อนิมิตเจโตสมาธิและวิมุตติญาณทัสสนะ

อนิมิตเจโตสมาธิ เป็นเหตุปัจจัยให้วิมุตติญาณทัสสนะมีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
 
เมื่อวิมุตติญาณทัสสนะมีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
เป็นปัจจัยให้แจ้งลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำที่เรียกว่า อนิมิตเจโตสมาธิ
เมื่ออนิมิตเจโตสมาธิที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
เป็นปัจจัยให้แจ้งลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำที่เรียกว่า วิมุตติญาณทัสสนะ
อนิมิตเจโตสมาธิ

สาริปุตตสูตร

[๗] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร
ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรท่านสารีบุตรผู้มีอายุ
ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็นอาโปธาตุเป็นอารมณ์ …
ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา
การได้สมาธิเห็นปานนั้น พึงมีแก่ภิกษุหรือหนอ ฯ

ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ดูกรท่านอานนท์
ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ฯลฯ
ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา
การได้สมาธิเห็นปานนั้น พึงมีแก่ภิกษุ ฯ

อา. ดูกรท่านสารีบุตร ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ฯลฯ
ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา
ก็การได้สมาธิเห็นปานนั้น พึงมีแก่ภิกษุได้อย่างไร ฯ
สา. ดูกรท่านอานนท์ สมัยหนึ่ง ผมอยู่ ณ ป่าอันธวัน ใกล้พระนครสาวัตถีนี้แหละ ณ ที่นั้น
ผมเข้าสมาธิ โดยประการที่ผมมิได้มีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์เลย
มิได้มีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็นอาโปธาตุเป็นอารมณ์
มิได้มีความสำคัญในเตโชธาตุว่าเป็นเตโชธาตุเป็นอารมณ์
มิได้มีความสำคัญในวาโยธาตุว่าเป็นวาโยธาตุเป็นอารมณ์
มิได้มีความสำคัญในอากาสานัญจายตนฌานว่าเป็นอากาสานัญจายตนฌานเป็นอารมณ์
มิได้มีความสำคัญในวิญญาณัญจายตนฌานว่าเป็นวิญญาณัญจายตนฌานเป็นอารมณ์
มิได้มีความสำคัญในอากิญจัญญายตนฌานว่าเป็นอากิญจัญญายตนฌานเป็นอารมณ์
มิได้มีความสำคัญในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานว่าเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนฌานเป็นอารมณ์
มิได้มีความสำคัญในโลกนี้ว่าเป็นโลกนี้เป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าผมเป็นผู้มีสัญญา ฯ

อา. ก็ในสมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรเป็นผู้มีสัญญาอย่างไร ฯ

สา. ดูกรท่านผู้มีอายุ สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้นแก่ผมว่า
การดับภพเป็นนิพพาน การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้แล สัญญาอย่างหนึ่งย่อมดับไป

ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อไฟมีเชื้อกำลังไหม้อยู่เปลวอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น เปลวอย่างหนึ่งย่อมดับไป แม้ฉันใด
ดูกรท่านผู้มีอายุ สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้นแก่ผมว่า การดับภพเป็นนิพพาน การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้
สัญญาอย่างหนึ่งย่อมดับไป ฉันนั้นเหมือนกันแล

ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็แลในสมัยนั้น ผมได้มีสัญญาว่า การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้ ฯ

วิมุตติญาณทัสสนะ
๗. สีลสูตร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ๑
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ๑
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ๑
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วย วิมุติ ๑
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุติญาณทัสนะ ๑
.
หมายเหตุ;
คำว่า เป็นผู้ถึง พร้อมด้วยศีล
หมายถึง อริยศิล
กล่าวคือ ศิลที่เป็นไปเพื่ออนุปาทปรินิพพาน
ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกว่า อริยศิล ได้แก่ เป็นศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย
เป็นศีลที่ เป็นไทจากตัณหา วิญญูชนสรรเสริญ ไม่ถูกตัณหา และทิฏฐิลูบคลำ เป็นศีลที่เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ
.
คำว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิ
หมายถึง สมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ
ได้แก่
รูปฌาน
อรูปฌาน
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ
สุญญตสมาธิ
.
คำว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา
หมายถึง ไตรลักษณ์(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
และอริยสัจ 4
.
คำว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วย วิมุติ
หมายถึง มรรคผล
ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกว่าวิมุตติ(มรรคผล)
ได้แก่ สภาวะจิตดวงสุดท้ายหรือสภาวะผัสสะที่มีเกิดขึ้น ขณะเกิดอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
.
คำว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุติญาณทัสนะ
หมายถึง การทวนญาณ การพิจรณาธรรมต่างๆ (การรู้ การเห็น/ธัมมานุปัสสนา) ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกว่า วิมุติญาณทัสนะ ได้แก่ ธัมมานุปัสสนา
เป็นไทจากตัณหา วิญญูชนสรรเสริญ ไม่ถูกตัณหา และทิฏฐิลูบคลำ
หากยังมีตัณหาและอุปาทาน จึงเป็นที่มาของคำที่เรียกว่า ปัจจเวกญาณ
๑๐. ธาตุวิภังคสูตร (๑๔๐)
http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=14&A=8748&Z=9019
.
สำหรับผู้ที่เชื่อในสิ่งที่ตนรู้ ตนเห็น แล้วน้อมใจว่าตนเป็นอรหันต์
ส่วนมากเกิดเฉพาะผู้ที่มีสมาธิมาก กำลังสมาธิที่มีอยู่บดบังกิเลสที่มีอยู่ ทำให้ไม่สามารถแจ่มแจ้งจิต
พระพุทธเจ้าไม่ทรงตรัสห้ามการพิจรณา แต่ทรงตรัสไว้ว่า
๒. ฉวิโสธนสูตร (๑๑๒)
[๑๖๗] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรม วินัยนี้ ย่อมพยากรณ์อรหัตตผลว่า
ข้าพเจ้ารู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่ จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย พวกเธออย่าเพ่อยินดี อย่าเพ่อคัดค้านคำกล่าวของภิกษุรูปนั้น ครั้นไม่ ยินดีไม่คัดค้านแล้ว
พึงถามปัญหาเธอว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ โวหารอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ
ตรัสไว้ ชอบ นี้มี ๔ ประการ ๔ ประการเป็นไฉน คือ คำกล่าวว่า เห็นในอารมณ์ที่ตน เห็นแล้ว
คำกล่าวว่า ได้ยินในอารมณ์ที่ตนฟังแล้ว
คำกล่าวว่า ทราบในอารมณ์ ที่ตนทราบแล้ว
คำกล่าวว่า รู้ชัดในอารมณ์ที่ตนรู้ชัดแล้ว
นี้แล โวหาร ๔ ประการ อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ตรัสไว้ชอบ
ก็จิตของท่านผู้มีอายุ ผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ อย่างไรเล่า จึงหลุดพ้นจาก อาสวะ ไม่ยึดมั่นในโวหาร ๔ นี
http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=14&A=2445&Z=2669

นันทิยสูตร
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละๆ บพิตร การที่บพิตรเสด็จมาหาตถาคตแล้วตรัสถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
หม่อมฉันผู้อยู่ด้วยธรรมเครื่องอยู่ต่างๆ พึงอยู่ด้วยธรรมเครื่องอยู่อะไร ดังนี้ เป็นการสมควรแก่บพิตรผู้เป็นกุลบุตรแล
ดูกรบพิตร กุลบุตร
ผู้มีศรัทธาย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้ไม่มีศรัทธาย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์ ผู้มีศีลย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้ทุศีลย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์
ผู้ปรารภความเพียรย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้เกียจคร้านย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์
ผู้มีสติตั้งมั่นย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้มีสติหลงลืมย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์
ผู้มีสมาธิย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้ไม่มีสมาธิย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์
ผู้มีปัญญาย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ ผู้มีปัญญาทรามย่อมไม่เป็นผู้บริบูรณ์
ดูกรบพิตร บพิตรทรงตั้งอยู่ในธรรม ๖ ประการนี้แล้ว พึงเข้าไปตั้งสติไว้ภายในในธรรม ๕ ประการ
ดูกรบพิตร ในธรรม ๕ ประการนี้ บพิตรพึงทรงระลึกถึงพระตถาคตว่า
แม้ด้วยเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ … เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ดูกรบพิตร บพิตรพึงเข้าไปตั้งสติไว้ใน ภายใน ปรารภพระตถาคต ด้วยประการดังนี้แล ฯ
อีกประการหนึ่ง บพิตรพึงทรงระลึกถึงพระธรรมว่า
พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว …
อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ดูกรบพิตร บพิตรพึงเข้าไปตั้ง สติไว้ในภายใน ปรารภพระธรรมด้วยประการดังนี้แล ฯ
อีกประการหนึ่ง บพิตรพึงทรงระลึกถึงกัลยาณมิตรทั้งหลายว่า เป็นลาภของเราหนอ
เราได้ดีแล้วหนอ ที่เรามีกัลยาณมิตรผู้เอ็นดู ผู้ใคร่ประโยชน์ผู้กล่าวสอน ผู้พร่ำสอน
ดูกรบพิตร บพิตรพึงเข้าไปตั้งสติไว้ในภายใน ปรารภกัลยาณมิตรด้วยประการดังนี้แล ฯ
อีกประการหนึ่ง บพิตรพึงทรงระลึกถึงจาคะของตนว่า เป็นลาภของเราหนอ
เราได้ดีแล้วหนอ ที่เรามีจิตปราศจากมลทินคือความตระหนี่ มีจาคะอันปล่อยแล้ว มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ
ควรแก่การขอ ยินดีในการจำแนกทาน อยู่ครองเรือน ในหมู่สัตว์ผู้ถูกมลทินคือความตระหนี่ กลุ้มรุมแล้ว
ดูกรบพิตร บพิตรพึงเข้าไปตั้งสติไว้ในภายใน ปรารภจาคะด้วยประการดังนี้แล ฯ
อีกประการหนึ่ง บพิตรพึงทรงระลึกถึงเทวดาทั้งหลายว่าเทวดาเหล่านั้น ได้ก้าวล่วงความเป็นสหายแห่งเทวดาผู้มีคำข้าวเป็นภักษาแล้ว
เข้าถึงกายอันสำเร็จด้วยใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เทวดาเหล่านั้นย่อมไม่พิจารณาเห็นกิจที่ควรทำของตนหรือการสั่งสมกิจที่ตนทำแล้ว
ดูกรบพิตร ภิกษุผู้เป็นอสมยวิมุตย่อมไม่พิจารณากิจที่ไม่ควรทำของตน หรือการสั่งสมกิจที่ทำแล้ว แม้ฉันใด
ดูกรบพิตร เทวดาเหล่าใด ก้าวล่วงซึ่งความเป็นสหายแห่งเทวดาผู้มีคำข้าวเป็นภักษา เข้าถึงกายอันสำเร็จด้วยใจอย่างใดอย่างหนึ่ง
เทวดาเหล่านั้นย่อมไม่พิจารณาเห็นกิจที่ควรทำของตน หรือการสั่งสมกิจที่ตนทำแล้ว ฉันนั้นเหมือนกันแล
ดูกรบพิตร บพิตรพึงเข้าไปตั้งสติไว้ในภายใน ปรารภเทวดาทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้แล ฯ
ดูกรบพิตร อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๑ ประการนี้แล ย่อมละซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลายอันลามก ย่อมไม่ถือมั่น
ดูกรบพิตร หม้อที่คว่ำย่อมไม่กลับถูกต้องสิ่งที่คายแล้ว ไฟที่ไหม้ลามไปจากหญ้า ย่อมไหม้ของที่ควรไหม้ ย่อมไม่กลับมาไหม้สิ่งที่ไหม้แล้ว แม้ฉันใด
อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๑ ประการนี้ย่อมละอกุศลธรรมทั้งหลายอันลามก ย่อมไม่ถือมั่น (อกุศลธรรมอันชั่วช้าเหล่านั้น) ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ
http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=24&A=8125&Z=8186&fbclid=IwAR20JWtVVuLEFYabElbl1lKc7zKgUwbrDI7c_OX064fxKoTchd5nMUWwT8w
.
หมายเหตุ;
คำว่า เทวดาผู้มีคำข้าวเป็นภักษา เข้าถึงกายอันสำเร็จด้วยใจอย่างใดอย่างหนึ่ง
หมายถึง พระอนาคามี
.
คำว่า ไม่พิจารณาเห็นกิจที่ควรทำของตน หรือการสั่งสมกิจที่ตนทำแล้ว
หมายถึง ไม่พิจารณาเห็น อริยสัจ 4  ที่มีเกิดขึ้นขณะเกิด อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ (สภาวะจิตดวงสุดท้าย)
.
คำว่า ไม่พิจรณาเห็นการสั่งสมกิจที่ตนทำแล้ว
หมายถึง การได้มรรค ผล เช่น
สภาวะจิตดวงสุดท้าย มีเกิดขึ้นครั้งที่ 1  เป็นพระโสดาบัน
สภาวะจิตดวงสุดท้าย มีเกิดขึ้นครั้งที่ 2  เป็นพระอนาคามี
สภาวะจิตดวงสุดท้าย มีเกิดขึ้นครั้งที่ 3 เป็นพระอรหันต์
ส่วนจะเป็นพระโสดาบัน พระอนาคา พระอรหันต์ ประเภทใดๆก็ตาม แตกต่างกันตรงอินทรีย์ 5
.
“เทวดาเหล่าใด ก้าวล่วงซึ่งความเป็นสหายแห่งเทวดาผู้มีคำข้าวเป็นภักษา เข้าถึงกายอันสำเร็จด้วยใจอย่างใดอย่างหนึ่ง
เทวดาเหล่านั้นย่อมไม่พิจารณาเห็นกิจที่ควรทำของตน หรือการสั่งสมกิจที่ตนทำแล้ว”

 

จึงเป็นที่มาของคำว่า พระอนาคามี ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า

กล่าวคือ  ไม่มีพิจารณาเห็นกิจที่ควรทำของตนหรือการสั่งสมกิจที่ตนทำแล้ว
หมายถึง พระอนาคามี ที่คิดว่าตนเป็นพระอรหันต์(กำลังสมาธิกดข่มอาสวะไว้ เหมือนผู้ที่ไม่มีกิเลส) จึงไม่เชื่อในพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เกี่ยวกับการพิจารณาเห็นกิจที่ควรทำของตน หรือการสั่งสมกิจที่ตนทำแล้ว

 

 

คำว่า ได้ก้าวล่วงความเป็นสหายแห่งเทวดาผู้มีคำข้าวเป็นภักษาแล้ว เข้าถึงกายอันสำเร็จด้วยใจอย่างใดอย่างหนึ่ง

 

หมายถึง ได้ทำกาละ  เป็นสหายแห่งเทวดาผู้มีคำข้าวเป็นภักษาแล้ว(ชั้นสุทธาวาส) เข้าถึงกายอันสำเร็จด้วยใจอย่างใดอย่างหนึ่ง(ฌาน/รูปฌานและอรูปฌาน/อริยสมาธิ)

 

ที่อยู่ของพระอนาคามี สุทธาวาส ๕

 

๑. อวิหา ๒. อตัปปา ๓. สุทัสสา ๔. สุทัสสี ๕. อกนิฏฐา

 

นิฏฐาสูตร
[๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเชื่อมั่นในเรา บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทิฐิ
บุคคล ๕ จำพวกที่สมบูรณ์ด้วยทิฐิเชื่อมั่นในโลกนี้ อีก ๕ จำพวกละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น
บุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหน เชื่อมั่นในโลกนี้ คือ
พระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ ๑
พระโสดาบันผู้โกลังโกละ ๑
พระโสดาบันผู้เอกพีชี ๑
พระสกทาคามี ๑
พระอรหันต์ในปัจจุบัน ๑
บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้เชื่อมั่นในโลกนี้ ฯ
บุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหน ละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น คือ
พระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ๑
บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้ละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเชื่อมั่นในเรา บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทิฐิ
บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฐิ ๕ จำพวกเหล่านี้นั้น เชื่อมั่นในโลกนี้
บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้ละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น ฯ

  

ความดับ

๑๐ พค.๖๑

คำพูดทำนองนี้ น่าจะเลิกเผยแพร่กันได้แล้วนะ
เพราะทำให้เกิดการเข้าใจผิด และทำให้หลงสภาวะได้

การทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดและหลงสภาวะโดยไม่ได้เจตนา
ไม่ว่าจะกระทำกรรมด้วยเหตุปัจจัยใด กรรมนั้นๆย่อมส่งผล ไม่มียกเว้น

.

“สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเท่านั้น ที่จะบรรลุถึงความดับสนิทแห่งวิญญาณ เมื่อวิญญาณดับ เวทนา สัญญา สังขารย่อมดับ

และสมาบัตินี้ พระอนาคามีขึ้นไปเท่านั้นที่จะบรรลุได้ และการเข้าออกต้องกำหนดเวลาในการออก”

.

คำกล่าวทำนองนี้เกิดจาก ผู้ที่ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ที่เป็นสัมมาสมาธิ
ประกอบกับขาดการศึกษาพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เกี่ยวกับวิโมกข์ ๘ และบุคคลบัญญัติ ที่เป็นกายสักขี อย่าได้ประมาทกันเชียว เดี๋ยวจะมานั่งน้ำตาตกในวันที่ เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ที่เคยคิดว่าได้ มีเหตุปัจจัยให้เสื่อมหายไปหมดสิ้น

.

นิโรธสมาบัติ ก็มีเหตุปัจจัยให้มีเกิดขึ้น มีเกิดขึ้นจากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นขณะนั้นๆ มีกำลังมาก และสติก็ต้องมีมากเช่นกัน

หากสมาธิที่เกิดขึ้น มีกำลังมากกว่าสติ ก็กลายเป็นการดับในฌานสมาบัติไป

หากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นไม่ล้ำหน้าสติ เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดขณะที่กำลังเข้าสู่ความดับในแต่ละขณะ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร แม้ขณะที่ออกจากนิโรธสมาบัติ ก็มีลักษณะเด่นเฉพาะ มีเกิดขึ้นคนละอย่างกับการออกจากฌานสมาบัติ

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ ทำให้รู้ว่า แม้นิโรธสมาบัติ ก็มีเหตุปัจจัยให้มีเกิดขึ้น ยังมีธรรมอื่นที่ยิ่งกว่า ย่อมไม่มีความติดใจหรือความยึดมั่นถือมั่นในนิโรธสมาบัติ

นี่แหละถึงเคยบอกไว้ว่า ผู้ที่ได้วิโมกข์ ๘ ย่อมได้เปรียบกว่าผู้ที่ได้รูปฌาน ตรงนี้กล่าวในแง่ของความรู้ชัดในเรื่องสมาธิ

การรู้ชัดแจ่มแจ้งในความมีเกิดขึ้น และขณะที่ก่อนที่ความดับจะดับลงไป ระหว่างฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติ ซึ่งมีความผิดแผกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องการเกิด ดับ ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ย่อมเบาบางลงไปตามเหตุปัจจัย

เมื่อมาเจอความเกิดและความดับที่มีเกิดขึ้นในอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ซึ่งแรกๆยังไม่รู้หรอกว่าคืออะไร ซึ่งมีความผิดแผกแตกต่างจากความดับในฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติอย่างสิ้นเชิง

เมื่อปัญญินทรีย์ การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง ย่อมแยกแยะได้ว่า ความเกิดและความดับที่มีเกิดขึ้นนี้ เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นของสภาวะใด แต่ก็ต้องอาศัยการศึกษาในปริยัติ หรือตำราที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ มาเป็นคู่มือในการใช้ในการเรียกสภาวะที่มีเกิดขึ้นนั้นๆด้วย เพื่อจะได้สื่อสารไปในทางเดียวกัน คือ เมื่อรู้แล้ว จะรู้เหมือนๆกัน ไม่มีความผิดแผกแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเริ่มปฏิบัติมาแบบไหนก็ตาม

.

หลักฐานตรงนี้ ที่รู้ชัดด้วยตนเอง สามารถบอกได้เต็มปากว่า

สำหรับบุคคลที่จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน อรูปฌาน จนกระทั่งเกิดสภาวะความดับในสมาธิที่เรียกว่า นิโรธสมาบัติมีเกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นอนาคามี โสดาบันประเภทกายสักขี นิโรธสมาบัติก็สามารถมีเกิดขึ้นได้เช่นกัน

.

ตรงนี้พูดตามสภาวะ อย่ายึดมั่นถือมั่นในความมีความเป็น เกี่ยวกับโสดาบันประเภทกายสักขี แค่หยิบมาใช้ในการอธิบายรายละเอียดเท่านั้นเอง

ธรรมเอกผุด

โกสลสูตร
ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔

[๖๙๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พราหมณคามชื่อโกศล ในแคว้นโกศล
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ แล้วได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายที่เป็นผู้มาใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้ อันเธอ
ทั้งหลายพึงให้สมาทาน พึงให้ตั้งอยู่ พึงให้ดำรงมั่นในการเจริญสติปัฏฐาน ๔
สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน?

[๖๙๒] มาเถิด ผู้มีอายุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
จงพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอกผุดขึ้น
มีจิตผ่องใส มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เดียว เพื่อรู้กายตามความเป็นจริง

จงพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ … เพื่อรู้เวทนาตามความเป็นจริง
จงพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ … เพื่อรู้จิตตามความเป็นจริง

จงพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอกผุดขึ้น
มีจิตผ่องใส มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เดียว เพื่อรู้ธรรมตามความเป็นจริง.

[๖๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุทั้งหลายที่ยังเป็นเสขะ ยังไม่บรรลุอรหัต
ปรารถนาความเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม

ก็ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอกผุดขึ้น
มีจิตผ่องใส มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เดียว เพื่อกำหนดรู้กาย

ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ … เพื่อกำหนดรู้เวทนา
ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ … เพื่อกำหนดรู้จิต

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอกผุดขึ้น
มีจิตผ่องใส มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เดียว เพื่อกำหนดรู้ธรรม.

[๖๙๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุทั้งหลายที่เป็นอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์
ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงแล้ว มีประโยชน์ตนถึงแล้วโดยลำดับ
สิ้นสังโยชน์ที่จะนำไปสู่ภพแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ

ก็ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอกผุดขึ้น
มีจิตผ่องใส มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เดียว พรากจากกายแล้ว

ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ … พรากจากเวทนาแล้ว
ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ …พรากจากจิตแล้ว

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอกผุดขึ้น
มีจิตผ่องใส มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เดียว พรากจากธรรมแล้ว.

[๖๙๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายที่เป็นผู้มาใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้
อันเธอทั้งหลายพึงให้สมาทาน พึงให้ตั้งอยู่ พึงให้ดำรงมั่น ในการเจริญสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.

จบ สูตรที่ ๔

http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B … 941&Z=3970

หมายเหตุ;

ให้สังเกตุคำว่า “มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอกผุดขึ้น”

 

 

มีธรรมเอกผุดขึ้น

๑๐. วิตักกสัณฐานสูตร
ว่าด้วยอาการแห่งวิตก

[๒๕๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว.

[๒๕๗] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้หมั่นประกอบอธิจิต
ควรมนสิการถึงนิมิต ๕ ประการ ตามเวลาอันสมควร
นิมิต ๕ ประการเป็นไฉน?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ อาศัยนิมิตใดแล้ว มนสิการนิมิตใดอยู่
วิตกทั้งหลายอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ย่อมเกิดขึ้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นควรมนสิการนิมิตอื่นจากนิมิตนั้น อันประกอบด้วยกุศล
เมื่อเธอมนสิการนิมิตอื่นจากนิมิตนั้น อันประกอบด้วยกุศลอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้างโมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้

เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่น ในภายในนั้นแล

เหมือนช่างไม้ หรือลูกมือของช่างไม้ผู้ฉลาด
ใช้ลิ่มอันเล็ก ตอก โยก ถอน ลิ่มอันใหญ่ออก แม้ฉันใด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้น เมื่ออาศัยนิมิตใดแล้ว มนสิการนิมิตใดอยู่
วิตกทั้งหลายอันเป็นบาปอกุศลประกอบด้วยฉันทะบ้าง
ประกอบด้วยโทสะบ้าง ประกอบด้วยโมหะบ้าง ย่อมเกิดขึ้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นควรมนสิการนิมิตอื่นจากนิมิตนั้น อันประกอบด้วยกุศล
เมื่อเธอมนสิการนิมิตนั้นอันประกอบด้วยกุศลอยู่ วิตกอันเป็นบาปอกุศล
อันประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะละวิตกอัน เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่นในภายในนั้นแล.

[๒๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า เมื่อภิกษุนั้นมนสิการนิมิตอื่นจากนิมิตนั้น
อันประกอบด้วยกุศลอยู่ วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง
โทสะบ้าง โมหะบ้าง ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ ทีเดียว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นควรพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นว่า
วิตกเหล่านี้ล้วนแต่เป็นอกุศล แม้อย่างนี้ วิตกเหล่านี้ล้วนแต่เป็นโทษ
แม้อย่างนี้ วิตกเหล่านี้ล้วนแต่มีทุกข์เป็นวิบาก แม้อย่างนี้ ดังนี้

เมื่อเธอพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นอยู่ วิตกอันเป็นบาปอกุศล
ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่นในภายในนั้นแล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหมือนหญิงสาวหรือชายหนุ่มที่ชอบแต่งตัว
รู้สึกอึดอัด ระอา เกลียดชังต่อซากงู ซากสุนัข หรือซากมนุษย์ ซึ่งผูกติดอยู่ที่คอ
แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น หากเมื่อเธอมนสิการนิมิตอื่นจากนิมิตนั้น อันประกอบด้วยกุศลอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นควรพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นว่า
วิตกเหล่านี้ล้วนแต่เป็นอกุศล
แม้อย่างนี้ วิตกเหล่านี้ล้วนแต่เป็นโทษ
แม้อย่างนี้ วิตกเหล่านี้ล้วนแต่มีทุกข์เป็นวิบาก แม้อย่างนี้ ดังนี้

เมื่อเธอพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นอยู่ วิตกอันเป็นบาปอกุศล
ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่นในภายในนั้นแล

[๒๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า เมื่อภิกษุนั้นพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นพึงถึงความไม่นึก ไม่ใส่ใจวิตกเหล่านั้น
เมื่อเธอถึงความไม่นึก ไม่ใส่ใจวิตกเหล่านั้นอยู่ วิตกอันเป็นบาปอกุศล
ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะ
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้

เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ในภายในนั้นแล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหมือนบุรุษผู้มีจักษุ ไม่ต้องการจะเห็นรูปที่ผ่านมา
เขาพึงหลับตาเสีย หรือเหลียวไปทางอื่นเสีย แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น
หากเมื่อเธอพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง ฯลฯ
เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นในภายในนั้นแล.

[๒๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า เมื่อภิกษุนั้นถึงความไม่นึก ไม่ใส่ใจวิตกเหล่านั้นอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นควรมนสิการสัณฐานแห่งวิตกสังขารของวิตกเหล่านั้น
เมื่อเธอมนสิการสัณฐานแห่งวิตกสังขารของวิตกเหล่านั้นอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่นในภายในนั้นแล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหมือนบุรุษพึงเดินเร็ว เขาพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า
เราจะเดินเร็วทำไมหนอ ถ้ากระไร เราพึงค่อยๆ เดิน เขาก็พึงค่อยๆ เดิน
เขาพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราค่อยๆเดินไปทำไมหนอ ถ้ากระไร เราควรยืน
เขาพึงยืน เขาพึงมีความคิดอย่างนี้อีกว่า เราจะยืนทำไมหนอ ถ้ากระไร เราควรนั่ง
เขาพึงนั่ง เขาพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราจะนั่งทำไมหนอ ถ้ากระไร เราควรนอน เขาพึงลงนอน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุรุษคนนั้น มาผ่อนทิ้งอิริยาบถหยาบๆ เสีย พึงสำเร็จอิริยาบถละเอียดๆ แม้ฉันใด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้น

หากว่า เมื่อเธอมนสิการสัณฐานแห่งวิตกสังขารของวิตกเหล่านั้นอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง ฯลฯ
เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นในภายในนั้นแล.

[๒๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า
เมื่อภิกษุนั้นมนสิการถึงสัณฐานแห่งวิตกสังขารของวิตกแม้เหล่านั้นอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ

ภิกษุนั้นพึงกัดฟันด้วยฟัน ดุนเพดานด้วยลิ้น ข่ม บีบคั้น บังคับ จิตด้วยจิต
เมื่อเธอกัดฟันด้วยฟัน ดุนเพดานด้วยลิ้น ข่ม บีบคั้น บังคับจิตด้วยจิตอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศลประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้น
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่นในภายในนั้นแล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหมือนบุรุษผู้มีกำลังมากจับบุรุษผู้มีกำลังน้อยกว่าไว้ได้แล้ว
บีบ กด เค้นที่ศีรษะ คอ หรือก้านคอไว้ให้แน่น แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น
หากเมื่อเธอมนสิการถึงสัณฐานแห่งวิตกสังขารของวิตกแม้เหล่านั้นอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ

ภิกษุนั้นพึงกัดฟันด้วยฟัน ดุนเพดานด้วยลิ้น ข่ม บีบคั้น บังคับจิตไว้ด้วยจิต
เมื่อเธอกัดฟันด้วยฟัน ดุนเพดานด้วยลิ้น ข่ม บีบคั้น บังคับจิตอยู่ได้
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่นในภายในนั้นแล.

ผู้ชำนาญในทางเดินแห่งวิตก

[๒๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาศัยนิมิตใดแล้ว มนสิการนิมิตใดอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ย่อมเกิดขึ้น

เมื่อเธอมนสิการนิมิตอื่นจากนิมิตนั้น อันประกอบด้วยกุศล
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่นในภายใน นั้นแล

เมื่อภิกษุนั้นพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วย ฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่น ในภายในนั้นแล

เมื่อภิกษุนั้นถึงความไม่นึก ไม่ใส่ใจวิตกเหล่านั้นอยู่ วิตกอันเป็นบาปอกุศล
ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่น ในภายในนั้นแล

เมื่อภิกษุนั้นมนสิการสัณฐานแห่งวิตกสังขารของวิตกเหล่านั้นอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่น ในภายในนั้นแล

เมื่อภิกษุนั้นกัดฟันด้วยฟัน ดุนเพดานด้วยลิ้น ข่ม บีบคั้น บังคับจิตด้วยจิตอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่น ในภายในนั้นแล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่า เป็นผู้ชำนาญในทางเดินของวิตก
เธอจักจำนง วิตกใดก็จักตรึกวิตกนั้นได้ จักไม่จำนงวิตกใด ก็จักไม่ตรึกวิตกนั้นได้
ตัดตัณหาได้แล้ว คลี่คลายสังโยชน์ได้แล้ว ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้แล้ว เพราะละมานะได้โดยชอบ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว
ภิกษุเหล่านั้นมีใจชื่นชมยินดีภาษิตของผู้มีพระภาค แล้วแล.

http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=12&A=4099&Z=4207

 

 

 

สิ่งที่ควรรู้ เกี่ยวกับ “สมถะ”

สมถะ หมายถึง จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
กล่าวคือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ

มี ๓ ชนิด

๑. อย่างหยาบ ได้แก่ สมถะที่เป็นมิจฉาสมาธิ
ได้แก่ การทำความเพียรทุกรูปแบบ เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิใน
รูปฌาน
อรูปฌาน
ฌานสมาบัติ
นิโรธสมาบัติ

ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้ ไม่สามารถมีเกิดขึ้นได้

๒. อย่างกลาง ได้แก่ สมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ มีบัญญัติเป็นอารมณ์
ได้แก่ การทำความเพียรทุกรูปแบบ ใช้คำบริกรรม
เช่น พุทธโธ พองหนอ ยุบหนอ กสิณต่างๆฯลฯ เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิใน

รูปฌาน รูปยังมีอยู่ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

อรูปฌาน รูปไม่ปรากฏ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

ฌานสมาบัติ สิ่งที่เกิดขึ้น ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)
มีเกิดขึ้น และดับไป

นิโรธสมาบัติ สิ่งที่เกิดขึ้น ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)
มีเกิดขึ้น กำลังเกิดขึ้น และดับไปในที่สุด

ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้
(หรือที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด สามารถมีเกิดขึ้นได้)

เป็นเหตุปัจจัยให้ รู้ชัดในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

๓. อย่างละเอียด ได้แก่ สมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ มีรูปนามเป็นอารมณ์
ได้แก่ จิตที่ละอารมณ์บัญญัติขาดแล้ว ไม่มีการหวนกลับไปใช้คำบริกรรมบัญญัติต่างๆในการภาวนาอีก

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิใน

รูปฌาน รูปยังมีอยู่ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

อรูปฌาน รูปไม่ปรากฏ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

ฌานสมาบัติ สิ่งที่เกิดขึ้น ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)
มีเกิดขึ้น และดับไป(ดับทั้งตัว)
เมื่อสมาธิคลายตัว จะรู้ชัดทั้งตัว

นิโรธสมาบัติ สิ่งที่เกิดขึ้น ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)
มีเกิดขึ้น กำลังเกิดขึ้น และดับไปในที่สุด(ดับทีละส่วน จิตดับท้ายสุด)
เมื่อสมาธิคลายตัว จิตเกิดก่อน ส่วนอื่นๆปราฏต่อมา

ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้
(หรือคำที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด สามารถมีเกิดขึ้นได้)

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้ รู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม ได้ต่อเนื่อง

สรุป สภาวะสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ

เป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้ หรือที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด มีเกิดขึ้น
ในรูปฌาน อรูปฌาน ฌานสมาบัติ ๘ นิโรธสมาบัติ

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม ได้ต่อเนื่อง

๑. ภังคญาณ จิตทิ้งคำบริกรรม ที่เป็นบัญญัติ มีรูปนามเป็นอารมณ์

๒.ภยญาณ

๓.อาทีนวญาณ

๔. นิพพทาญาณ

๕. มุญฺจิตุกัมยตาญาณ

๖. ปฏิสังขาญาณ

๒-๖ เป็นเรื่องของ ไตรลักษณ์ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ ที่เกิดจากการกำหนดรู้
อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา

นิพพทาญาณตรงนี้ เป็นแค่ความเบื่อหน่ายจากสภาวะที่ต้องเจอเดิมๆซ้ำๆ
บางครั้งรู้สึกเบื่อ เบื่อจนไม่มีที่จะอยู่ แต่ตอบตัวเองไม่ได้ว่าเบื่อเพราะอะไร
ยังไม่ใช่ความเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

๗. สังขารุเปกขาญาณ(อุเบกขา)
เมื่ออนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา มีเกิดขึ้นเนืองๆ
ย่อมทำให้เกิดความเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
จิตจึงเกิดการปล่องวางตามความเป็นจริง
(ปล่อยวางจากอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่)

 

 

 

อุเบกขา

๗. สฬายตนวิภังคสูตร (๑๓๗)

 

[๖๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยอารมณ์ต่างๆก็มี
อุเบกขาที่มีความเป็นหนึ่ง อาศัยอารมณ์เป็นหนึ่งก็มี

 

ก็อุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยอารมณ์ต่างๆ เป็นไฉน
คือ อุเบกขาที่มีในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ
นี้อุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยอารมณ์ต่างๆ

 

 

ก็อุเบกขาที่มีความเป็นหนึ่ง อาศัยอารมณ์เป็นหนึ่ง เป็นไฉน
คือ อุเบกขาที่อาศัยอากาสานัญจายตนะ
อาศัยวิญญาณัญจายตนะ
อาศัยอากิญจัญญายตนะ
อาศัยเนวสัญญานาสัญญายตนะ
นี้อุเบกขาที่มีความเป็นหนึ่ง อาศัยอารมณ์เป็นหนึ่ง

 

 

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอุเบกขา ๒ อย่าง พวกเธอจงอาศัย
คืออิงอุเบกขาที่มีความเป็นหนึ่ง อาศัยอารมณ์เป็นหนึ่งนั้น แล้วละ
คือล่วงเสียซึ่งอุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยอารมณ์ต่างๆ นั้น อย่างนี้
ย่อมเป็นอันละอุเบกขานี้ได้ เป็นอันล่วงอุเบกขานี้ได้

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงอาศัย
คืออิงความเป็นผู้ไม่มีตัณหา แล้วละ
คือล่วงเสียซึ่งอุเบกขาที่มีความเป็นหนึ่ง อาศัยอารมณ์เป็นหนึ่งนั้น อย่างนี้
ย่อมเป็นอันละอุเบกขานี้ได้ เป็นอันล่วงอุเบกขานี้ได้

ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ในทางดำเนินของสัตว์ ๓๖ นั้น
พวกเธอจงอาศัยทางดำเนินของสัตว์นี้ ละทางดำเนินของสัตว์นี้
นั่นเราอาศัยการละ การล่วง ดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ

 

หมายเหตุ;

[๖๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยอารมณ์ต่างๆก็มี

 

ก็อุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยอารมณ์ต่างๆ เป็นไฉน
คือ อุเบกขาที่มีในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ
นี้อุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยอารมณ์ต่างๆ

 

 

๑. มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิตประจำวัน
เกิดจากการกำหนดรู้ “ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ”
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
เป็นเรื่องของ กรรม การให้ผลของกรรม
และอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่

รู้สึกนึกคิดอย่างไร กระทำไว้ในใจ
ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

โดยการไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา
ให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก

 

กล่าวคือ เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า
(วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดทีหลัง)

[๕๓๗] ภิกษุนั้นย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ

วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลาย
ที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์

เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ
ด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง
เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ฯ

 

 

 

 

 

 

๒. มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ที่เป็นสัมมาสมาธิ
กล่าวคือ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เป็นปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้ หรือธรรมเอกผุด มีเกิดขึ้น
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดใน ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิใน
รูปฌาน
อรูปฌาน
ฌานสมาบัติ
นิโรธสมาบัติ

กระทำไว้ในใจ กำหนดรู้สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

 

 

กล่าวคือ เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น
(สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดทีหลัง)

วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ

 

 

 

 

 

๓. สังขารุเปกขาญาณ
เหตุปัจจัยจากจิตปล่อยวางในกาย เวทนา จิต ธรรม
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ(สัมมาสมาธิ)

 

 

 

 

 

อุเบกขาที่มีเกิดขึ้นทั้งหมดนี้
มีเกิดขึ้นจากจิตปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นในอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่
เป็นการฝึกเพื่อละและถ่ายถอนอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่

เมื่อจิตปล่อยวางตามความเป็นจริง
เป็นเหตุปัจจัยให้ความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม
อนุโลมญาณหรือสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย) มีเกิดขึ้น
จิตที่ถูกฝึกเพื่อละและถ่ายถอนอุปทานขันธ์ ๕ อย่างต่อเนื่อง
นิพพิทา หรือความเบื่อหน่าย แก่เต็มรอบ ย่อมเป็นไทจากตัณหา
ตัณหาไม่สามารถครอบงำได้ ย่อมปลงตกว่า ตายเป็นตาย
ปฏิบัติแบบมอบกายถวายชีวิต

โคตรภูญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ย่อมมีเกิดขึ้นตามลำดับ
หากยังเป็นผู้มความสะดุ้ง หวาดเสียว(ต่อผัสสะที่มีเกิดขึ้น) จิตย่อมกลับมารู้ที่กาย

ฉะนั้น การทำความเพียรก็ดี
สภาวะที่มีเกิดขึ้นก็ดี
ควรมีกัลยาณมิตร

ทีนี้ ขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัยของผู้นั้นด้วย
ใช่ว่า ทุกคน ที่คิดว่า รู้ จะเป็นกัลยาณมิตรทุกคน

หากไม่มีกัลยาณมิตร
จงมีตนเป็นที่เกาะ(ทำความเพียรและพยามหยุดสร้างเหตุนอกตัว)
มีธรรมเป็นที่พึ่ง มีพระธรรมคำสอนเป็นที่พึ่งที่อาศัย

เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม ย่อมรู้แจ้งแทงตลอดสภาวะนั้นๆ โดยไม่ต้องไปถามใคร

 

รู้ผิดทาง ดูที่ เมื่อคิดว่า รู้ มีแต่สร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก
มีแต่การน้อมใจเชื่อว่าเข้าสู่ความเป็นโสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์

 

รู้ถูกทาง ดูที่ รู้แล้วหยุด หรือพยายามที่จะหยุด มากกว่าสานต่อ
กระทำไว้ในใจ ไม่สร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก
ไม่มีการน้อมใจเข้าสู่ความเป็นโสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์
เพราะแจ้งแทงตลอดด้วยตนเองแล้วว่า ขึ้นชื่อว่า การเกิด ล้วนเป็นทุกข์
จึงเป็นผู้ไม่ประมาท สำรวม สังวร ระวัง กาย วาจา ใจ

 

 

[๖๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อุเบกขาที่มีความเป็นหนึ่ง อาศัยอารมณ์เป็นหนึ่งก็มี

ก็อุเบกขาที่มีความเป็นหนึ่ง อาศัยอารมณ์เป็นหนึ่ง เป็นไฉน
คือ อุเบกขาที่อาศัยอากาสานัญจายตนะ
อาศัยวิญญาณัญจายตนะ
อาศัยอากิญจัญญายตนะ
อาศัยเนวสัญญานาสัญญายตนะ
นี้อุเบกขาที่มีความเป็นหนึ่ง อาศัยอารมณ์เป็นหนึ่ง

 

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ) สักแต่ว่า มีเกิดขึ้น
เช่น ตาเห็นรูป จะสักแต่ว่าเห็นผัสสะที่เกิดขึ้น
ไม่มีคำเรียกต่างๆเกิดขึ้น เช่น คน สัตว์ หญิง ชาย ฯลฯ

ความรู้สึกนึกคิดใดๆไม่มี
เหมือนไม่มีกิเลส

อุเบกขาที่มีความเป็นหนึ่ง อาศัยอารมณ์เป็นหนึ่ง
มีเหตุปัจจัยจาก กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ มีมาก
จึงกดข่ม ความรู้สึกต่างๆไว้หมด จึงเหมือนไม่มีกิเลส

เมื่อกิเลสไม่มีกำเริบ ไม่มีเกิดขึ้น
ทุกผัสสะที่มีเกิดขึ้น จึงสักแต่ว่ามีเกิดขึ้น

สภาวะนี้ ได้ตั้งฉายาเองว่า สภาวะหุ่นยนต์
เวลาที่สภาวะนี้เกิด ร่างกาย จะไม่สามารถควบคุมได้
ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามใจนึก
กายเหมือนไม่ใช่กาย กลวงๆไปหมด
กายสักแต่ว่ากาย

เมื่อผัสสะเกิด กระทบปั๊บ ดับทันที

๒. สัมมาสมาธิ

สัมมาสมาธิ แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด

๑. มีบัญญัติเป็นอารมณ์

๒. มีรูปนามเป็นอารมณ์
(แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด)

—-

สัมมาสมาธิ

๑. มีบัญญัติเป็นอารมณ์

การใช้คำบริกรรมต่างๆ เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

เช่น พุทโธ พองหนอ ยุบหนอ และคำบริกรรมอื่นๆ
การทำกสิณ ก็เช่นกัน

เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่
ในรูปฌาน อรูปฌาน ฌานสมาบัติ นิโรธสมาบัติ

เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้
หรือคำที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด สามารถมีเกิดขึ้นได้
(สิ่งที่เกิดขึ้น กับใจที่รู้อยู่)

กำลังสมาธิที่เกิดขึ้น เป็นเหตุปัจจัยให้สามารถรู้ชัดอยู่ภายใน
กาย เวทนา จิต ธรรม ได้อย่างต่อเนื่อง

เป็นสัมมาสมาธิในมรรค มีองค์ ๘
คือ มีความพยายามตั้งใจกระทำให้มีเกิดขึ้น
(มีบัญญัติเป็นอารมณ์)

………

มหาจัตตารีสกสูตร

ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิอันเป็นอริยะ
ที่มีอุปนิสะบ้าง
มีปริขารบ้าง
แก่เธอทั้งหลาย

เธอทั้งหลายจงฟังสัมมาสมาธิอันเป็นอริยะนั้น
จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า

สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ) อันเป็นอริยะ
ที่มีอุปนิสะ มีปริขาร เป็นอย่างไร

คือ สัมมาทิฏฐิ(เห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ(ดำริชอบ) สัมมาวาจา(เจรจาชอบ)
สัมมากัมมันตะ(กระทำชอบ) สัมมาอาชีวะ(เลี้ยงชีพชอบ) สัมมาวายามะ(พยายามชอบ)
สัมมาสติ(ระลึกชอบ) สภาวะที่จิตมีอารมณ์เดียว แวดล้อมด้วยองค์ ๗ นี้

เราเรียกว่า สัมมาสมาธิอันเป็นอริยะ ที่มีอุปนิสะ บ้าง
เรียกว่า สัมมาสมาธิอันเป็นอริยะ มีปริขาร บ้าง

บรรดาองค์ ๗ นั้น สัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้า

สัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้า เป็นอย่างไร

คือ ภิกษุรู้ชัดมิจฉาทิฏฐิว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ
รู้ชัดสัมมาทิฏฐิว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ’
ความรู้ของภิกษุนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ

มิจฉาทิฏฐิ เป็นอย่างไร

คือ ความเห็นว่า
ทานที่ให้แล้วไม่มีผล
ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล
การเซ่นสรวงที่เซ่นสรวงแล้วไม่มีผล
ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี
โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี
มารดาไม่มีคุณ
บิดาไม่มีคุณ
สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะก็ไม่มี
สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบ
ทำให้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ก็ไม่มีในโลก

นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ

สัมมาทิฏฐิ เป็นอย่างไร

คือ เรากล่าวสัมมาทิฏฐิว่ามี ๒ ได้แก่

๑. สัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลคืออุปธิ

๒. สัมมาทิฏฐิอันเป็นอริยะ ที่ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ เป็นองค์แห่งมรรค

สัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลคืออุปธิ เป็นอย่างไร

คือ ความเห็นว่า
ทานที่ให้แล้วมีผล
ยัญที่บูชาแล้วมีผล
การเซ่นสรวงที่เซ่นสรวงแล้วมีผล
ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี
โลกนี้มี โลกหน้ามี
มารดามีคุณ บิดามีคุณ
สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะมี
สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบ
ทำให้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งก็มีอยู่ในโลก

นี้เป็นสัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลคืออุปธิ

สมถะ(สมาธิ)

เรื่องของสมาธิ

หากทำความเพียรต่อเนื่อง
ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

จะสามารถแยกออกได้ว่า นี่คือ กำลังของสมาธิ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ มีชื่อเรียกว่าอะไรบ้าง

ลักษณะที่มีเกิดขึ้นของกำลังสมาธินั้นๆ
มีลักษณะเฉพาะอะไรบ้าง

.

สมถะ ความตั้งมั่นแห่งจิต หรือ จิตเป็นสมาธิ

รู้ชัดว่า จิตกำลังจะเป็นสมาธิ
รู้ชัดตั้งแต่กำลังจะเกิด กำลังเกิด จนกระทั่งจางคลายหายไป

สามารถแยกแยะได้ว่า นี่คือ สมถะ/สมาธิ
สมาธิที่เกิดขึ้น เป็นมิจฉาสมาธิหรือสัมมาสมาธิ

โดยเฉพาะ ลักษณะเฉพาะ ที่มีเกิดขึ้นในสัมมาสมาธิ
ตรงกับคำที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ทุกประการ

.

จึงเป็นที่มาของ อารัมมณูปนิชฌาน-ลักขณูปนิชฌาน

อารัมมณูปนิชฌาน เพ่งอารมณ์ ได้แก่ สมถะ
สมาธิที่เป็น มิจฉาสมาธิ

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ ในวิโมกข์ ๘
ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

.

ลักขณูปนิชฌาน เพ่งลักษณะ ได้แก่ สมถะ
สมาธิที่เป็น สัมมาสมาธิ

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ ในวิโมกข์ ๘
มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

สัมมาสมาธิ

ถ้าจะฟังเรื่อง สมาธิ
จากมิจฉาสมาธิ เป็นสัมมาสมาธิ
ให้ฟัง หลวงพ่อ พุธ ฐานิโย


ถ้าจะศึกษาเรื่อง สัมมาสมาธิ
ให้ศึกษาพระธรรมคำสอน ในพระไตรปิฎก
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนพระโมคคัลานะ
ลักษณะเด่นของสัมมาสมาธิ “ธรรมเอกผุด”

ในโมคคัลลานสังยุตต์ พระไตรปิฎกฉบับหลวง
เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๕๒๓ หน้า ๒๘๓

สัมมาสมาธิ

เมื่อสัมมาสมาธิเกิด
(สมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นร่วมด้วย)

เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้ มีเกิดขึ้น
(ธรรมเอกผุด ลักษณะที่เด่นชัดของสัมมาสมาธิ)

เป็นเหตุปัจจัยให้ รู้ชัดในลักษณะอาการ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของ
คำที่เรียกว่า รูปฌาน ได้แก่

……

ปฐมฌาน
จงดำรงจิตไว้ในปฐมฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในปฐมฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในปฐมฌาน

……

ทุติยฌาน
จงดำรงจิตไว้ในทุติยฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในทุติยฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในทุติยฌาน

…..

ตติยฌาน
จงดำรงจิตไว้ในตติยฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในตติยฌาน
จงตั้งจิตไว้ในตติยฌาน

….

จตุถฌาน
จงดำรงจิตไว้ในจตุตถฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในจตุตถฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในจตุตถฌาน

กล่าวคือ เข้าออกสมาธิโดยความชำนาญ
รู้ชัดในลัษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของ ผัสสะ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิใน รูปฌาน

….

อรูปฌาน ได้แก่

อากาสานัญจายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในอากาสานัญจายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ในอากาสานัญจายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากาสานัญจายตนฌาน

…..

วิญญาณัญจายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในวิญญาณัญจายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

….

อากิญจัญญายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในอากิญจัญญายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
อากิญจัญญายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากิญจัญญายตนฌาน

….

เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

….

อนิมิตตเจโตสมาธิ
จงดำรงจิตไว้ในอนิมิตตเจโตสมาธิ

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในอนิมิตตเจโตสมาธิ
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในอนิมิตตเจโตสมาธิ

หมายเหตุ;

อนิมิตเจโตสมาธิ หมายถถึง นิโรธสมาบัติหรือสัญญาเวทยิตนิโรธ

ขณะที่กำลังเกิดสภาวะสัญญาเวทยิตนิโรธ
กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร ดับทั้งหมด

….

สัมมาวิมุติ

สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

ได้แก่ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)
ความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กระทำไว่ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไป(กาย วาจา)
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

ชั่วขณะจิต จิตที่เกิดการปล่อยวาง
จาก ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

จิตย่อมตั้งมั่น
สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

จึงมีเกิดขึ้น ตามควาเป็นจริง

เป็นที่มาของ คำเรียกเหล่านี้

ขณิกสมาธิ ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดวิปัสสนาสมาธิ
และวิปัสสนาเจโตสมาธิ(ฌาน)

สัมมาสมาธิ มีลักษณะเจาะจง มีความเด่นชัด
ในลักษณะของสัมมาสมาธิ ได้แก่ ธรรมเอกผุด

ลักษณะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ
ในสัมมาสมาธินั้น หมายถึง วิญญาณ/ธาตุรู้

เมื่อมีธรรมเอกผุด หรือวิญญาณ/ธาตุรู้เกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ทุกขณะ ในแต่ละขณะ(ผัสสะ) ที่จิตเป็นสมาธิอยู่
ที่มีเกิดขึ้นในรูปเฌาน อรูปฌาน
ฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติ

กล่าวคือ
สิ่งที่เกิดขึ้น กับใจที่รู้อยู่

ที่เกินจากนั้น
ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เมื่อกำหนดรู้
อุปกิเลสต่างๆ ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้

….

ที่มาของพระธรรมคำสอน ที่มีชื่อเรียกว่า วิโมกข์ ๘
ที่มีร่องรอยปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก

[๖๖] ดูกรอานนท์ วิโมกข์ ๘ ประการเหล่านี้ ๘ ประการเป็นไฉน คือ

๑. ผู้ได้รูปฌาน ย่อมเห็นรูป
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑

๒. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปในภายใน
ย่อมเห็นรูปในภายนอก
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒

๓. ผู้ที่น้อมใจเชื่อว่า กสิณเป็นของงาม
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓

๔. ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า
อากาศหาที่สุดมิได้

เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา
เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔

๕. ผู้ที่บรรลุวิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า
วิญญาณหาที่สุดมิได้

เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง
เป็นวิโมกข์ที่ ๕

๖. ผู้ที่บรรลุอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า
ไม่มีอะไร

เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖

๗. ผู้ที่บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ
เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗

๘. ผู้ที่บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ
เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘

สติ-สัมปชัญญะ-สมาธิ

สติ หมายถึง การระลึกรู้

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า สติ

กล่าวคือ รู้ตัวก่อนลงมือทำ
ได้แก่ การคิดพิจรณาหาเหตุผลต่างๆ ก่อนลงมือกระทำ

สัมปชัญญะ หมายถึง ความรู้สึกตัว

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า สัมปชัญญะ

กล่าวคือ ความรู้สึกตัว ขณะลงมือกระทำ
ได้แก่ มีความรู้สึกตัว ขณะที่ลงมือกระทำ

สติ+สัมปชัญญะ

เมื่อสติกับสัมปชัญญะทำงานรวมกัน
เป็นเหตุปัจจัยให้ เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะที่ลงมือกระทำ

สติ+สัมปชัญญะ+สมาธิ

เมื่อสติกับสัปชัญญะทำงานงานร่วม
และมีสมาธิเกิดขึ้นร่วมด้วย

เป็นเหตุปัจจัยให้ เกิดความรู้ชัดในสิ่งที่กำลังมีเกิดขึ้น

ทั้งหมดนี้ เป็นพื้นฐานของการทำความเพียร

ถ้าไม่ได้ทำความเพียร
ความรู้ชัดในสิ่งที่มีเกิดขึ้น ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้

เมื่อความรู้ชัดในสิ่งที่มีเกิดขึ้น มีเกิดขึ้นไม่ได้
การเห็นตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้

ส่วนจะรู้ปริยัติ หรือไม่รู้ปริยัติ
ไม่ใช่ตัววัดผล

แต่ดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นทางใจ(ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)
แล้วปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา

ย่อมแจ้งใน จิตดวงสุดท้าย ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย

ย่อมแจ้งใน อริยสัจ 4
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

2.ย่อมแจ้งใน จิตดวงสุดท้าย
ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย

การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้มีเกิดขึ้น

==================

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี

เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี

เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี

เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี

เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี

เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี

เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปทานจึงมี

เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี

เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี

ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส

และความคับแค้นใจ ก็มีพร้อม

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมี

ต้องท่องเที่ยวมาแล้ว เพราะไม่รู้อริยสัจสี่

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะไม่รู้ถึง
เพราะไม่แทงตลอดซึ่งอริยสัจสี่อย่าง

เราและพวกเธอทั้งหลาย จึงท่องเที่ยวไปแล้วในสังสารวัฏ
ตลอดกาลยืดยาวนานถึงเพียงนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะไม่รู้ถึง
เพราะไม่แทงตลอดซึ่งอริยสัจสี่อย่าง
สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ?

สี่อย่าง คือ อริยสัจ คือ ทุกข์
อริยสัจ คือ เหตุให้เกิดทุกข์
อริยสัจ คือ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
อริยสัจ คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะไม่รู้ถึง เพราะไม่แทงตลอดซึ่ง
อริยสัจสี่ประการเหล่านี้แล

เราและพวกเธอทั้งหลาย จึงได้ท่องเที่ยวไปแล้วในสังสารวัฏ
ตลอดกาลยืดยาวนานถึงเพียงนี้

อวิชชา

พระองค์ผู้เจริญ ! พระองค์กล่าวว่า อวิชชา อวิชชา ดังนี้
ก็อวิชชานั้นเป็นอย่างไร ?

และด้วยเหตุเท่าไร
บุคคลจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งอวิชชา

แน่ะภิกษุ ! ความไม่รู้อันใด

เป็นความไม่รู้ในทุกข์
เป็นความไม่รู้ในเหตุให้เกิดทุกข์
เป็นความไม่รู้ในความดับไม่เหลือของทุกข์
และเป็นความไม่รู้ ในทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

นี้เราเรียกว่า อวิชชา

และบุคคลชื่อว่าถึงแล้วซึ่งอวิชชา
ก็เพราะเหตุไม่รู้ความจริงมีประมาณเท่านี้แล

พระองค์ผู้เจริญ ! พระองค์กล่าวว่า วิชชา วิชชา ดังนี้
ก็วิชชานั้นเป็นอย่างไร ?

และด้วยเหตุเท่าไร
บุคคลจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งวิชชา

แน่ะภิกษุ ! ความรู้อันใด

เป็นความรู้ในทุกข์
เป็นความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์
เป็นความรู้ในความดับไม่เหลือของทุกข์
และเป็นความรู้ ในทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

นี้เราเรียกว่า วิชชา

และบุคคลชื่อว่าถึงแล้วซึ่งวิชชา
ก็เพราะเหตุรู้ความจริงมีประมาณเท่านี้แล

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้
พวกเธอพึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า

นี้เป็นทุกข์
นี้เป็นเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์
นี้เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ดังนี้เถิด

==================

เหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติ
การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปทานจึงมี
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี
เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี
ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส
และความคับแค้นใจ ก็มีพร้อม

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมี

การดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติ
การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
วิธีการปฏิบัติ ได้แก่

สมถะ
(สัมมาสมาธิ)

วิปัสสนา
(ไตรลักษณ์)

โยนิโสมนสิการ
ได้แก่ ดูตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ)

รู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น
(เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ/ความรู้สึกนึกคิด)

ให้กำหนดรู้ในความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กระทำไว้ในใจ ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา
ได้แก่ ไม่สร้างเหตุออกไปทางกาย วาจา
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กล่าวคือ
การกำหนดรู้ในผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ,อรูปภพ)
(รูปภพ/รูปฌาน,อรูปภพ/อรูปฌาน)

เป็นความรู้สึกนึกคิด ที่มีเกิดขึ้นจากผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย
ซึ่งมีเกิดขึ้น ขณะทำความเพียร

สุญญตา

เจ้านายกำลังดูรายการหนึ่ง
เขาเรียกให้เราไปดูด้วย

ผู้ที่ถูกสัมภาษณ์ พูดเรื่อง สุญญตา
ทำนองว่า เป็นปฏิจจสมุปบาท

เราบอกเจ้านายว่า คนๆนี้ สัมมาสมาธิก็ยังไม่รู้จัก
สุญญตา เป็นลักษณะอาการ ที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า สัมมาสมาธิ

กล่าวคือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจที่รู้อยู่
ปราศจากความมีตัวตน เข้าไปเกี่ยวข้อง
กับสภาพธรรมต่างๆ(ผัสสะ) ที่กำลังมีเกิดขึ้น
ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

ปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย
ที่เกิดจาก ความมีตัวตนเข้าไปเกี่ยวข้อง
กับสิ่งที่มีเกิดขึ้น(ผัสสะ)

เจ้านายถามว่า ผัสสะใช่มั๊ย

เราบอกว่า ใช่
เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
ย่อมไม่แจ้งในอริยสัจ ๔

นับประสาอะไรกับ สมถะ-วิปัสสนา
โยนิโสมนสิการ ผัสสะ ปฏิจจะ
ที่เป็นหัวใจของการทำความเพียร
แค่สัมมาสมาธิ(สุญญตา)ก็ยังไม่รู้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสภาวะอื่นๆ
บอกกับเจ้านายว่า วลัยพรมีมานะ
เจ้านายถามว่าคืออะไร

เราบอกว่า กูรู้ กูรูไง
พอรู้แล้ว มานะมันจะเกิด

เจ้านาามว่า ทำยังไงถึงจะทำลายอวิชชาได้

เราตอบว่า ผ่านความตายให้ได้สิตาเบิ้ม

Previous Older Entries

พฤศจิกายน 2019
พฤ อา
« ก.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: