เจ้านาย

19 กพ. 62

พูดถึงสภาวะมรรค ผล
ขณะที่เกิดอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
ที่มีเกิดขึ้นในโสดาบันและอนาคามี

ทุกคนสามารถอ่านได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องการติดอุปกิเลส
ประมาณว่า ถ้ารู้ว่าแล้วทำให้จดจำสภาวะ ไม่ต้องกังวล
เพราะท่องไปเถอะ เมื่อสภาวะมีเกิดขึ้น จะจำไม่ได้เลย

ขณะเกิดสภาวะอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
ความรู้ที่มีอยู่ที่เคยอ่านมา ฟังมา หรือศึกษามา จะลืมหมด
สิ่งที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ มีเกิดขึ้นเหมือนมีเกิดขึ้นในชีวิต
ทั่งๆที่ ขณะทำกรรมฐาน ก็ยังไม่รู้ว่ากรรมทำกรรมฐานอยู่

จะมาคิดพิจรณาว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คิดไม่ได้หรอก
ไม่ใช่เพราะห้ามคิด แต่จะเกิดไปตามสภาวะ ถ้ากลัวตายหรือมีความหวาดเสียว สะดุ้ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กลับมารู้ที่กาย

แล้วจะพยายามให้มีเกิดขึ้นอีก จะไม่มีเกิดแบบเดิมไม่ได้
แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน

อย่างตัวอย่างสภาวะของเจ้านาย
เขาบอกว่า ตอนนั้น เห็นเขายืนอยู่ปากเหว สูงมาก
เขากลัวมาก กลัวจะตกลงไป พอคิดแบบนี้ จึงมารู้สึกตัว

เขาบอกว่า เขาไม่รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนั้น เหมือนเกิดเรื่องจริง ถ้าเขารู้ว่าเป็นเรื่องไม่จริง จะกระโดดลงไป จะดูสิว่า สภาวะอะไรมีเกิดขึ้นต่อไป

เราถามเขาว่า ที่เราให้คำแนะนำมาตลอดว่าควรทำไงบ้างนั้นไม่ได้ทำตามเหรอ

เขาบอกว่า ตอนที่เกิด จำไม่ได้สักอย่าง จะรู้อยู่กับสภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะนั้นๆ แบบเหมือนเกิดขึ้นจริง หวาดเสียวมาก กลัวตกลงไป

.
ถ้าเป็นแบบนี้ สิ่งที่เราเขียนเล่าเรื่องสภาวะต่างๆ หรือคำเรียกต่างๆ ไม่ทำให้เกิดอุปกิเลส แต่ควรศึกษาไว้ เวลาวันไหนมีสภาวะที่เจอกับตัวเอง จะได้รู้ว่า สภาวะที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสภาวะใด เช่น

เมื่อมีสภาวะกายแตก กายระเบิด จะได้รู้ว่า เกิดจากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นขณะนั้นๆ จะได้ทำให้ไม่น้อมใจเข้าสู่ความเป็นนั่นนี่

หรือสภาวะสันตติบัญญัติขาด,ฆนบัญญัติแตก เกิดจากของการกำหนดต่อเนื่อง จะได้ทำให้ไม่น้อมใจเข้าสู่ความเป็นนั่นนี่

แม้กระทั่งโอภาส ที่สว่างแบบไม่สามารถอธิบายได้ เกิดขึ้นจากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ จะได้ไม่ให้ค่าเป็นนิพพาน

สภาวะใดก็ตาม ถ้าไม่ใช่สภาวะมรรค ผล ตามที่เขียนไว้ สภาวะอื่นๆที่มีเกิดขึ้น ให้รู้ไว้ว่า สักแต่ว่ามีเกิดขึ้นเท่านั้นพอ

สำหรับตัณหา แบบ อ่านแล้วเกิดความอยากได้โสดาบันฯลฯ อยากรู้เห็น อยากอยากแบบนี้ดี จะได้ตั้งใจทำความเพียรให้มาก ไม่ท้อถอย มีเวลาจะได้ทำให้มากๆ

ฉะนั้น ทุกคนสามารถอ่านได้ ไม่ต้องกังวลว่า อ่านแล้วจะทำให้ติดอุปกิเลส ไม่ติดแน่นอน เมื่อรู้ว่าหรืออะไร จะติดได้ยังไง ที่เกิดอุปกิเลส ล้วนเกิดจากอวิชชาที่มีอยู่

.

ถามเจ้านายว่า ประมาณแล้วที่เจอสภาวะยืนปากเหว
เขาบอกว่า จำสภาวะได้แม่น ก็ประมาณ 5 ปีกว่า
หลังจากนั้นไม่เคยมีเกิดขึ้นอีก

ที่เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่อะไรหรอก
อาจจะเขาไม่ได้ทำกรรมฐานเหมือนเมื่อก่อน
เน้นแบบรักษาศิล คือ พยายามไม่สร้างเหตุนอกตัว

โฆษณา

หัวหมุน

สภาวะเจ้านาย

ถึงเจ้านายจะไม่ได้ทำความเพียรในรูปแบบอย่างต่อเนื่อง แต่อาศัยเวลานอน แล้วกำหนดก่อนที่จะหลับลงไป เวลาจิตเป็นสมาธิ จะรู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ เวลาจะหลับ คือ หลับเลย ยังไม่รู้ทันต้นจิต

ถามเขาว่า ที่ว่าหมุนๆ ใช่แบบนี้หรือเปล่า ทำท่าหัวหมุนให้เขาดู พร้อมกับบอกว่า เมาเลย

เขาบอกว่า เวลาตอนที่หัวหมุน จะไม่รู้สึกอะไรเลย รู้แค่ว่ามันหมุน ใหม่ๆ จะหมุนแบบนั้น รู้ตลอด พยายามดึงกลับ ก็เลยเป็นเหมือนหน้าสะบัดไปทางซ้าย ขวา มันจะดึงกัน แต่ไม่หมุนแบบนั้น

เราถามว่า เวทนายังมีอยู่มั๊ย
เขาบอกว่า มีปกตินะ แต่ก็นั่งได้ต่อเนื่อง

วันนี้ถามเขาว่า เมื่อเช้านั่งกี่นาที
เขาบอกว่า วันนี้ 1 ชม.(ทุกที 50 นาที)
เรายกมือ สาธุ ถามเขาว่า มีสภาวะอะไรรู้ชัดเพิ่มหรือเปล่า

เขาบอกว่า มีนะ แล้วอธิบายภาษาของเขา ตามที่เขาเห็นเอง
เราบอกว่า ปัจจัตังจริงๆ เราไม่รู้เรื่อง 5555

เขาบอกว่า มันแน่นขึ้น
เราถามว่า อะไรแน่น
เขาอธิบายในภาษา ตามที่เขารู้เขาเห็น
เราบอกว่า ปัจจัจตังจริงๆ สภาวะต้องเห็นรายละเอียดมากกว่านี้ จึงจะเข้าใจได้ ถามเขาว่า เห็นเหวอีกหรือเปล่า หรือว่าเห็นหลุม

เขาบอกว่า ยังไม่ใช่ ต้องมีสภาวะจิตสัปหงกก่อน

เราบอกว่า รู้จักด้วย
เขาบอกว่า รู้จักสิ เคยเป็น เวลาเกิดมันเหมือนมีแรงผลัก งุบๆๆๆ สว่าง ถ้าแบบนี้ จะไม่สว่าง แต่รู้ตัวตลอด

เราบอกว่า มันไม่เที่ยงหรอก นี่ไปละ ไปนอน
บอกเขาว่า ไปนิพพานอีกละ

สภาวะของเขาในตอนนี้ เริ่มมีโอภาส แต่ยังไม่สว่างมาก

รู้เห็นตามความเป็นจริง

เจ้านายกำลังฟังเปิดฟังเรื่องหนึ่งอยู่

ถึงตอนหนึ่ง เราบอกเจ้านายว่า คนที่รู้เห็นตามความเป็นจริง
ต้องรู้ชัดใน อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
แบบแจ่มแจ้งแทงตลอดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น

เพราะสภาวะเหล่านี้ ถูกฝึกให้ละความมีตัวตน
ตั้งแต่แบบหยาบ คือ เริ่มต้นทำความเพียร

แบบกลาง คือ มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
การรู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม

แบบละเอียด อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
ส่วนคำกล่าวทำนองว่า เป็นนั่นนี่ ตัดทิ้งไปให้หมด

ทั้งหมดนี้ เป็นผลของการเพียรละความมีตัวตนตั้งแต่แรก
คือ การไม่นำความเห็นของตน เข้าไปแทรกแซงสภาวะ
โดยการให้ค่าให้ความหมายในสภาวะที่มีเกิดขึ้น เรียกว่านั่นนี่

.

เมื่อไม่สามารถรู้ชัด หรือแจ่มแจ้งออกมาจากจิต
เวลาสอน ได้แต่สอนแบบลูบคลำ ไม่แจ่มแจ้ง

.

ที่สำคัญ ผู้ที่รู้ชัดในอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
เขาไม่จำเป็นต้องไปให้ใครทำนายทายทักว่าถึงไหน หรืออยู่ตรงไหน

.

อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
ทำให้รู้ชัดว่า เริ่มมาถูกทาง(หนทางนำไปสู่ความดับทุกข์)
หรือ ไม่ใช่ทาง(ไม่ใช่หนทางดำเนินไปสู่ความพ้นทุกข์)

แต่ยังไม่แจ้งแทงตลอดซึ่งนิพพาน มีแต่นิพพานที่เป็นสมมุติ
ได้แก่ ความหลุดพ้นจากการครอบงำของตัณหา

เป็นเหตุปัจจัยให้ ยังไม่รู้วิธีกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
ได้แต่อธิบายตามที่รู้ชัดด้วยตนเอง โดยยึดตามแนวทางที่ตนปฏิบัติมา

กัลยาณมิตร จึงมีบทบาทสำคัญมาก

.

หากกัลยาณมิตร เอ่ยถึงการเข้าถึงความมี ความเป็น
ทั้งผู้ถามและผู้ให้คำแนะนำ กกกอดภพกันต่อไป

หากกัลยาณมิตร แนะนำว่า ให้กำหนดรู้
ตั้งใจทำความเพียรต่อไป ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนไม่เที่ยง
จนกว่าจะรู้ชัดใน ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์
และวิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
แบบแจ่มแจ้ง แทงตลอดด้วยตนเอง
จึงจะเชื่อใจได้ว่า มาถูกทาง

สุญญตา

เมื่อคืน เจ้านายฟังเรื่องเกี่ยวกับความว่าง(สุญญตา)
เราบอกว่า จะไปฟังทำไม เป็นเรื่องของสภาวะที่มีเกิดจากกำลังของสมาธิ

ยังไม่สามารถนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้ แค่สงบจากกิเลสชั่วคราว ถ้าเสื่อมล่ะก็ กิเลสกระจาย

.

เขาบอกว่า ก็วลัยพรไม่ค่อยพูดถึง

เราบอกว่า สภาวะหุ่นยนต์ไง นั่นแหละสูงสุดแล้ว
ความรู้สึกครั้งแรกที่มีเกิดขึ้นคือ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ว่างไปหมด
ไม่มีคำเรียกอะไรสักอย่างเดียว

ต่อมา ผัสสะเกิด กระทบปั๊บ ดับทันที กระทบ-ดับ ไม่มีช่องว่าง
ไม่มีคำว่าว่าง ไม่มีคำเรียกใดๆทั้งสิ้น กิเลสสักนิดไม่มี

เขาบอกว่า พอจะจำได้ละ
งั้นช่วยเขียนอธิบายไว้ที เดี๋ยวกลับมาอ่าน

สุญญตา หมายถึง การละอุปทานขันธ์ ๕

แบ่งออกเป็น ๓ ชนิด

.

๑. อย่างหยาบ มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

๒. อย่างกลาง มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ(สมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ )

๓. อย่างละเอียด มีเกิดขึ้นขณะเกิด อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

อยากได้อะไร

ถามเจ้านายว่า ระหว่าง รูปสมาบัติ อรูปสมาบัติ นิโรธสมาบัติ ถ้าให้เลือกได้ จะเลือกแบบไหน

เขาตอบว่า เอาหมดเลย พร้อมกับหัวเราะ

เราบอกว่า ปฏิบัติแค่นี้นะ คือ ทำมั่ง ไม่ทำมั่ง แล้วชอบเลียนแบบ เห็นเราปฏิบัติแบบไหน ก็ทำมั่ง เห็นเราชอบนั่งโซฟา เขานั่งมั่ง เห็นเวลาเราชอบกึ่งนั่งกึ่งนอน เวลาเป็นสมาธิ จะบอกเขา เขาทำตามมั่ง

เดี๋ยวนี้ เวลานอน เขาจะไม่นอนยาวทันที จะกึ่งนั่งกึ่งนอนบนโซฟา ทำสมาธิก่อนนอน ดึกๆจึงปรับเอน นอนยาว

แต่จะว่าไปแล้ว ก็ได้ผลสำหรับเขานะ จิตเขาเป็นสมาธิได้ง่าย เขาจะนั่งสมาธิเฉพาะเช้าวันหยุด นั่งเสร็จ เขาจะเล่าสภาวะให้ฟัง สภาวะของเขาคงที่ นั่งได้นาน เวทนาต่างๆ มีอยู่ แต่เขากำหนดรู้ตลอด คือ เป็นผู้รู้สึกตัว เวลาจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

สำหรับเราเอง ส่วนมากชอบนั่งโซฟา เหตุผล จิตเป็นสมาธิได้ง่าย เข้าสู่ความดับได้ง่าย ส่วนการนั่งพื้น หลังจะพิงตู้ วลาจิตเป็นสมาธิ โอภาสจะเกิดทุกครั้ง เดี่ยวนี้โอภาสสว่างมากกว่าเมื่อก่อน แล้วชอบสัปหงก ก็ปล่อยนะ นั่งนี่ หัวทิ่มหัวตำ หงายหน้าหัวฟาดตู้ ปัง ปัง โอภาสเกิดตลอด คือ ปล่อยนะ ไม่กำหนดอะไรทั้งสิ้น เดี่ยวนี้ปล่อยให้เป็นไปตามสภาวะ รู้สึกตัวตลอด ไม่มีดิ่ง

เมื่อรู้ชัดเรื่องจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิด้วยตนเอง สภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ รู้ชัดหมด สภาวะจึงเหมือนซ้ำรอยเดิม เหมือนสมัยก่อนๆ ที่กำลังสมาธิ มีกำลังมากขึ้น ดูจากโอภาส จึงปล่อยเพราะเหตุนี้ จึงชอบนั่งโซฟาเพราะเหตุนี้ ไม่ต้องมานั่งสัปหงก หัวฟาดตู้

อาการพวกนี้ เกิดจาก เดินน้อย ยืนมาก พอนั่งลง สมาธิจึงล้ำหน้าสติ ที่ว่ายืนมาก คือ ยืนเย็บผ้า ยืนหลายชม. แล้วเดินนิดหน่อย จึงนั่งลง พอรู้ชัดด้วยตนเองจนถึงที่สุดแล้ว จะรู้สึกเฉยๆนะกับเรื่องสมาธิเนี่ย เน้นเรื่องกรรมปัจจุบันมากกว่า รู้ได้ทัน ดับได้ทัน นิวรณ์ต่างๆ ไม่ค่อยมี จิตย่อมเป็นสมาธิได้ง่าย จิตจึงเป็นสมาธิเนืองๆ นี่ก็เรื่องปกตินะ

หัวหมุน หน้าสะบัด

สภาวะเจ้านาย

ถึงเจ้านายจะไม่ได้ทำความเพียรในรูปแบบอย่างต่อเนื่อง แต่อาศัยเวลานอน แล้วกำหนดก่อนที่จะหลับลงไป เวลาจิตเป็นสมาธิ จะรู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ เวลาจะหลับ คือ หลับเลย ยังไม่รู้ทันต้นจิต

ถามเขาว่า ที่ว่าหมุนๆ ใช่แบบนี้หรือเปล่า ทำท่าหัวหมุนให้เขาดู พร้อมกับบอกว่า เมาเลย

เขาบอกว่า แล้วเวลาตอนที่หัวหมุน จะไม่รู้สึกอะไรเลย รู้แค่ว่ามันหมุน ใหม่ๆ จะหมุนแบบนั้น รู้ตลอด พยายามดึงกลับ ก็เลยเป็นเหมือนหน้าสะบัดไปทางซ้าย ขวา มันจะดึงกัน แต่ไม่หมุนแบบนั้น

เราถามว่า เวทนายังมีอยู่มั๊ย
เขาบอกว่า มีปกตินะ แต่ก็นั่งได้ต่อเนื่อง

วันนี้ถามเขาว่า เมื่อเช้านั่งกี่นาที
เขาบอกว่า วันนี้ 1 ชม.(ทุกที 50 นาที)
เรายกมือ สาธุ ถามเขาว่า มีสภาวะอะไรรู้ชัดเพิ่มหรือเปล่า

เขาบอกว่า มีนะ แล้วอธิบายภาษาของเขา ตามที่เขาเห็นเอง
เราบอกว่า ปัจจัตังจริงๆ เราไม่รู้เรื่อง 5555

เขาบอกว่า มันแน่นขึ้น
เราถามว่า อะไรแน่น
เขาอธิบายในภาษา ตามที่เขารู้เขาเห็น
เราบอกว่า ปัจจัจตังจริงๆ สภาวะต้องเห็นรายละเอียดมากกว่านี้ จึงจะเข้าใจได้ ถามเขาว่า เห็นเหวอีกหรือเปล่า หรือว่าเห็นหลุม

เขาบอกว่า ยังไม่ใช่ ต้องมีสภาวะจิตสัปหงกก่อน

เราบอกว่า รู้จักด้วย
เขาบอกว่า รู้จักสิ เคยเป็น เวลาเกิดมันเหมือนมีแรงผลัก งุบๆๆๆ สว่าง ถ้าแบบนี้ จะไม่สว่าง แต่รู้ตัวตลอด

เราบอกว่า มันไม่เที่ยงหรอก นี่ไปละ ไปนอน
บอกเขาว่า ไปนิพพานอีกละ

 

สภาวะของเขาในตอนนี้ เริ่มมีโอภาส แต่ยังไม่สว่างมาก

สมาธิ

ถามจ้านายว่า แรกๆปฏิบัติ ทำไมต้องอาศัยรูปแบบ

เจ้านายตอบว่า เพราะจิตไม่มีที่เกาะ ต้องหาสิ่งที่ทำให้จิตมีที่เกาะ

เราบอกว่า เพราะความไม่รู้ไง

เจ้านายหัวเราะ พร้อมกับบอกว่า ใช่

.

เมื่อจิตเป็นสมาธิเนืองๆ ตั้งแต่ลืมตา
จนกระทั่งเวลานอน คำว่า หลับ ไม่มีเกิดขึ้นอีก
นอนสักแต่ว่านอน เป็นเพียงกิริยาภายนอก

.

ความรู้ชัด ของลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ก่อนจิตเกิดเป็นสมาธิ
จิตกำลังเป็นสมาธิ
สิ่งที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
และอาการจางคลายของกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น

.

เมื่อมาถึงจุดๆนี้ ไม่ต้องอาศัยรูปแบบหรือวิธีการ
ไม่มีความพยายามใดๆ เพื่อทำให้จิตเกิดความตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เป็นสมาธิ ที่เป็นไทจากตัณหา

กล่าวคือ เป็นสมาธิ ที่ไกลจากกิเลสทั้งหลาย
ไม่ต้องใช้ความพยาม เพื่อให้จิตตั้งมั่น
ไม่ต้องใช้ความเพียรข่มห้ามกิเลส

.

ทุกๆการเคลือนไหวของกาย และใจที่รู้อยู่
ล้วนเป็นการทำความเพียร

เป็นการรู้ปกติ
โดยไม่ต้องเจาะจงหรือพยายามที่จะรู้

ผัสสะเกิด กระทบปุ๊บ รู้ชัดทันที

หลุดพ้น

ความหลุดพ้น

เจ้านายกำลังฟังเรื่องๆหนึ่งอยู่
มีพูดเรื่อง การหลุดพ้น

เจ้านายถามว่า ความหลุดพ้น นี่คืออะไรหรือ?
ใช่อย่างที่กำลังฟังอยู่นี่มั๊ย?

บอกกับเจ้านายว่า คนที่พูดนี่ เขาพูดแค่ที่เขารู้
พูดตามความเข้าใจของเขา

คำว่า หลุดพ้น หมายถึง หลุดพ้นจากกิเลส
ไม่ใช่ได้อะไร เป็นอะไร

คือ เมื่อมีสิ่งเกิดขึ้นในชีวิต(ผัสสะ)
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

กิเลสที่มีเกิดขึ้น สักแต่ว่ารู้ว่ามีเกิดขึ้น

แต่ไม่สร้างเหตุออกไป
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น จากผัสสะ เป็นปัจจัย

จึงได้ชื่อว่า หลุดพ้น คือ หลุดพ้นจาก กิเลส ตัณหา

เมื่อตัณหาครอบงำไม่ได้
ย่อมไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

จักรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

เรื่องนี้ ก็พูดให้ฟังอยู่บ่อยๆ

เจ้านายบอกว่า เรื่องการหลุดพ้น
เพิ่งจะถามวันนี้เอง

เราบอกว่า ก็เป็นเรื่องเดียวกัน
ที่อธิบายให้ฟังบ่อยๆน่ะแหละ

เพียงแต่คนที่พูด(ที่เจ้านายกำลังฟังอยู่)
เขารู้แค่ไหน เขาก็พูดตามความเข้าใจของเขา

เรียนในรู้นอก

21 มค.13

ชีวิต ต้องเรียนรู้ทั้งภายนอก และภายใน

เมื่อเรียนรู้ภายในได้ในระดับหนึ่ง เรียนภายนอก ย่อมรู้ได้ง่าย
เรียนในรู้นอก เรียนนอก โอปะนะยิโกเข้ามาข้างใน น้อมเข้ามา
เห็นแต่ความไม่เที่ยง ทุกข์เพราะยึด จบสิ้นลง เมื่อไม่สานต่อ

แล้วแต่เหตุปัจจัยจริงๆ

เมื่อเจ้านายปฏิบัติต่อเนื่อง สภาวะก้าวหน้ามากขึ้น เข้าใจเรื่องสภาวะต่างๆมากขึ้น
เราและเจ้านายเริ่มวางแผนกันอีกครั้ง จะไปเข้ากรรมฐาน ๗ วัน
เราและเจ้านาย มีสภาวะที่คล้ายคลึงกัน นิสัยเหมือนกัน สัปปายะเหมือนๆกัน
เราจึงมีหน้าที่เรียนรู้สถานที่ นำทางให้กับเจ้านายก่อน

เจ้านายตื่นตี ๓ มั่ง ตี ๔ มั่ง ทำกรรมฐานถึง ๖ โมงเช้าทุกวัน
ส่วนตอนค่ำ แล้วแต่งาน ถ้าเหนื่อยมาก จะทำสมาธิตอนนอนแทน

เมื่อวาน วันอาทิตย์ ทำทั้งวัน ช่วงนี้เจ้านายเจอแต่เวทนา นั่งได้ ๔๕ นาที-๑ ชม.
เราบอกว่า ทำไป เวทนาเขามาสอน สอนให้เตรียมตัวก่อนป่วยหนัก และก่อนตาย

เมื่อทำต่อเนื่องไป พอถึงสภาวะหนึ่ง จะรู้เองว่า เวทนาเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป โดยสภาวะเอง
ที่ยังมีอยู่ เพราะยังมีอุปทาน เป็นเรื่องปกติของสภาวะ

เจ้านายถามว่า เรื่องทุกขเวทนาเวลาเจ้บป่วย หรือเวลาใกล้ตาย เรารู้ได้ไง

เราตอบว่า รู้โดยอาชีพ เห็นมาตลอด เห็นแต่ทุกข์ จนรู้สึกว่า ทนไม่ได้ จึงลาออก

สุญญตา อนัตตา

 

คำเรียกต่างกัน สุญญตา อนัตตา เรือนว่าง

สภาพธรรมที่ปรากฏ เป็นตัวเดียวกัน
แตกต่างกันที่ เหตุปัจจัยที่ทำให้มีเกิดขึ้น

สุญญตา เรือนว่าง อนัตตา
มีลักษณะอาการเกิดขึ้นเหมือนๆกัน

กล่าวคือ เป็นอาการที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
มีเกิดขึ้นเฉพาะ สัมมาสมาธิ(รูปฌานและอรูปฌาน)

ได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้น ใจที่รู้
แยกขาดออกจากกัน ไม่ปนกัน กายส่วนกาย จิตส่วนจิต

 

เมื่อก่อน รู้จักและรู้ชัด ด้วยตนเอง(ทำความเพียร)
สภาวะที่เรียกว่า สุญญตา เรือนว่าง(กายส่วนกาย จิตส่วนจิต)
มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ(สัมมาสมาธิ)

 

วันนี้ รู้จักและรู้ชัด ด้วยตนเอง(ทำความเพียร)
สภาวะที่เรียกว่า อนัตตา

ซึ่งเกิดจากจิตที่เกิดการปล่อยวาง
เป็นสภาวะที่ ละเอียดกว่า สุญญตา เรือนว่าง
เป็นเรื่องของ อนุสัยกิเลส ที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน

 

ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ หรือสภาวะที่เรียกว่า ทุกขัง

สามารถรู้ได้จาก ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตและขณะทำความเพียร
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ
สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ ความเป็นทุกข์(ทุกขัง)

เมื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

ขณะทำความเพียร
สภาพธรรมต่างๆ(สภาวะที่มีเกิดขึ้น) ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ
สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)

มื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

ขณะจิตเป็นสมาธิ
สภาพธรรมต่างๆ(สภาวะที่มีเกิดขึ้น) ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ
สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)

มื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

แยกรูป แยกนาม
กายส่วนกาย จิตที่รู้อยู่

ทุกข์ที่มีเกิดขึ้นทางกาย ใจที่รู้
แต่ไม่รู้สึกทุกข์ตามกายไปด้วย

พูดให้เห็นภาพชัดมากขึ้น

เช่น ขณะทำสมาธิ เกิดเวทนาที่ขา ปวดขา
จะรู้ตั้งแต่ กำลังเริ่มปวด กำลังปวด และกำลังคลายความปวด
โดยมีใจที่รู้อยู่ โดยไม่ได้รู้สึกปวดตามกายที่มีเวทนาเกิดขึ้นอยู่

 

ความไม่เที่ยงหรือสภาวะที่เรียกว่า อนิจจัง

สามารถรู้ได้จาก ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต และขณะทำความเพียร
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ

สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)

มื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

ขณะทำความเพียร
สภาพธรรมต่างๆ(สภาวะที่มีเกิดขึ้น) ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ
สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)

มื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

ขณะจิตเป็นสมาธิ
สภาพธรรมต่างๆ(สภาวะที่มีเกิดขึ้น) ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ
สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)

เช่น เมื่อมีนิมิต โอภาส หรือสภาพธรรมต่างๆเกิดขึ้น

เมื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

เป็นเหตุปัจจัยให้ ไม่ติดอุปกิเลส

 

เคยอ่าน วิปัสสนาทีปนีฎีกา
มีแปลกใจเหมือนกันว่า

ทำไมสภาวะ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)
และสภาวะทุกขัง

มีการอธิบายรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับ อนิจจัง ทุกขัง

แต่อนัตตา มีคำอธิบายไว้นิดเดียว

 

อนิจฺจนฺติ ขนฺธปญฺจกํ กสฺมา?

อุปฺปาทวยญฺญถตฺตภาวา หุตฺวา อภาวโต วา.

รูป, นาม ขันธ์ ๕ ชื่อว่า อนิจจัง
เพราะมีการ วิปริต ผิดแปลก เปลี่ยนไป
โดย ความดับ

หรือ อีกนัยหนึ่ง

เพราะ มีแล้ว ไม่มี
คือ เกิดขึ้นแล้ว ก็สูญสิ้น ดับไม่มีเหลือ

 

อนิจจลักขณะ

อุปฺปาทวยญฺญถตฺตํ อนิจฺจลกฺขณํ

หุตฺวา อาภวสงฺขาโต วา อาการวิกาโร

ความเกิดขึ้น เสื่อมไป และเป็นอย่างอื่น ชื่อว่า อนิจจลักขณะ

หรือ อีกนัยหนึ่ง

อาการที่เกิดขึ้นแล้ว ก็สูญสิ้น ดับไปไม่มีเหลือ ชื่อว่า อนิจจลักขณะ

 

 

ทุกขัง

วิสุทธิมัคอรรถกถากล่าวว่า

ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขฺติ วจนโต ปน ศเทว ขนธฺปญฺจกํ ทุกฺขํ กสฺมา?

อภิณฺหปฏิฬนา

รูป,นาม ขันธ์ ๕ นั้นแหละชื่อว่า ทุกขัง
สมดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงไว้ว่า
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์

เพราะ รูป,นาม ขันธ์ ๕
ถูกเบียดเบียน บีบคั้นอยู่เนืองๆ
โดยความเกิด และความดับ

 

ทุกขลักขณะ

อภิณฺหปฏิปีฬนาคาโร ทุกฺขลกฺขณํ

อาการถูกเบียดเบียน บีบคั้น อยู่เนืองๆ ชื่อว่า ทุกขลักขณะ

 

 

อนัตตา

วิสุทธมัคอรรถกถากล่าวว่า

ยํ ทุกขํ ตทนตฺตาติ ปน วจนโต ตเทว ขนฺธปญฺจกํ อนตฺตา. กสฺมา?
อสวตฺตนโต

นาม,รูป ขันธ์ ๕ นี้แหละชื่อว่า อนัตตา
สมดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงไว้ว่า

สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
เพราะ รูป,นาม ขันธ์ ๕ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใดทั้งสิ้น

 

อนัตตลักขณะ

อาการที่ไม่เป็นไปในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใด
ชื่อว่า อนัตตลักขณะ

 

คำว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา
ได้แก่ รูป,นาม ขันธ์ ๕,นิพพาน,บัญญัติ

กับคำว่า

ตเทว ขนฺธปญฺจกํ อนตฺตา
ได้แก่ รูป,นาม ขันธ์ ๕

ทั้งสองบทนี้ ล้วนเป็นแต่ พุทธภาษิต ทั้งสิ้น

แต่องค์ธรรม ไม่เหมือนกัน
การเป็นดังนี้ เพราะ

เนื่องมาจากการแสดงธรรมเทศนาของพระพุทธองค์
ทรงมุ่งหมาย เป็นคนละแง่

คือ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา
ทรงแสดงในแง่ที่จะให้พุทธบริษัททั้งหลาย ได้ทราบถึง
สิ่งทั้งปวง ที่มีอยู่ในโลก

ไม่ว่าจะเป็น ปรมัตถ์ หรือ บัญญัติ
ล้วนเป็น อนัตตาทั้งสิ้น

ส่วน ตเทว ขนฺธปญฺจกํ อนตฺตา นั้น
ทรงแสดง รูป,นาม ขันธ์ ๕
ที่เป็นอารมณ์ของ วิปัสสนาญาณ ประการเดียว

เหตุนั้น คำว่า อนัตตา ที่มีอยู่ในบททั้งสอง
จึงได้องค์ธรรม ไม่เท่ากัน

 

ตอนนี้ไม่แปลกใจแล้วว่า
ทำไมสภาวะ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)
และสภาวะทุกขัง

มีการอธิบายรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับ อนิจจัง ทุกขัง

แต่อนัตตา มีคำอธิบายไว้นิดเดียว

วันนี้ รู้จักและรู้ชัด ด้วยตนเอง(ทำความเพียร)
สภาวะที่เรียกว่า อนัตตา

ซึ่งเกิดจากจิตที่เกิดการปล่อยวาง
เป็นสภาวะที่ ละเอียดกว่า สุญญตา เรือนว่าง
เป็นเรื่องของ อนุสัยกิเลส ที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน

เหตุปัจจัยจาก สภาวะความตาย ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

เป็นเหตุปัจจัย ให้รู้ชัด ในสภาวะ อนัตตา

 

 

 

10-10-2559

วลัยพร

Previous Older Entries

พฤษภาคม 2019
พฤ อา
« เม.ย.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: