สติ สัมปชัญญะ สมาธิ

11 มกราคม

เรียนมาแล้ว ถึงจะเรียนเก่งแค่ไหน
ถ้าไม่ได้นำมาใช้ประจำ ความจำเรื่องนั้น จะค่อยๆ เลือนหายไป

.

while you were sleeping

รู้สึกศัพท์คุ้นๆ แต่ดันแปลความหมายรวมไม่ออก
ถามเจ้านายว่า แปลว่าอะไร

เขาบอกว่า ขณะที่กำลังหลับ

เราถามว่า were ตัวนี้ แปลว่าอะไร ทำไมหลังเวิบตัวนี้ ลงท้ายด้วย ing
เขาบอกว่า ยังไม่คุยด้วย เดี่ยวงานไม่เสร็จ เพราะไม่มีสมาธิ

.

ก็นำไปแปลในกูเกิ้ลอีก
ก็ใช่ตามที่เขาแปลมา แต่เรายังตะหงิดๆกับคำว่า were

วันนี้ ลืมเรื่องนี้ไปแล้วนะ มัวแต่วุ่นๆ ฝึกเย็บกระเป๋าใช้เอง

ตอนเย็น กำลังนั่งล้างชาม จู่ๆมีคำผุดขึ้นมา
is am are was were

ตอนนั้นยังงงอยู่นะ คืออะไร?
แถมยังมโนไกล อ่อ you were I was งั้นเหรอ

ก็มีคำนี้ผุดขึ้นมา
while you were sleeping

อ้าวนี่มันประโยคของ tense นี่นา

นี่นะ อะไรที่เรียนมาแล้ว ถึงจะเรียนเก่งแค่ไหน
ถ้าไม่ได้ใช้ ลืมไปเกือบหมด

.

มันต่างกับสภาวะนะ จำได้ไม่เคยลืม
เหมือนครั้งก่อน น้องนัดไปกินข้าว
เขาถามถึงความหมายของ สติ สัมปชัญญะ

เราบอกว่า

สติ รู้ตัวก่อนทำ

สัมปชัญญะ รู้สึกตัว ขณะกำลังทำ

สติ + สัมปชัญญะ ผลคือ สมาธิ
ทำให้เกิดความรู้ชัด ขณะที่กำลังทำ

สภาวะตรงนี้ เป็นเรื่อง การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
คือ วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ เกิดที่หลัง
เป็นการละอัตตาอุปทานขันธ์ ๕ อย่างหยาบ

.

ก็ยังมีบุคคลอีกจำนวนมาก ที่ยังไม่รู้ชัดด้วยตนเอง
ให้ความหมายเกี่ยวกับสติ สัปชัญญะ สมาธิ ไปอีกทาง

เช่น นิกายตันตระ การเสพกาม เพื่อเข้าสู่สุญญตา และหลุดพ้น
ตามความเป็นจริงแล้ว กดข่มไว้ด้วยอำนาจของสมถะ

ตรงนี้เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยในแต่ละคน
จุดเริ่มต้นจึงแตกต่างกัน

ทุกอย่างไม่เที่ยง ยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้
ถึงแม้นิกายตันตระ จะเป็นเพียงสมถะก็ตาม
ตัวประเมินภพชาติของการเกิด ไม่ใช่ปัจจุบัน

เช่น สามารถเดินเท้าเปล่าอยู่บนหิมะได้ทั้งวัน
หรือนั่งสมาธิบนภูเขาหิมะได้ตลอดเวลาเป็นปีๆ
โดยมีความต้องการอาหารและน้ำดื่มเพียงเล็กน้อย
และนุ่งแค่ผ้าเตี่ยวผืนเดียว
แม้กระทั่งได้สมาบัติ ๘ รู้เห็นวิเศษมากมาย

.

ตัวบ่งบอกภพชาติของการเกิดที่อยู่แท้จริง
เป็นสภาวะจิตดวงสุดท้ายที่มีเกิดขึ้น
หากยังไมาทำกาละ เป็นสภาวะของ
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
เป็นการละอุปทานขันธ์ ๕ อย่างละเอียด
.

สติ+สัมปชัญญะ+สมาธิ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
นี่คือ จิตภาวนา ที่เป็นสัมมาสมาธิ

ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
เป็นเหตุปัจจัยให้มีวิญญาณ/ธาตุรู้เกิดขึ้น
ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ในวิโมกข์ ๘

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดอยู่ภายใน
กายในกายเนืองๆ
เวทนาในเวทนาเนืองๆ
จิตในจิตเนืองๆ
ธรรมในธรรมเนืองๆ

เป็นการละอุปทานขันธ์ ๕ อย่างกลาง

โฆษณา

สติ-สัมปชัญญะ-สมาธิ

สติ หมายถึง การระลึกรู้

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า สติ

กล่าวคือ รู้ตัวก่อนลงมือทำ
ได้แก่ การคิดพิจรณาหาเหตุผลต่างๆ ก่อนลงมือกระทำ

สัมปชัญญะ หมายถึง ความรู้สึกตัว

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า สัมปชัญญะ

กล่าวคือ ความรู้สึกตัว ขณะลงมือกระทำ
ได้แก่ มีความรู้สึกตัว ขณะที่ลงมือกระทำ

สติ+สัมปชัญญะ

เมื่อสติกับสัมปชัญญะทำงานรวมกัน
เป็นเหตุปัจจัยให้ เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะที่ลงมือกระทำ

สติ+สัมปชัญญะ+สมาธิ

เมื่อสติกับสัปชัญญะทำงานงานร่วม
และมีสมาธิเกิดขึ้นร่วมด้วย

เป็นเหตุปัจจัยให้ เกิดความรู้ชัดในสิ่งที่กำลังมีเกิดขึ้น

ทั้งหมดนี้ เป็นพื้นฐานของการทำความเพียร

ถ้าไม่ได้ทำความเพียร
ความรู้ชัดในสิ่งที่มีเกิดขึ้น ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้

เมื่อความรู้ชัดในสิ่งที่มีเกิดขึ้น มีเกิดขึ้นไม่ได้
การเห็นตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้

ส่วนจะรู้ปริยัติ หรือไม่รู้ปริยัติ
ไม่ใช่ตัววัดผล

แต่ดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นทางใจ(ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)
แล้วปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา

สติของปุถุชน-สติของอริยชน

สติของปุถุชน แตกต่างจากสติของ อริยชนอย่างไร?

ความแตกต่างอยู่ที่สภาวะสัมปชัญญะ 

สติของปถุชน ยังไม่มีสัมปชัญญะ เกิดขึ้นร่วมเนืองๆ

สติของอริยชน มักจะมีสัมปชัญญะเกิดขึ้นร่วมด้วยเนืองๆ
เหตุนี้ จิตจึงตั้งมั่นเนืองๆ ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ หรืออยู่ในอิริยาบทใดๆก็ตาม

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ ปถุชน จึงไม่รู้คุณประโยชน์ของสัมปชัญญะ และไม่รู้วิธีการสร้าง สภาวะสัมปชัญญะให้เกิดขึ้น

สติในชีวิตประจำวัน แตกต่างจากสติปัฏฐานอย่างไร?

สติในชีวิตประจำวัน 

เป็นสติที่ มีสัมปชัญญะ เกิดร่วมบ้าง ไม่เกิดร่วมบ้าง คือ เกิด-ดับ เพราะเหตุนี้ แม้จะทำงานหรือไม่ทำงานอยู่ก็ตาม มักจะไประลึกถึงราวในอดีตบ้าง ในอนาคต ที่ยังไม่เกิดขึ้นบ้าง มักจะไม่ค่อยรู้อยู่กับงานที่กำลังทำอยู่ ได้ตลอด

สติในสติปัฏฐาน

เป็นสติ ที่มีสัมปชัญญะเเกิดร่วม เป็นเหตุให้เกิดสมาธิ เป็นเหตุให้อยู่กับปัจจุบัน ได้แก่ รู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม ไม่ไประลึกถึงอดีตและอนาคต

 

สติทางโลก-สติปัฏฐาน ๔

 

สติ ความรู้ตัว กับสิ่งที่กำลังจะกระทำ(มีความรู้ตัว ก่อนทำ)

สัมปชัญญะ ความรู้สึกตัว ขณะที่ กำลังทำสิ่งๆนั้นอยู่(มีความรู้สึกตัว ขณะที่กำลังทำ)

สติ+สัมปชัญญะ = สมาธิ

ขณะที่ จิตจดจ่อ(สติ) รู้อยู่(สัมปชัญญะ) กับสิ่งที่กำลังทำอยู่
เป็นเหตุให้ รู้ชัดในสิ่งที่กำลังทำอยู่(สมาธิ)

สติทางโลก

ถึงแม้จะมีสติรู้อยู่ ขณะที่สร้างเหตุ สามารถสร้างเหตุที่เกิดขึ้น เป็นได้ทั้งได้ทั้งกุศลและอกุศล
ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่(ผัสสะ) และที่สร้างให้เกิดขึ้นใหม่ ณ ปัจจุบัน ขณะ

เหตุจากอวิชชาที่มีอยู่ ขณะผัสสะเกิด สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความถูกใจ-ไม่ถูกใจ จึงสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

ถูกใจ ก็คิดเอาเองว่า เป็น กุศล

ไม่ถูกใจ ก็คิดเอาเองว่า เป็น อกุศล

สติปัฏฐาน ๔

สติ ที่เกิดขึ้นใน สติปัฏฐาน ๔ เพราะเป็นเหตุของการดับเหตุของการเกิด จึงเป็นสภาวะกุศล ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง (สัมมาทิฏฐิ)

ไม่ว่าจะเป็นสติทางโลก หรือ สติที่มุ่งดับเหตุของการเกิด(สติปัฏฐาน ๔) ล้วนเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ ของสิ่งๆนั้น

สติในมนุษย์ สามารถพัฒนา จากสติ ให้เป็น มหาสติได้

สติในสัตว์ ไม่สามารถพัฒนา ให้เป็นมหาสติได้

สัตว์แยกแยะ กุศล อกุศล ออกหรือไม่ อย่างไร

http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=11&p=5

เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน และเหตุปัจจัยที่สร้างให้เกิดขึ้นใหม่

ทำสติ

สิ่งที่เรียกว่า การทำวิปัสสนา หรือวิปัสสนา ในปัจจุบัน หลวงพ่อพุธ ท่านไม่เรียกว่า วิปัสสนา แต่เรียกว่า ทำสติ ซึ่งตรงกับสภาวะ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ณ วันนี้ มองว่า ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอะไรก็ตาม ถ้ารู้แล้ว หยุดการสร้างเหตุได้ ถือว่า ใช้ได้หมด

เพราะอะไรน่ะหรือ เพราะ สัญญาที่มีมา แตกต่างกันไป ตามเหตุปัจจัย เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม จิตจะถูกขัดเกลา ให้มีเหตุละสัญญา ลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถแยกแยะสภาวะ สัญญาและปัญญา ออกจากกันได้

เมื่อใด ยึดติดในสภาวะสัญญาที่เกิดขึ้น เช่น นิมิตต่างๆ ความคิดพิจรณาที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นเพียง สัญญา

ไม่ว่าจะมีข้อคิดเห็นต่อสภาวะที่เกิดขึ้น เช่น นิมิตต่างๆ ทั้งลืมตา และหลับตาเห็น อย่าไปน้อมใจเชื่อว่า ได้อะไร เป็นอะไร นิมิต ที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นเพียงสังขารขันธ์ การปรุงแต่งของจิต ที่เกิดจาก สัญญา เป็นเหตุปัจจัย

ถ้าอยากรู้ว่า สภาวะตนเองนั้น เป็นอย่างไร ให้ดูผัสสะที่เกิดขึ้น ในแต่ละขณะๆๆๆๆ อย่าไปจดจ้องดู ให้ดูตามความเป็นจริง ตามความปกติ อย่าไปพยายามสร้างขึ้นมา

สติ

ผลของการสอบทุกครั้ง(ผัสสะ) เป็นตัวบ่งบอกว่า สติที่มีอยู่ มีมากน้อยแค่ไหน

มีมาก แค่รู้มากขึ้น หยุดการสร้างเหตุได้ทัน

มีน้อย ยังมีหลงสร้างเหตุต่อ

๑. สติ ยิ่งมีมากเท่าไหร่ จะแค่รู้มากขึ้น สักแต่ว่ารู้ รู้แบบหยาบๆก่อน เมื่อผัสสะเกิด/มีสิ่งมากระทบ รู้ว่า รู้สึกนึกคิดอย่างไร แต่ยังมีหลงสร้างเหตุอยู่ หลงสร้างเหตุไปแล้ว ก็รู้ว่าหลง

๒. มีสติมากขึ้นอีก เมื่อผัสสะเกิด/มีสิ่งมากระทบ รู้ว่า รู้สึกนึกคิดอย่างไร แต่ไม่สร้างเหตุออกไป ต้องกดข่ม หรือใช้ความอดกลั้น

๓. มีสติมากขึ้นอีก เมื่อผัสสะเกิด/มีสิ่งมากระทบ รู้ว่า มองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยใจที่เป็นธรรม คือ รู้ว่า เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล โดยไม่ต้องกดข่ม หรืออดกลั้นแต่อย่างใด ที่จะไม่สร้างเหตุออกไป

๔. มีสติมากขึ้นอีก เมื่อผัสสะเกิด/มีสิ่งมากระทบ รู้ว่า สักแต่ว่ามีสิ่งเกิดขึ้น ไม่มีความรู้สึกนึกคิดใดๆเกิดขึ้น

อย่างอื่นยังไม่รู้ ตอนนี้รู้แค่นี้ ในเรื่องของ สติ ที่เกิดขึ้น ในแต่ละขณะ

สติไม่ทัน-สติยังทัน

๖ มิย.๕๖

ไม่สนใจอะไรมากแบบก่อนๆ แค่รู้สึกตัวว่า กำลังเดินอยู่

รู้วิธีการที่จะดับ เหตุแห่งทุกข์(การเกิด) ทั้งภพชาติปัจจุบัน(ผัสสะ/ปัจจุบัน ขณะ) และดับเหตุของการเวียนว่ายในวัฏฏสงาร

นี่แหละ จุดสูงสุดของชีวิตแล้ว ไม่เสียชาติเกิดจริงๆ

 

ใครเชื่อใคร หรืออะไร แล้วแต่เหตุปัจจัย พยายามอย่าเข้าไปยุ่งด้วยน่ะ ดีที่สุด

เหตุมี ผลย่อมมี

 

สติไม่ทัน

ยามที่สติไม่ทัน มักจะวิ่งหาทุกข์มาใส่ตัว(สร้างเหตุ) เหมือนแมงเม่า บินเข้ากองไฟ

ถึงแม้จะรู้ เหตุเนื่องจาก ตัณหา ความทะยานอยากที่มีอยู่ สติสำคัญมากจริงๆ

ความเพียรย่อหย่อน กำลังสมาธิย้อมอ่อนแรงลง สติอย่างเดียว จะพอกินได้อย่างไร ต้องอาศัยกำลังของสมาธิเข้าช่วยกดข่มกิเลส ที่เกิดขึ้นด้วย

 

หุหุ หมดเวลากินข้าว ไปรีดผ้าต่อ ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนสภาวะของตัวเอง

อย่าแว่บนอกตัวให้มันบ่อยนะ แจ๋ววววว เข้าใจป่ะ แจ๋วววว ทางมีให้เดิน อย่าแวะชมข้างทางบ่อยนัก มิน่า ถึงหกล้มบ่อย

 

สติยังทัน

ก็ยังมีอยู่ เวลาเห็นข้อความที่สนทนา เกี่ยวกับสภาวะ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นของ คำเรียกต่างๆ เกี่ยวกับ จิต เจตสิก รูป นิพพาน

ได้เข้าไปเขียนแล้วนะ พอเขียนลงไป สติกลับมารู้อยู่ที่กาย มีความคิดเกิดขึ้น ช่างเถิด แค่ปริยัติ ไม่ควรเข้าไปข้องเกี่ยวอีกต่อไป ปล่อยให้ทุกสรรพสิ่ง ดำเนินไปตามเหตุปัจจัย

 

กิเลสนี่ มันชั่งเย้ายวนใจ ยั่วใจจริงๆ 

ไปอ่านเจอ สิ่งที่ตัวเองเขียนไว้ ในเรื่องวิญญาณขันธ์ ก๊อปลิงค์พระไตรปิฎก ว่าด้วย วิญญาณขันธ์มาแปะไว้

ผู้ที่เคยสนทนาด้วย ที่เชื่อเพียงว่า วิญญาณ หมายความถึง วิญญาณ ๖ เพียงอย่างเดียว

เมื่อเขาได้เข้ามาอ่านสิ่งที่เราเขียนไว้ เขายังบอกเลยว่า ตรงกันเป๊ะเลย ตามพระไตรปิฎก

มาวันนี้ สัญญาของเขาคงลืมเลือน จึงมาเน้นอีกครั้งว่า วิญญาณ หมายถึง วิญญาณ ๖

กิเลสมันช่างยั่วใจจริงๆ อยากจะแปะลิงค์ ที่เขาเคยเขียนไว้ แต่อย่างว่าแหละ บอกกับตัวเองไว้แล้วว่า ทุกสรรพสิ่ง ล้วนมีเหตุปัจจัย

ปฏิบัติแบบไหนถึงจะถูก

การปฏิบัติไม่มีคำว่าถูกหรือผิด มีแต่ถูกใจกับไม่ถูกใจในความคิดของแต่ละคน จึงเป็นเหตุของคำว่าปฏิบัติแบบนี้ถูก ปฏิบัติแบบนี้ผิด

การปฏิบัติไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด การเริ่มต้นทำตามความถนัดไปก่อน ถนัดแบบไหนให้ทำแบบนั้น หากไม่เคยมีพื้นฐานด้านการปฏิบัติมาก่อน

เริ่มต้นแบบง่ายๆ เอาจิตจดจ่อดูลมหายใจเข้า   ลมหายใจออก ดูแบบปกติ ไม่ต้องไปเพ่งเพื่อให้รู้ชัดแต่อย่างใด ใหม่ๆอาจจะมีการเพ่งอยู่บ้าง ไม่เป็นไร อาจจะมีอาการตึงๆตามใบหน้า

หาที่นั่งที่นั่ง นั่งได้ตามสะดวก จะนั่งขัดสมาธิหรือนั่งบนเก้าอี้หรือนั่งที่กลางแจ้ง นั่งตรงไหนก็ใช้ได้ นั่งแบบไหนก็ใช้ได้  แรกๆหาที่เงียบๆก่อน เพราะเพิ่งเริ่มต้นฝึกจิต ต้องหาที่สงบเงียบก่อน

นั่งตามถนัดแล้ว หายใจเข้าออกยาวๆสักสองสามครั้ง แล้วเอาจิตจดจ่อรู้ลมหายใจไปสักพัก กี่นาทีก็ได้ จะใช้คำบริกรรมภาวนาหรือใช้การนับตัวเลขกำกับตามลมหายใจเข้า-ออกก็ได้

เราปฏิบัติเพื่อสร้างตัวสติให้มีกำลังแข็งแรง จุดประสงค์คือ ต้องการสร้างตัวสัมปชัญญะให้เกิดขึ้น หากสติไม่แข็งแรงพอ สัมปชัญญะย่อมเกิดขึ้นได้ยาก เมื่อสติแข็งแรง สัมปชัญญะย่อมเกิด

เราปฏิบัติเพื่อสิ่งนี้  เพื่อสร้างสติที่มีอยู่ ทำให้เป็นสัมมาสติ คือ มีทั้ง สติและสัมปชัญญะเกิดขึ้น

การปฏิบัติหรือการใช้ชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรม สติ สัมปชัญญะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด สร้างเหตุตรงนี้ให้เกิดขึ้นให้ได้ก่อน ปรับพื้นฐานของจิตตรงนี้ให้แข็งแรงก่อน เรื่องอื่นๆยังไม่ต้องไปนึกถึง สงสัยให้รู้ว่าสงสัย เป็นเรื่องปกติที่จะสงสัย

สโตการี

บทว่า โส สโตว อสฺสสติ สโต ปสฺสสติ ความว่า

ภิกษุนั้น นั่งอยู่อย่างนี้และตั้งสติไว้มั่นอย่างนี้แล้ว เมื่อไม่ละสตินั้น ชื่อว่า มีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า

ท่านอธิบายไว้ว่าเป็น สโตการี ผู้ทำสติ

บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงอาการเป็นเหตุให้ภิกษุนั้นได้ชื่อว่า สโตการี จึงตรัสคำว่า ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต หรือ หายใจออกยาว ดังนี้เป็นต้น

สมจริงดังคำที่ธรรมเสนาบดีสารีบุตร กล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาในวิภังค์แห่งปาฐะว่า

โส สโตว อสฺสสติ สโต ปสฺสสติ

นั้นนั่นแลว่า พระโยคาวจร ย่อมเป็นชื่อว่า สโตการี ด้วยอาการ ๓๒ อย่าง

เมื่อเธอรู้ชัดว่า จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจหายใจออกยาวอยู่ สติย่อมตั้งมั่น เธอผู้นั้นชื่อ สโตการี ด้วยสตินั้น ด้วยปัญญานั้น

เมื่อเธอรู้ชัดภาวะที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจแห่งการหายใจเข้ายาวอยู่ สติ ย่อมตั้งมั่น เธอย่อมเป็นผู้ชื่อว่า สโตการี ด้วยสตินั้น ด้วยปัญญานั้น ฯลฯ

เมื่อเธอรู้ชัดว่า จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจความเป็นผู้พิจรณาเห็นความสลัดทิ้งหายใจออกยาวอยู่ ด้วยอำนาจความเป็นผู้พิจรณาเห็นความสลัดทิ้งหายใจเข้าอยู่

สติ ย่อมตั้งมั่น เธอเป็นผู้ชื่อว่า สโตการี ด้วยสตินั้น ด้วยปัญญานั้น ดังนี้

วิธีสร้างสติให้เกิด

กล่าวโดยสภาวะ

คือ การกำหนดรู้ ตามรู้ ตามดู ลงไปในสิ่งที่เกิดการกระทบ ตรงไหนเกิดชัดเจนที่สุดให้กำหนดตรงนั้น แค่ดู แค่รู้ ตรงนั้นไป แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน

อย่าปล่อยให้ผ่านไปโดยการดูเฉยๆ คือ รู้ในการเกิดกระทบนั้น แต่ไม่ไปให้ค่าในสภาวะที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด กำหนดรู้บ่อยๆ เมื่อกำหนดได้ชัดเจนดี สติย่อมมีมากขึ้น

เมื่อสติมากขึ้น สัมปชัญญะย่อมเกิด

เมื่อมีทั้งสติ และสัมปชัญญะเกิดร่วมกัน สมาธิย่อมเกิด เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

ย่อมรู้เท่าทันต่อการปรุงแต่งของจิต การทำงานของขันธ์ 5 ที่เป็นการปรุงแต่ง ย่อมดับ เพราะ มีสติรู้เท่าทันจิต ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง โดยไม่มีการเข้าไปปรุงแต่ง โดยมีตัวกูของกู เข้าไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

โดยเฉพาะขณะที่เกิดสมาธิ และมีสติ สัมปชัญญะรู้ตัวอย่างต่อเนื่อง มันจะรู้แล้วก็รู้ๆๆๆๆๆๆ เช่น เวทนาเกิด เรากำหนดรู้ดูลงไป จะเห็นการเกิดเวทนาและอาการที่หายไปอย่างต่อเนื่อง

ตรงนี้ถ้าคนรู้จักโยนิโสมนสิการ ( คิดพิจรณา ) เป็น มันจะเกิดปัญญา อย่างน้อยช่วยลดอุทานยึดมั่นถือมั่นลงไปได้ชั่วขณะหนึ่ง

ถ้าสติ สัมปชัญญะและสมาธิดี จะเห็นสภาวะตั้งแต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป มันเป็นอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา จะไปบังคับให้เกิดหรือไม่เกิดก็ไม่ได้

สำหรับคนที่โยนิโส ( คิดพิจรณา ) ไม่เป็น ก็อาศัยกำหนดรู้ลงไปทุกๆครั้งที่เกิดตั้งแต่หยาบจนมันละเอียดขึ้น สุดท้ายพอมันเต็มที่ มันก็เกิดเป็นวิปัสสนาญาณทันที

จะเห็นการเกิดดับของรูปนาม อย่างต่อเนื่องโดยปราศจากการกำหนด หรือความคิด มันไม่มีเลย มีแต่ตัวรู้เกิดขึ้นมาล้วนๆ สติอยู่คู่กับจิตตลอดเวลา

หมายเหตุ:-

ตัวรู้ในที่นี้หมายถึง รู้ชัดในสภาวะที่เกิดขึ้น

อธิบาย อัสสาสะ ปัสสาสะ

บรรดาบทเหล่านั้น บทที่ว่า ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต ได้แก่ หรือ เมื่อหายใจออกยาว ในอรรถพระวินัยกล่าวไว้ว่า

บทว่า อสฺสาโส ได้แก่ ลมหายใจออก

บทว่า ปสฺสาโส ได้แก่ หายใจเข้า

แต่ในอรรถกถาพระสูตรทั้งหลายตรงกันข้าม ในลมทั้งสองอย่างนั้น ในเวลาที่สัตว์ทั้งปวงอยู่ในครรภ์ ออกจากท้องมารดา อันดับแรก ลมหายใจออกมาภายนอก

ทีหลัง ลมหายใจออกนอก พาเอาธุลีละเอียดเข้าไปจรดเพดาน แล้วดับ อันดับแรก บัณฑิตพึงทราบลมอัสสาสะ ปัสสาสะ อย่างนี้

สพฺพกายปฏิสํเวทิ

คำว่า เธอย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้ตลอดกายทั้งหมด หายใจออก หายใจเข้านี้ มีคำอธิบายว่า

พระโยคาภิกษุ ย่อมสำเหนียกว่า เราจักทำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกองลมอัสสาสะทั้งสิ้นให้แจ่มแจ้ง คือ ทำให้ปรากฏ จักหายใจออก

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักทำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกองลมปัสสาสะให้แจ่มแจ้ง คือ ให้ปรากฏ จักหายใจเข้า

พระโยคาวจร เมื่อกระทำให้แจ่มแจ้ง คือ ทำให้ปรากฏอย่างนี้ ย่อมหายใจออกและหายใจเข้า ด้วยจิตที่เป็นสัมปยุต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักหายใจออก เราจักหายใจเข้า

เบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด ปรากฏบางรูป

จริงอยู่ สำหรับภิกษุบางรูป ในกองลมหายใจออกหรือกองลมหายใจเข้าที่ซ่านไปอย่างละเอียด ย่อมปรากฏแต่เบื้องต้น ส่วนท่ามกลางและที่สุดไม่ปรากฏ เธอก็อาจกำหนดเฉพาะเบื้องต้นเท่านั้น ย่อมลำบากในท่ามกลางและที่สุด

บางรูป ปรากฏแต่ท่ามกลาง ส่วนเบื้องต้นและที่สุดไม่ปรากฏ

เธอก็อาจ เพื่อกำหนดเฉพาะแต่ที่สุดเท่านั้น ย่อมลำบากในเบื้องต้นและท่ามกลาง

บางรูป ปรากฏทั้งหมด เธอย่อมกำหนดได้ทั้งหมด ไม่ลำบากส่วนไหนๆ

เพื่อแสดงว่า พึงเป็นเช่นนั้น จึงกล่าวว่า

” สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสสิสฺสามิฯลฯ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺ ข ตีติ ”

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิกฺขาติ ความว่า ความเพียร คือ พยายามอย่างนี้

อีกอย่างหนึ่ง บัณฑิตพึงทราบอธิบายในบทอย่างนี้ว่า การสำรวมของภิกษุผู้เป็นอย่างนั้น อันใด การสำรวมนี้จัดเป็น อธิศิลสิกขา

ในบรรดาสิกขา ๓ นี้ สมาธิของภิกษุผู้เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้อันใด สมาธินี้ จัดเป็น อธิปัญญาสิกขา

รวมความว่า สิกขา ๓ เหล่านั้น พระโยคีย่อมศึกษา ย่อมเสพ ย่อมเจริญ ย่อมทำให้มากด้วยสตินั้น ด้วยมนสิการนั้นในอารมณ์

สติ ,สัมปชัญญะและสมาธิ

อาการหยาบและละเอียดสงบ

เมื่อกายและจิตกระสับกระส่าย กายสังขารย่อมเป็นไปเกินประมาณ ( หยาบ )

เมื่อกายและจิตไม่กระสับกระส่าย กายสังขารย่อมเป็นไปละเอียด

ในปฏิสัมภิทามรรค

ภิกษุย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออก หายใจเข้าอย่างไร? กายสังขารเป็นไฉน?

คือ ธรรมทั้งหลายซึ่งเป็นไปในกองลมหายใจออกและหายใจเข้ายาว อันนี้เป้นธรรมเกี่ยวเนื่องด้วยกาย ภิกษุทำกายสังขารเหล่านั้นให้ระงับ คือ ให้ดับ ให้เข้าไปสงบ ชื่อว่า สำเหนียกฯลฯ

สำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร ที่เป็นเหตุให้โยกโคลงโอนเอนส่ายสั่นหวั่นไหวไปมาเสีย

หายใจออก สำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารอันสงบละเอียด ที่เป็นเหตุให้กายไม่โยกโคลง ไม่โอน ไม่เอน ไม่ส่ายสั่น ไม่หวั่น ไม่ไหว หายใจออก หายใจเข้า

นัยว่า ภิกษุเมื่อสำเหนียกดังกล่าวมานี้ ชื่อว่า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักยังกายสังขารให้สงบหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักยังกายสังขารให้สงบหายใจเข้า

เมื่อเป็นดังนั้น การอบรมจิตเพื่อวาตุปลัทธิ ( การกำหนดลม ) ก็ดี เพื่อลมหายใจออก หายใจเข้าก็ดี เพื่ออานาปนสติก็ดี เพื่ออานาปนสติสมาธิก็ดี ย่อมไม่สำเร็จได้ และบัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ได้เข้าสมาบัติ ทั้งยังไม่ได้ออกสมาบัตินั้น

เหมือนอย่างไร?

เหมือนอย่างเมื่อกังสดาลถูกเคาะแล้ว เสียงหยาบย่อมเป็นไปครั้งแรกจิตก็เป็นไปได้ เพราะกำหนดนิมิต ( เครื่องหมาย ) แห่งเสียงได้ง่าย เพราะทำนิมิตแห่งเสียงหยาบไว้ในใจได้ง่าย เพราะทรงจำนิมิตแห่งเสียงหยาบได้ง่าย

แม้เมื่อเสียงหยาบดับแล้ว หลังนั้นถัดไปเสียงละเอียดก็ยังเป็นไปจิตก็เป็นได้ เพราะกำหนดนิมิตเสียงละเอียดไว้ในใจได้ดี เพราะยังทำนิมิตเสียงละเอียดได้ดี เพราะทรงจำนิมิตแห่งเสียงละเอียดได้ดี

แม้เมื่อเสียงละเอียดดับแล้ว หลังจากนั้นไป จิตก็ยังเป็นไปได้ แม้เพราะนิมิตแห่งเสียงละเอียดเป็นอารมณ์

แม้ฉันใด ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าที่หยาบก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะกำหนดนิมิตแห่งลมหายใจออก ลมหายใจเข้าที่หยาบได้ง่าย เพราะทำนิมิตแห่งลมหายใจเข้าที่หยาบไว้ในใจได้ง่าย

เพราะสังเกตุนิมิตแห่งลมหายใจออก หายใจเข้าที่หยาบได้ง่าย

เมื่อลมหายใจออก หายใจเข้าที่หยาบดับแล้ว หลังจากนั้น ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าที่ละเอียดก็ยังเป็นอยู่ จิตก็ไม่ฟุ้งซ่าน เพราะกำหนดจับนิมิตได้ด้วยดี เพราะใส่ใจนิมิตได้ด้วยดี เพราะทรงจำนิมิตได้ด้วยดี

แม้เมื่อลมหายใจออก หายใจเข้าที่ละเอียดดับไปแล้ว หลังจากนั้นจิตก็ไม่ถึงความฟุ้งซ่าน แม้เพราะยังมีนิมิตแห่งลมหายใจออก หายใจเข้าที่ละเอียดเป็นอารมณ์

เมื่อเป็นดังนี้ การอบรมจิต เพื่อวาตุปลัทธิ เพื่อลมหายใจออกเข้าก็ดี เพื่ออานาปนสติก็ดี เพื่ออานาปนสติสมาธิก็ดี ย่อมสำเร็จได้ และสมาบัติผู้นั้น ผู้เป็นบัณฑิตย่อมเข้าบ้าง ย่อมออกบ้าง

ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า จัดเป็นกาย

ความปรากฏ จัดเป็นสติ

ปัญญา ( สัมปชัญญะ ) เครื่องตามเห็น จัดเป็นญาณ

กายจัดเป็นเครื่องปรากฏ ไม่ใช่ตัวสติ

สติ เป็นตัวปรากฏ ทั้งเป็นตัวสติด้วย ( เครื่องระลึก )

พระโยคาวจรย่อมเห็นกายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณ ( สัมปชัญญะ+สมาธิ ) นั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า การเจริญสติปัฏฐาน คือ ปัญญาเครื่องตามเห็นกายในกาย ซึ่งท่านกล่าวไว้ในอำนาจกายานุปัสสนา

สติ

สติ แปลว่า แปลว่า ความระลึกได้
ซึ่งแบ่งออกเป็น

สติเป็นเจตสิก ไม่ใช่จิต แต่เกิดพร้อมกับจิต รับอารมณ์เดียวกับจิต
โดยองค์ธรรมได้แก่ สติเจตสิก

สติ ตามแนวปฏิบัติ มีอยู่ ๓ ประเภท

๑. สติขั้นต่ำ ได้แก่ สติของบุคคลธรรมดาสามัญ ซึ่งมีอยู่กันทุกคน
เช่น จะขับรถก็ต้องมีสติ จะเขียนหนังสือก็ต้องมีสติ จะอ่านหนังสือก็ต้องมีสติ
จะลุก จะยืน ฯลฯ ก็ต้องมีสติด้วยกันทั้งนั้น

ต่างกันตรงที่ว่าใครจะมีมากมีน้อยกว่ากันเท่านั้น
ถ้าใครขาดสติจะทำอะไรผิดๆพลาดๆ ลืมโน่น ลืมนี่บ่อยๆ

๒. สติขั้นกลาง ได้แก่ สติของผู้บำเพ็ญมหากุศล เช่น ทำทานรักษาศิล
เรียนธรรม ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม เจริญสมถกรรมฐานเป็นต้น

๓. สติขั้นสูง ได้แก่ สติของนักปฏิบัติธรรม ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน
จนได้บรรลุมรรค ผล นิพพานตามแนวแห่งมหาสติปัฏฐาน ที่พระบรมศาสดาทรงแสดงไว้

ในการใช้ชีวิตโดยทั่วๆไป ปกติเราท่านทุกรูปทุกนามล้วนมีสติเป็นองค์ประกอบอยู่แล้ว

สติ กล่าวในแง่ของสภาวะ

สติ คือ ความรู้ตัว
สภาวะหรือลักษณะอาการที่เกิดขึ้นของสติ คือ ความรู้ตัวก่อนที่จะลงมือกระทำกิจนั้นๆ

Previous Older Entries

พฤษภาคม 2019
พฤ อา
« เม.ย.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: