ไอ้ตัวร้าย

๑๙ กค.๕๗

ตัวที่คิดว่า รู้ นี่มันร้ายนักนะ เล่นกันแบบเนียนๆ ถึงแม้ไม่เอามัน แต่พอได้ช่อง มันเล่นงานเราทันที

การสนทนาตามเว็บบอร์ด อยากเลิกมาตั้งนานละ เพราะเห็นว่า ตัวเองจะเป็นเหตุปัจจัย ให้กับผู้อื่นเปล่าๆ ในเรื่องการสร้างเหตุ

เพราะว่า ผู้ที่สำคัญหมายมั่นว่า ตนรู้อะไร ได้อะไร เป็นอะไร ในคำเรียกนั้นๆ พวกนี้โมหะแรง มีแต่การสร้างเหตุแห่งวิวาทะ มากกว่าการสนทนาเพื่อหาทาง ดับเหตุแห่งทุกข์ ที่ยังมีอยู

เมื่อวลัยพรเข้าไปสนทนาด้วย เจ้าตัวข้างใน ที่เรียกมันว่า ไอ้ตัวแสบ นี่แสบจริงๆ เห็นพวกนั้นเป็นไม่ได้ จ้องจะแง่งกับเขา(เหมือนหมาจ้องจะกัดกัน) มีช่องเมื่อไหร่ เล่นทันที

หลังจากที่เล่นมานาน เกิดความเบื่อหน่าย ในสิ่งที่กระทำอยู่ ถึงแม้ไอ้ตัวแสบ อยากจะแง่ง แต่ตัวอื่นๆ เบื่อหน่ายมากกว่า ไม่อยากร่วมลงเล่นด้วย เจ้าตัวนี้ก็ได้แต่แง่งๆๆๆ อยู่ตัวเดียว แค่รู้ว่า มันมีอยู่

ตอนนี้ เริ่มมองเห็น การหาสาระอะไรอะไรไม่ได้ กับสัญญาต่างๆ ที่เป็นใบไม้นอกกำมือ นับวันยิ่งเฝือ เพราะหาแก่นสารสาระอันใดไม่ได้ มองเห็นแต่เหตุปัจจัย ที่ตนเอง เป็นเหตุให้ผู้อื่น สร้างเหตุแห่งทุกข์ ด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่ของผู้นั้น

เริ่มเบื่อหน่ายสัญญา ที่เป็นปัจจัย ให้เกิดการสร้างเหตุนอกตัว มากกว่า การกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ ที่ยังมีอยู่

เล่นนอกตัว มีปัญหา

เล่นในตัว เพียงคนเดียว ก็ไม่พ้นปัญหาจากนอกตัว ที่เกิดจาก เหตุปัจจัยที่มีต่อกัน

ช่วยไม่ได้ ยังชอบขีดเขียน ถึงจะเป็นสัญญา ถึงแม้จะไม่ใช่นำไปกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

เป็นเพียงสัญญา ที่มีเกิดขึ้นในคำเรียกต่างๆ นำไปใช้ตามอุทานที่ยังมีอยู่

เมื่อเห็นแต่เหตุที่ตนเอง เป็นเหตุปัจจัยให้ผู้อื่น สร้างเหตุแห่งทุกข์(ตามเว็บบอร์ด) ปัจจัยจาก ความไม่รู้ชัดในผัสสะ ของผู้นั้น วลัยพรจะพยายามระงับมือไม้ตัวเอง ไม่เข้าไปตามเว็บบอร์ด

แต่ยังอดที่จะขีดเขียนสัญญาต่างๆ ที่มีเกิดขึ้นยังไม่ได้ ยังคงขีดเขียน เรื่องราวผัสสะต่างๆ ที่มีเกิดขึ้นกับตัวเอง

เพราะการขีดเขียนสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ(ผัสสะ) เป็นปัจจัยให้ ได้รู้ชัดในเหตุปัจจัยที่วลัยพร ยังคงมีอยู่ และเป็นอยู่

กิเลส นับวัน ยิ่งละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ แฝงตัวทุกขณะ

เมื่อผัสสะเกิด จะพยายามเตือนตัวเองว่า อย่าไปยุ่ง เหตุของใคร ของคนนั้น อย่า และก็อย่า ดูสิว่า ระหว่างกิเลสที่เกิดขึ้น กับ สติ ตัวไหนจะมีแรงมากกว่ากัน

 

 

 

สัญญาเว้ยเฮ้ย

ไม่อยากรู้อะไรแล้ว เกิดขึ้นอยู่ได้ เบื่อจะตายชัก

แค่สิ่งที่ควรรู้ ก็พอแล้ว (ที่สามารถนำไปกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้)

เกินจากนั้น(คำเรียกต่างๆ) ก็แค่นั้นเอง เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังทำให้เกิดขึ้นใหม่ ด้วยความไม่รู้ของตัวเขา ทำกันขึ้นมาเอง

เบื่อ ไม่อยากเจอทุกข์

ชอบอยู่กับความสงบ รู้แต่สิ่งที่ตนเอง ยังมีเหตุปัจจัย ที่ทำให้เกิดการสร้างเหตุ จะได้ยับยั้งได้ทัน

สัญญาต่างๆ ที่เกินจากวิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
เบื่อ ไม่อยากรับรู้

เวลาไม่อยากรู้ เกิดขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ เกิดจนเบื่อ
ทีเวลาที่อยากรู้ เงียบสนิท ไม่มีสักแอะ

ทั้งๆที่รู้ว่า สัญญา ก็ไม่เที่ยง
แต่ก็ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายได้

Advertisements

หงุดหงิดง่าย

ตอนนี้ เห็นความหงุดหงิดของตัวเอง เห็นชัดมากกกกก

เมื่อเช้า ก่อนที่จะสร้างเหตุกับตา เริ่มจากเจ้านายก่อนแต่เช้าเลย เรื่องเขาถามหาไก่ แช่ตรงไหน

พอบอกไปแล้ว เขาไปหยิบอีกกล่องมา แล้วถามว่า ใช่ไหม

เราบอกว่า ใช่ซะที่ไหน อีกกล่องหนึ่ง คือ น้ำเสียงที่พูดออกไป แสดงอาการไม่พอใจ

พอเราพูดออกไปแล้ว ถึงรู้สึกตัวว่า เราแสดงอารมณ์ที่ไม่ดีออกไป

เจ้านายบอกว่า ใครหนอหงุดหงิด อารมณ์เสียแต่เช้าเลย

เราบอกว่า ขอโทษที มันเป็นของมันเอง พักนี้จะหงุดหงิดง่าย

หมายเหตุ:

ช่วงนี้ สภาวะเปลี่ยนไปแทบ ทำใจให้รับได้ ไม่ทันจริงๆ

ข้าว กินน้อยลง อิ่มง่าย ไม่ค่อยอยากอาหาร ต่อให้ชอบมากแค่ไหน กินไม่กี่คำก็อิ่มแล้ว

การนอนหลับ สภาวะเปลี่ยนไปอีกแล้ว จากที่เวลานอน รู้ว่า จิตเป็นสมาธิ สักพัก จะหลับไปเอง

เดี๋ยวนี้ไม่เป็นแบบนั้น พอล้มตัวลงนอน รู้สึกได้ถึง จิตเป็นสมาธิทันที ขณะหลับตาอยู่ เหมือนนอนมองความมืด ของกระจกเงา บางครั้งมีโอภาสเกิด เป็นระยะๆ แล้วมีความรู้สึกตัวเกิดเป็นระยะๆ สลับกับไม่รู้สึกตัว

กลางวันก็เช่นกัน สมาธิจะเกิดขึ้นเนืองๆ มีสุขเกิดบ้างบางครั้ง นั่งเล่นเกมส์ก็รู้ ทำงานบ้านก็รู้

เพียงแต่ สมาธิไม่มีกำลังมากหรือแนบแน่นแบบก่อนๆ จะเป็นแบบนี้ทั้งวัน จนกระทั่งถึงเวลานอน

เหมือน ไม่ได้คิดทำสมาธิ แบบที่เคยทำ แต่จิตเกิดเป็นสมาธิเอง โดยอัตโนมัติ ไม่รู้ว่า เนื่องจากเหตุนี้หรือเปล่า ทำให้ไม่อยากอาหาร และไม่หิว

 

ไม่แน่ใจว่า เพราะ ไม่เคยนอนหลับหรือเปล่า จึงทำให้หงุดหงิดง่าย

ตอนนี้เพียง ดูต่อไป เดี๋ยวรู้คำตอบจากสภาวะเอง

 

อาการไม่หลับ ไม่นอนแบบหลับลึก ทั้งวันทั้งคืน ไม่ได้ทำให้รู้สึกมีอาการง่วง หรืออ่อนเพลียแต่อย่างใด

เพียงแต่ ทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย ธาตุขันธ์นี้ ยิ่งนัก

 

ฆราวาส เป็นทางคับแคบ

ตอนนี้ เห็นแบบนั้น จริงๆ ว่าช่างคับแคบ

รู้ชัดสภาวะเบื่อ

เห็นรายละเอียดต่างๆชัดมากขึ้นเรื่อยๆ จิตนี้มหัศจรรย์ยิ่งนัก

สภาวะเบื่อจะมีรายละดับ จากเบื่อน้อย จนกระทั่งเบื่อมาก จะมองเห็นว่า สังขารนี้น่าเบื่อหน่าย ไม่มีแก่นสารสาระอะไรเลย ข้าวปลาอาหารจะไม่อยากกิน แต่ต้องกินเพื่อหล่อเลี้ยงสังขาร เห็นความน่าเบื่อหน่ายของการเกิด เห็นโทษของการเกิด เห็นภัยของการเกิด เพราะสุดท้ายชีวิตมันมีแค่นี้เอง เดิมๆซ้ำๆ

โลกนี้เปรียบเหมือนโรงละครโรงใหญ่ ทุกคนต่างเล่นละครไปตามบทบาทของตัวเอง ที่เกิดจากเหตุของแต่ละคนทำไว้ ซึ่งไม่เคยรู้เลยว่าเล่นบทต่างๆเหล่านี้ซ้ำซากมานานแค่ไหนแล้ว

เมื่อรู้ชัดในสภาวะบทบาทของการเล่นละคร นับวันเห็นสภาวะต่างๆนี้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เกิด กำลังเกิด จนกระทั่งดับหายไป สุดท้าย มันมีแค่นี้เอง ลืมตา หลับตา สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างลืมตากับหลับตา ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

จิตมีกลไกซับซ้อนซ่อนลึกอยู่ภายในตลอด ไม่ว่าจะตกอยู่ในสภาวะไหน จิตจะมีวิธีรักษาจิตเองไม่ให้ไปข้องเกี่ยวกับสภาวะที่เกิดขึ้น ในยามที่รู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้ว จิตจะพักในสมาธิครั้งๆหนึ่งนานมากๆ พักไปจนกว่าจิตจะพอใจ

ถ้าอาการเบื่อเกิดน้อย จิตจะพักน้อย ถ้าเกิดมากจนมองอะไรว่างเปล่าไปหมด มองเห็นอัตภาพร่างกายหรือเปลือกที่อาศัยอยู่นี้ ไร้สาระ ไร้แก่นสาร อยู่สักแต่ว่าอยู่
ข้าวปลาอาหารไม่อยากกิน เหมือนหุ่นยนต์ที่เคลื่อนไหวไปตามกลไกของเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เมื่อเกิดสภาวะเช่นนี้ จิตจะพักในสมาธิเองโดยอัตโนมัติ เกิดเอง เป็นเอง หายเอง โดยไม่ทำให้ไปทุกข์กับสภาวะที่เกิดขึ้น เมื่อก่อนไม่รู้ชัดในสภาวะเหล่านี้ ทุกข์มากๆ พอรู้แล้ว รู้สักแต่ว่ารู้ว่าสภาวะนี้ๆ สภาวะนั้นๆเกิดอีกแล้ว รู้แล้วจบ
จิตทำงานเองอัตโนมัติ ตามครรลองของสภาวะโดยตัวของจิตเอง นี่แหละความเป็นอิสระของจิตที่ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลส ไม่ว่าจะมาในรูปแบบสภาวะใดๆก็ตาม

ฉะนั้น เรื่องกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น ขณะที่จิตพักอยู่นั้น มีกำลังมากมายขนาดไหน เรียกว่า ดับสนิทตลอด แต่จะรู้สึกตัวเมื่อถึงเวลาที่จะรู้ ซึ่งเกิดเอง รู้เองโดยจิตเอง ไม่ใช่เราไปเจาะจงทำให้เกิดขึ้นมาอย่างใด

พักจนจิตรู้สึกอิ่ม จิตจะคลายตัวออกมาจากสมาธิเอง ถ้ายังมีเชื้ออยู่ จิตจะกลับไปพักต่อ จนกว่าจะไม่เอาแล้วจริงๆ ต่อให้จะทำให้เกิดสมาธิแบบใดๆก็ไม่เกิด เหตุเพราะจิตพอแล้ว ไม่เอาอีก แล้วสภาวะเบื่อจะหายไปเอง จิตกลับมาปกติดังเดิม

ไม่เหมือนทางโลก มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ กินแล้ว กินอีก เฝ้าแต่กิน ที่กินเข้าไป มีแต่กิเลส กินจนพุงกางกินเท่าไหร่ก็ไม่เคยเต็มอิ่ม หิวกระหายตลอดเวลา ไม่เคยรู้จักกับสภาวะของ “ความพอใจ”

ตราบใดที่ยังมีกิเลส ทุกๆคนเหมือนกันหมด แตกต่างกันตรงที่รูปแบบของเหตุเท่านั้นเอง กิเลสน่ะเหมือนกันหมด ส่วนจะมากหรือน้อย จะรู้จักคำว่า”พอ” มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกิเลสที่มีอยู่ ทั้งกิเลสแบบหยาบ จนกระทั่งที่เป็นอนุสัยเป็นตัวคอยกระตุ้น เป็นแรงผลักดันให้เกิดการกระทำต่างๆออกไป ภพชาติยืดยาวเพราะเหตุนี้

ไม่มีรูปแบบ

การปฏิบัติ เมื่อมาถึงจุดๆนี้ สภาวะจะเป็นธรรมชาติมากๆ ไร้รูปแบบ เดิน สักแต่ว่าเดิน นั่งสักแต่ว่านั่ง อิริยาบทต่างๆล้วนสักแต่ว่า ไม่มีกำหนดกฏเกณฑ์อะไร ไม่มีรูปแบบที่เป็นรูปธรรมที่มองเห็นชัด ที่เรียกว่านี่คือการเดินจงกรม หรือนั่งสมาธิ

คนภายนอกจะมองไม่ออกเลยว่า นี่คือ การปฏิบัติ มองไม่ออกจริงๆ เพราะสภาวะที่เห็นภายนอกดูปกติมากๆ เหมือนกับการใช้ชีวิตในประจำวันโดยทั่วๆไป ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน ทำงานต่างๆ

รู้ชัดในจิต

เมื่อรู้ชัดในจิต รู้จักจิตดี จะจับอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆของสภาวะต่างๆที่กำลังจะเกิดขึ้นในจิตได้ชัดมากขึ้น แม้กระทั่งสมาธิที่กำลังเกิดขึ้นเอง เป็นเองโดยจิตเอง ไม่ใช่เจาะจงพยายามทำให้จิตเป็นสมาธิ

เหตุนี้ การปฏิบัติจึงมองดูเหมือนไม่ได้ปฏิบัติ เพราะสิ่งภายนอกที่ทำอยู่ ไม่มีสิ่งใดแสดงให้มองเห็นว่ากำลังปฏิบัติอยู่

เช่น ขณะกำลังทำงานบ้าน จะรู้ชัดในกายและจิตเอง เกิดเอง เป็นเอง จะรู้อยู่อย่างนั้น โดยไม่ต้องกำหนดบริกรรมภาวนาใดๆ ไม่ต้องกำหนดรู้ จะสักแต่ว่ารู้ รู้ไปเรื่อยๆจนรู้สึกว่า จิตพร้อม เพราะสมาธิจะเกิดเอง จะรู้ชัดในสภาวะ ถึงจะนั่งลง

การนั่ง ไม่ได้มีรูปแบบ คนภายนอกถึงมองไม่ออก นั่งง่ายๆ พิงตู้มั่ง โซฟามั่ง พื้นมั่ง ฯลฯ คือ สักแต่ว่ารู้ว่านั่งเท่านั้นเอง ไม่ใช่รูปแบบที่ถูกสร้างขึ้นในการนั่งสมาธิที่มีเกิดขึ้นในปัจจุบันทำๆและมองเห็นกันอยู่
ซึ่งเรียกกันว่า กำลังนั่งสมาธิหรือกำลังทำสมาธิ

แต่การนั่งแบบนี้ คนภายนอกจะมองไม่ออก เหมือนการทำงาน เหมือนการใช้ชีวิตแบบธรรมดาๆปกติมากๆ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของแต่ละคน คนภายนอกจึงมองไม่ออกเพราะเหตุนี้ เรียกว่า อิสระ ไร้รูปแบบ ไร้ร่องรอยให้คาดเดา

ฉะนั้น เมื่อมีคนมารบกวนขณะที่นั่งสมาธิอยู่ เพราะเขาไม่รู้ว่าทำสมาธิอยู่ ทั้งเขาและเรา จึงไม่มีวิบากต่อกัน เพราะจิตไม่มีขุ่นมัว จิตเป็นปกติ ผิดกับจิตที่ขุ่นมัวไปด้วยกิเลสชอบ,ชังที่มีต่อผัสสะที่เกิดขึ้น นั่นส่งผลให้เป็นวิบากต่อกัน

สภาวะเบื่อ

ความเบื่อที่เกิดขึ้น มี ๒ แบบ

๑. อาการเบื่อที่เกิดขึ้นเพราะไม่ได้ดั่งใจ

๒. อาการเบื่อที่เกิดขึ้น เกิดเอง เป็นเองในจิต

ความแตกต่างของสภาวะเบื่อ

อาการเบื่อที่เกิดขึ้นเพราะไม่ได้ดั่งใจ

ลักษณะที่เกิดขึ้น เมื่อมีอาการเบื่อหรือสภาวะเบื่อเกิดขึ้น ถ้ามีคนมาพูดคุยด้วย หรือเข้ามาติดต่อ จะรู้สึกหงุดหงิด รู้สึกจุกจิก เพราะพื้นฐานมีความเบื่อที่เกิดขึ้นในใจ ที่เกิดจากการไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น

แม้กระทั่งชีวิตคู่ หากคู่ครองมาถูกเนื้อต้องตัว หรือกอด ถ้ามีอาการรำคาญหรือหงุดหงิด ล้วนเป็นสภาวะเบื่อที่เกิดจากการความไม่ได้ดั่งใจ ที่อาจเกิดจากขณะนั้น หรือเกิดจากเหตุอื่นๆก่อนหน้านั้นมาก่อน

สภาวะเบื่อเช่นนี้ ล้วนมีแต่เหตุของการสร้างเหตุใหม่ที่เป็นเหตุของการเกิดให้เกิดขึ้น เพราะได้มีการกระทำออกไป ถึงแม้ว่าอาจจะเป็นแค่ความคิดก็ตาม ทุกอย่างล้วนมีผลหมด

อาการเบื่อที่เกิดขึ้น เกิดเอง เป็นเองในจิต

ลักษณะที่เกิดขึ้น เมื่อมีอาการเบื่อหรือสภาวะเบื่อเกิดขึ้น ถ้ามีคนมาพูดคุยด้วย หรือเข้ามาติดต่อ จะไม่ไปรู้สึกหงุดหงิดหรือรำคาญแต่อย่างใด ยังคงใช้ชีวิตทางโลกแบบปกติ ไม่มีอาการหงุดหงิดจากเหตุภายนอก

ยังคงพูดคุยสนุกสนานเฮาฮาปาตี้เป็นปกติดี ส่วนภายในที่รู้สึกเบื่อ ยังคงมีอยู่ เรียกว่า สภาวะทั้งภายนอกและภายในแยกออกจากกัน สภาวะที่เป็นอยู่ จะไม่เป็นเหตุปัจจัยทำให้เกิดเหตุภายนอก

สภาวะเบื่อเช่นนี้ ผู้ปฏิบัติต้องหาอุบายรักษาจิตของตัวเอง โดยอาจจะนำความชอบส่วนตัวมาใช้ เช่น ชอบดูหนัง ฟังเพลง ทำงานบ้านฯลฯ เรียกว่าอะไรก็ได้ที่ชอบทำ แต่เป็นเหตุให้รู้อยู่กับภายใน ไม่ใช่นอกตัว

เมื่อมีจิตที่ตั้งมั่น สมาธิย่อมกดข่มความรู้สึกเช่นนั้นลงไปชั่วคราว เรียกว่าเป็นการเบี่ยงเบนสภาวะชั่วคราว เพราะสภาวะความเบื่อจะเพิ่มรายละเอียดของสภาวะมากขึ้นเรื่อยๆ การสร้างเหตุให้รู้อยู่ในกายและจิต จะช่วยได้มาก

เป็นเหตุให้เกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริง ล้วนเป็นทางไปสู่การถ่ายถอนอุปทานที่มีอยู่

สภาวะเบื่อ

ขอบอกว่าสภาวะนี่สุดยอดจริงๆ จากเบื่อสุดๆ ตอนนี้มาเป็นขี้เกียจสุดๆ รู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น แต่ไม่หยุดทำ ทำมาก ทำน้อยไม่สำคัญ แต่ต้องทำ เพื่อให้มีเกราะป้องกันที่แข็งแรง

กิเลสมาหลายรูปแบบ ทั้งหยาบ ทั้งละเอียด ถูกทดสอบตลอดเวลา มีแก้ไขมั๊ย รู้ทันมั๊ย แล้วทำอย่างไรกับแต่ละสภาวะ มันจะมีแต่ปุจฉา-วิสัชชนาตลอด จิตกับจิต เพื่ออะไร ทำไม

หลังจากสภาวะใดสภาวะหนึ่งจบไป มักจะมีตัวรู้เกิดขึ้นเนืองๆ ครั้งนี้ก็เช่นกัน แต่สภาวะเบื่อในรอบนี้ เกิดนานกว่าทุกๆครั้ง เจอกิเลสหลายตัว ทั้งความเบื่อ เบื่อมากๆ เบื่อสุดๆ ความขี้เกียจ ความง่วงแบบไม่มีสาเหตุ

เจอแค่ ๓ ตัวนี่ เล่นเอาเราเป๋เหมือนกัน แต่ปรับตัวเองได้ทัน ทั้งๆที่รู้อยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะโดนทั้ง ๓ ตัว มันไวมากๆเวลาเกิด ไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าให้เตรียมตัว เล่นเดี๋ยวนั้น ทำเดี๋ยวนั้น

ถ้าเป็นเมื่อก่อนเจอแบบนี้ ท้อสุดๆ เดี๋ยวนี้ไม่ รู้แล้วว่าต้องทำตัวอย่างไรจึงจะเข้ากับสภาวะได้ ทำตามน้ำเท่านั้นเอง คือ ทำตามกิเลส ดีหรือไม่ดี ห่วยแตกขนาดไหน ให้แค่รู้ไป

ให้ค่าอยู่นะ แต่ไม่ไปทำให้ตัวเองทุกข์ เพียงมาปรับเปลี่ยนอิริยาบทให้เข้ากับสภาวะเท่านั้นเอง แล้วสภาวะจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งจบด้วยตัวสภาวะเอง

เราถึงบอกไงว่า พอจับจุดสภาวะได้แล้ว การปฏิบัติจะสะดวกสบายมากขึ้นเรื่อยๆ จึงพบแต่ความสุขทางจิตเนืองๆ โดยไม่ต้องไปสนใจเรื่องสุขนอกตัว ที่ต้องอิงโน่นอิงนี่ อาศัยสิ่งโน้น สิ่งนี้มาทำให้เกิดความสุขทางใจ

เราจะแยกคำว่า ” จิต ” กับ ” ใจ ” ออกจากกันนะ ถ้าความสุขที่เกิดทางใจ นั่นคือ ยังต้องอาศัยสิ่งหรือเหตุปัจจัยจากภายนอก

ส่วนความสุขทางจิตนั้น เป็นผลที่เกิดจากการปฏิบัติ แล้วสุขนี้จะเกิดขึ้นเอง โดยที่เราไม่ต้องไปเจตนาทำเพื่อให้ได้สุขนั้นๆแต่อย่างใด เป็นความสุขที่สะอาด ใหม่ๆก็ระวังเหมือนกันนะ มันจะติดสุข เดี๋ยวนี้ไม่ต้องระวัง

เพราะรู้ดีว่า เดี๋ยวก็หายไปเอง ถ้าไม่ไปยึดย่อมไม่ติด เพราะถึงแม้จะเป็นสุขที่สะอาด แต่จะกลายเป็นกิเลสเล่นงานเราทันที ถ้าเราเกิดการยึดติด เป็นมาก่อนนะ ถึงเข้าใจสภาวะต่างๆเหล่านี้ดี เรียกว่าทะลุปรุโปร่งเลยก็ว่าได้ แค่สภาวะในตอนนี้นะ

ถ้าเจอสภาวะกิเลสที่ละเอียด เนียนกว่านี้ ก็ต้องโง่ก่อน โง่กับกิเลส แล้วถึงจะรู้ เราเลยชินเสียแล้ว เพราะไม่ว่าจะมาไม้ไหน มาแบบไหน ยอมรับได้หมด เพราะรู้ว่า เจริญสติต่อไปนี่แหละ ทำให้ต่อเนื่อง แล้วทุกๆสภาวะจะจบลงด้วยตัวสภาวะเอง

สภาวะเบื่อที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เกิดขึ้นนานกว่าทุกๆครั้ง สุดท้ายจบลงไปได้ พอจบก้มีความรู้ใหม่ๆเกิดขึ้นอีก รู้ในครั้งนี้เล่นเอาเราอึ้งไปเลย รู้แต่ไม่เคยคิดว่ารู้ อยากรู้จนหายอยาก พอได้รู้ในสิ่งที่อยากรู้ แต่ไม่เคยหาคำตอบเพราะรู้ดีว่าสักวันรู้เอง แล้วก็ได้รู้จริงๆ ผิดจากการคาดเดาเอาไว้มากๆ ” นิพพาน ”

ผลของจิตตั้งมั่นได้ในระดับหนึ่ง

ผลของการฝึกจิตให้ตั้งมั่นได้เนืองๆ ตั้งมั่นได้ทุกอิริยาบท จะเป็นตัวช่วยในเรื่องของสภาวะต่างๆได้เยอะมากๆ เรียกว่าอยู่ได้ทุกสภาวะ ได้ทุกอิริยาบท เราถึงไม่เกิดความทุกข์เพราะคิด ที่เกิดจากการให้ค่าต่อสภาวะที่เกิดขึ้นแบบก่อนๆ

ครั้งนี้ยาว

สภาวะเบื่อที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ยาวนานกว่าทุกๆครั้ง เราได้แต่เฝ้าดู ไม่หาเหตุว่าทำไม ไม่ให้ค่าว่าคืออะไร รู้แค่ว่า ” เบื่อ ”

ถึงแม้จะเบื่อแสนเบื่อขนาดไหนๆก็ตาม เรายังคงปฏิบัติต่อเนื่อง ไม่เคยหยุดสักวันเดียว ทำมาก ทำน้อย ตามแต่โอกาสจะอำนวย แต่ทำทุกวัน เพราะรู้ดีว่า ทุกๆสภาวะล้วนมาสอนเรื่องความไม่เที่ยง

มาสอนให้ ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในจิต ส่วนในกายนั้น เราได้คำตอบแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในกายทั้งหมด ล้วนเกิดจากอุปทานที่ให้ค่าตามสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น

ความร้อน ความเย็น ปวดเมื่อย ชา ฯลฯ สารพัดที่เกิดขึ้นกับกาย ล้วนเกิดจากอุปทานทั้งสิ้น เป็นการทำงานของขันธ์ ๕ เป็นเรื่องของจิต ที่ยังมีการยึดในกายหยาบที่ยังมีอยู่

ส่วนเรื่องโรคภัยไข้เจ็บต่างๆที่เกิดขึ้นกับกายนั้น ล้วนเกิดจากเหตุที่เราได้ทำหรือได้สร้างขึ้นมาเองทั้งสิ้น ทั้งการกระทำในอดีตและปัจจุบัน ล้วนส่งผลให้เป็นโรคนั้น โรคนี้ เขาถึงเรียกว่า ” โรคกรรม ”

วันนี้สภาวะเบื่อเริ่มคลายตัวลง

เริ่มสังเกตุเห็นได้อย่างหนึ่งคือ ช่วงที่เกิดสภาวะเบื่อ จิตจะไม่ยอมคิดพิจรณาอะไรเลย เราลองใช้ความคิด มันมีแต่ควาว่าง มันไม่ยอมคิด มีแต่ความเบื่อมากกว่าสภาวะอื่นๆ เราต้องอาศัยเอาจิตเข้าพักในสมาธิเนืองๆ

พอพักในสมาธิมาก มีสิ่งที่มองเห็นได้ชัดคือ ความขี้เกียจ เห็นชัดมากๆ มันไม่มีความพอดีเลยสักอย่างเดียว สมาธิมากไปก็ทำให้ขี้เกียจ

ก็ดูความรู้สึกที่เกิดขึ้น เพราะรู้ว่า เดี่ยวก็หายเองน่ะแหละ ย่ำมาจนชินแล้วสภาวะต่างๆเหล่านี้ แต่ครั้งนี้เกิดนานกว่าทุกครั้ง

ให้ค่าก็ยอมรับว่าให้ค่า

ทบทวนสภาวะที่ผ่านๆมา เรานี่ฟาดฟัดกับกิเลสของตัวเองมาตลอด เป็นเหตุให้เริ่มอยู่กับปัจจุบันได้ทันมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้ยังมีนะให้ค่า แต่ไม่ได้ทำให้ทั้งภายนอกและภายในเดือดร้อน สภาวะนั้นคือ

หลายวันมานี่ เราเกิดสภาวะเบื่อ เบื่อมากๆ ไม่ใช่เบื่อคน แต่จิตมันคิดพิจรณาแต่เรื่องของการเกิด เกิดคือโง่ เป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่ายมากๆ ทั้งๆที่สุขสบายดี ก็ยังเบื่อ

ปฏิบัติก็ปล่อยไปตามความเป็นจริง มันเบื่อมากๆ ก็ยอมรับว่าเบื่อไป ดีที่ว่ายังมีที่ให้จิตได้พัก คือ พักในสมาธิ วันนี้ก็พักไปอีกครึ่งวัน ออกมาจากสมาธิแล้วก็ยังรู้สึกเบื่อมากๆ เหมือนคนขี้เกียจ มันไม่เอาอะไรเลย แต่ก็ยังคงทำเหมือนเดิม

เบื่อให้รู้ว่าเบื่อ ไม่หาทางแก้ไข แต่ทำเท่าที่ทำได้ ยังดีกว่าคนที่ไม่ได้ทำ ทำมาก ทำน้อย ทำไปเรื่อยๆ ไม่คาดหวัง แค่ให้จิตเขาซึมซับความรู้สึกว่าต้องทำต่อเนื่องเอาไว้แค่นั้น

ฉะนั้น ถึงแม้จะเกิดสภาวะเบื่อมากมายขนาดไหน มันรู้สึกนะ แต่ก็ยังคงทำ มันไม่มีผลต่อการปฏิบัติ แม้จะเอาจิตพักในสมาธิ ถือว่ายังได้ทำ มันไม่เที่ยงอยู่แล้วเรื่องของสภาวะ ไม่ว่าจะสภาวะไหนๆก็ไม่เที่ยง ที่ยังมีดีหรือไม่ดี เพราะยังให้ค่าอยู่

เราเลิกทุกข์กับสภาวะมานานเท่าไหร่แล้วก็ไม่ได้จำนะ รู้แต่ว่าทำแบบสบายๆ ไปแบบเรื่อยๆ กระเทาะเอากิเลสออกไปเรื่อยๆ ค่อยๆขัดเกลาจิตไปเรื่อยๆ ไม่เร่ง ไม่รีบ พักก็เหมือนไม่ได้พัก ไปได้เรื่อยๆ ไม่ทุกข์ร้อนอะไร

มองคน

เวลามองคนที่ยังหลงเล่นกับเงาของกิเลสในจิตที่มีอยู่ของตัวเอง เขาไม่ได้แตกต่างจากเราเลย อยากจะบอกกับเขาเหล่านั้นว่า หยุดเล่นเถอะ จงเป็นตัวของตัวเอง อย่าไปเล่นหลายชื่อ หลายบุคคลิกทำเป็นคนละคนแบบนั้นเลย มันมีแต่เหตุไม่รู้จบ เป็นเหตุให้กิเลสมากกว่าเดิม

แต่เขาเหล่านั้นคงไม่ฟังเราหรอก เราน่ะเคยทำมาหมดแล้วแบบนั้นน่ะ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ลงไปเล่นมากแบบเขาเหล่านั้นก็ตาม มันสนุก ได้พูดในสิ่งที่อยากพูดในสิ่งที่คิดว่าตัวเองรู้ แต่มันคือกิเลส แต่ตอนนั้นไม่รู้จักเรื่องราวของกิเลส พอเลิกเล่น มาเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ทำให้รู้จักกิเลสโดยสภาวะเอง

พอรู้จักกิเลส เลิกเล่นหลายยูสเซอร์อย่างเด็ดขาด ไม่เล่นอีกเลย จะพูดคุยอะไร ว่าไปตามความเป็นจริงในสิ่งที่เราคิดว่าเรารู้ ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือเสียหายอะไร ไม่มีใครหรอกที่จะไม่ผิดพลาด หรือรู้น้อยกว่าคนอื่นๆ

เมื่อมาเจอคนเล่นหลายยูสเซอร์ ใช้หลายๆชื่อในบอร์ดหลายๆบอร์ด ทั้งๆที่เป็นคนๆเดียวกัน ทำตัวเป็นหญิงบ้าง ชายบ้าง พระบ้าง เรียกว่าเล่นหลายรูปแบบ คุยกับตัวเองก็มี ทะเลาะกับตัวเองก็มี เข้าไปด่าว่าตัวเองก็มี เข้าไปให้การอนุโมทนาตัวเองก็มีฯลฯ ทั้งๆที่เป็นคนๆเดียวกัน ต่างแค่ชื่อที่ใช้เท่านั้นเอง

พอใครไม่เห็นด้วยกับข้อคิดเห็นของตัวเอง เอาชื่ออื่นๆที่ตัวเองใช้อยู่ เข้าไปรุมอีกฝ่าย เรามองแล้ว ใหม่ๆโกรธนะ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ มองแล้วแค่มอง เพราะเข้าใจ เข้าใจในกิเลสของคน เขาเราล้วนไม่แตกต่างกันเลย เรา เขา ล้วนแตกต่างกันที่เหตุทำมาเท่านั้นเอง ผลเลยให้ได้รับเป็นเช่นนั้น

จะรู้กันบ้างไหมนะว่า ถ้าหยุดเล่นกับเงาของจิตหรือเงาของกิเลสที่มีอยู่ในจิตของตัวเองได้

หยุดเล่นในการใช้หลายๆชื่อ แล้วทำตามความเป็นจริง ตัวเองเป็นยังไง ว่าไปตามนั้น ใช้ชื่อเดียว จะเป็นเหตุให้ เห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น

อยากบอกนะ แต่ก็รู้ดีว่า เขาเหล่านั้นคงไม่ฟังเราหรอก ต้องให้เขาเจอสภาวะหรือเหตุที่ทำให้เขาเลิกใช้หลายๆชื่อเอง เรียกว่า เลิกเล่นไปเองโดยสภาวะของตัวเขาเอง เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่เขาทำมา คงไปบอกอะไรกับใครไม่ได้

คนที่เราบอกแล้ว เขาเชื่อเรา นั่นคือ เขาเคยสร้างเหตุกับเรามา เขาจึงมาเชื่อเรา คนที่ไม่เคยสร้างเหตุมากับเราในด้านนี้ บอกไปเขาไม่เชื่อเราหรอก ดีไม่ดี กลายเป็นเหตุใหม่ให้กับเราอีก เราจึงได้แต่มอง เพราะนั่นคือ เหตุของเขา

ให้ค่าก็ยอมรับว่าให้ค่า

เมื่อยังมีการให้ค่า ยอมรับไปตามนั้น ยังมีกิเลสนี่นะ เรื่องปกติ เพียงยอมรับตามความเป็นจริงไปเท่านั้นเอง ให้ค่าคือให้ค่า แต่ไม่ไปยึดติดในการให้ค่าที่ยังมีอยู่ จนกระทั่งก่อให้เกิดการกระทำ แค่รู้ว่าให้ค่าเท่านั้นเอง

ให้ค่ากับตัวเองไม่ได้เสียหายอะไร ดีซะอีก เท่ากับไม่โกหกตัวเอง โกหกภายนอกหรือคนอื่นๆ ไม่ร้ายแรงเท่ากับโกหกภายใน คือ โกหกตัวเอง นี่ร้ายแรงยิ่งนัก เพราะเป็นเหตุให้ ยากที่จะเห็นตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในจิตได้

ภายในยังมองไม่เห็น ภายนอกยิ่งไม่ต้องไปหวังอะไรเลย เป็นคนสิ้นหวังไปทันที แต่ไม่รู้ว่าสิ้นหวัง เพราะยังมองไม่เห็นสภาวะภายในที่แท้จริง เป็นเหตุให้ หลงกระทำหรือสร้างเหตุใหม่ที่เป็นเหตุให้ก่อภพก่อชาติไปเรื่อยๆด้วยความไม่รู้

สภาวะเบื่อ

มีแต่กิเลส

ไม่ว่าชีวิตจะมีความสุขมากมายแค่ไหน ล้วนเป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่ายทั้งสิ้น สภาวะนี้ สภาวะสุขจนเบื่อหน่าย กับสภาวะยาขยัน คือไม่ยอมหลับยอมนอนทั้งเวลากลางวันและกลางคืน

ซึ่งเราว่าจะเขียนบันทึกไว้ จะได้รู้ว่า สภาวะทั้งสองนี้ เกิดกี่ครั้งต่อเดือน ห่างจากกันเป็นเวลากี่วัน ก็ไม่ได้เขียนไว้สักที เด๋ยวนี้จิตมันอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น แม้กระทั่งการสนทนา คุยได้ไม่นาน เกิดความเบื่อหน่ายอีกแล้ว

สภาวะสุขจนเบื่อ

สภาวะนี้ มันคิดพิจรณาแต่เรื่องของชีวิต จิตคิดพิจรณาขึ้นมาเอง เป็นเอง โดยที่ตัวเราเองก็ยังไม่ทันจะรู้ มันจะเริ่มแบบธรรมดาๆก่อนคือ จู่ๆรู้สึกเบื่อแบบไม่มีสาเหตุ แล้วไม่รู้ว่าเบื่ออะไร อะไรๆมองไปแล้ว มันจะเบื่อไปหมด

แต่เพราะย่ำกับสภาวะหลายๆสภาวะ จนชำนาญมากขึ้น จึงไม่ไปหาคำตอบว่าอะไรหรือทำไม เพราะรู้ดีว่า ทำต่อไป เดี๋ยวได้คำตอบเอง โดยไม่ต้องไปตาดเดาหรือหาคำตอบแต่อย่างใด

ทั้งๆที่ในชีวิตไม่ได้พบเจอปัญหาอะไร ชีวิตปกติดี เป็นไปแบบเรียบง่าย ไม่ได้มีเรื่องทุกข์ร้อนอะไร

เมื่อคืน เป็นมาสองคืนแล้ว แต่ตอนนั้นยังรู้ไม่ทันว่า สภาวะเบื่อเริ่มเกิดขึ้นอีกแล้ว สติยังไม่ทันนะ เพราะสภาวะนี้จะเกิดเขาเกิดเอง เกิดแบบเนียนมากๆ จะเริ่มต้นแบบง่ายๆ คือ เกิดนอกตัวก่อน

จู่ๆเราเกิดความรู้สึกเบื่อแบบไม่มีสาเหตุ เช่น เบื่อล้างชาม ทั้งๆที่ว่าเบื่อ โดยสภาวะตามความเป็นจริง เราจะทิ้งเอาไว้เลย ไม่ล้าง ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น แต่นี่ไม่ใช่ เรายังคงทำปกติ ระหว่างที่ทำ อาการเบื่อหายไปเอง

แล้วต่อมา เวลามองอะไรๆมันจะรู้สึกเบื่อไปหมด เบื่อแบบไม่มีสาเหตุ สภาวะเริ่มชัดมากขึ้นๆ ตรงที่ว่า จิตเริ่มคิดพิจรณาเรื่องการใช้ชีวิต แล้วต่อมาถึงเรื่องธาตุขันธ์ ทีนี้เราร้องอ้อเลย อ้อๆๆๆๆ สภาวะเบื่อกลับมาอีกแล้ว

จะเบื่อเรื่องธาตุขันธ์ แต่จิตมันจะไปเอาเรื่องนอกตัวมาก่อน ไล่ๆมาทีละเรื่อง จนสุดท้าย จบลงที่ธาตุขันธ์ ทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายกับการเกิด มันมองเห็นแต่เหตุแล้วก็เหตุ ผลที่มีตามมาไม่รู้จบสักที คือ เหตุของความโง่กับกิเลสของตัวเองที่ยังคงมีอยู่

ผลเลยยังมี เพราะตราบใดที่ตัวโง่ยังอยู่ เหตุย่อมมีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แล้วผลจะไปไหนเสียล่ะ นี่แหละคือ ต้นเหตุของความเบื่อหน่าย เรื่องการเกิดนี่เอง

สภาวะยาขยัน จึงเกิดตามมาเพราะเหตุนี้ สภาวะเบื่อจะเกิดก่อน

การรักษาจิต

เมื่อเกิดสภาวะเบื่อ การรักษาจิตเอาไว้ ไม่ให้กิเลสทำอะไรได้ คือ สมาธิ ใช้สมาธิรักษาเอาไว้ ให้จิตพักในสมาธิ ถ้าสมาธิไม่มีกำลังมากพอ จะทำแบบนี้ไม่ได้ ที่สำคัญคือ ต้องชำนาญ เรียกว่า ทำได้ทุกสภาวะ ทุกอิริยาบท ที่ต้องการจะพักจิต

2-3 วันมานี่ เราพักในสมาธิครั้งละครึ่งวัน พอออกมาจากสมาธิ รู้สึกสบายมากขึ้น จิตกลับมาเป็นปกติแบบที่เคยเป็น อาการเบื่อจะค่อยๆหายไปเอง ไม่ใช่หายไปทันทีทันใด มันจะเป็นไปตามสภาวะเอง

เริ่มเข้าใจในสภาวะที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเอาไว้มากขึ้น คือ ได้อ่านในพระไตรปิฎก ตลอดจนในอรรถกถาจารย์หลายๆท่าน ที่เขียนบันทึกเอาไว้ ซึ่งเป็นการตีความในเนื้อหาหรือถ้อยคำที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

เมื่อเจอสภาวะด้วยตัวเอง ทำให้เข้าใจในพระไตรปิฎกมากขึ้นเรื่อยๆ สภาวะจะตอกย้ำ โดยการเกิดสภาวะเดิมๆซ้ำๆ จนกว่าเราจะรู้แจ้งเห็นชัดจากจิตเอง รู้โดยสภาวะเอง ไม่ใช่จากการคาดเดา

เราต้องไม่มีการให้ค่าต่อสภาวะ ถึงจะรู้ชัดในตัวของสภาวะนั้นๆ หากยังมีการให้ค่าต่อสภาวะ สภาวะนั้นๆจะกลายเป็นเกิดจากการคาดเดาไปทันที ไม่ใช่ตามความเป็นจริงของสภาวะที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

กันยายน 2018
พฤ อา
« ส.ค.    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

คลังเก็บ

%d bloggers like this: