สัมมาสติ

นี่ก็เป็นสิ่งที่เขียนค้างไว้ แบบนึกไม่ออกเหมือนกัน จึงเคยไว้เล่าไว้ว่า จิตมักจะทบทวนสภาวะเนืองๆ จึงทำให้รู้ชัดว่า สัมมาสติก็มีความแตกต่างกันระหว่างเสขะกับอเสขะ

.

แบบว่าลืมเขียนแยกสภาวะออกจากกัน โสดาบัน สกิทาคา อนาคามี และที่เขียนตกไปเรื่องการปฏิบัติไม่อดทน ๑ การปฏิบัติอดทน ๑ การปฏิบัติข่มใจ ๑ การปฏิบัติรระงับ ๑

เช่น หลังโสดาบันที่ยังไม่แจ้งนิพพาน ต้องทำยังไงต่อ ตรงนั้นเขียนไว้แล้ว ส่วนโสดาบันที่แจ้งนิพพาน ทำต่อ ยังไม่ได้เขียน

แต่ทั้งสองสภาวะ(ยังไม่แจ้งนิพพานและแจ้งนิพพาน) ก็เป็นเรื่องของมมรค ผล ในสกิทาคามี

หลังจากนั้น จะเป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพานโดยส่วนเดียว

เมื่อสภาวะดำเนินตามมรรค อนุโลญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ในอนาคามี จึงมีเกิดขึ้น เมื่ออินทรีย์ 5 ย่อมแจ้งนิพพานและอริยสัจ 4

ก็คิดว่า เดี๋ยวลบทิ้ง แล้วเขียนแยกสภาวะ เพื่อสะดวกสำหรับผู้ปฏิบัติจะได้รู้ว่า ติดขัดตรงไหนไว้ จะได้รู้ว่าควรทำยังไงต่อ

 

22 มีค. 62

8. รวมวิธีที่ใช้ในการกระทำเพื่อละอุปาทานขันธ์ 5

.

1. มนสิการโดยแยบคาย
พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สังขารเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล พวกเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายใน หรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่า หลุดพ้นแล้วรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ

.

2. มนสิการโดยแยบคาย
ข้อฏิบัติเพื่อ อนุปาทาปรินิพพาน

ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ คือ ย่อมได้ความวางเฉย(อุเบกขา) ว่า

ถ้ากรรมในอดีตไม่ได้มีแล้วไซร้
อัตตภาพในปัจจุบันก็ไม่พึงมีแก่เรา

ถ้ากรรมในปัจจุบันย่อมไม่มีไซร้
อัตตภาพในอนาคตก็จักไม่มีแก่เรา

เบญจขันธ์ที่กำลังเป็นอยู่ ที่เป็นมาแล้วเราย่อมละได้
เธอย่อมไม่กำหนัดในเบญจขันธ์อันเป็นอดีต
ไม่ข้องอยู่ในเบญจขันธ์อันเป็นอนาคต

ย่อมพิจารณาเห็นบทอันสงบระงับอย่างยิ่งด้วยปัญญาอันชอบ
ก็บทนั้นแล อันภิกษุนั้นทำให้แจ้งแล้ว โดยอาการทั้งปวง

อนุสัย คือมานะ อนุสัยคืออวิชชา เธอยังละ ไม่ได้โดยอาการทั้งปวง เธอย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่

.

3. โยนิสมนสิการ
สิ่งที่มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตและขณะทำกรรมฐาน
ให้ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น อย่าไปชอบ อย่าไปชัง รู้ลงไป อยู่กับมัน อย่าคิดเปลี่ยนแปลง อย่าคิดแก้ไข อย่าแทกแซงสภาวะ อย่าขัดขืน ดู รู้ อยู่กับมัน มีเท่านี้เอง มันเป็นเรื่องของไตรลักษณ์

ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

4. การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

บุคคลบางคนในโลกนี้
โดยปรกติเป็นคนมีราคะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นคนมีโทสะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นคนมีโมหะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์ เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ

ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

5. เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

บุคคลบางคนในโลกนี้ โดยปรกติไม่เป็นผู้มีราคะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้ไม่มีโทสะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้ไม่มีโมหะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถความไม่พยาบาท เป็นสมาธิ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญา เป็นสมาธิ ฯลฯ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่า พิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ด้วยประการดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้น เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

6. เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่

บรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งจิตในภายในเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป

บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้

บรรลุจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุขเพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติ บริสุทธิ์อยู่

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ด้วยประการดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

โฆษณา

สัมมาสมาธิ

ถ้าจะฟังเรื่อง สมาธิ
จากมิจฉาสมาธิ เป็นสัมมาสมาธิ
ให้ฟัง หลวงพ่อ พุธ ฐานิโย


ถ้าจะศึกษาเรื่อง สัมมาสมาธิ
ให้ศึกษาพระธรรมคำสอน ในพระไตรปิฎก
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนพระโมคคัลานะ
ลักษณะเด่นของสัมมาสมาธิ “ธรรมเอกผุด”

ในโมคคัลลานสังยุตต์ พระไตรปิฎกฉบับหลวง
เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๕๒๓ หน้า ๒๘๓

สัมมาสมาธิ

เมื่อสัมมาสมาธิเกิด
(สมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นร่วมด้วย)

เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้ มีเกิดขึ้น
(ธรรมเอกผุด ลักษณะที่เด่นชัดของสัมมาสมาธิ)

เป็นเหตุปัจจัยให้ รู้ชัดในลักษณะอาการ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของ
คำที่เรียกว่า รูปฌาน ได้แก่

……

ปฐมฌาน
จงดำรงจิตไว้ในปฐมฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในปฐมฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในปฐมฌาน

……

ทุติยฌาน
จงดำรงจิตไว้ในทุติยฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในทุติยฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในทุติยฌาน

…..

ตติยฌาน
จงดำรงจิตไว้ในตติยฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในตติยฌาน
จงตั้งจิตไว้ในตติยฌาน

….

จตุถฌาน
จงดำรงจิตไว้ในจตุตถฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในจตุตถฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในจตุตถฌาน

กล่าวคือ เข้าออกสมาธิโดยความชำนาญ
รู้ชัดในลัษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของ ผัสสะ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิใน รูปฌาน

….

อรูปฌาน ได้แก่

อากาสานัญจายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในอากาสานัญจายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ในอากาสานัญจายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากาสานัญจายตนฌาน

…..

วิญญาณัญจายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในวิญญาณัญจายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

….

อากิญจัญญายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในอากิญจัญญายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
อากิญจัญญายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากิญจัญญายตนฌาน

….

เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

….

อนิมิตตเจโตสมาธิ
จงดำรงจิตไว้ในอนิมิตตเจโตสมาธิ

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในอนิมิตตเจโตสมาธิ
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในอนิมิตตเจโตสมาธิ

หมายเหตุ;

อนิมิตเจโตสมาธิ หมายถถึง นิโรธสมาบัติหรือสัญญาเวทยิตนิโรธ

ขณะที่กำลังเกิดสภาวะสัญญาเวทยิตนิโรธ
กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร ดับทั้งหมด

….

สัมมาวิมุติ

สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

ได้แก่ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)
ความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กระทำไว่ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไป(กาย วาจา)
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

ชั่วขณะจิต จิตที่เกิดการปล่อยวาง
จาก ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

จิตย่อมตั้งมั่น
สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

จึงมีเกิดขึ้น ตามควาเป็นจริง

เป็นที่มาของ คำเรียกเหล่านี้

ขณิกสมาธิ ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดวิปัสสนาสมาธิ
และวิปัสสนาเจโตสมาธิ(ฌาน)

สัมมาสมาธิ มีลักษณะเจาะจง มีความเด่นชัด
ในลักษณะของสัมมาสมาธิ ได้แก่ ธรรมเอกผุด

ลักษณะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ
ในสัมมาสมาธินั้น หมายถึง วิญญาณ/ธาตุรู้

เมื่อมีธรรมเอกผุด หรือวิญญาณ/ธาตุรู้เกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ทุกขณะ ในแต่ละขณะ(ผัสสะ) ที่จิตเป็นสมาธิอยู่
ที่มีเกิดขึ้นในรูปเฌาน อรูปฌาน
ฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติ

กล่าวคือ
สิ่งที่เกิดขึ้น กับใจที่รู้อยู่

ที่เกินจากนั้น
ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เมื่อกำหนดรู้
อุปกิเลสต่างๆ ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้

….

ที่มาของพระธรรมคำสอน ที่มีชื่อเรียกว่า วิโมกข์ ๘
ที่มีร่องรอยปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก

[๖๖] ดูกรอานนท์ วิโมกข์ ๘ ประการเหล่านี้ ๘ ประการเป็นไฉน คือ

๑. ผู้ได้รูปฌาน ย่อมเห็นรูป
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑

๒. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปในภายใน
ย่อมเห็นรูปในภายนอก
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒

๓. ผู้ที่น้อมใจเชื่อว่า กสิณเป็นของงาม
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓

๔. ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า
อากาศหาที่สุดมิได้

เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา
เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔

๕. ผู้ที่บรรลุวิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า
วิญญาณหาที่สุดมิได้

เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง
เป็นวิโมกข์ที่ ๕

๖. ผู้ที่บรรลุอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า
ไม่มีอะไร

เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖

๗. ผู้ที่บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ
เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗

๘. ผู้ที่บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ
เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘

สติ-สัมปชัญญะ-สมาธิ

สติ หมายถึง การระลึกรู้

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า สติ

กล่าวคือ รู้ตัวก่อนลงมือทำ
ได้แก่ การคิดพิจรณาหาเหตุผลต่างๆ ก่อนลงมือกระทำ

สัมปชัญญะ หมายถึง ความรู้สึกตัว

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า สัมปชัญญะ

กล่าวคือ ความรู้สึกตัว ขณะลงมือกระทำ
ได้แก่ มีความรู้สึกตัว ขณะที่ลงมือกระทำ

สติ+สัมปชัญญะ

เมื่อสติกับสัมปชัญญะทำงานรวมกัน
เป็นเหตุปัจจัยให้ เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะที่ลงมือกระทำ

สติ+สัมปชัญญะ+สมาธิ

เมื่อสติกับสัปชัญญะทำงานงานร่วม
และมีสมาธิเกิดขึ้นร่วมด้วย

เป็นเหตุปัจจัยให้ เกิดความรู้ชัดในสิ่งที่กำลังมีเกิดขึ้น

ทั้งหมดนี้ เป็นพื้นฐานของการทำความเพียร

ถ้าไม่ได้ทำความเพียร
ความรู้ชัดในสิ่งที่มีเกิดขึ้น ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้

เมื่อความรู้ชัดในสิ่งที่มีเกิดขึ้น มีเกิดขึ้นไม่ได้
การเห็นตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้

ส่วนจะรู้ปริยัติ หรือไม่รู้ปริยัติ
ไม่ใช่ตัววัดผล

แต่ดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นทางใจ(ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)
แล้วปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา

สัมมาสมาธิ

สัมมาสมาธิ

ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

เริ่มต้นจาก เตโชกสิณ(มิจฉาสมาธิ)

สติปัฏฐาน 4(สัมมาสมาธิ)

เมื่อสัมมาสมาธิเกิด
(สมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นร่วมด้วย)

เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้ มีเกิดขึ้น
(ธรรมเอกผุด ลักษณะที่เด่นชัดของสัมมาสมาธิ)

เป็นเหตุปัจจัยให้ รู้ชัดในลักษณะอาการ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของ
คำที่เรียกว่า รูปฌาน ได้แก่

ปฐมฌาน
จงดำรงจิตไว้ในปฐมฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในปฐมฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในปฐมฌาน

ทุติยฌาน
จงดำรงจิตไว้ในทุติยฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในทุติยฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในทุติยฌาน

ตติยฌาน
จงดำรงจิตไว้ในตติยฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในตติยฌาน
จงตั้งจิตไว้ในตติยฌาน

จตุถฌาน
จงดำรงจิตไว้ในจตุตถฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในจตุตถฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในจตุตถฌาน

กล่าวคือ เข้าออกสมาธิโดยความชำนาญ
รู้ชัดในลัษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของ ผัสสะ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิใน รูปฌาน

อรูปฌาน ได้แก่

อากาสานัญจายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในอากาสานัญจายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ในอากาสานัญจายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากาสานัญจายตนฌาน

วิญญาณัญจายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในวิญญาณัญจายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

อากิญจัญญายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในอากิญจัญญายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
อากิญจัญญายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากิญจัญญายตนฌาน

เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

อนิมิตตเจโตสมาธิ
จงดำรงจิตไว้ในอนิมิตตเจโตสมาธิ
จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ในอนิมิตตเจโตสมาธิ
จงตั้งจิตไว้ให้มั่น
ในอนิมิตตเจโตสมาธิ

สัมมาวิมุติ

สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

ได้แก่ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)
ความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

ไม่สร้างเหตุออกไป
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

ชั่ว ขณะจิต จิตที่เกิดการปล่อยวาง
จาก ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

จิตย่อมตั้งมั่น
สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

จึงมีเกิดขึ้น ตามควาเป็นจริง

 

เป็นที่มาของ ขณิกสมาธิ
ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดวิปัสสนาสมาธิ
และวิปัสสนาเจโตสมาธิ(ฌาน)

สัมมาสมาธิ มีลักษณะเจาะจง มีความเด่นชัด
ในลักษณะของสัมมาสมาธิ ได้แก่ ธรรมเอกผุด

ลักษณะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ
ในสัมมาสมาธินั้น หมายถึง วิญญาณ/ธาตุรู้

เมื่อมีธรรมเอกผุด หรือวิญญาณ/ธาตุรู้เกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ทุกขณะ ในแต่ละขณะ(ผัสสะ) ที่จิตเป็นสมาธิอยู่
ที่มีเกิดขึ้นในรูปเฌาน อรูปฌาน
ฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติ

กล่าวคือ
สิ่งที่เกิดขึ้น กับใจที่รู้อยู่

ที่เกินจากนั้น
ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เมื่อกำหนดรู้
อุปกิเลสต่างๆ ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้

สติของปุถุชน-สติของอริยชน

สติของปุถุชน แตกต่างจากสติของ อริยชนอย่างไร?

ความแตกต่างอยู่ที่สภาวะสัมปชัญญะ 

สติของปถุชน ยังไม่มีสัมปชัญญะ เกิดขึ้นร่วมเนืองๆ

สติของอริยชน มักจะมีสัมปชัญญะเกิดขึ้นร่วมด้วยเนืองๆ
เหตุนี้ จิตจึงตั้งมั่นเนืองๆ ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ หรืออยู่ในอิริยาบทใดๆก็ตาม

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ ปถุชน จึงไม่รู้คุณประโยชน์ของสัมปชัญญะ และไม่รู้วิธีการสร้าง สภาวะสัมปชัญญะให้เกิดขึ้น

สติในชีวิตประจำวัน แตกต่างจากสติปัฏฐานอย่างไร?

สติในชีวิตประจำวัน 

เป็นสติที่ มีสัมปชัญญะ เกิดร่วมบ้าง ไม่เกิดร่วมบ้าง คือ เกิด-ดับ เพราะเหตุนี้ แม้จะทำงานหรือไม่ทำงานอยู่ก็ตาม มักจะไประลึกถึงราวในอดีตบ้าง ในอนาคต ที่ยังไม่เกิดขึ้นบ้าง มักจะไม่ค่อยรู้อยู่กับงานที่กำลังทำอยู่ ได้ตลอด

สติในสติปัฏฐาน

เป็นสติ ที่มีสัมปชัญญะเเกิดร่วม เป็นเหตุให้เกิดสมาธิ เป็นเหตุให้อยู่กับปัจจุบัน ได้แก่ รู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม ไม่ไประลึกถึงอดีตและอนาคต

 

สติทางโลก-สติปัฏฐาน ๔

 

สติ ความรู้ตัว กับสิ่งที่กำลังจะกระทำ(มีความรู้ตัว ก่อนทำ)

สัมปชัญญะ ความรู้สึกตัว ขณะที่ กำลังทำสิ่งๆนั้นอยู่(มีความรู้สึกตัว ขณะที่กำลังทำ)

สติ+สัมปชัญญะ = สมาธิ

ขณะที่ จิตจดจ่อ(สติ) รู้อยู่(สัมปชัญญะ) กับสิ่งที่กำลังทำอยู่
เป็นเหตุให้ รู้ชัดในสิ่งที่กำลังทำอยู่(สมาธิ)

สติทางโลก

ถึงแม้จะมีสติรู้อยู่ ขณะที่สร้างเหตุ สามารถสร้างเหตุที่เกิดขึ้น เป็นได้ทั้งได้ทั้งกุศลและอกุศล
ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่(ผัสสะ) และที่สร้างให้เกิดขึ้นใหม่ ณ ปัจจุบัน ขณะ

เหตุจากอวิชชาที่มีอยู่ ขณะผัสสะเกิด สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความถูกใจ-ไม่ถูกใจ จึงสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

ถูกใจ ก็คิดเอาเองว่า เป็น กุศล

ไม่ถูกใจ ก็คิดเอาเองว่า เป็น อกุศล

สติปัฏฐาน ๔

สติ ที่เกิดขึ้นใน สติปัฏฐาน ๔ เพราะเป็นเหตุของการดับเหตุของการเกิด จึงเป็นสภาวะกุศล ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง (สัมมาทิฏฐิ)

ไม่ว่าจะเป็นสติทางโลก หรือ สติที่มุ่งดับเหตุของการเกิด(สติปัฏฐาน ๔) ล้วนเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ ของสิ่งๆนั้น

สติในมนุษย์ สามารถพัฒนา จากสติ ให้เป็น มหาสติได้

สติในสัตว์ ไม่สามารถพัฒนา ให้เป็นมหาสติได้

สัตว์แยกแยะ กุศล อกุศล ออกหรือไม่ อย่างไร

http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=11&p=5

เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน และเหตุปัจจัยที่สร้างให้เกิดขึ้นใหม่

สัมมาสมาธิ

ธรรม ๙ นี้ เป็นของจริง แท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็นอย่างอื่นอันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ฯ

ธรรม ๙ อย่างที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน ได้แก่ อนุบุพพวิหาร ๙ คือ

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมบรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่

บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่

อนึ่ง เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข

บรรลุจตุตถฌานไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่

บรรลุอากาสานัญจายตนสัญญาด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนานัตตสัญญาอยู่

บรรลุวิญญาณัญจายตนสัญญาด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนสัญญาโดยประการทั้งปวงอยู่

บรรลุอากิญจัญญายตนสัญญาด้วยมนสิการว่าไม่มีอะไร เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนสัญญาโดยประการทั้งปวงอยู่

บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา เพราะล่วงอากิญจัญญายตนสัญญาโดยประการทั้งปวงอยู่ บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาโดยประการทั้งปวงอยู่

ธรรม ๙ อย่างเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ฯ

ธรรม ๙ อย่างที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน ได้แก่ อนุบุพพนิโรธ ๙ คือ

เมื่อเข้าปฐมฌาน กามสัญญาดับ
เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารดับ
เมื่อเข้าตติยฌาน ปีติดับ
เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลมอัสสาสะปัสสาสะดับ
เมื่อเข้าอากาสานัญจายตนสัญญา รูปสัญญาดับ
เมื่อเข้าวิญญาณัญจายตนสัญญา อากาสานัญจายตนสัญญาดับ
เมื่อเข้าอากิญจัญญายตนสัญญา วิญญาณัญจายตนสัญญาดับ
เมื่อเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา อากิญจัญญายตนะสัญญาดับ
เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาดับ

ธรรม ๙ อย่างเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ฯ

ธรรม ๙ ดังพรรณนามานี้ เป็นของจริง แท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็นอย่างอื่นอันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ฯ

หมายเหตุ:

จะรู้ชัดในสภาวะเหล่านี้ได้ ต้องเป็นผู้ที่มีสภาวะ สัมมาสมาธิ เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น

สัมมาสมาธิ สภาวะหรือลักาณะอาการที่เกิดขึ้น คือ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะ จิตเป็นสมาธิอยู่ ตั้งแต่ ปฐมฌานเป็นต้นไป

มิจฉาสมาธิ สภาวะหรือลักาณะอาการที่เกิดขึ้น คือ ขาดความรู้สึกตัว ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ตั้งแต่ปฐมฌาน เป็นต้นไป

สภาวะหรือลักษณะของสมาธิ ที่เรียกว่า ฌาน ให้ดูตามองค์ประกอบ ที่เกิดขึ้นของแต่ละสภาวะ ของคำเรียกนั้นๆ

การเกิด สภาวะนับตั้งแต่ โคตรภูญาณ จนถึง สภาวะสมุจเฉทประหาน แม้กระทั่งการรู้แจ้งในสภาวะนิพพาน

กำลัง ของสมาธิ ที่เป็นที่ต้องการ ของการเกิดสภาวะเหล่านั้น เป็นกำลังของ สมาธิในระดับ อัปปนาสมาธิ จนถึงอัปปมาณสมาธิ โดยมีโอภาส เป็นตัวบ่งบอกถึงกำลังของสมาธิ โอภาสจะสว่างมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิ

เมื่อผ่านสภาวะเหล่านั้นได้ สมาธิที่กระทำมาทั้งหมด จะสูญหายไปหมดสิ้น หมายเอาในการปฏิบัติ การนอนหลับไม่เกี่ยว(มิจฉาสมาธิ)

เมื่อเป็นเช่นนี้ สภาวะปัจจเวกขณญาณ จึงเกิดขึ้นตามความเป็นจริง เป็นเหตุให้ รู้ชัดในผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น เหมือนเข็มทิ่มเนื้อ ทิ่มปุ๊บ รู้ปั๊บ ผัสสะที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ ก็เป็นเช่นนั้น

เป็นเหตุให้รู้ว่า มีสติเกิดขึ้นตามความเป็นจริงมากแค่ไหน สติยิ่งมาก กระทบมา ดับทันที สติยังน้อย กระทบมา ยังมีการปรุงแต่งอยู่ แต่สั้นลง ยังมีการสร้างเหตุอยู่บ้าง ขึ้นอยู่กับสภาวะที่ผ่านมา

แจ้งอริยสัจจ์ รู้ชัดในเรื่องเหตุที่กระทำ แผละผลที่ได้รับ เชื่อมั่นในกฏแห่งกรรม แต่ยังมีการสร้างเหตุ ตามความรู้สึก นึกคิดที่เกิดขึ้นบ้าง ยามที่สติไม่ทัน

แจ้งอริยสัจจ์ แจ้งนิพพาน รู้ชัดในเรื่องปฏิจจสมุปบาท ย่อมรู้วิธีการดับเหตุของการเกิดทั้งปวง เมื่อรู้เช่นนี้ ย่อมมุ่งดับเหตุที่ตนเอง มากกว่าสร้างเหตุตามความรู้สึก นึกคิด ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

ส่วนโอภาส ที่เรียกว่า อุปกิเลส หมายถึง มีนิกันติ คือ ความยึดมั่นถือมั่น ในโอภาสนั้นๆ แล้วคิดเอาน้อมเอาเองว่า ได้อะไร เป็นอะไร

๕ กย.๕๕(โยนิโสมนสิการ)

๕ กย.๕๕(โยนิโสมนสิการ)

ทำตามสภาวะ

คำ “โยนิโสมนสิการ” นั้นประกอบด้วยคำสองคำ คือ

โยนิ แปลว่า เหตุ

มนสิการ หมายถึง การทำ(อารมณ์)ในใจ
ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น รู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น กระทำไว้ในใจ

ปัจจุบัน คือ สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ ในชีวิต

ผัสสะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น

ปัจจุบัน กับ ผัสสะ ตัวเดียวกัน

ปัจจุบัน เป็น ผลอดีต หมายถึง เหตุที่กระทำไว้ ในอดีต ส่งผลมาให้ได้รับ คือ เหตุ หรือสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ ได้แก่ ความรู้สึกยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้น โดยมีผัสสะเป็นเหตุปัจจัย

เป็นเหตุของอนาคต หมายถึง เหตุหรือสิ่งที่กระทำ (การสร้างเหตุทางมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ตามความรู้สึกยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้น) ณ ปัจจุบัน เป็น เหตุ หรือสิ่งที่เกิดขึ้น ให้ได้รับผลใน อนาคต

“รูปํ ภิกฺขเว โยนิโส มนสิกโรถ รูปานิจฺจญฺจ ยถาภูตํ สมนุปสฺสถ”

แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอจงเป็นผู้มีโยนิโสมนสิการ ตั้งสติกำหนดที่รูป ถ้ามีสมาธิแล้ว รูปนั้นนั้น อนิจจังก็ดี ทุกขังก็ดี อนัตตาก็ดี ย่อมเห็นได้ชัดเจนอย่างแน่นอน

“เธอจงเป็นผู้มีโยนิโสมนสิการ” เธอจงเป็นผู้ดูเหตุ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง

“ตั้งสติกำหนดที่รูป” กำหนดรู้ (สติ) ลงไปในสิ่งที่เกิดขึ้น

“ถ้ามีสมาธิแล้ว” จิตเป็นสมาธิแล้ว (สติ+สัมปชัญญะ = สมาธิ)

“รูปนั้นนั้น อนิจจังก็ดี ทุกขังก็ดี อนัตตาก็ดี ย่อมเห็นได้ชัดเจนอย่างแน่นอน”

เห็นตามความเป็นจริง (สัมมาทิฏฐิ) ปราศจากความมีอัตตาตัวตนหรือความคิดเห็นของตน ถูก ผิด ใช่ ไม่ใช่ ดี ชั่ว กุศล อกุศล ฯลฯ ได้แก่ อุปทานที่มีอยู่ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะที่กำลังเกิดขึ้น

สภาวะ คือ ภิกษุทั้งหลาย จงดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น(โยนิ-เหตุ/สิ่งที่เกิดขึ้น/รูป) ได้แก่ ผัสสะ (สิ่งที่มากระทบ) คือ สิ่งที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

ถ้ามีสมาธิแล้ว รูปนั้นนั้น อนิจจังก็ดี ทุกขังก็ดี อนัตตาก็ดี ย่อมเห็นได้ชัดเจนอย่างแน่นอน

สัมมาสติ

ย่อมเห็นสภาวะของสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง (รู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม)

ไตรลักษณ์

อนิจจัง ไม่เที่ยง เพราะ สิ่งที่เกิดขึ้นแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นมาใหม่

ทุกข์ เพราะ อุปทาน

อนัตตา เพราะ ไม่อยู่ใต้การบังคับบัญชาของสิ่งใด ปราศจากเรา เขา ตัวตน คน สัตว์
เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ

เห็นอนิจจัง ย่อมเห็นทุกขัง ย่อมเห็นอนัตตา

เห็นทุกขัง ย่อมเห็นอนิจจัง ย่อมเห็นอนัตตา

เห็นอนัตตา ย่อมเห็นอนิจจัง

คือ เห็นสภาวะใดสภาวะหนึ่ง ย่อมเห็นสภาวะทั้งหมด

อินทรีย์สังวร ได้แก่ ศิล

การไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

สมาธิ ได้แก่ จิตตสมาธิ

ปัญญา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ

สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา

นิพพาน

นิพพาน คือ ความดับภพ ดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

การกระทำเช่นนี้ ยังไม่อาจตัดภพชาติในวัฏฏสงสารให้ดับขาดทีเดียวได้หมด

ได้แค่ดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน แต่เป็นปัจจัยให้ ภพชาติการเกิดเวียนว่ายในสังสารวัฏ สั้นลง(น้อยลง)

การเจริญอิทธิบาทภาวนา เป็นฝ่ายสมถะ ในสติปัฏฐาน ๔

สัมมาสมาธิ เป็นฝ่ายวิปัสสนา  ที่นำมาเรียกว่า วิปัสสนา วิปัสสนาญาณ ญาณ ๑๖

ไม่ใช่ที่มีปรากฏอยู่ในพระะรรมคำสอน ที่ว่าด้วย สมถะ-วิปัสสนา

สัมมาสมาธิ

เกิดจากการปรับอินทรีย์ ระหว่าง สมาธิกับสติ ให้เกิดความสมดุลย์ เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

เป็นเหตุให้ รู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม

ลักษณะอาการหรือสภาวะที่เกิดขึ้น

มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิ เป็นลักษณะ

มีการเห็นตามความเป็นจริงเป็นรส (รู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม)

มีความสมดุลย์ระหว่างสมาธิกับสติ เป็นปัจจุปัฏฐาน (เหตุการทำให้เกิดสัมมาสมาธิ)

มีสัมปชัญญะ เป็นปทัฏฐาน (เหตุของการเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิ)

โยนิโสมนสิการ

ดูและรู้ตามความเป็นจริง ขณะจิตเป็นสมาธิ

ดูและรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

สัมมาทิฏฐิ/สุญญคาร

สภาวะญาณต่างๆ(ญาณ ๑๖) เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นเป็นปกติในสัมมาสมาธิ

นับตั้งแต่นามรูปริจเฉทญาณ จนถึงปัจจเวกขณญาณ ซึ่งเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยของสภาวะสัมมาสมาธิ

เป็นเพียงสักแต่ว่า กิริยาหรือสภาวะที่มีเกิดขึ้นในสัมมาสมาธิ เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่การรู้เห็นวิเศษอย่างใด

เหตุจากความไม่รู้ที่มีอยู่ เป็นเหตุที่มาของวิปัสสนูปกิเลส

ไตรลักษณ์

อนิจจัง ไม่เที่ยง เพราะ สภาวะที่เกิดขึ้นแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

ทุกข์ เพราะ อุปทาน

อนัตตา เพราะ ไม่อยู่ใต้การบังคับบัญชาของสิ่งใด ปราศจากเรา เขา ตัวตน คน สัตว์ เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ

เห็นอนิจจัง ย่อมเห็นทุกขัง ย่อมเห็นอนัตตา

เห็นทุกขัง ย่อมเห็นอนิจจัง ย่อมเห็นอนัตตา

เห็นอนัตตา ย่อมเห็นอนิจจัง

คือ เห็นสภาวะใดสภาวะหนึ่ง ย่อมเห็นสภาวะทั้งหมด

ไตรลักษณ์ เป็นส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยของสภาวะ

จนกว่าจะเกิดสภาวะสมุจเฉทประหาณ ที่เกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัยของพละ ๕ ไม่สามารถตั้งใจทำให้เกิดขึ้นเองได้

อนุสัยกิเลสหรือสังโยชน์ จะถูกทำลายในสภาวะสัมมาสมาธิเท่านั้น

นิพพาน คือ ความดับภพ ได้แก่ ดับเหตุของการเกิดภพชาติในวัฏฏสงสาร(อนุสัยกิเลสหรือสังโยชน์ ๑๐)

๓ กย.๕๕(อวิชชา)

๓ กย.๕๕(อวิชชา)

ทำตามสภาวะ

เหตุจากความไม่รู้(อวิชชา) ที่มีอยู่ จึงคิดแก้ไข(ทั้งนอกและใน หรือสิ่งที่เกิดขึ้น) จึงกลายเป็นวัวพันหลัก(เหตุ) ไม่รู้จบ

ไม่ว่าจะนอกหรือใน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นไปตามเหตุปัจจัยของสิ่งๆนั้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายนอก(ผัสสะ) หรือเกิดขึ้นภายใน ขณะจิตเป็นสมาธิ(สัมมาสมาธิ)อยู่

พระผู้มีพระภาค ทรงผ่านสิ่งต่างๆหรือสภาวะเหล่านี้มาหมดแล้ว จึงทรงวางแนวทางไว้ให้

เย ธมมา เหตุปปะภะวา เตสัง เหตุง ตถาคโต

เตสัญจ โย นิโรโธ จ เอวัง วาที มหาสมโณฯ

(เย ธัมมา) อันว่า ธรรมทั้งหลายเหล่าใด (เหตุปปะภะวา) มีเหตุเป็นแดนเกิดก่อน (คือ เกิดจากเหตุนั่นเอง) (จ) ด้วย

(โย นิโรโธ) อันว่า ความดับใด (เตสัง ธรรมานัง)แห่งธรรมทั้งหลาย เหล่านั้น (จ) ด้วย

(ตถาคโต) อันว่า พระตถาคต (อาห) ตรัส (เหตุง)ซึ่งเหตุ (เตสัง ธรรมานัง)แห่งธรรมทั้งหลาย เหล่านั้นด้วย

(อาห)ตรัส (ตัง นิโรธัง) ซึ่งความดับนั้นด้วย

(มหาสมโณ) อันว่าพระมหาสมณะ (วาที) เป็นผู้มีปกติกล่าว (เอวัง) อย่างนี้

ซึ่งได้แก่ โยนิโสมนสิการ คือ ดูตามความเป็นจริง รู้ตามความเป็นจริง ไม่เอาทิฏฐิ(ความเห็นของตน) ที่มีอยู่ ลงไปแทรกแซงในสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น

ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ
สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา

เนื่องด้วยเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และอนุสัยกิเลส ที่มีอยู่ การห้ามความคิด ไม่ให้เกิด ห้ามได้ยาก(ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของขณะนั้นๆ)

แต่ละยุค แต่ละสมัย เหตุปัจจัยของแต่ละคน บัญญัติคำของ โยนิโสมนสิการ มีการเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ของผู้คนในยุคนั้น สมัยนั้น

พระผู้มีพระภาค จึงทรงวางแนวทางไว้ให้อีก ได้แก่ การสำรวมอินทรีย์ คือ รักษาใจ เมื่อรักษาใจไว้ได้ เหตุของการสร้างเหตุทางวจีกรรมและกายกรรม ย่อมเกิดขึ้นน้อยลง ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่และที่สร้างขึ้นมาใหม่

เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี สภาวะที่เกิดขึ้น จึงจบลงไปตามเหตุปัจจัย

เหตุมี ผลย่อมมี สภาวะใหม่เกิดขึ้นต่อ เนื่องจากเหตุปัจจัย ที่ยังมีอยู่(เหตุเก่าและมโนกรรม เหตุใหม่)

อินทรียสังวร

พุทธวจน
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.

http://buddhaoat.blogspot.com/p/blog-page_4836.html

หมายเหตุ:

บางคนอาจมีข้อสงสัยว่า เมื่อผัสสะเกิด ใช้หลักโยนิโสมนสิการ ทำเช่นนี้เนืองๆ ผลที่ได้รับ คือ อะไร?

ผลที่ได้รับ คือ สัมมาสติ เป็นเหตุของการเกิด จิตตสมาธิ(อิทธิบาทภาวนา)

เมื่อหยุดสร้างเหตุนอกตัว เป็นเหตุให้ รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตมากขึ้นเรื่อยๆ สัมมาสมาธิย่อมเกิด

สัมมาสมาธิ เกิดได้ ๒ ทาง คือ

๑. เจตนาทำให้เกิดขึ้น ได้แก่ การปรับอินทรีย์ คือ ทำสมาธิให้เกิดก่อน(อิทธิบาท ๔ สมาธิ/อิทธิบาทภาวนา) แล้วจึงปรับอินทรีย์

เมื่อสัมมาสมาธิเกิด ใช้หลัก โยนิโสมนสิการ ไม่นำทิฏฐิที่มีอยู่ เข้าไปแทรกแซงสภาวะที่เกิดขึ้น มรรค มีองค์ ๘ ย่อมเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย (สุญญคาร/สัมมาทิฏฐิ)

๒. ปัจจุบัน ขณะ(ผัสสะ/สิ่งที่เกิดขึ้น) ใช้หลัก โยนิโสมนสิการ ได้แก่ ดูตามความเป็นจริง หยุดสร้างเหตุนอกตัว เป็นเหตุให้ รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตมากขึ้นเรื่อยๆ สัมมาสมาธิย่อมเกิด มรรคมีองค์ ๘ ย่อมเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ ตามเหตุปัจจัย

สัมมาสติ เป็นเหตุของ การสร้างเหตุ การดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน ได้แก่ เหตุ (วจีกรรม กายกรรม) ที่เกิดจาก ความรู้สึกยินดี ยินร้าย โดยมีตัณหา เป็นแรงหนุนนำ ให้เกิดการกระทำ จากความไม่รู้ที่มีอยู่

สัมมาสมาธิ เป็นเหตุของ การสร้างเหตุ การดับเหตุของการเกิดภพชาติในวัฏฏสงสาร (สมุจเฉทประหาณ) ได้แก่ อนุสัยกิเลส(สังโยชน์ ๑๐)

ไม่ว่าผู้ใด จะเริ่มต้นสร้างเหตุของการเกิด สภาวะศิล โดยใช้ บัญญัติ นำร่อง แล้วปฏิบัติตาม

หรือ จะเริ่มต้นสร้างเหตุของการเกิด สภาวะศิล โดยใช้หลัก โยนิโสมนสิการ เป็นแนวทางในการปฏิบัติ

ปัญญาที่เกิด ย่อมเกิดจากเหตุปัจจัยนั้นๆ และจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เมื่อกระทำ ด้วยตัณหา(ความอยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไรๆในสมมุติ)
เหตุมี ผลย่อมมี(๓๑ ภพภูมิ)

เมื่อกระทำ  เพื่อดับเหตุของการเกิดทั้งปวง
เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี(ภพชาติในวัฏฏสงสารสั้นลง จนกระทั่งหมดสิ้นไป ตามเหตุปัจจัย)

๒๖ สค.๕๕ (ควรจำ)

๒๖ สค.๕๕ (ควรจำ)

ทำตามสภาวะ

เวลาให้คำแนะนำ   คือ เข้าใจ  ก็อย่างที่บอก เหตุมันก็เดิมๆซ้ำๆนี่แหละ เพียงแค่เปลี่ยนฉาก เปลี่ยนบุคคลเข้ามา ในรูปของผัสสะ เหมือนเล่นละครสลับฉาก ยังไงก็อย่างนั้น

ถ้าแค่ดู แค่รู้ ไม่ว่าจะรู้สึกนึกคิดยังไงก็ตาม ไม่ลงไปเล่นด้วย สิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมดับลงไปตามเหตุปัจจัยเอง

หน้าที่เรา คือ อยู่กับปัจจุบัน พยายามหักห้ามใจตัวเอง อย่าคล้อยตามกิเลสที่เกิดขึ้นในใจ จนกระทั่ง หลงสร้างเหตุให้เกิดขึ้นมาใหม่อีก ภพชาติไม่จบไม่สิ้นเพราะเหตุนี้

การปฏิบัติ เดินจงกรม นั่งสมาธิ ทำต่อเนื่องไป ไม่ต้องไปกังวลเรื่องเวลา มากน้อยแล้วแต่เหตุปัจจัย เมื่อถึงเวลา ธรรมะหรือสภาวะจัดสรรให้เอง

หมั่นทบทวนเรื่อง เวลานั่งสมาธิ เมื่อสมาธิเกิด สามารถรู้กายได้หรือเปล่า หรือพอเป็นสมาธิแล้ว ไม่รู้เรื่องอะไรเลย หรือมันดับเงียบหายไป ถ้าเป็นแบบนี้ ให้เพิ่มเดิน ก่อนนั่ง

หรือ เกิดสลับกัน รู้สึกตัวบ้าง ไม่รู้สึกตัวบ้าง จนกระทั่งครบเวลาที่ตั้งไว้ อันนี้ไม่เป็นไร ไม่ต้องเพิ่มหรือลดอะไร

 หลักสำคัญ

หยุดสร้างเหตุทางกายกรรม วจีกรรม เป็นการดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

ไม่สานต่อ ไม่มีเหตุ ย่อมไม่มีผล ที่ยังมีผลมาให้ได้รับอยู่เนืองๆ เกิดจาก เหตุทางมโนกรรมที่ยังมีอยู่  ให้แค่ดู แค่รู้ยอมรับไป

การเดินจงกรม นั่งสมาธิ เป็นวิธีการสร้างเหตุ ของการดับที่ต้นเหตุของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร ได้แก่ อนุสัยกิเลส หรือสังโยชน์ ๑๐ ที่มีอยู่

เพียงหยุดสร้างเหตุนอกตัว ปฏิบัติต่อเนื่อง สภาวะภายนอกส่งผลสภาวะภายใน เรียกว่า หนุนนำให้สภาวะภายใน ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

สภาวะทั้งชีวิตจริง และการปฏิบัติ โดยเนื้อแท้แล้ว ไม่ได้มีอะไรเลย ที่มีให้เหตุให้เกิดขึ้นเนืองๆ เกิดจาก การนำ “เรา” ที่มีอยู่ ลงไปคลุกเคล้าหรือไปมีส่วนร่วมกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ไม่ว่าจะเรื่องราว สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ถ้าแค่ดู แค่รู้ ตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องราวนั้นๆ ย่อมจบลงไปเอง

หากเราไม่ไปสานต่อ หรือมีส่วนร่วม ตบมือข้างเดียว ไม่ดังหรอก ที่มันดังสนั่น เพราะ ตัวเองน่ะผิด แก้ต้องแก้
ที่ตัวเอง นอกตัว แค่ดู แค่รู้ ไปแก้ไขอะไร ไม่ได้เลยจริงๆ

แม้กระทั่ง สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะปฏิบัติ มีสิ่งใดเกิดขึ้น แค่ดู แค่รู้ไปตามความเป็นจริง สิ่งๆนั้น เกิดขึ้น ย่อมดับลงไปเอง ตามเหตุปัจจัย

พระผู้มีพระภาค ทรงวางแนวทางไว้ให้แล้ว ใช้ได้ตลอดชีวิต ทั้งนอก(สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต)

และใน(ขณะปฏิบัติเต็มรูปแบบ) นั่นคือ โยนิโสมนสิการ ตามความเป็นจริง

สิ่งใดที่ใช้ความรู้สึกนึกคิดส่วนตัว ลงไปแทรกแซง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น  นั่นแหละคือ มิจฉาทิฏฐิ

แม้กระทั่งเรื่องสภาวะญาณต่างๆ ที่มีปรากฏ นำมาสอบอารมณ์ ล้วนเป็นเพียง สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ ไม่ใช่เป็นสิ่งรู้เห็นวิเศษอันใดเลย เป็นสภาวะปกติ ที่เกิดขึ้นในสภาวะสัมมาสมาธิ

เมื่อยังมีความไม่รู้ ในความจริงของสภาวะสัมมาสมาธิ พอมีสิ่งใดเกิดขึ้น นำไปเทียบเคียงกับตำรา ผลตามมาคือ อุปกิเลส เป็นเหตุให้ หลงสร้างเหตุใหม่ ให้เกิดขึ้น เพราะ ความไม่รู้ที่มีอยู่

ความคิดในสมาธิ

ความคิดขณะที่จิตเป็นสมาธิ จะไม่มีความฟุ้งซ่าน จะรู้ชัดในความคิดบ้าง ไม่รู้ชัดบ้าง เป็นบางขณะ มีสภาวะต่างๆที่เกิดร่วมด้วยกับความคิด เช่น รู้ชัดที่กายแผ่วๆ หรือรู้ชัดมาก ในสภาวะอื่นๆ ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิ และสติ ที่เกิดขึ้น ไม่เหลื่อมล้ำ มากกว่ากันจนเกินไป ได้แก่

รู้ท้องพองยุบ  รู้การเต้นของหัวใจ รู้การเต้นของชีพจรตามจุดชีพจรต่างๆ รู้การเต้น การสั่นๆของกล้ามเนื้อ บางครั้งรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟอ่อนๆวิ่งวนไปตามอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย รู้ว่าจิตกำลังเกิดกิเลสอะไรอยู่  มีราคะเกิดก็รู้ว่ามี มีโทสะเกิดก็รู้ว่ามี  มีโลภะเกิดก็รู้ว่ามี  มีความว่างเกิดขึ้นก็รู้ว่ามี  ฯลฯ

ทุกๆสภาวะจะเกิดๆดับๆสลับไปมา ตัวนั้นเกิด ตัวนี้ดับ บางครั้งเห็นว่าเกิดพร้อมๆกันแต่คนละขณะ บางครั้งเห็นแต่ละสภาวะแยกออกจากกันอย่างชัดเจน แยกออกเป็นกองๆไม่ปะปนกัน

เหตุที่จิตเป็นสมาธิ แต่มีความคิดเกิดขึ้นได้ เนื่องจากเป็นสภาวะของสัมมาสมาธิ เป็นผลของการปรับอินทรีย์ได้แก่ สติกับสมาธิให้เกิดความสดุลย์  จึงเป็นเหตุให้เกิดสภาวะรู้สึกตัวทั่วพร้อม จึงมีสภาวะต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้น

มีความคิดก็ไม่รู้สึกรำคาญ  รู้แต่ว่ากำลังคิดไปเรื่องโน้น เรื่องนี้  พอจบเรื่องหนึ่ง คิดเรื่องอื่นต่อ แต่ไม่รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด

ในสัมมาสมาธิ จะมีความคิดเกิดขึ้นได้  แล้วไม่รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด  ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากมีกำลังของสมาธิหล่อเลี้ยงจิตอยู่  พร้อมทั้งสามารถรู้ชัดในสภาวะอื่นๆที่เกิดขึ้นในกายและจิต ที่มีสภาวะ มีรายละเอียดต่างๆ รู้ชัดมากขึ้น

ตัวปัญญาจะเกิดจากสภาวะตรงนี้ จิตจะมีการคิดพิจรณาขึ้นมาเองเนืองๆ บางครั้งจะว่างจากความคิดชั่วคราว แต่การรู้ชัดในส่วนอื่นๆของกายยังคงมีอยู่ ตลอดจนรู้ชัดในอาการของจิตยังคงมีอยู่เป็นระยะๆ

 

บางครั้ง มีโอภาส เกิดร่วมด้วย โอภาส เกิดจากกำลังของสมาธิ ขณะนั้นๆ เกิดมาก น้อย สว่างไม่เท่ากัน บางครั้งสว่างเจิดจ้า เหมือนจ้องดวงอาทิตย์ ด้วยตาเปล่า ถึงแม้จะมีโอภาส เกิดร่วมด้วย แต่ไม่ส่งผล กับการที่จิตรู้ชัดใสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้น ภายในกาย แต่อย่างใด

ส่วนอารมณ์หรือความรู้สึกในองค์ประกอบของสมาธิ เช่น ปีติ สุข เฉยๆ จะรู้ตามสภาวะของสมาธิ ตามกำลังของสมาธิ ที่เกิดขึ้น แต่ละขณะ

หากกำลังของสมาธิมีมาก ขาดสติ สัมปชัญญะ ไม่สามารถ เกิดขึ้นได้ สภาวะที่เกิดขึ้น จะขาดความรู้สึกตัว เป็นเหตุให้ ไม่สามารถ รู้ชัดอยู่ ภายในกายและจิตได้ เช่น ดิ่ง นิ่ง เงียบ ว่าง โล่ง ฯลฯ

แม้กระทั่ง มีโอภาสเกิดขึ้น โอภาสนั้นๆ มีหลากหลายสภาวะ สว่างสุดๆ หาที่เปรียบไม่ได้ก็มี ขณะที่เกิดโอภาส ไม่สามารถรู้ชัดภายในกายและจิตได้

โอภาส ที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนเกิดจาก กำลังของสมาธิ ที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ ไม่ใช่ การรู้เห็นวิเศษอะไรเลย

หากกำลังของสมาธิ มีมากกว่าสติ จะขาดความรู้สึกตัว เป็นระยะๆ

หากกำลังสมาธิ น้อยกว่า สติ สติจะขุดแคะ งัดแงะสัญญาต่างๆขึ้นมา ในรูปของตัวรู้บ้าง กิเลสบ้าง เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตบ้างฯลฯ

หากกำลังของสมาธิกับสติ ไม่มาก น้อยกว่ากัน อาจมีเหลื่อมล้ำกว่ากันบ้าง เล็กน้อย จะสามารถรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต ได้นาน สภาวะที่เกิดขึ้นภายใน จะรู้เห็น เด่นชัดอยู่

 

 

ฟุ้งซ่าน

ชื่อก็บ่งบอกสภาวะอยู่แล้วว่าเป็นยังไง สภาวะที่เกิดขึ้น มีความคิดแล้วฟุ้ง ทำให้รู้สึกรำคาญ อยากจะหยุดคิด ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกรำคาญมากๆ มีความคิดกระจัดกระจาย

ลักษณะความคิดฟุ้งซ่านแบบนี้จะไม่มีเกิดขึ้นในขณะที่จิตเป็นสมาธิ ถ้ามีสมาธิจะไม่รู้สึกรำคาญ

Previous Older Entries

กันยายน 2019
พฤ อา
« ส.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: