คุ้นๆ แต่ดันแปลความหมายรวมไม่ออก
ถามเจ้านายว่า แปลว่าอะไร

เขาบอกว่า ขณะที่กำลังหลับ

เราถามว่า were ตัวนี้ แปลว่าอะไร ทำไมหลังเวิบตัวนี้ ลงท้ายด้วย ing
เขาบอกว่า ยังไม่คุยด้วย เดี่ยวงานไม่เสร็จ เพราะไม่มีสมาธิ

.

ก็นำไปแปลในกูเกิ้ลอีก
ก็ใช่ตามที่เขาแปลมา แต่เรายังตะหงิดๆกับคำว่า were

วันนี้ ลืมเรื่องนี้ไปแล้วนะ มัวแต่วุ่นๆ ฝึกเย็บกระเป๋าใช้เอง

ตอนเย็น กำลังนั่งล้างชาม จู่ๆมีคำผุดขึ้นมา
is am are was were

ตอนนั้นยังงงอยู่นะ คืออะไร?
แถมยังมโนไกล อ่อ you were I was งั้นเหรอ

ก็มีคำนี้ผุดขึ้นมา
while you were sleeping

อ้าวนี่มันประโยคของ tense นี่นา

นี่นะ อะไรที่เรียนมาแล้ว ถึงจะเรียนเก่งแค่ไหน
ถ้าไม่ได้ใช้ ลืมไปเกือบหมด

.

มันต่างกับสภาวะนะ จำได้ไม่เคยลืม
เหมือนครั้งก่อน น้องนัดไปกินข้าว
เขาถามถึงความหมายของ สติ สัมปชัญญะ

เราบอกว่า

สติ รู้ตัวก่อนทำ

สัมปชัญญะ รู้สึกตัว ขณะกำลังทำ

สติ + สัมปชัญญะ ผลคือ สมาธิ
ทำให้เกิดความรู้ชัด ขณะที่กำลังทำ

สภาวะตรงนี้ เป็นเรื่อง การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
คือ วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ เกิดที่หลัง
เป็นการละอัตตาอุปทานขันธ์ ๕ อย่างหยาบ

.

ก็ยังมีบุคคลอีกจำนวนมาก ที่ยังไม่รู้ชัดด้วยตนเอง
ให้ความหมายเกี่ยวกับสติ สัปชัญญะ สมาธิ ไปอีกทาง

เช่น นิกายตันตระ การเสพกาม เพื่อเข้าสู่สุญญตา และหลุดพ้น
ตามความเป็นจริงแล้ว กดข่มไว้ด้วยอำนาจของสมถะ

ตรงนี้เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยในแต่ละคน
จุดเริ่มต้นจึงแตกต่างกัน

ทุกอย่างไม่เที่ยง ยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้
ถึงแม้นิกายตันตระ จะเป็นเพียงสมถะก็ตาม
ตัวประเมินภพชาติของการเกิด ไม่ใช่ปัจจุบัน

เช่น สามารถเดินเท้าเปล่าอยู่บนหิมะได้ทั้งวัน
หรือนั่งสมาธิบนภูเขาหิมะได้ตลอดเวลาเป็นปีๆ
โดยมีความต้องการอาหารและน้ำดื่มเพียงเล็กน้อย
และนุ่งแค่ผ้าเตี่ยวผืนเดียว
แม้กระทั่งได้สมาบัติ ๘ รู้เห็นวิเศษมากมาย

.

ตัวบ่งบอกภพชาติของการเกิดที่อยู่แท้จริง
เป็นสภาวะจิตดวงสุดท้ายที่มีเกิดขึ้น
หากยังไมาทำกาละ เป็นสภาวะของ
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
เป็นการละอุปทานขันธ์ ๕ อย่างละเอียด
.

สติ+สัมปชัญญะ+สมาธิ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
นี่คือ จิตภาวนา ที่เป็นสัมมาสมาธิ

ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
เป็นเหตุปัจจัยให้มีวิญญาณ/ธาตุรู้เกิดขึ้น
ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ในวิโมกข์ ๘

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดอยู่ภายใน
กายในกายเนืองๆ
เวทนาในเวทนาเนืองๆ
จิตในจิตเนืองๆ
ธรรมในธรรมเนืองๆ

เป็นการละอุปทานขันธ์ ๕ อย่างกลาง

โฆษณา

สติ-สัมปชัญญะ-สมาธิ

สติ หมายถึง การระลึกรู้

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า สติ

กล่าวคือ รู้ตัวก่อนลงมือทำ
ได้แก่ การคิดพิจรณาหาเหตุผลต่างๆ ก่อนลงมือกระทำ

สัมปชัญญะ หมายถึง ความรู้สึกตัว

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า สัมปชัญญะ

กล่าวคือ ความรู้สึกตัว ขณะลงมือกระทำ
ได้แก่ มีความรู้สึกตัว ขณะที่ลงมือกระทำ

สติ+สัมปชัญญะ

เมื่อสติกับสัมปชัญญะทำงานรวมกัน
เป็นเหตุปัจจัยให้ เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะที่ลงมือกระทำ

สติ+สัมปชัญญะ+สมาธิ

เมื่อสติกับสัปชัญญะทำงานงานร่วม
และมีสมาธิเกิดขึ้นร่วมด้วย

เป็นเหตุปัจจัยให้ เกิดความรู้ชัดในสิ่งที่กำลังมีเกิดขึ้น

ทั้งหมดนี้ เป็นพื้นฐานของการทำความเพียร

ถ้าไม่ได้ทำความเพียร
ความรู้ชัดในสิ่งที่มีเกิดขึ้น ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้

เมื่อความรู้ชัดในสิ่งที่มีเกิดขึ้น มีเกิดขึ้นไม่ได้
การเห็นตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้

ส่วนจะรู้ปริยัติ หรือไม่รู้ปริยัติ
ไม่ใช่ตัววัดผล

แต่ดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นทางใจ(ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)
แล้วปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา

มหัศจรรย์ “สัมปชัญญะ”

ยิ่งเจริญสติต่อเนื่อง คือ ทำให้มาก ทำตามสภาวะของตัวเอง ทำได้แค่ไหน ทำไปตามความเป็นจริง นั่นแหละคือ ทำให้มากแล้ว ไม่ใช่ทำให้มาก คือทำมากๆ ทำเพราะความอยาก แต่ไม่รู้ว่าอยาก

สติที่มีอยู่เดิมจะมีการพัฒนาเป็นมหาสติมากขึ้นเรื่อยๆ ความรู้ชัดในตัวสัมปชัญญะยิ่งมากขึ้น เหตุเพราะสมาธิเกิดขึ้นเนืองๆ เป็นเหตุให้จิตตั้งมั่นอยู่ในสภาวะต่างๆได้นานมากขึ้น จิตย่อมมีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อจิตมีกำลังมากขึ้น ย่อมรู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในกายและจิต จะเห็นตั้งแต่สภาวะเริ่มเกิด ขณะที่กำลังเกิด จนกระทั่งดับหายไป ภาษาปริยัติเรียก อุปปาทะ ฐีติ ภังคะ สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นเรื่องธรรมดา ( อุทยัพพยญาณ )

อุปกิเลส

เมื่อตัวสัมปชัญญะเกิด ตัวรู้ต่างๆจะเกิดขึ้นมากมาย เนื่องจากสภาวะตัวปัญญาเริ่มเกิด เมื่อตัวปัญญาเกิด อุปกิเลสย่อมเกิดขึ้นตาม

หากขาดผู้แนะแนวทางที่ถูกต้อง ย่อมเสียทีแก่กิเลสนั้นอย่างแน่นอน เพราะกิเลสที่เป็นอุปกิเลสจะมีสภาวะที่เนียนและละเอียดมากกว่าสภาวะกิเลสทั่วๆไป

เหตุมี ผลย่อมมี

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเจอผู้ชี้แนะแนวทางที่ถูกต้อง หรือแม้กระทั่งพาเข้ารกเข้าพง ทั้งหมดนั้นล้วนมีเหตุปัจจัยให้เป็นไปตามสภาวะของแต่ละคน เหตุในอดีตที่เกิดจากการกระทำ จากความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ และเหตุที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน

เส้นทางความเห็นแจ้ง

วิธีปฏิบัติแนวเจริญสติ สามารถใช้ร่วมกับทุกๆแนวทางการปฏิบัติ ไม่ว่าใครจะปฏิบัติอยู่แบบไหน ไม่ต้องเปลี่ยนรูปแบบที่ทำอยู่

แนวทางการเจริญสติ เน้นเรื่องการปรับอินทรีย์ให้สมดุลย์ ระหว่างสติกับสมาธิ

เมื่อสติกับสมาธิสมดุลย์ วิปัสสนาญาณหรือญาณทัสสนะต่างๆ ( ญาณ ๑๖ ) ย่อมบังเกิดขึ้นเอง เพียงแต่จะรู้หรือไม่เท่านั้นเอง

ส่วนจะรู้หรือไม่รู้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ความสำคัญอยู่ที่การทำอย่างต่อเนื่อง ต้องทำทุกวัน เวลาของการปฏิบัติไม่ใช่เรื่องสำคัญ ทำตามสะดวก เพราะเหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละคน

ส่วนเรื่องความศรัทธา วิริยะและปัญญา ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมา และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ในปัจจุบัน

วิธีการปฏิบัติไม่ยุ่งยาก ที่ยุ่งยากเหตุเพราะความไม่รู้ เมื่อรู้แล้วจะไม่ยุ่งยาก ไม่ว่าจะใช้ชีวิตแบบฆราวาสหรือนักบวช ล้วนปฏิบัติได้สะดวกสบาย

สภาวะหลักที่สำคัญที่สุด คือ เน้นให้เดินก่อนที่จะนั่ง เพื่อใช้ในการปรับอินทรีย์ให้สมดุลย์ ( สติกับสมาธิ ) ส่วนอิริยาบทย่อยอื่นๆ สามารถนำมาพลิกแพลงผสมผสานระหว่างอยู่ในอิริยาบทเดิน เพื่อให้เกิดสภาวะอินทรีย์สมดุย์ได้

ในอิริยาบทเดินกับยืน สามารถทำงานบ้าน,office ,ทำความสะอาดต่างๆ,เย็บผ้า,ดูหนัง,ฟังเพลง,เล่นเกมส์ฯลฯ เรียกว่าไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะไหนๆ อิริยาบทไหนๆ สามารถนำมาผสมผสานในอิริยาบทเดินกับยืน ทำให้เกิดอินทรีย์สมดุลย์ได้

และที่สำคัญที่สุด ก่อนที่จะนั่ง ให้เดินก่อน แล้วยืนสำรวมจิตทุกครั้ง ก่อนที่จะนั่ง

การยืนสำรวมจิต คือ ยืนให้รู้ว่ายืน รู้ว่าหายใจเข้า รู้ว่าหายใจออก รู้ไปตามนั้น ส่วนจะใช้คำบริกรรมภาวนาหรือไม่ แล้วแต่จะถนัด คือ ใช้ก็ได้ ไม่ใช้ก็ได้

ส่วนจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน นำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะทุกสิ่งล้วนมีเหตุปัจจัยที่ทำของแต่ละคนมาเป็นองค์ประกอบ บางคนต้องใช้การกำหนดเข้าช่วย บางคนแค่รู้ตามความเป็นจริงของสภาวะ

การสร้างมรรค ๘ ให้เกิดขึ้น

การเกิดมรรค ๘ ที่ยังไม่ใช่อริยมรรค มีองค์ ๘ ก่อนที่สภาวะสัมมาทิฏฐิ ได้แก่ การเห็นตามความเป็นจริง จะต้องมีสภาวะสัมมาสติและสัมมาสมาธิเกิดขึ้นก่อน

เพราะจิตที่อบรมดีแล้ว ย่อมมีสติ สัมปชัญญะเกิดขึ้น เป็นเหตุให้จิตตั้งมั่นได้ง่าย เมื่อมีจิตที่ตั้งมั่น จึงจะเห็นตามความเป็นจริงในกาย,เวทนา,จิต,ธรรมได้

ผลของการเจริญสติหรือปรับอินทรีย์นี้ จะมีตัวรู้ ๔ รู้ที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะเกิดสัมมาทิฏฐิ ( การเห็นตามความเป็นจริง )

๔ รู้ที่ควรจำ

๑. รู้ตัว

๒. รู้สึกตัว

๓. รู้ชัด

๔. รู้สึกตัวทั่วพร้อม

รู้ตัว

รู้ตัว ได้แก่ ความรู้ตัวก่อนที่จะลงมือกระทำกิจใดๆก็ตาม

เปรียบเทียบกับปริยัติ

สติ ได้แก่ ความระลึกรู้

ระลึก ได้แก่ การหวนคิด

เช่น ก่อนจะลงมือกระทำสิ่งใดๆก็ตาม การมีสติ คือ การหวนคิด ได้แก่ คิดพิจรณาก่อนที่จะลงมือกระทำในสิ่งนั้นๆ

ระลึก ( หวนคิด ) +รู้ = ระลึกรู้ ได้แก่ ความรู้ตัวก่อนที่จะลงมือกระทำ

รู้สึกตัว

รู้สึกตัว ได้แก่ ความรู้สึกตัวขณะที่กำลังทำกิจนั้นๆอยู่

เปรียบเทียบทางปริยัติ

สัมปชัญญะ หมายถึง ความรู้สึกตัว ไม่หลงลืม รู้สึกตัวอยู่เสมอทุกขณะจิตว่ากำลังทำอะไรอยู่ที่เกี่ยวข้องกับปัจจุบัน คือ กิจที่กำลังทำอยู่ รู้ลงไปในสิ่งที่กำลังทำ ไม่ส่งใจไปในอดีตหรืออนาคต

รู้ชัด

รู้ชัด ได้แก่ รู้ชัดในสิ่งที่กำลังกระทำอยู่

การรู้ชัด เป็นการทำงานของสติกับสัมปชัญญะ เป็นเหตุให้มีสมาธิเกิดร่วม

การทำงานร่วมกันของสติกับสัมปชัญญะ สภาวะคือ การเอาจิตจดจ่อรู้อยู่ในสิ่งที่กำลังกระทำอยู่ การกระทำเช่นนี้เป็นเหตุให้เกิดสมาธิ เมื่อมีสมาธิเกิด จึงเป็นเหตุให้เกิดความรู้ชัดในสิ่งที่กำลังกระทำอยู่

ทั้งหมดนี้เป็นผลของการเกิดสภาวะสัมมาสติ คือ มีความรู้ตัว,รู้สึกตัว,รู้ชัดในกิจที่กำลังทำอยู่

รู้สึกตัวทั่วพร้อม

เปรียบเทียบทางปริยัติ ได้แก่ สัมมาสมาธิ

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น คือ ขณะที่จิตเป็นสมาธิ สามารถรู้ชัดอยู่ในกาย,เวทนา,จิต,ธรรม เรียกสั้นๆว่า รูปกับนาม เช่น รู้ลมหายใจเข้า-ออก ,ท้องพองยุบ,เสียงชีพจรเต้น,อาการสั่นหรือการเต้นของหัวใจ

เสียงการทำงานการสูบฉีดของโลหิต,ความรู้สึก,นึกคิดต่างๆ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะรู้ได้หมดในขณะที่จิตกำลังเป็นสมาธิ เกิดพร้อมกันแต่รู้คนละขณะ เพียงแต่จะมีสติรู้ทันในสภาวะต่างๆขณะที่กำลังเกิดขึ้นหรือเปล่า

สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่มีความรู้สึกตัวในขณะที่จิตกำลังเป็นสมาธิ

มิจฉาสมาธิ เป็นสมาธิขาดความรู้สึกตัวในขณะที่จิตกำลังเป็นสมาธิ

หลักของการปฏิบัติ

๑. ตรวจสอบสภาวะของสมาธิที่มีอยู่ก่อนว่า มีมากน้อยแค่ไหน

๑.๑ สัปปายะสัมปชัญญะ ได้แก่ การกำหนดรู้สิ่งที่เป็นสัปปายะ คือ สิ่งที่ทำให้กรรมฐานดำเนินไปโดยสะดวก

๑.๒ โคจรสัมปชัญญะ ได้แก่ กำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานและสถานที่จะทำกรรมฐาน

๒. การปรับอินทรีย์ เพื่อทำให้สติกับสมาธิเกิดความสมดุลย์

วิธีการปรับอินรีย์

เดินก่อนที่จะนั่ง โดยดูจากการนั่งสมาธิ ว่า ขณะที่จิตกำลังเป็นสมาธิสามารถรู้ชัดที่กาย ตลอดจนสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในกาย แม้กระทั่งความรู้สึก ความคิด สามารถรู้ชัดได้หรือไม่

หากไม่สามารถรู้ชัดในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้ ให้เดินก่อนนั่ง เริ่มจากใช้เวลาเดินกับนั่งเท่ากันก่อน แล้วสังเกตุดูเวลาที่จิตเป็นสมาธิ สามารถรู้ชัดในกายและจิตได้หรือยัง

หากยัง ให้เพิ่มเวลาเดินมากกว่านั่ง หรือไม่ก็ลดเวลานั่งให้น้อยลงกว่าเดิน จนกว่าจะสามารถรู้ชัดอยู่ในกายและจิตได้ขณะที่จิตเป็นสมาธิ

การปฏิบัติเป็นเรื่องของจิต

การปฏิบัติเป็นเรื่องของจิตล้วนๆ แต่ก่อนที่จะเกิดสภาวะจิตเห็นจิตได้ ต้องอาศัยรูปหยาบๆก่อน คือ กายนี่เอง รู้ชัดในกายได้มากเท่าไหร่ ย่อมเป็นเหตุให้รู้ชัดในจิตมากขึ้นเท่านั้น กายจึงสำคัญเพราะเหตุนี้

การรู้ มีแต่เรื่องของกิเลส ไม่ใช่ไปรู้นอกตัว รู้ชัดในภายในให้ได้ก่อน จึงเป็นเหตุให้รู้ชัดภายนอกได้โดยไม่ต้องไปอยากรู้อะไร

การปฏิบัติไม่ได้ปฏิบัติเพื่อได้อะไร เป็นอะไร การที่กล่าวว่าได้อะไร เป็นอะไรในบัญญัติต่างๆ ล้วนเกิดจากการให้ค่าทั้งสิ้น เกิดจากกิเลสในจิตที่ยังมีการยึดติดในสิ่งที่เกิดขึ้น จนถึงขั้นให้ค่าแล้วก่อให้เกิดการกระทำออกมา นี่คือเหตุ

แต่เพราะความไม่รู้ยังมีอยู่ จึงเป็นเหตุให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในรู้นั้นๆ ซึ่งมีแต่กิเลส แต่ยังมองไม่เห็น เพราะตัวตัณหาความทะยานอยากที่เกิดขึ้นในจิต บดบังสภาวะไม่ให้เห็นตามความเป็นจริง

เพียงหมั่นรู้ชัดในกายได้เนืองๆ แล้วจะรู้ชัดในจิตมากขึ้นเรื่อยๆ รู้ชัดในกายได้มากเท่าไหร่ ย่อมรู้ชัดในจิตมากขึ้น ย่อมเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น คือ กิเลสที่เกิดขึ้นในจิตนี่เอง

สติเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ไม่ว่าจะการใช้ชีวิตทางโลกและทางธรรม ( การปฏิบัติ ) สติเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะการที่มีสติที่แข็งแรง ย่อมเป็นเหตุให้ตัวสัมปชัญญะเกิดได้ง่ายมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุนี้ จิตย่อมตั้งมั่นได้ง่ายมากขึ้น

ฉะนั้น การปฏิบัติแบบไหนๆล้วนไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งที่สำคัญอยู่ตรงที่ว่า การปฏิบัตินั้นๆสามารถทำให้รู้ชัดในกายได้หรือไม่ หากปฏิบัติแล้ว ยังไม่สามารถรู้ชัดในกายได้ นั่นหมายถึง ตัวสัมปชัญญะยังไม่เกิด มันมีแค่นี้เอง

สัมปชัญญะ

ต้องพยายามให้ญาณเกิด ( สัมปชัญญะ )

ในบรรดานัยทั้ง ๒ นั้น เพราะเหตุที่นัยแรกพระโยคาวจรพึงหายใจออก หายใจเข้าอย่างเดียวเท่านั้น และไม่พึงทำกิจอะไรๆอื่นๆ แต่ว่า ตั้งแต่นี้ต่อไป เธอควรกระทำความเพียรในการยังญาณให้เกิดขึ้นเป็นต้น

ฉะนั้น พึงทราบว่า พระองค์ตรัสพระบาลีโดยปัจจุบันกาลว่า

อสฺสสามีติ ปชานาติ ปสฺสสา ปชานาติ

รู้ชัดว่า เราหายใจออก รู้ชัดว่า เราหายใจเข้า ดังนี้

เพื่อจะทรงแสดงอาการ มีการยังญาณให้เกิดขึ้นเป็นต้น ซึ่งจำต้องทำตั้งแต่นี้ จึงยกพระบาลีด้วยอำนาจอนาคตกาล โดยนัยมี อาทิว่า

สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสาสิสสามิ

เราจักเป็นผู้รู้ตลอดกายทั้งหมด หายใจออก ดังนี้

ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ

คำว่า เธอสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้ระงับกายสังขาร หายใจออก หายใจเข้า ความว่า

เธอย่อมสำเหนียกว่า เมื่อเราทำกายสังขารที่หยาบ ให้สงบ ให้ระงับ ให้ดับ ให้เข้าไปสงบ จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้

สติ ,สัมปชัญญะและสมาธิ

อาการหยาบและละเอียดสงบ

เมื่อกายและจิตกระสับกระส่าย กายสังขารย่อมเป็นไปเกินประมาณ ( หยาบ )

เมื่อกายและจิตไม่กระสับกระส่าย กายสังขารย่อมเป็นไปละเอียด

ในปฏิสัมภิทามรรค

ภิกษุย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออก หายใจเข้าอย่างไร? กายสังขารเป็นไฉน?

คือ ธรรมทั้งหลายซึ่งเป็นไปในกองลมหายใจออกและหายใจเข้ายาว อันนี้เป้นธรรมเกี่ยวเนื่องด้วยกาย ภิกษุทำกายสังขารเหล่านั้นให้ระงับ คือ ให้ดับ ให้เข้าไปสงบ ชื่อว่า สำเหนียกฯลฯ

สำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร ที่เป็นเหตุให้โยกโคลงโอนเอนส่ายสั่นหวั่นไหวไปมาเสีย

หายใจออก สำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารอันสงบละเอียด ที่เป็นเหตุให้กายไม่โยกโคลง ไม่โอน ไม่เอน ไม่ส่ายสั่น ไม่หวั่น ไม่ไหว หายใจออก หายใจเข้า

นัยว่า ภิกษุเมื่อสำเหนียกดังกล่าวมานี้ ชื่อว่า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักยังกายสังขารให้สงบหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักยังกายสังขารให้สงบหายใจเข้า

เมื่อเป็นดังนั้น การอบรมจิตเพื่อวาตุปลัทธิ ( การกำหนดลม ) ก็ดี เพื่อลมหายใจออก หายใจเข้าก็ดี เพื่ออานาปนสติก็ดี เพื่ออานาปนสติสมาธิก็ดี ย่อมไม่สำเร็จได้ และบัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ได้เข้าสมาบัติ ทั้งยังไม่ได้ออกสมาบัตินั้น

เหมือนอย่างไร?

เหมือนอย่างเมื่อกังสดาลถูกเคาะแล้ว เสียงหยาบย่อมเป็นไปครั้งแรกจิตก็เป็นไปได้ เพราะกำหนดนิมิต ( เครื่องหมาย ) แห่งเสียงได้ง่าย เพราะทำนิมิตแห่งเสียงหยาบไว้ในใจได้ง่าย เพราะทรงจำนิมิตแห่งเสียงหยาบได้ง่าย

แม้เมื่อเสียงหยาบดับแล้ว หลังนั้นถัดไปเสียงละเอียดก็ยังเป็นไปจิตก็เป็นได้ เพราะกำหนดนิมิตเสียงละเอียดไว้ในใจได้ดี เพราะยังทำนิมิตเสียงละเอียดได้ดี เพราะทรงจำนิมิตแห่งเสียงละเอียดได้ดี

แม้เมื่อเสียงละเอียดดับแล้ว หลังจากนั้นไป จิตก็ยังเป็นไปได้ แม้เพราะนิมิตแห่งเสียงละเอียดเป็นอารมณ์

แม้ฉันใด ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าที่หยาบก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะกำหนดนิมิตแห่งลมหายใจออก ลมหายใจเข้าที่หยาบได้ง่าย เพราะทำนิมิตแห่งลมหายใจเข้าที่หยาบไว้ในใจได้ง่าย

เพราะสังเกตุนิมิตแห่งลมหายใจออก หายใจเข้าที่หยาบได้ง่าย

เมื่อลมหายใจออก หายใจเข้าที่หยาบดับแล้ว หลังจากนั้น ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าที่ละเอียดก็ยังเป็นอยู่ จิตก็ไม่ฟุ้งซ่าน เพราะกำหนดจับนิมิตได้ด้วยดี เพราะใส่ใจนิมิตได้ด้วยดี เพราะทรงจำนิมิตได้ด้วยดี

แม้เมื่อลมหายใจออก หายใจเข้าที่ละเอียดดับไปแล้ว หลังจากนั้นจิตก็ไม่ถึงความฟุ้งซ่าน แม้เพราะยังมีนิมิตแห่งลมหายใจออก หายใจเข้าที่ละเอียดเป็นอารมณ์

เมื่อเป็นดังนี้ การอบรมจิต เพื่อวาตุปลัทธิ เพื่อลมหายใจออกเข้าก็ดี เพื่ออานาปนสติก็ดี เพื่ออานาปนสติสมาธิก็ดี ย่อมสำเร็จได้ และสมาบัติผู้นั้น ผู้เป็นบัณฑิตย่อมเข้าบ้าง ย่อมออกบ้าง

ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า จัดเป็นกาย

ความปรากฏ จัดเป็นสติ

ปัญญา ( สัมปชัญญะ ) เครื่องตามเห็น จัดเป็นญาณ

กายจัดเป็นเครื่องปรากฏ ไม่ใช่ตัวสติ

สติ เป็นตัวปรากฏ ทั้งเป็นตัวสติด้วย ( เครื่องระลึก )

พระโยคาวจรย่อมเห็นกายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณ ( สัมปชัญญะ+สมาธิ ) นั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า การเจริญสติปัฏฐาน คือ ปัญญาเครื่องตามเห็นกายในกาย ซึ่งท่านกล่าวไว้ในอำนาจกายานุปัสสนา

แค่ดู …

๑๔ มีค.

สภาวะที่เกิดขึ้น ยิ่งเราแค่ดูได้มากเท่าไหร่ ทุกๆสภาวะย่อมดำเนินเข้าทางของตัวสภาวะเอง เหตุนอกตัวนับวันน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะจิตจะมีแต่คิดพิจรณาไปในทางถ่ายถอนอุปทาน

เมื่อตัวสัมปชัญญะเกิด

ตัวสัมปชัญญะหรือที่เรียกว่า ความรู้สึกตัว

เมื่อความรู้สึกตัวเกิดขึ้น เราจำได้ดีนะกับสภาวะตรงนี้ เมื่อมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก สิ่งที่เรารู้จักตัวแรกคือ กิเลสในใจของเรานี่เอง ไม่ใช่อะไรนอกตัวที่ไหนเลย

เมื่อตัวสัมปชัญญะเกิด จะรู้ชัดในทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น มีแต่กิเลสในใจทั้งนั้นเลย ก่อนที่จะมาเจริญสติ มีนะไม่ใช่ไม่มี แต่ไม่เคยรู้สึกอะไรกับสภาวะเหล่านี้เลย เกิดแล้วดับไป แต่ไม่เคยเห็นสภาวะแท้จริงของกิเลสที่ซ่อนอยู่

หลงก่อเหตุตามกิเลสในใจที่มีอยู่ เวลาอะไรเกิดขึ้น จะมีแต่คำว่า เพราะแกๆๆๆๆๆๆๆ แต่ไม่เคยมีคำว่า เพราะกูๆๆๆๆๆๆ ตัวกูนี่แหละ สักครั้งเดียวก็ไม่เคยมี

นี่แหละเหตุของต้นเหตุ ที่สร้างเหตุไปไม่รู้เท่าไหร่ เพราะความไม่รู้ที่มีอยู่มากในตอนนั้น กิเลสมันบดบังดวงตา ทำให้มืดบอด โลภะ โทสะ โมหะ มันครอบเสียมิด

แรกๆที่รู้จักกิเลส ไม่ใช่กิเลสใครที่ไหนเลย กิเลสของตัวเอง ยอมรับไม่ได้เลย ทุกข์ชะมัดที่ต้องยอมรับตามความเป็นจริง ทนไม่ได้จริงๆเลย ยอมไม่ได้ ต้องตอบโต้ ก็คิดแค่ว่า ชั้นไม่ผิดนี่นา

เห็นไหม นี่แหละความไม่รู้ เมื่อยังไม่รู้ชัด เป็นเหตุให้ยังยอมที่จะยอมรับตามความเป็นจริงของกิเลสที่มีอยู่ในใจของตัวเองยังไม่ได้ในตอนนั้น

ทุกๆสภาวะหรือทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้น คือ การเรียนรู้ เรียนรู้ที่จะผิดพลาด ก่อนที่จะเข้าที่เข้าทางด้วยตัวของสภาวะเอง

สัมปชัญญะ

สัมปชัญญะ คือ ความรู้สึกตัว
รู้ตัวหรือรู้สึกตัวอะไร รู้ตัวหรือรู้สึกตัว ในขณะที่กำลังกระทำการอยู่

เช่น เราหยิบแก้วน้ำ เรามีสติระลึกว่า กำลังจะหยิบแก้วน้ำ
แล้วถ้ามีสัมปชัญญะเกิดร่วมด้วย เราย่อมมีความรู้สึกตัวหรือรู้ตัวขณะที่หยิบแก้ว

แต่ถ้าในกรณีที่ไม่มีสัมปชัญญะเกิดร่วมด้วยนั้น บางทีเราระลึกว่า
จะหยิบแก้วน้ำนะ แต่บังเอิญว่า มีสิ่งอื่นมากระทบที่หักเหความสนใจ
ในการหยิบแก้วน้ำ คุณอาจจะหยิบแกวได้ แต่อาจจะหล่น หรืออาจจะลืมหยิบ
เพราะมัวไปสนใจสิ่งที่มากระทบ บางทีต้องมายืนคิดว่า เอ … เมื่อกี้เราคิดจะทำอะไร?

สัมปชัญญะ กล่าวในแง่ของสภาวะ

สัมปชัญญะ คือ ความรู้สึกตัว
สภาวะหรือลักษณะอาการที่เกิดขึ้นของสัมปชัญญะ คือ ความรู้สึกตัว
รู้ลงไปในสิ่งที่กำลังทำอยู่หรือรู้ลงไปในขณะที่กำลงกระทำกิจนั้นๆอยู่

เหตุการเกิดของสมาธิและตัวปัญญา

 สติ มีความระลึกได้เป็นลักษณะ มีความไม่ลืมเป็นรส มีความอารักขาเป็นอาการปรากฏ

สภาวะที่เกิดขึ้น คือ รู้ตัวก่อนที่จะทำกิจ

สัมปชัญญะ มีความไม่หลงเป็นลักษณะ มีความไตร่ตรองเป็นรส มีความส่องเห็นอาการเป็นปรากฏ

สภาวะที่เกิดขึ้น คือ ความรู้สึกตัวในขณะที่กระทำกิจนั้นๆ

เมื่อมีการทำงานของสติและสัมปชัญญะร่วมกัน ผลที่ได้รับคือ สมาธิ
ส่วนกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น จะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำมา

สภาวะที่เกิดขึ้น คือ รู้ชัดในสิ่งที่กำลังทำ

เมื่อสติ สัมปชัญญะและสมาธิทำงานร่วมกัน เรียกว่า มีทั้ง 3 องค์ประกอบทำงานร่วมกัน

สภาวะที่เกิดขึ้น คือ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

เมื่อเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ย่อมรู้อยู่กับรูป,นามได้ดี ( กายและจิต )
นี่คือ ตัวปัญญาตัวแรกที่เราได้รู้จัก " รูป,นาม " คือ มีรูป,นามเป็นอารมณ์ นี่เรียกว่ารู้โดยสภาวะ

เมื่อรู้ได้แบบนี้บ่อยๆ ตัวรู้หรือตัวปัญญาย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ

ที่ใดมีทั้งสติ สัมปชัญญะและสมาธิ ที่นั่นย่อมมีปีญญาเกิด
ขาดตัวใดตัวหนึ่ง ปัญญาย่อมไม่เกิด

ฉะนั้น ไม่ว่าใครจะมีสภาวะอย่างไร ย่อมสามารถสร้างตัวปัญญาให้เกิดขึ้นได้
ทุกๆคนย่อมไปถึงจุดหมายปลายทางเหมือนกันหมด

เราปฏิบัติเพื่อดับ " เหตุ " ของเหตุที่เกิดขึ้นทั้งปวง

เราไม่ได้มาปฏิบัติเพื่อที่จะไปเป็นอะไร

การที่ปฏิบัติเพื่อที่จะเป็นอะไรนั่น ล้วนแต่เป็นการก่อเหตุให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น

เพราะการปฏิบัติเพื่อที่จะเป็นอะไรนั้น ล้วนเป็นบัญญัติ

ตราบใดที่ยังมีการให้ค่าตามบัญญญัติ นั่นคือ อุปทานที่เกิดขึ้น

เมื่อมีอุปทานเกิดขึ้น เหตุมี ผลย่อมมี

Previous Older Entries

พฤษภาคม 2019
พฤ อา
« เม.ย.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: