สุขจากสมาธิ

กลางคืน จะต้องลุกขึ้นปิดเสียงตั้งเวลา ๓ ครั้ง

มีตี ๓(ปิดแอร์-เปิดแอร์หลังเที่ยงคืน บางครั้งเจ้านายนอนตี ๑ เปิดแอร์ตอนตี ๑ ก็ปิดตอนตี ๓)

ก่อนปิดแอร์ ปรับระบบแอร์ ให้เป็นระบบแห้ง แล้วเข้าห้องน้ำ ออกมาจากห้องน้ำ ปรับเปลี่ยนระบบพัดลม สักพัก ปรับเป็นระบบปกติ ถึงจะปิดเครื่อง

(ที่ทำแบบนี้ เพราะ คนขายแอร์ แนะนำมา บอกว่าถ้าทำแบบนี้ แอร์จะใช้งาน ได้นานมากกว่า การปิดแอร์ทันที หลังเลิกใช้งาน

แอร์ที่ห้อง จะเปิดสองรอบ คือ ช่วงเจ้านายกลับมาจากที่ทำงาน ระหว่างกินข้าว ปิดแอร์ประมาณ ๓ ทุ่ม คือ เปิดประมาณ ๑-๒ ชม. เวลาปิด ปิดปกติ เพราะไม่ได้ใช้งาน หลายชม.)

ปิดแอร์เสร็จ จึงนอนต่อ แต่ไม่หลับ จะรู้ชัดในสมาธิ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

ตี ๕(เจ้านายตั้งไว้เอง ตั้งไว้ด้วยความเคยชิน แต่ไม่เคยลุกปิดเอง)

ตี ๕.๕๐น. เป็นกิจวัตรประจำวัน ที่ต้องตื่นแบบนี้ทุกเช้า เพื่อเตรียมมือเช้าให้เจ้านาย

การที่ต้องลุกแบบนี้ เป็นเหตุให้ เริ่มทำความเพียรตั้งแต่ตี ๓ การทำความเพียรในรูปแบบของวลัยพร ไม่ใช่ยืน เดิน นั่ง แบบตอนกลางวัน แต่เป็นทำความเพียรในอิริยาบทนอน บนโซฟา ที่ปรับเอนนอน ตามนน.ตัวได้ ไม่ใช่นอนราบกับพื้น

เคยลองนอนราบกับพื้น คือ นอนบนที่นอนปกติ สมาธิที่เกิดขึ้นจะสั้นมาก เกิดแค่สั้นๆ ไม่เหมือนกับการนั่งนอนบนโซฟา สมาธิที่เกิดขึ้น จะเกิดนาน

จะดูอิริยาบทเป็นหลัก นอนยังไง ตะแคงตัวแบบไหน ทำแบบไหน จึงรู้ชัดในสมาธิที่เกิดขึ้น ก็จะอยู่ในท่านั้นไปจนกว่า สมาธิคลายตัว ถึงจะกลับมานอนปกติ มีบางครั้ง อยู่ในท่านั่ง(บนโซฟา) หลายชม.

เหตุของการทำความเพียรต่อเนื่อง และ การพยายามไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครๆ(ไม่สร้างเหตุนอกตัว)

ชีวิตเข้าสู่โหมด สันโดษ สภาวะดำเนินต่อเนื่อง ไม่ติดขัด ไม่มีเรื่องนอกตัวให้เก็บมาคิด ไม่วุ่นวาย

ผลคือ สมาธิเกิดขึ้นเนืองๆ สภาวะที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ สภาวะเก่าๆ ที่เคยพบเจอมาแล้ว เริ่มมีเกิดขึ้นอีก รู้สึกเฉยๆ กับสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ มากขึ้น

เช้ามืดของวันนี้ รู้สึกตัวก่อนเสียงตั้งเวลาดัง รู้ชัดถึงสมาธิ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ สักพัก เสียงนาฬิกาที่ตั้งเวลาไว้ ตี ๕ น. ปลุกดังขึ้น ลุกขึ้นเดินไปปิดเสียง

ยังไม่ถึงเวลาตื่นของเจ้านาย เสียงที่ดังนี้ เป็นมือถือของเขา ที่ตั้งเวลาไว้ แต่วลัยพรเป็นคนลุกปิดเอง

เครื่องของวลัยพร มีตั้งไว้ที่ ๐๕.๕๐ น. เพื่อเตรียมตัว ทำกิจวัตรประจำวัน ที่ทำอยู่ ทุกๆวัน

ปิดเสียงปลุกเสร็จ กลับมานอนต่อ สมาธิยังคงเกิดต่อเนื่อง รู้สึกสงบ รู้สึกแบบนี้ไป จนกระทั่ง เสียงตั้งเวลาอีกครั้งดังขึ้น

เช้านี้ เกิดสุข สุขที่เกิดจากสมาธิ ขณะนี้ ก็ยังเป็นอยู่

ขอให้ทุกรูป ทุกนาม จงมีความสุข

โฆษณา

ไม่ได้รู้สึกอะไรๆ

บางคน สำคัญผิด เรื่อง การขออโหสิกรรม

การขออโหสิกรรม เป็นเรื่องของ การสำนึกผิด ในสิ่งที่ตนได้กระทำลงไป(สร้างเหตุนอกตัว) ไม่ได้เป็นการถ่ายบาป หรือ เป็นการทำให้ กรรมที่ได้กระทำลงไปแล้ว ทำให้กรรมนั้นๆ ตกสิ้นไป คือ ไม่ส่งผล

กรรมหรือการกระทำทุกๆชนิด ไม่ว่าจะคิดเอาเองว่า บาป บุญ คุณ โทษ กุศล อกุศล ถูก ผิด ดี ชั่ว แม้กระทั่ง การกระทำที่คิดว่า เป็นการปรามาสกัน

สิ่งต่างๆ ที่เป็นคำเรียกเหล่านี้ ล้วนเกิดจาก ความถูกใจ ไม่ถูกใจ จากสังโยชน์กิเลส ที่มีอยู่

เมื่อกระทำลงไปแล้ว กรรมนั้นๆ ส่งผลกลับมาที่ผู้กระทำทั้งหมด ไม่มีข้อยกเว้น

ถ้ามีคำพูดทำนองว่า ต้องเป็นพระอรหันต์(หมดกิเลส) กรรมนั้นจะตกสิ้นไป

จงดูพระพุทธเจ้า ตลอดทั้งพระอัครสาวก เป็นตัวอย่าง พระโมคคัลลานะ ทำไมต้องยอมถูกทุบตี หลายครั้ง ทำไมไม่เหาะหนี

พระพุทธเจ้า ทำไมไม่หนี กับทุกๆกากรระทำ ที่พระเทวทัต ทำกับพระองค์

ฉะนั้น การกล่าวขออโหสิกรรม และ การกล่าวอดโทษ ไม่ล่วงเกินต่อกัน เป็นการไม่ผูกพยาบาทต่อกัน ไม่ใช่เป็นการกระทำ แบบพิธีกรรม ตามความเชื่อ ที่บอกเล่าต่อๆกันมา

มีนะ บางคนมาขออโหสิกรรมต่อการกระทำ ที่เขาได้กระทำกับวลัยพร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

วลัยพรจะบอกว่า คุณไม่ต้องมาขออโหสิกรรมหรอก เพราะ กรรมที่คุณได้กระทำลงไป เป็นกรรมที่สำเร็จแล้ว เหตุมี ผลย่อมมี

การกล่าวคำขอโหสิกรรม เป็นเรื่องของ การฝึกละความมีตัวตน ที่มีอยู่(ความยึดมั่นถือมั่น) ฝึกที่จะไม่พยาบาท ที่เกิดจากการผูกใจเจ็บ ต่อการกระทำของอีกฝ่าย

หากมุ่งทำความเพียรต่อเนื่อง พยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว เวลากรรมส่งผล(ทุกๆขณะที่ผัสสะเกิด) จะได้มีสติ มีสมาธิ มีสมัปชัญญะ(ความรู้สึกตัว) จะได้ไม่ก้าวล่วงออกไปทางวจี ให้เป็นวจีกรรม ไม่ก้าวล่วงออกไปทางกาย ให้เป็นกายกรรม

ส่วนความรู้สึกนึกคิด ห้ามไม่ได้ เพราะ ยังมีกิเลสอยู่ มโนกรรม ย่อมมีอยู่ แค่รู้ แค่ยอมรับ ต่อผัสสะนั้นๆ(ที่ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด) ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

ผลที่เกิดขึ้นอย่างมาก แค่ทุกข์ใจ ทุกข์กาย

ผลของการไม่สานต่อ(ไม่ตอบโต้) เป็นเหตุให้ เหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน สั้นลง และส่งผลให้ ภพชาติ การเวียนว่าย ตายเกิด ในวัฏกสงสาร สั้นลง

จึงไม่ควรมาพร่ำกล่าวคำขออโหสิกรรม แต่จงแก้ที่ตัวเอง ในสิ่งที่ยังมีอยู่และเป็นอยู่ โดยการทำความเพียรต่อเนื่อง(แบบไหนก็ได้) และ พยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว(เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย)

จงรู้ไว้ว่า วลัยพร ไม่ได้รู้สึกโกรธ หรือเกลียด

แต่ที่ไม่คิดข้องเกี่ยว เพราะ มองเห็นเหตุของการเกิดภพชาติ ที่เกิดขึ้นเนืองๆ หากยังเกี่ยวข้องอยู่ เลี่ยงได้ จึงเลี่ยง เลือกที่จะไม่เกี่ยวข้องด้วย

เหมือนการพูดคุย มักพูดคุยเกี่ยวกับการทำความเพียรเป็นหลัก ปัญหาทางโลก เหตุใคร เหตุมัน แก้กันเอาเอง

เมื่อก่อนเคยยุ่งเหมือนกัน ให้คำแนะนำว่า ต้องทำอย่างงัน้อย่างงี้( การทำความเพียร) แต่คนที่ได้รับคำแนะนำ บางคนเชื่อ และนำไปปฏิบัติ ผลคือ ทุกข์มีอยู่ แต่น้อยลง(ยึดน้อยลง) อันนี้เขามาเล่าให้ฟังกัน

ผิดกับคน ที่แค่ต้องการมาระบาย แต่ไม่คิดทำความเพียร และไม่พยายามระงับตัวเอง ในเรื่องการสร้างเหตุนอกตัว ผลคือ จมแช่อยู่กับความทุกข์ แล้วมาพูดทำนองว่า ทำไมทำความเพียรแล้ว เจอแต่ทุกข์

แทนที่จะกลับไย้อนทบทวนพฤติกรรมของตนเองว่า ทำไมชีวิตจึงเป็นแบบนี้ กลับมากล่าวโทษวลัยพรแทน ว่า เป็นเพราะเชื่อวลัยพร ทำความเพียร จึงมีแต่ทุกข์

กับคนประภทนี้ วลัยพรจะตัดทิ้ง แรกๆ อาจยังให้คำแนะนำอยู่ ยังเปิดโอกาสให้อยู่ แต่ทุกๆครั้ง ที่เขาเจอทุกข์ กลับโยนมาที่วลัยพรทุกครั้ง ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่เจตนา

ที่เขาเป็นแบบนี้ เกิดจาก อวิชชา ที่หนาแน่น และ เขาสร้างเหตุร่วมกับวลัยพรมาน้อย จึงทำให้ ไม่เกิดความศรัทธา ในการตั้งใจทำความเพียร และ หยุดตัวเอง ในการสร้างเหตุนอกตัว

เพื่อเป็นการช่วยตัวเอง ให้อยู่กับทุกข์ ที่เกิดขึ้นได้

เมื่อเป็นแบบนี้ เกิดซ้ำซาก วลัยพรเห็นแต่เหตุ เห็นสิ่งที่ควรทำ จึงหันมามุ่งเน้น สำหรับผู้ที่คิดกระทำ เพื่อ ดับเหตุของการเกิด(นิพาาน) จริงๆ

มากกว่า ให้คำแนะนำแบบกระเรี่ยกระรราด(ไม่เลือก) เหมือนเมื่อก่อน

การที่ให้คำแนะนำต่อผู้อื่น ครั้งละ ๑ คน แนะนำหลายๆคน เวลากรรมส่งผล ไม่ได้เจอแค่ครั้งละหนึ่ง มาแบบรวมมิตร เหมาเข่ง

ต้นทุน สติ สมาธิ มีเท่าไหร่ พอรับมือได้ไหม หากรับมือไม่ไหว ใครทุกข์ล่ะ ตัวเองทั้งนั้น ไหนจะสภาวะขณะทำความเพียรอีก โดนนิวรณ์ต่างๆ เล่นงาน แล้วมันคุ้มไหมล่ะ

เลือกสร้างเหตุกับคนที่กระทำเพื่อดับเหตุของการเกิด อย่างน้อยๆ คนกลุ่มนี้ ไม่ค่อยมีเรื่องคุย หรือ จะต้องแนะนำอะไรมากมาย คือ ช่วยตัวเองกันได้

ผิดกับกลุ่มตนอีกกลุ่ม ที่เอาแต่เรียกร้อง มีแต่การกล่าวโทษนอกตัว ที่สำคัญ ไม่พยายามทำความเพียรอีกต่างหาก

การพูดคุยแต่ละครั้ง มีแต่เรื่องทางโลก เรื่องเดมๆ ซ้ำซาก พูดไปแล้ว เหมือนเข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา ไม่เคยจำ

พอพูดคุยอีก มีแต่เรื่องเดิมๆซ้ำซาก ไม่มีเรื่องของการทำความเพียร คนประเภทนี้ วลัยพรจะให้โอกาส ในระยะแรกๆ

จนกระทั่ง มีตัวแปรของสภาวะเข้ามาแรกแซง(เขาทำเอง เราไม่ต้องทำ) จะทำให้ คนๆนั้น กระเด็นออกไปเอง จากสภาพแวดล้อมของวลัยพร โดยที่วลัยพร ไม่ต้องคิดทำการสิ่งใด

สภาวะของวลัยพร จึงไปข้างหน้า มากกว่าถอยหลังเข้าคลอง(วังวนวัฏฏะ) เพราะ เหตุนี้

รักษ์สุขภาพ(๓๑ มค.๕๖)

ภัยใกล้ตัว ที่ค่อยๆซึบซับสารที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง หรือ โรคภัยไข้เจ็บ ที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย

การรับประทานอาหาร การใช้ผลิตภัณฑ์ ที่ใช้ในการบรรจุอาหาร หรือ ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ควรศึกษาไว้บ้างก็ดี

โรคภัย ไข้เจ็บ ไม่ใครชอบความเจ็บป่วย แต่เพราะ ไม่ค่อยได้ใส่ใจ เกี่ยวกับของใช้ ที่ส่งผลต่อสุขภาพ ความเจ็บไข้ ได้ป่วย จึงมาเยือน ส่วนจะช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย ประกอบกับพฤติกรรมในการใช้ เครื่องอุปโภค และการบริโภคด้วย

เกี่ยวกับ พลาสติก ที่นำมาใส่น้ำดื่ม อาจมีหลายๆคน ที่นำขวดน้ำดื่ม โพลาลิส ที่ใช้แล้ว ไปทำความสะอาด นำกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง ไม่สมควรนำกลับมาใช้อีก เป็นอย่างยิ่ง(เคยนำมาใช้เหมือนกัน ตอนนี้เลิกแล้ว)

http://thinkofliving.com/2013/04/20/ภาชนะพลาสติกใส่อาหาร/

ขวดพลาสติก ที่สามารถนำกลับมาใช้งานใหม่ ได้อีกคือ ขวดใส่นม ดูพลาสติกประเภท ๒ ปลอดภัยจากสารเคมี และนำกลับมาใช้อีกได้

แต่ที่ห้อง ไม่ใช้ จะใช้ถังใส่น้ำสแตนเลส สำหรับใส่น้ำดื่ม และปลอดภัย ใช้ยี่ห้อม้าลาย ตอนนี้ค่อยๆเปลี่ยนของใช้ที่มีอยู่ ที่เห็นว่า ไม่สมควรใช้ เพราะจะมีผลต่อสุขภาพ ระยะยาว

 

อันตราย จากภาชนะ บรรจุอาหาร

http://www.the-than.com/health/2/15.html

 

 

อายุสั้น อายุยืน สุขภาพดี การเจ็บป่วย ขึ้นอยู่กับ กิจวัตรประจำวัน ที่ทำอยู่(การสร้างเหตุนอกตัว) และขึ้นอยู่กับ อาหาร ตลอดจน เครื่องอุปโภค บริโภค

ตอนนี้ วลัยพรกำลังปรับเปลี่ยน ข้าวของเครื่องใช้ภายในครอบครัว ที่ใช้กันอยู่ ใช้ให้ตรงกับคุณสมบัติที่ใช้ของสินค้าประเภทนั้น ไม่นำไปใช้ผิดประเภทแบบที่เคยทำ(เพราะไม่รู้)

เช่น กระติก เคยใช้สำหรับใส่ข้าวเหนียวนึ่งให้เจ้านาย เพื่อรักษาความร้อนของข้าวเหนียว ให้อยู่นาน เป็นวิธีการใช้ผิดประเภท ทำให้รับสารพิษ ที่ซึมเข้าสู่ร่างกาย มานาน ๓ ปี

ตอนนี้ หันมาใช้หม้อหุงข้าว ที่อาจจะเก็บความร้อนไม่ได้ดีเท่ากระติก แต่ไม่เป็นโทษต่อการบริโภค(ใส่ของร้อน)

ขวดน้ำ เคยใช้ขวดน้ำดื่มขนาด ๑๕๐๐ ลิตร ที่เป็นพลาสติกชนิด pete ตอนนี้เลิกใช้

แก้วเซรามิก ที่เคยใช้ สำหรับชงกาแฟ โอวัลตินร้อน เริ่มเปลี่ยนใหม่ หันมาใช้ แก้วสแตนเลสแทน(ใช้ยี่ห้อม้าลาย) เป็นแก้วเก็บความร้อนได้

ส่วนแก้วเซรามิก ที่มีอยู่ ไม่ใช้กับของร้อน แต่ใช้ดื่มน้ำปกติได้ ภายในแก้วเซรามิก ควรมีพื้นผิวเรียบ ไม่ควรมีลวดลายด้านใน เพราะ มีโกาสเสี่ยงกับสารปนเปื้อน ที่ค่อยๆถูกสะสมเข้าในร่างกาย

ขวดน้ำดื่ม สำหรับแช่ในตู้เย็น ใช้ขวดประเภท โคโพลีเอสเตอร์ จะใสเหมือนแก้ว แต่หล่นไม่แตก ปลอดภัยต่อการใส่น้ำดื่ม ปลอดสาร BPA วางนอนตะแคงในตู้เย็นได้ ฝาปิดสนิท น้ำไม่รั่วซึม

จาน ชาม เคยใช้แบบพลาสติกสวยๆ มีเมเลามีน ไม่กี่ใบ เปลี่ยนมาใช้ สแตนเลส โดยการซื้อปิ่นโต ข้างนอกเป็นพลาสติก มีลวดลาย ข้างในเป็นสแตนเลส คือ ถ้าใส่ของร้อนจัด จับภายนอกได้สบาย ไม่ร้อนมือ

เวลาใช้เสร็จ นำใส่เป็นชั้น ใช้ฝาปิดไว้ก่อน กันเศษอาหารแห้งค้างในสแตนเลส ก่อนนำไปล้าง โดยไม่ต้องใส่น้ำแช่ไว้ เพื่อไม่ให้ภายในแห้ง (กลางคืน ไม่ล้างชาม ยุงเยอะมาก)

เป็นปิ่นโตชนิด ไม่ต้องที่เก็บด้าน้ข้าง แบบปิ่นโตสมัยก่อน เวลาเก็บ เก็บเป็นเถา เวลาใช้ แยกเป็นชิ้น เวลานำมาซ้อนกัน จะมีคลิป ทำเป็นหูปิ่นโต แบบระบบล็อค ชั้นต่อชั้น ราคาไม่แพง เอาไว้จะนำภาพมาลงให้ดู ต้องรอเจ้านายกลับมาก่อน

ส่วนจาน ชามพลาสติก ที่เคยมีอยู่ ไม่ได้ทิ้ง เอาไว้เป็นที่พักช้อน เวลาตักอาหารกิน ไม่ได้ใส่ของร้อน และเครื่องดื่ม ใช้แบบนี้ ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

กล่องพลาสติก ที่ใช้ใส่เก็บอาหาร ของแห้งต่างๆ เลิกใช้ของเก่า เปลี่ยนมาเป็นกล่องพลาสติกแบบ ปลอดสาร BPA(จะมีเขียนไว้ที่ผลิตภัณฑ์ ตรงด้านใต้ และที่ฉลากติด) ใช้ยี่ห้อ ซุปเปอร์ ล็อค

การอุ่นอาหารในโครเวฟ ใช้แก้ว ที่มาเป็นชุดพร้อมฝา สำหรับใช้กับไมโครเวฟได้ และใช้ใส่อาหารต่างๆได้ ปลอดภัย ใช้ยี่ห้อ ซุปเปอร์ ล็อค

กล่องพลาสติก ใช้พลาสติก ปลอดสาร BPA ใช้กับไมโครเวฟได้(ที่ห้องไม่ใช้ เอาไว้ใส่ของแห้ง ใส่นมข้น น้ำปลาหวาน ข้าวสาร ข้าวเหนียว) จะเก็บรักษาอาหารได้นานขึ้น เช่น ข้าว มอดไม่ขึ้นเร็ว เก็บรักษาข้าวสารได้นานขึ้น ฝากล่องปิดสนิท ระบบล็อค มีขอบยางซิลิโคนที่ฝากั้นอีกชั้น

บางคน อาจจะถามว่า แล้วถ้าไม่สะดวกในเรื่องเงิน ในการซื้อของเหล่านี้ใช้ ควรทำยังไง

คำตอบ คือ อันนี้ แล้วแต่เหตุปัจจัย วลัยพร แค่แนะนำ ส่วนใครจะซื้อหากันมาอย่างไร แล้วแต่เหตุปัจจัย

ความจริง เป็นสิ่งที่ไม่ควรอาย

๒๘ มค.๕๗
เมื่อก่อน ช่วงที่เริ่มเขียนเรื่องราวของตัวเองใหม่ๆ เวลากลับไปย้อนอ่าน รู้สึกว่า น่าอายมาก เขียนลงไปได้ยังไง

เมื่อมีสติ คิดพิจรณา หากตอนนั้น เกิดความอายเสียก่อน คงไม่กล้าเขียนตามความเป็นจริง

หากไม่ได้เขียนออกมา ความรู้สึกนั้นๆ คงเหมือนสายลม ที่พัดผ่านไป โอกาสสำนึกตัว การแก้ไข เหตุปัจจัย ที่ตนมีอยู่ คงทำไม่ได้ เพราะ มองไม่เห็น

คงไม่มีชีวิต แบบที่เป็นอยู่ ทุกวันนี้

ขอบคุณ การกล้ายอมรับ ในสิ่งที่ตนเป็นอยู่ และมีอยู่
และกล้าเขียนประจานถึงสิ่งที่ไม่ดีของตนเอง(ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า ไม่ดี)

 

ใช้เวลา

บางครั้ง คิดดับเหตุปัจจัยที่มีอยู่กับสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัย ต่อกันอยู่
สิ่งนั้น ยังไม่จบ เพราะ ยังมีเหตุปัจจัยอยู่

สิ่งที่รู้

เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม จะมีเหตุปัจจัยของ การสร้างเหตุของการดับเหตุ ของการเกิด ลงไปเอง โดยที่ไม่ต้องไปคิดดับ

“เว้นเหตุ แห่งทุกข์(เหตุของการ สร้างเหตุของ การเกิด) ย่อมมีสุข ในทุกที่”

ความสุข

๑๕ มค.๕๗
รู้ชัดมากขึ้น

นอนแล้ว ไม่อยากลุก เพราะเหตุว่า เดี๋ยวนี้ รู้ชัดในสภาวะจิต ที่กำลังเป็นสมาธิอยู่ แม้ขณะที่เรียกว่า กำลังหลับอยู่

ทำไมถึงรู้ชัด ในสภาวะที่จิตกำลังเป็นสมาธิอยู่ แม้ขณะที่หลับอยู่

เหตุเพราะ พอมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น ไม่ว่าจะช่วงไหน ขณะที่นอนหลับอยู่ พอมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น จะรู้สึกชัดขณะนั้น จิตที่กำลังเป็นสมาธิอยู่

ช่วงนี้ สภาวะสัญญา ในคำเรียกต่างๆเกิดเยอะ ขนาดเวลาหลับ พอรู้สึกตัว นอกจากรู้ชัดถึงจิตที่เป็นสมาธิอยู่ ยังได้ยินเสียงความคิดของตัวเอง ที่กำลังพิจรณาธรรมอยู่

ธรรมนี้ น่าอัศจรรย์จริงหนอ ขนาดหลับอยู่ จิตยังสามารถคิดพิจรณาได้

ขอให้ทุกรูปทุกนาม จงมีความสุข

ปีทอง ของชีวิต

ชีวิตก่อนปฏิบัติ กับ ชีวิต หลังจากที่ได้ปฏิบัติแบบจริงจัง ช่างแตกต่างแบบชนิดที่เรียกว่า หน้ามือ กับ หลังมือ

ปีทอง

คำว่า ปีทอง สำหรับชีวิตในอดีต หาแทบไม่ค่อยเจอ คือ ไม่สมควรเรียกว่า ปีทอง มาตอนนี้ ชีวิตเปลี่ยนไป

สำหรับตัว วลัยพร ตั้งแต่ปีนี้ เป็นต้นไป เป็นปีทองของชีวิต มาตลอด และจะเป็นปีทองแบบนี้ ตลอดไป

ทั้งการดำเนินชีวิต และ การปฏิบัติ ไม่มีการตกต่ำอย่างแน่นอน คือ เที่ยงแท้ แน่นอน ไม่แปรเปลี่ยน

ส่วนเจ้านาย ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และ เหตุที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ ของตัวเจ้านายเอง วลัยพร ช่วยได้แค่ ให้คำแนะนำ

นอกเหนือจากนั้น เจ้านาย ต้องทำเอง เพราะ ทำแทนกันไม่ได้ ถึงจะเป็นคู่ครองกันก็ตาม

มาคอยดูกันว่า จะเป็นจริงไหม

ปีหน้า ปีมะเมีย วลัยพร เกิดปีชวด ตำราบอกว่า ชงกับปีมะเมีย แบบตรงๆ มาคอยดูกันว่า จะเป็นตามตำราที่กล่าวไว้ไหม

เคยเขียนกราฟชีวิตของตัวเอง ลองดูชีวิตของตัวเอง ตรงกับกราฟมาตลอด ที่มีเปลี่ยนไป ไม่ตรงเหมือนเดิม เกิดขึ้นตั้งแต่ ปีที่ทำความเพียรอย่างจริงจัง จนกระทั่งมาถึงปีนี้ เส้นกราฟชีวิต ก็ไม่ตรงตามตำราที่กล่าวไว้ เรียกว่า เขวี้ยงตำราทิ้งได้เลย เพราะ คำทำนาย ไม่มีตรงสักเรื่อง

ชีวิต มีแต่ ขึ้น ไม่มีลง คือ ขึ้นแล้ว ไม่มีลง เที่ยงแท้ ไม่แปรผัน นี่คือผลของ การทำความเพียรต่อเนื่อง และ การพยายาม ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น จากผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

โดยใช้หลักการปฏิบัติ ด้วยการเจริญอิทธิบาท ๔(ทำความเพียร ตามเหตุปัจจัยของตน) และ โยนิโสมนสิการ เพื่อกระทำให้ถึง ที่สุดแห่งทุกข์(นิพพาน)

 

คำว่า ปีทอง

ปีทอง ในความหมายของวลัยพร ไม่ได้หมายถึง ทรัพย์สิน เงินทอง

ไม่ได้หมายถึง เกียรติยศ ฐานะใดๆ ทางสังคม

ไม่ได้หมายถึง สิ่งใดๆ ทางโลก

ปีทอง ที่วลัยพรกล่าวถึง ที่ว่าเป็น ปีทองของชีวิต คือ
สภาวะของการปฏิบัติ เพื่อกระทำให้ถึง ที่สุดแห่งทุกข์(นิพพาน)

วลัยพร เป็นคนไม่มีทรัพย์ สักบาทเดียว ไม่มีเป็นของตัวเอง

ที่มีกิน มีใช้ ทุกวันนี้ เป็นของเจ้านายทั้งนั้น

เป็นคนไม่มีเกียรติ ไม่มียศฐา บรรดาศักดิ์ใดๆทั้งสิ้น

เป็นผู้หญิงธรรมดาๆ เป็นคนทำงานบ้าน คนหนึ่งเท่านั้นเอง
ที่มักเรียกตัวเองว่า แจ๋ว

เพียงอาศัยวิกฤติ ให้เป็นโอกาส ทุกๆลมหายใจเข้าออก ที่มีอยู่
นั่นคือ โอกาส ของการกระทำเพื่อ ให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์

ฉะนั้น ไม่ว่า ใครจะพูดว่าอย่างไร ล้วนเกิดจาก เหตุปัจจัยที่มีต่อกัน

หากเราไม่ไปยุ่งกับเขา

เขาจะมายุ่งกับเราไหม

ไม่ใช่แค่คนๆเดียว
รวมทั้ง หมายถึง คนอื่นๆ ที่มีเหตุปัจจัย ต่อกัน

อยู่ได้ไง

บางคนอาจถามว่า อยู่ได้ยังไง
ถ้าไม่มีเงินสักบาทเดียว(สมมุติว่า ไม่มีเจ้านาย เลี้ยงดู)

คำตอบคือ ผู้ที่ทำความเพียร ถึงจุดที่ มีตนเป็นที่พึ่งแห่งตนแล้ว
จะเป็นผู้ไม่มีความกังวลอนาคต ที่ยังไม่เกิดขึ้น
หรือ แม้มีเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่มีความกังวล

เงิน จึงไม่ใช่ คำตอบสุดท้าย

การทำความเพียร เพื่อ กระทำให้ถึง ที่สุดแห่งทุกข์(นิพพาน)
คือ คำตอบสุดท้าย ของคำถามทั้งหมด

ผู้ใดก็ตาม หากแจ้งในสภาวะ นิพพาน ตามความเป็นจริง ของสภาวะที่เกิดขึ้น
บุคคลนั้น ย่อมเป็นผู้หมดความกังวลทั้งปัจจุบัน และอนาคต

สภาวะเปลี่ยนไป

ถ้าพูดแบบ ทำการเปรียบเทียบสภาวะการทำความเพียร ทุกวัน ให้เหมือนกับการทำงานประจำ

การทำงานประจำ เป็นเพียงการทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ ชีวิตทางโลก ต้องมีเงิน เพราะการจับจ่ายทุกอย่าง อยู่บนพื้นฐานของเงิน สุขบ้าง ทุกข์บ้าง เป็นเรื่องธรรมดา

ถ้าเกิดความเคยชิน จากความสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ที่เกิดขึ้น ย่อมมุ่งกระทำให้เกิดสุข ปฏิเสธความทุกข์ ที่เกิดขึ้น เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงหลงเพลิดเพลิน ในสิ่งที่คิดว่า สุข นั่นแหละคือ หลุมพรางของกิเลส ที่หลายคนต่อหลายคน ติดหล่มตรงนี้ แบบชนิดที่ ถอนตัวออกได้ยาก

ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยอีกนะ เพราะ พระพุทธเจ้า ทรงเป็นตัวอย่าง ในเรื่องนี้ดี เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม ทรงเจอเหตุ ที่ต้องทำให้ตัดสินพระทัย ออกบวช คนทั่วไปก็เช่นเดียวกัน

การทำความเพียรทุกวัน เหมือนไม่มีอะไร แถมไม่ต้องใช้เงินสักบาทเดียว แต่ใช้แรงกาย แรงใจ ในการทำความเพียร

แท้จริงแล้ว ความเหนื่อยยากยังมีอยู่ ไม่ได้เกิดที่กาย แต่เกิดที่ใจ ความเหนื่อยใจ ที่เกิดขึ้นแรกๆ ที่พยายามกดข่มใจ ไม่ให้สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

ทำเพราะรู้ รู้ว่า เหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน และ เหตุของการเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร คืออะไร ไม่ว่าจะรู้สึกเหนื่อยใจแค่ไหน ก็ยอม เพราะ เป็นการกระทำเพื่อการสร้างเหตุของการไม่เกิดอีกต่อไป

ยังดีกว่า ความรู้สึกเหนื่อยใจ ที่เกิดจาก การสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่า สิ่งๆนั้น เป็นการแนะนำผู้อื่น ให้กระทำเพื่อ การสร้างเหตุของ การไม่เกิดอีกต่อไป เช่นกัน ก็ตาม

เพราะอะไรน่ะหรือ

เพราะว่า ทุกๆการกระทำ ถึงแม้ที่แนะนำไปนั้น เป็นการสร้างเหตุของฝ่ายดับเหตุของการเกิดก็ตาม ต้องรับผลของการกระทำนั้นๆหมด

ถ้าเจอครั้งละ หนึ่งต่อหนึ่ง ยังพอรับมือไหว ที่เจอไม่ใช่แบบนั้น เจอรุมสะกำมาทีเป็นสิบ ของการสร้างเหตุ ที่เคยแนะนำผู้อื่นไว้ ถึงแม้จะครั้งละไม่กี่คน ก็ตาม ผลที่ได้รับ จากการกรำนั้นๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความเหนื่อยใจ

เมื่อความเหนื่อยใจ ส่งผลกระทบ กลับมาที่สภาวะขณะ กำลังปฏิบัติอยู่ มาในรูปของนิวรณ์ต่างๆ เป็นเหตุให้ การทำความเพียร สะดุด ติดขัดเนืองๆ เหตุจาก นิวรณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

ฉะนั้น เดี๋ยวนี้ ส่วนมากเวลามีใครถามอะไรมา มักจะใช้การขีดเขียนลงไปมากกว่าร่วมสนทนาด้วย เหตุนี้ นิวรณ์ต่างๆ จึงไม่ค่อยมี

เมื่อนิวรณ์ไม่ค่อยมี จิตย่อมตั้งมั่นได้ง่าย สมาธิเกิดขึ้นเนืองๆ อย่างเมื่อวานนี้ เกิดขึ้นเกือบทั้งวัน สุขเกิดตลอด แม้กระทั่งเวลานอน รู้สึกตัวกลางดึก สมาธิเกิดขึ้นอยู่ สุขเกิดขึ้นอยู่ ก็รู้

เช้านี้ก็เช่นกัน แรกรู้สึกตัวในตอนเช้า รู้ชัดสมาธิที่เกิดขึ้น สุขที่เกิดขึ้น ขณะเตรียมมื้อเช้าให้เจ้านาย เสร็จแล้ว ยืนพับเสื้อผ้า สุขเกิดตลอด แม้กระทั่งเวลานี้ ขณะพิมพ์อยู่ สุขเกิดตลอด รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ

วลัยพรมองว่า การทำความเพียร เหมือนการทำงาน บางครั้ง ก็ได้รับโบนัส(สุข) เหตุจาก การทำความเพียรต่อเนื่อง ทำทุกวัน และ พยายามไม่สร้างเหตุนอกตัว ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เหตุจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

บางเช้า ก็ลืมเจ้านายไปบ้าง เพราะเพลินกับงานที่ทำอยู่ รู้สึกตัวตอนที่เจ้านายบอกว่า ไปแล้วนะ พร้อมกับยกมือไหว้รอ

เราก็ให้พรว่า ขอให้มีความสุขเน้อ

เจ้านายยกมือขึ้นจบเหนือศรีษะ พร้อมกับกล่าวว่า สาธุ

สุข สงบ

สังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลง สถาวะของตนเอง

ขณะที่อยู่ห้อง เวลาทำอะไรอยู่ จิตมักเป็นสมาธิ มีความอิ่มอกอิ่มใจเกิด มีสุขเกิด มีความสงบเกิด

เมื่อคืน ตี ๓ เข้าห้องน้ำ ปวดท้องถ่าย พอนั่งลง หลับตานั่ง รู้ไปอาการความรู้สึกที่เกิดขึ้น โอภาสสว่างจ้า สว่างมากๆ แค่รู้ไปตามนั้น

อาการที่เกิดขึ้นทางกายก็รู้ ความรู้สึกก็รู้ โอภาสที่เกิดขึ้นก็รู้ มีความสงบเกิดขึ้นก็รู้ จนกระทั่งถ่ายเสร็จ โอภาสค่อยๆจางหายไป กลับไปนอนต่อบนโซฟา ที่ปรับเอนนอนได้ แต่ปรับให้นอนราบไม่ได้

เมื่อไปปฏิบัตินอกสถานที่ เห็นเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งนั้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด ต้องเจอทุกข์(นิวรณ์)ก่อน จึงจะเกิดปัญญา(โอปนยิโก) เป็นเหตุให้ จิตเกิดการปล่อยวาง โดยจิตเอง ค่อยๆละ จนกระทั่งดับหายไปในที่สุด

เมื่อเจอเหตุเดิม จิตไม่มีกระเพื่อม ไม่มีความรู้สึกนึกคิดใดๆ สักแต่ว่า ผัสสะที่เกิดขึ้น เป็นปกติ เท่านั้นเอง

ยังมีให้เรียนรู้อยู่เรื่อยๆนะ จากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ที่มาส่งผลให้รับ ในรูปของผัสสะที่เกิดขึ้น ทุกข์ก่อน ถึงจะรู้ ความทุกข์ ทำให้เห็นธรรม ตามความเป็นจริง

ความทุกข์ ในชีวิต ได้แก่ ทุกข์ สุข ที่เกิดขึ้นในชีวิต

ความทุกข์ที่เกิดขึ้น ขณะปฏิบัติ คือ นิวรณ์ หากไม่มีนิวรณ์เกิดขึ้น สมาธิย่อมเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย โดยไม่ต้องไปพยายามกระทำ เพื่อให้สมาธิเกิดขึ้น

เป็นเหตุให้ รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ ทำให้รู้ชัดสภาวะ ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ของสภาวะต่างๆ

รู้ทันผัสสะที่เกิดขึ้น ได้มากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นเหตุให้ ดับเหตุของการสร้างเหตุ ที่ตัวเองได้ทันมากขึ้น

หากกระทำได้แบบนี้เนืองๆ เป็นเหตุปัจจัยให้ ชีวิตอยู่ร้อน นอนทุกข์ น้อยลงไป ตามเหตุปัจจัย และ เป็นเหตุให้ นิวรณ์ต่างๆ ถูกระงับ ดับลงไปตามเหตุปัจจัย

เป็นเหตุให้ มีแต่ความก้าวหน้า ในการดำเนินชีวิต และ ก้าวหน้า ในการทำความเพียร(ไม่ติด ไม่ขัด)

แปลกดี

ตอนนี้ สังเกตุเห็นสภาวะหนึ่ง รู้ชัดในสภาวะนั้น มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่รู้คืออะไร

เวลาเขียนสนทนากับคู่สนทนา จะเห็นความรู้สึกที่เกิดขึ้น ขณะที่กำลังเขียน เหมือนความรู้สึกโกรธ กับ ความรู้สึกสงบ เกิดขึ้นในแต่ละขณะ

เหมือนเราอยู่ในความรู้สึกนั้น แต่ไม่ได้ส่วนร่วมกับความรู้สึกนั้น ยังอธิบายไม่ถูก

ไม่ใช่หงุดหงิด เป็นความรู้สึกโดดเด่นตัวเดียว เหมือนโกรธ แต่ไม่ใช่โกรธ เพราะ ใจไม่ได้รู้สึกตาม ก็อธิบายไม่ถูกอีกแหละ

ที่ว่าใจไม่ได้รู้สึกตาม คือ รู้ว่า มีอารมณ์นั้นเด่นชัดขึ้นมา เหมือนภาพลวงตา เหมือนจะใช่ แต่ไม่ใช่ เพราะ ไม่มีการปรุงแต่งต่อ คือ รู้ว่าเกิด และดับหายไปเอง ไม่ได้กำหนดอะไร แค่รู้ว่ามันมี แล้วมันก็หายไป เหมือนลมหายใจเข้า-ออก ประมาณนั้น

เพราะสภาวะ ยามกิเลสเกิด เท่าที่เคยพบเจอมา จะมีการปรุงแต่งต่อ ทำนองว่า ต้องอย่างงั้น อย่างงี้ แต่นี่ไม่มี

เหมือนตากระทบภาพ สักแต่ว่า เห็นภาพ เป็นภาพ แต่ไม่มีอารมณ์ หรือความรู้สึกเกิดร่วมกับภาพ

การทำความเพียรต่อเนื่องนี่ หมั่นรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ

ยามเกิดผัสสะทุกๆขณะ ดูที่ใจ รู้ที่ใจตัวเอง ดูความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้นของตัวเอง เป็นหลัก แค่ดู แค่รู้ สิ่งที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นภายในใจ ของตัวเอง

จะค่อยๆ เห็นรายละเอียด ของสภาวะที่เกิดขึ้น จากหยาบๆ ก่อน

เมื่อกระทำต่อเนื่อง แค่ดู แค่รู้ไปเรื่อยๆ ดูใจตัวเองเป็นหลัก พยายามไม่สร้างเหตุออกไป

หรือ เมื่อหลงสร้างออกไปแล้ว ผลกระทบ ที่ส่งกลับมา ส่งผลต่อทั้งการปฏิบัติ จิตจะเกิดการคิดพิจรณามากขึ้น คือ โอปนะยิโก นำเรื่องราวที่เกิดขึ้น มาทบทวน

เพราะ สิ่งนี้มี(สิ่งที่กระทำ) สิ่งนี้จึงมี(นิวรณ์)

หากสิ่งนี้ไม่มี(ไม่กระทำ) สิ่งนี้ ย่อมไม่มีเกิดขึ้น(นิวรณ์)

แรกๆของสภาวะ การดับเหตุของการเกิด(หยุดสร้างเหตุนอกตัว) เน้นเรื่อง การดำเนินชีวิต เป็นหลัก เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตว่า มาจากอะไร ที่เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิดขึ้น

เมื่อพยายามแค่ดู แค่รู้ พยายามกดข่มตัวเอง ในการหยุดสร้างเหตุนอกตัว ทำให้มีสติ อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น เป็นเหตุให้ ชีวิต มีแต่ความสงบ สุข เกิดขึ้นเนืองๆ

เมื่อระยะเวลา ผ่านไป ยังคงทำความเพียรต่อเนื่อง(กรรมฐานและมีสติ รู้อยู่กับงานที่ทำ) และพยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว

อันดับแรก จะเห็นการดำเนินชีวิตของตัวเองเป็นหลัก คือ สุข-ทุกข์ ที่เกิดขึ้นในชีวิต

พอเห็นตัวแรกแล้ว สงบ ระงับการสร้างเหตุได้ทันมากขึ้น นี่คือ ความรักตัวเอง ในลำดับแรก คือ ไม่อยากทุกข์(ปัจจุบัน)

อันดับต่อมา เริ่มเห็นสิ่งที่กระทำลงไป มีผลต่อสภาวะ ขณะปฏิบัติ นิวรณ์ ความฟุ้งซ่าน ไม่เคยเกิด ก็เกิด จะเดิน จะยืน จะนั่ง ทำไม่ได้เลย แต่พยายามอดกลั้น ทำต่อไป ถึงแม้ ไม่อยากทำก็ตาม

พอเห็นแล้วว่า ตอนนี้ ส่งผลกระทบกลับมาที่ ขณะปฏิบัติ

ผลของการหยุดสร้างเหตุนอกตัวเนืองๆ เป็นเหตุให้ จิตเกิดการคิดพิจรณา

เห็นภายนอก รู้ชัดภายใน เห็นภายใน รู้ชัดภายนอก อะไรเป็นเหตุปัจจัยเกิดขึ้น จนกระทั่ง จิตเกิดการปล่อยวาง โดยตัวจิตเอง

เป็นเหตุให้ จิตเบิกบาน เมื่อกระทบกับ เหตุปัจจัยที่มีอยู่ จะสักแต่ว่า แค่ดู แค่รู้ แต่จิตไม่มีกระเพื่อม ต่อผัสสะที่เกิดขึ้น

นี่เป็น ความรักตัวเอง ในการมุ่งดับเหตุของการเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร

ต้องอาศัยทั้ง การหยุดสร้างเหตุนอกตัว(ผัสสะ) และการทำความเพียรต่อเนื่อง (การปฏิบัติ)

เรื่องราวของกิเลส รู้ให้ทัน หยุดให้ทัน แล้วสภาวะจะดำเนินไปต่อเนื่อง

ต้องอาศัย การทำความเพียรต่อเนื่อง

ส่วนเรื่องราวทั้งนอกตัว และในตัว ที่เกิดขึ้น
ล้วนเกิดจาก เหตุที่เคยกระทำไว้ และ ที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ แต่ละขณะๆๆๆๆๆๆ

ที่ทำ ทำเพราะ ไม่อยากเกิด
เห็นแต่ทุกข์ โทษ ภัย ของการเกิด
และอัตตภาพร่างกายนี้ (ทุกข์หนอๆๆๆๆ เวลาเจ็บป่วย)

ที่เกินจากนั้น หาแก่นสาร สาระอะไร ไม่ได้เลย
หากรู้ไม่ทัน เหตุใหม่ เกิดขึ้นทันที เพราะ “กรู” ตัวเดียวที่มีอยู่

“กรู” หด เพราะ กลัว

กลัวเกิด มากกว่า ตาย

ดูเหมือนขยัน

ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง ทำให้ดูเหมือน เป็นคนละเอียด เป็นคนขยัน

แท้จริงแล้ว ไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย

ทุกสิ่งที่ทำ ไม่ได้ทำเพราะ ขยัน ไม่ได้ทำ เพราะ อยากทำ

แต่ทำ เพราะ ต้องทำ

ถ้าไม่ทำ ใครจะทำให้เรา ไม่มีใครมาทำแทนกันได้

แม้กระทั่ง ความตาย ไม่มีใคร สามารถตายแทนกันได้

ไม่แปลกใจ

ฉะนั้น จิตไม่เคยกระเพื่อม เวลาที่ได้ยินคำชมเชยจากผู้อื่น หรือจากครูอาจารย์ ที่ชมทั้งต่อหน้าและลับหลัง

เพราะอะไรน่ะหรือ ทำไมถึงไม่รู้สึกยินดี ยินร้าย กับคำชมเหล่านั้น เพราะว่า รู้สภาพจิตของตัวเองดีว่า ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาชมมา แค่ภาพลวงตา ที่เขามองไม่เห็นกัน

เวลาอยู่ที่วัด จะตื่นตั้งแต่ ตีสามกว่าๆ ลุกขึ้นอาบน้ำเปล่า ถึงอากาศจะหนาวเย็น ขนาดไหนก็ตาม

ทำไมถึงต้องอาบ ที่ต้องอาบ เพราะทำให้รู้สึกสดชื่น ตาจะได้สว่าง ไม่สะลึมสะลือ

พระอาจารย์จะตีระฆังเตือนตอนตีสี่ วลัยพรไปถึงที่ปฏิบัติประมาณ ตี ๓ ครึ่ง ขึ้นไปเปิดไฟ เตรียมพร้อมไว้ เสร็จแล้ว นั่งดื่มน้ำปานะ

ตี ๔ ครึ่ง ถึงเวลาทำวัตรเช้า จะทำแบบนี้ตลอด ช่วงที่เวลาอยู่วัด

แม้กระทั่งเวลาพัก ไม่เคยกลับห้อง จะขึ้นไปที่ปฏิบัติ เดินจงกรมสักพัก แล้วนั่งต่อ จนกระทั่งถงเวลาปฏิบัติ

จะกลับห้องช่วงเย็น หลังดื่มน้ำปานะแล้ว เพราะ ไปอาบน้ำ ถ้าอยู่ร่วมกับคนอื่น ก็ไม่กลับ อาศัยอาบน้ำตอนดึก และซักผ้า

ทำไมต้องทำแบบนี้ เพราะ ถือว่า ในเมื่อไปอยู่วัดแล้ว ควรสร้างประโยชน์ ให้กับตัวเองและผู้อื่น ไม่ต้องคอยให้ พระอาจารย์มาช่วยจัดเตรียมให้แต่ฝ่ายเดียว

เวลาทานข้าวเสร็จ ล้างถาดเสร็จ ถ้าในตระกร้าที่ใส่ถาดเต็ม จะนำมาเรียงซ้อนๆข้างนอกแทน เพื่อให้ตระกร้าว่าง คนข้างหลัง จะได้ใส่ถาดได้

ก็มีคนชมนะว่า เป็นคนละเอียด

ถามเขากลับไปว่า ละเอียดตรงไหน

เขาบอกว่า เขาดูพฤติกรรม การแสดงออกของเรามาตลอด ทั้งเวลาปฏิบัติ และเลิกปฏิบัติแล้ว

เราบอกกับเขาไปว่า ไม่ได้เป็นคนละเอียด ที่ทำไป ทำเพราะ ความเคยชิน ก็ไม่ได้พูดปดนะ เพราะ เป็นแบบนั้นจริงๆ

มีคนมาถาม จริงไหม ที่พระอาจารย์ท่านชมมา ท่านบอกว่า เราน่ะ มาถึงตั้งแต่ ตีสามกว่าๆ มาเปิดไฟ เตรียมไว้ให้หมด

เราบอกว่า จริง

เขาถามว่า ทำไมต้องทำแบบนั้น

เราบอกว่า ไม่มีอะไรหรอก เห็นว่า ไหนๆมาแล้ว ขอทำให้คุ้ม

มดตัวเล็กตัวน้อย

เหมือนเรื่องมด มีวิบากกับมดเยอะ เพราะ ไม่อยากเจอทุกข์ ที่เกี่ยวกับสุขภาพ จึงทำให้ระมัดระวังมากขึ้น

คนไที่ไม่รู้ พอมาเห็นขณะที่กำลังกวาดเก็บ ทั้งในห้อง และที่ปฏิบัติ ก็คิดว่า เป็นคนขยัน ละเอียด

ที่แท้เปล่าเลย ที่ทำไปน่ะ ทำเพราะ ไม่อยากเจอทุกข์

สภาวะตามความเป็นจริง วลัยพร ยังเป็นคนขี้เกียจอยู่นะ

ถึงขี้เกียจ แต่ต้องทำ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน จะเป็นคนมือไว ทำงานไว มันเป็นของมันเอง ไม่ได้อยากเป็น

Previous Older Entries

กันยายน 2019
พฤ อา
« ส.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: