สมถะและวิปัสสนา

15 ตค.61

 

สมถะ มี ๒ ชนิด

๑. มีบัญญัติเป็นอารมณ์

๒. มีรูปนามเป็นอารมณ์

 

 

วิปัสสนา มี ๒ ชนิด

๑. มีบัญญัติเป็นอารมณ์
เกิดจากการศึกษา การได้ฟัง
แล้วกลายเป็นการทรงจำหรือการจดจำไว้ในใจ
ได้แก่ ไตรลักษณ์

ไม่เที่ยง(อนิจจัง)

เป็นทุกข์(ทุกขัง)

เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา)

 

๒. มีรูปนามเป็นอารมณ์
เกิดจาก การแทงตลอดในสภาพธรรม
ที่เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตามความเป็นจริง
โดยปราศจากการคิดพิจรณา มีเกิดขึ้นปกติ
เหมือนลมหายใจเข้าออก

ได้แก่ วิโมกข์ ๓

อนิมิตตวิโมกข์

อัปณิหิตวิโมกข์

สุญญตวิโมกข์

 
การเกิดความรู้ชัดตรงนี้ เมื่อมีเกิดขึ้นแล้วในตน
เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดในลักษณะอาการ
ที่มีเกิดขึ้นในสมถะ ที่มีรูปนามเป็นอารมณ์

ซึ่งเป็นที่มีของวิปัสสนาญาณ ๙
ในปฏิสัมภิทามรรค(พระสารีบุตร)
หรือญาณ ๑๖ นับตั้งแต่ภังคญาณ เป็นต้นไป

 

โฆษณา

การเจริญสมถะ

สมถะ

จุดประสงค์ของการสมถะ ไม่ใช่แค่เรื่องจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเพียงอย่างเดียว
ยังมีเรื่องของการฝึกกายไปพร้อมๆกันในอิริยาบท 4 ทำไมจึงต้องฝึก

การที่ต้องฝึกในอิริยาบท 4 เพื่อปรับความสมดุลย์ของอินทรีย์(กาย) และอินทรีย์ 5
การทำกรรมฐาน ทุกขเวทนาต่างๆที่มีเกิดขึ้นทางกาย จะมากหรือน้อย ล้วนเป็นการฝึกตน เพื่อรับมือกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับกาย
เช่น ทุกขเวทนาที่เกิดจากการเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุแบบไม่คาดคิด แล้วไม่ว่า กายจะเป็นอย่างไร จะปกติหรือไม่ปกติ แต่ใจเป็นปกติ อยู่ได้ทุกสถานการณ์
ทำไมต้องอิริยาบท 4
เพื่อไม่ให้ตึงเกินไป หรือหย่อนเกินไป
ธรรมชาติของจิต อะไรที่เดิมๆซ้ำๆ จะทำให้เกิดความเบื่อหน่าย จึงต้องใช้อุบายหลอกล่อจิต เพื่อให้จิตมีที่เกาะ

กรรมฐานก็เช่นเดียวกัน นั่งนานๆ ทุกขเวทนาย่อมมีเกิดขึ้น เป็นเรื่องธรรมดา
บางคนอดทนไม่มากพอ ก็เลิกกลางคัน ปฏิบัติแล้วลำบาก จะทำไปทำไม

นั่งอย่างเดียว พาลจะฟุ้งซ่าน นั่งจนก้นแข็งเป็นกระดาน บางคนได้โรคประสาทเป็นของแถม
มีข่าวให้เห็นอยู่บ่อยๆ ทำกรรมฐานแล้วหาหมอโรคประสาท ทำกรรมฐานแล้วเป็นบ้า
อะไรที่ตึงเกินไป ก็จะเป็นแบบนั้น
แล้วอะไรที่หย่อนเกินไป ก็ทำให้ขี้เกียจ
จึงต้องมีอุบายในการรักษาจิต เพื่อให้จิตไม่ไหลไปตามผัสสะต่างๆที่มีเกิดขึ้น
การทำกรรมฐานในอิริยาบท 4 ก็เป็นหนึ่งในนั้น

แล้วอินทรีย์ 5 มาเกี่ยวข้องได้อย่างไร

อินทรีย์ 5 ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สมาธิ สติ ปัญญา (เรียกง่ายๆ)
หากศรัทธามาก แต่ขาดปัญญา ไม่รู้วิธีการ เช่นตย.เรื่องนั่งจนก้นแข็งเป็นกระดาน ไม่รู้จักปรับเปลี่ยนอิริยาบท
ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องเวทนา แต่เป็นการฝึกจิตให้คุ้นเคยกับอิริยาบท 4 ซึ่งสามารถตั้งมั่นเป็นสมาธิได้เช่นกัน

ยกตย. สำหรับผู้ที่ฝึกจิตในระดับหนึ่ง จิตสามารถตั้งมั่นเป็นสมาธิเนืองๆในอิริยาบท 4
คนประเภทนี้ เวลาเจ็บป่วย สามารถเจริญสมาธิได้ตลอดเวลา ความฟุ้งซ่านหรือทุกขเวทนาทางใจจะไม่ค่อยมี

ผิดกับคนที่ไม่ได้ฝึก หรือฝึกแล้ว แต่จิตยังไม่สามารถตั้งมั่นเป็นสมาธิเนืองๆ เวลาเจ็บป่วย มักจะวิตกกังวลไปล่วงหน้า จนทำให้เป็นทุกข์
จากทุกข์น้อยกลายเป็นทุกข์มาก บางคนถึงขั้นฆ่าตัวตายเพราะรับมือไม่ไหวก็มี
ทีนี้ย้อนกลับไปเรื่องอินทรีย์ 5 ซึ่งเกี่ยวข้องกับทางสายกลางหรือที่เรียกว่า มรรค ที่เป็นทางเดินสำหรับผู้ที่เบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด
บางคนปฏิบัติเพราะเบื่อทุกข์ ไม่อยากทุกข์ และอีกสารพัดเหตุผล ที่ทำให้มาปฏิบัติ

ไม่ว่าจะมาปฏิบัติด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผลที่เกิดขึ้นตามมา หนึ่งในนั้น มีเรื่องของอินทรีย์ 5 มาเกี่ยวข้อง
ไม่ว่าจะอยากได้หรือไม่อยากได้ก็ตาม จะอยากทำหรือไม่อยากทำก็ตาม ก็หนีไม่พ้น ยกเว้น เลิกทำ
แต่เมื่อวันหนึ่งเจอทุกข์ แล้วหาทางออกไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องกลับมาเริ่มต้นทำใหม่ โดยไม่ต้องมีใครมาบอกหรือแนะนำ
เพราะสิ่งที่เคยทำไว้ ถูกสะสมเป็นสัญญา เมื่อเจอความทุกข์ บีบคั้นมากๆ มันจะมีตัวบอกขึ้นมาเองว่า เคยทำแบบนี้ แล้วเป็นแบบนี้ ทำไมไม่ลองทำดูอีก

ส่วนทำแล้วจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน หากชีวิตดับสิ้นลงไปก่อน สิ่งเหล่านี้ถูกสะสมเป็นสัญญา จะเกิดกี่ชาติๆๆๆๆ ก็ติดตัวไป
จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม จะทำไม่เลิก จนกระทั่งหมดเหตุปัจจัยของการเกิด

.
ทุกข์กาย ใช้สมถะในการรับมือ เช่น อดทนต่อทุกขเวทนาที่มีเกิดขึ้น จนกระทั่งบึ้ม กายแตกกายระเบิด ทีนี้เวทนาก็สักแต่ว่าเวทนา
เวลาเจ็บป่วย ไม่ต้องมานั่งทนทุกข์ทางกาย ซึ่งมีประโยชน์มากทั้งที่ตอนมีชีวิตอยู่ และเวลาใกล้ตาย
รู้มั๊ยว่า เวลาที่จิตจะพรากจากกาย ทุกขเวทนามากแค่ไหน หลายๆคนอาจตอบว่า ไม่รู้ เพราะไม่เคยตาย

ถ้าอย่างนั้นก็ลองดู ให้นั่งในที่สงัด ที่เงียบๆเพื่อไม่ให้ใครรบกวน หลับตาลง นั่งนิ่งๆ นั่งไปเรื่อยๆไม่กำหนดเวลา
จนกระทั่งเริ่มปวดขา เจ็บก้น ปวดแขน ปวดหลัง ปวดเมื่อยทั่วร่างกาย ปวดจนทนไม่ไหว ความเจ็บปวดต่างๆที่มีเกิดขึ้น
คนใกล้ตายก็เจอแบบนี้น่ะแหละ ทำไมเราไม่มาฝึกเพื่อรับมือความเจ็บปวดต่างๆ ก่อนที่จะตายจริง

บางคนเจอความเจ็บปวดทางกายหนักๆ เลิกนั่งเลยนะ กลัวเป็นอัมพาต กลัวแบบนั้นเลย
น่าจะอดทนอีกสักนิด ทนกันหน่อยไม่ได้เลยหรือไง (ช่วงท้ายนี่ เสียงในฟิล์ม หลวงพ่อจรัญ)

บางคนเหมือนขาดอากาศหายใจ โรคที่เป็นอยู่เหมือนจะกำเริบ เลิกเลยนะ กลัวตาย ทั้งๆที่น่าจะอดทนอีกสักนิด
พอผ่านไปได้ มันจะโล่งเลยนะ แต่จะทำยังไงได้ ความเกลียดตัว กลัวตาย มันมีแรงกว่า

ทำไมถึงบอกว่า เกลียดตัวล่ะ เพราะคนที่รักตัวเอง จะอดทนได้ แล้วจะไม่บอกว่าเกลียดตัวได้ไงล่ะ
เพราะเกลียดตัวเองไง เลยไม่อดทน แบบเดี่ยวเจอของดี ไม่เอา ไม่ให้เจอของดี เจอของดีแล้วมันจะทิ้งชั้นไป(ใจ) อะไรทำนองนี้
ทุกข์ใจ ใช้วิปัสสนารับมือ เพื่อละความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่ ยึดมากทุกข์มาก ยึดน้อยทุกข์น้อย
เมื่ออุเบกขาเกิด ใจก็สบาย เมื่อใจสบาย จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ ก็ยิ่งสบายไปอีก

กายและใจ ต้องควบคู่กันไป

เอาแต่กายเพียงอย่างเดียว ปฏิเสธใจ มีแต่คนตายเท่านั้น

เอาแต่ใจเพียงอย่างเดียว ปฏิเสธกาย ก็อัมพาตไง

สมถะ

เกี่ยวกับสมถะ ที่เคยเขียนอธิบายไว้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสภาวะที่มีเกิดขึ้น แต่ยังไม่ใช่ทั้งหมด
แม้กระทั่งการเขียน ก็เขียนตามที่รู้เห็น ที่รู้เห็นในตอนนั้น

เมื่อวันเวลาผ่านไป สภาวะทางจิตมีความละเอียดมากขึ้น เหมือนรอเวลาตกผลึก
จนกระทั่งสภาวะสัญญาเกิด ก็รู้ไปตามนั้น เริ่มมีรายละเอียดมากขึ้นทีละนิดๆ ก็แค่รู้มาตลอด

เนื่องจากประสพการณ์ที่ผ่าน ครูมาสอนว่า อย่าด่วนตัดสินใจเชื่อ
อย่าหมายมั่น เขียนเท่าที่รู้ เขียนออกมาเรื่อยๆ มันจะมีจะเป็นอะไร ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของสภาวะ

เคยเขียนไว้เกี่ยวกับวิโมกข์ 8 ความมีเกิดขึ้น ก่อนเกิด ขณะกำลังเกิด ความดับ และความเสื่อม ทำไมจำเป็นต้องรู้

ในกรณีบุคคลที่ไม่ได้เบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด ไม่จำเป็นต้องรู้
แต่สำหรับผู้ที่เบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด จำเป็นต้องรู้ จึงต้องศึกษาไว้
เพื่อไว้เป็นแนวทางในการตรวจสอบสภาวะที่พบเจอ เพื่อจะได้ไม่ติดกับดักหลุมพรางของกิเลส
ตัวสภาวะจะได้ดำเนินต่อไปไม่ติดขัดหรือไม่จมแช่อยู่นั้น

การศึกษาเรื่องก่อนเกิด ขณะกำลังเกิด เพื่อจะได้รู้ว่า ก่อนจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ จะมีสภาวะใดเกิดขึ้นก่อน
และจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีลักษณะอาการเกิดขึ้นแบบไหน จะรู้ได้อย่างไร ดูได้จากตรงไหน

ความมีเกิดขึ้นอย่างไร จึงเรียกว่า รูปฌาน
ความดับที่มีเกิดขึ้นแบบไหน จึงเรียกว่า รูปสมาบัติ

ความมีเกิดขึ้นอย่างไร จึงเรียกว่า อรูปฌาน
ความดับที่มีเกิดขึ้นแบบไหน จึงเรียกว่า อรูปสมาบัติ

ความมีเกิดขึ้นอย่างไร จึงเรียกว่า การเข้านิโรธ
ความดับที่มีเกิดขึ้นแบบไหน จึงเรียกว่า นิโรธสมาบัติ

 

การรู้ชัดในความเสื่อมของสมถะ
ทำให้ไม่เกิดความประมาท

 

ปัญญาตัวแรก ได้แก่ ไตรลักษณ์
หากมีเกิดขึ้นแล้ว ไม่มีวันเสื่อม รู้แล้ว รู้เลย
เพราะเกิดจากจิตภาวนา(วิโมกข์ 3)
ไม่ได้เกิดจากการท่องจำ
ได้แก่ หลุดพ้นเพราะเห็นด้วยปัญญา

 

ความมีเกิดขึ้นอย่างไร จึงเรียกว่า อนุโลมญาณ

ความที่มีเกิดขึ้นอย่างไร จึงเรียกว่า ความดับในมรรค

ความมีเกิดขึ้นอย่างไร จึงเรียกว่า ผล

ฌาน+วิปัสสนา = วิปัสสนาญาณ

ฌาน+วิปัสสนา = วิปัสสนาญาณ
คำถาม ญาณ 16 สาระที่สำคัญที่แท้จริงอยู่ตรงไหน

คำตอบ โดยตัวสภาวะ สาระสำคัญที่ควรรู้ นับตั้งแต่อุยัพพยญาณ ขึ้นไป

อุทยัพพยญาณ เป็นเรื่องของ อุปกิเลส หรืออาจจะเรียกว่า วิปัสสนูปกิเลสก็ได้
แต่ถ้านำมาอธิบายโดยตัวสภาวะ ก็หมายถึง ความยึดมั่นถือมั่นในสภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เราเองก็เรียกว่า อุปกิเลส ไม่ไปใช้วิปัสสนูปกิเลสให้มันดูสำคัญเกินไป

 

แล้วถ้าจะเลือกนำมาเฉพาะสาระ ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติ ในการตรวจสอบสภาวะตนเอง
เพื่อจะได้รู้ว่า ควรทำอย่างไรต่อ สาระที่สำคัญจริงๆ จะเริ่มตั้งแต่ อุทยัพพยญาณเป็นต้นไป

 

ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน

1. ส่วนของสมถะ ที่เป็นสัมมาสมาธิ เริ่มต้นที่ภังคญาณ

2. ส่วนของวิปัสสนา ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม
หรือที่เรียกว่าเป็นการเจริญสติปัฏฐาน 4 นับตั้งแต่ ภยญาณ เป็นต้นไป

3. อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ อยู่ในส่วนของสัจจานุโลมิกญาณ
เฉพาะสภาวะนี้ เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของแต่ละคน ใช่ว่าจะมีเกิดขึ้นทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งจิตปรารถนาไว้ในพุทธภูมิ

 

จริงๆแล้วของเดิม วิปัสสนาญาณ 9 ในปฏิสัมภิทามรรค ที่พระสารีบุตรนำมาแจกจงไว้นั้น
เหมาะสำหรับผู้ที่ใส่ใจรายละเอียดสภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้น
กล่าวคือ ลงมือปฏิบัติพร้อมๆกับได้ศึกษาสภาวะไปด้วย

 

ส่วนญาณ 16  เป็นคัมภีร์ที่แต่งขึ้นมาใหม่ในภายหลัง โดยนำเรื่องวิปัสสนาญาณ 9 ฯ มาขยายใจความเพิ่ม
ซึ่งพอจะนำสภาวะมาอธิบายได้ว่า ต้นฉบับของผู้ที่เขียนเกี่ยวกับญาณ 16 ผู้นั้นต้องเคยได้วิโมกข์ 8 มาก่อน
แล้วพบเจอสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อมมาก่อน จึงนำเรื่องรูปนาม มาใส่เพิ่มลงไป
แล้วนำเรื่อง อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ มาขยายใจความเรื่องสัจจานุโลมิกญาณ

 

และมีอีกกรณีหนึ่ง เกิดจากบุคคลนั้น ต้องเคยพบเจอสภาวะจิตดวงสุดท้ายถึง 2 ครั้ง
และต้องไม่ใช่ผู้ที่ได้วิโมกข์ 8 แต่อาจได้รูปฌานเพียงอย่างเดียว(ฌาน1 ถึงฌาน 4)

 

ฉะนั้น ญาณ 1 ถึง ญาณ 3 จึงไม่ควรนำมาเป็นสาระแต่อย่างใด เพราะเมื่อผ่านไปได้ ก็จะรู้ชัดสภาวะด้วยตนเองโดยอัตโนมัติ

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องถือว่า ผู้ที่แต่งหรือนำเรื่องญาณ 16 มาอธิบายหรือมาเขียนเป็นคนแรก ถือว่ามีพระคุณเป็นอย่างยิ่ง
เพราะทำให้ผู้ที่ปฏิบัติอยู่ เวลามีสภาวะใดเกิดขึ้น ก็จะรู้ว่า ควรทำอย่างไรต่อไป

ความดับต่างๆ

สภาวะสัญญาเกิดแบบไม่เลือกเวลา
โดยส่วนมากเกิดในเวลากลางคืน โดยเฉพาะช่วงสงัด(ดึกๆ)

สังเกตุเห็นอยู่อย่างหนึ่ง
หากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นไม่มากพอ
ทำให้เกิดอาการปวดฉี่เนืองๆ ต้องเข้าห้องน้ำตลอด

หากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นพอประมาณ
ถึงแม้ความคิดจะเกิด(การคิดพิจรณา)
จะรู้ชัดในกายและจิตเนืองๆ
โดยไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายแต่อย่างใด(ไม่ปวดฉี่)

ถ้าวันไหนไม่มีคิดพิจรณา หรือกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นมีมาก
จะทำให้ดิ่ง แล้วเข้าสู่ความดับ ถึงแม้จะมีรู้สึกตัวบ้าง
ถึงจะแค่สั้นๆ แต่ไม่มีอาการปวดฉี่แต่อย่างใด

บางคืน รู้สึกตัวเนืองๆ มีจิตคิดพิจรณาเนืองๆ
มีเกิดขึ้นหลายวัน ภาษาชาวบ้านจะบอกว่า ไม่หลับไม่นอน

แรกๆที่เจอสภาวะนี้ เหตุปัจจัยจากความไม่รู้ที่มีอยู่ ทำให้รู้สึกหงุดหงิด เพราะอยากนอนหลับเหมือนที่เคยเป็น ก็ได้แค่รู้สึกนึกคิดแต่ไม่สามารถทำอะไรได้

วันต่อๆมาเปลี่ยนไป
อาการและรายละเอียดต่างๆ จะมีมากขึ้น
จนกระทั่งทำให้เกิดความรู้ชัดว่า “ไม่เที่ยง”

เมื่อรู้ว่า ไม่เที่ยง ยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้ ที่เคยหงุดหงิดจะหายไป ไม่มีอาการหงุดหงิดเกิดขึ้นอีก ถึงแม้บางครั้ง จะไม่ได้หลับ ไม่ได้นอน หลายๆวันติดต่อกันก็ตาม
เมื่อใจยอมรับตามความเป็นจริงได้
เมื่อมีสภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นอีก จะรู้สึกเฉยๆ

ที่รู้สึกเฉยๆ เพราะรู้แล้วว่า เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย เป็นเรื่องปกติของผู้ที่รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ ที่มีสภาวะของคำว่า หลับ หายไปจากชีวิต

เวลาที่ทางโลกกำหนดไว้
โดยใช้ความสว่างและความมืด
เป็นตัวกำหนดเวลากลางวันและกลางคืน
จิตจะไม่สามารถแยกแยะได้ว่า นี่กลางคืนจะต้องนอน
เป็นสภาวะที่อยู่เหนือสมมุติ กล่าวคือ คำที่ใช้บัญญัติไว้

เพราะเวลาสภาวะสัญญา
หรือจิตคิดพิจรณามีเกิดขึ้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลา

หลายวันมานี่ จิตคิดพิจรณาอยู่เรื่องหนึ่ง
เกี่ยวกับ ความดับ หรือสิ่งที่มีเกิดขึ้น
ขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย

ถามกับตัวเองว่า จะเขียนออกมายังไง
ให้คนที่เข้ามาอ่าน สามารถเข้าใจได้
โดยเฉพาะถ้าบุคคลนั้น ไม่ได้เป็นผู้ทำสมถะ
และถึงจะทำสมถะ แต่ไม่ได้วิโมกข์ 8
ที่สำคัญ ต้องเคยมีสภาวะจิตดวงสุดท้าย
เกิดขึ้นอย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป

จริงอยู่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ชื่อว่าอยู่ในมรรค
แต่สภาวะที่เป็นตัวบอกว่า ใช่มรรคหรือไม่ใช่มรรค
สมถะ จะเป็นตัวชี้ชัด หรือเป็นตัววัดผล

.
ทีนี้กรณีที่อวิชชายังมีอยู่
สำหรับผู้ที่ทำความเพียรเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
กล่าวคือ กระทำเพื่อดับเหตุปัจจัยของการเกิด
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

จำเป็นต้องมีพี่เลี้ยง
ซึ่งคุณสมบัติของพี่เลี้ยงจะต้องประกอบด้วย

๑. มีใจอันอบรมแล้วด้วย(จิตหยั่งลงดีแล้วใน)
อนิจจสัญญาอยู่โดยมาก
อนิจเจทุกขสัญญาอยู่โดยมาก
ทุกเขอนัตตสัญญาอยู่โดยมาก

ข้อนี้ วิปัสสนา มีไตรลักษณ์ มีบทบาทสำคัญ
กล่าวคือ มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นตัวขับเคลื่อน(มรรค)
๒. มีใจอันอบรมแล้วด้วยมรณสัญญาอยู่โดยมาก
เป็นเรื่องของความดับที่มีเกิดขึ้น
ขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ภาษาชาวบ้าน เรียกว่า ทำกาละ/ตาย

ข้อนี้ สมถะ(สัมมาสมาธิ) มีบทบาทสำคัญ
กล่าวคือ การรู้ชัดในความดับที่มีเกิดขึ้น

๑. สภาวะดับ ที่ยังมีเชื้อของการเกิด

๒. สภาวะดับ ที่หมดเชื้อของการเกิด

เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดว่า ที่คิดว่า ดำเนินอยู่ในมรรค
มรรคนั้นๆ เป็นมรรคญาณ หรือ มิจฉาญาณ

.
แล้วถ้านำมากล่าวในภาษาชาวบ้าน แบบที่เคยได้ยินมา หรือเคยศึกษามา สภาวะที่บอกไปนั้น เป็นคุณสมบัติของพระสกทาคามี ที่ได้วิโมกข์ ๘

เมื่อเกิดการคิดพิจรณาแบบนั้น ทีนี้จะไปหาได้ที่ไหนล่ะ
โดยเฉพาะพระสงฆ์ ปิดประตูคำถามตรงนั้นไปได้เลย
เพราะหากพระสงฆ์พูดทำนองว่า ตนเป็นนั่น เป็นนี่
หรือหากไม่พูดออกมาตรงๆ แต่ใช้คำพูดแบบอ้อมๆ
ออกมาทำนองว่า ตนเป็นนั่นนี่ ก็ล้วนเป็นการอวดอุตริ

ที่สำคัญ ผู้ที่มีความถือมั่น จะด้วยความศรัทธา ด้วยเหตุปัจจัยใดก็ตาม ต่อให้ปักใจเชื่อ หากสภาวะที่มีเกิดขึ้นในตน ยังไปไม่ถึงสภาวะของผู้ที่อธิบายให้ตนฟัง ย่อมไม่สามารถแยกแยะได้ว่า ผู้พูด ได้พูดจากสภาวะที่มีเกิดขึ้นในตน หรือจำขี้ปากเขามาพูด หรือเกิดจากการศึกษา วัฏฏสงสาร จึงมีเกิดขึ้นยาวนาน

ส่วนจะเกิดสั้นหรือจะเกิดยาว
ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของผู้นั้น
การกระทำทั้งหมดที่มีเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ ล้วนเป็นตัวแปร

.

เกี่ยวกับ ความดับ ที่มีเกิดขึ้นในสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงมี

วิโมกข์ ๘
โสดาปัตติยังคะ 4 ประการ
และอนุปาทาปรินิพพาน

มาเกี่ยวข้องกับสภาวะด้วย

ดังพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

.

.

[๘๙] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้
ท่านพระอานนท์ได้ทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ย่อมได้อุเบกขาโดยเฉพาะด้วยคิดว่า
สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เรา
เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ภิกษุนั้นพึงปรินิพพานหรือหนอ หรือว่าไม่พึงปรินิพพาน ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์
ภิกษุบางรูปพึงปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี
บางรูปไม่พึงปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี ฯ

.
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้ภิกษุ
บางรูปปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี
บางรูปไม่ปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี ฯ
[๙๐] พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ย่อมได้อุเบกขา
โดยเฉพาะด้วยคิดว่า
สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เรา
เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย
เธอยินดี บ่นถึง ติดใจอุเบกขานั้นอยู่

เมื่อเธอยินดี บ่นถึง ติดใจอุเบกขานั้นอยู่
วิญญาณย่อมเป็นอันอาศัยอุเบกขานั้น ยึดมั่นอุเบกขานั้น
ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้มีความยึดมั่นอยู่ ย่อมปรินิพพานไม่ได้ ฯ

.
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ก็ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา จะเข้าถือเอาที่ไหน ฯ

พ. ดูกรอานนท์ ย่อมเข้าถือเอาเนวสัญญานาสัญญายตนภพ ฯ

.
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอทราบว่า
ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา ชื่อว่าย่อมเข้าถือเอาแดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาหรือ ฯ

พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา
ย่อมเข้าถือเอาแดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาได้
ก็แดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาได้นี้
คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ฯ

.
[๙๑] ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้
ย่อมได้อุเบกขาโดยเฉพาะด้วยคิดว่า
สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เรา
เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย
เธอไม่ยินดี ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจอุเบกขานั้นอยู่

เมื่อเธอไม่ยินดี ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจอุเบกขานั้นอยู่
วิญญาณก็ไม่เป็นอันอาศัยอุเบกขานั้น
และไม่ยึดมั่นอุเบกขานั้น
ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้ไม่มีความยึดมั่น ย่อมปรินิพพานได้ ฯ

.
อา. น่าอัศจรรย์จริง พระพุทธเจ้าข้า
ไม่น่าเป็นไปได้ พระพุทธเจ้าข้า อาศัยเหตุนี้ เป็นอันว่า
พระผู้มีพระภาคตรัสบอกปฏิปทา
เครื่องข้ามพ้นโอฆะแก่พวกข้าพระองค์แล้ว

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
วิโมกข์ของพระอริยะเป็นไฉน ฯ

[๙๒] พ. ดูกรอานนท์ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้
ซึ่งกามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า
และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า
ซึ่งรูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า
และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ทั้งที่มีในภพหน้า
ซึ่งอาเนญชสัญญา
ซึ่งอากิญจัญญายตนสัญญา
ซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา
ซึ่งสักกายะเท่าที่มีอยู่นี้
ซึ่งอมตะ คือความหลุดพ้นแห่งจิตเพราะไม่ถือมั่น

ดูกรอานนท์ ด้วยประการนี้แล เราแสดงปฏิปทา
มีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว

เราแสดงปฏิปทา
มีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว

เราแสดงปฏิปทา
มีเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว

อาศัยเหตุนี้ เป็นอันเราแสดงปฏิปทาเครื่องข้ามพ้นโอฆะ
คือวิโมกข์ของพระอริยะแล้ว

.
ดูกรอานนท์ กิจใดอันศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล
ผู้อนุเคราะห์ อาศัยความอนุเคราะห์พึงทำแก่สาวกทั้งหลาย
กิจนั้นเราทำแล้วแก่พวกเธอ

ดูกรอานนท์ นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง
เธอทั้งหลายจงเพ่งฌาน อย่าประมาท
อย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนในภายหลัง
นี้เป็นคำพร่ำสอนของเราแก่พวกเธอ ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว
ท่านพระอานนท์ ชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ

.

หมายเหตุ;

สุดท้าย ก็ได้คำตอบว่า ก็เขียนไปเรื่อยๆแบบเดิม
ส่วนใครอ่านแล้ว จะเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหน
หรืออ่านแล้ว รู้สึกนึกคิดอย่างไร
อันนี้ก็แล้วแต่เหตุและปัจจัยของผู้นั้น

การที่จะคิดได้ ต้องเขียนออกมาให้หมด
แล้วจะได้คำตอบของสิ่งที่ควรทำ

สักกายทิฏฐิและลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น

รายละเอียด สักกายทิฏฐิ
และลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น

.

ทิฏฐิสังโยชน์ ทิฏฐิกิเลส ได้แก่ สักกายทิฏฐิ คือ
ความเข้าใจผิดในขันธ์ ๕ เข้าไปยึดมั่น ถือมั่นว่า
ปัญจขันธ์นี้เป็นของตน เป็นสัตว์ บุคคล เรา เขา

ความเข้าใจผิดเช่นนี้ชื่อว่า สักกายทิฏฐิ อันเป็นความเห็นผิด
ที่ทำให้ตนติดอยู่ในความหมุนเวียนของวัฏฏสงสาร

.

มีเกิดขึ้นตรง ผัสสะ

ตาเห็นรูป
หูได้ยินเสียง
จมูกดมกลิ่น
ลิ้นรู้รส
กายสัมผัส
ธรรมารมณ์

.

ผัสสะ

หูได้ยินเสียง เช่น เสียงเขาด่า

เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่ เป็นปัจจัยให้
ไม่รู้ชัดใน “ผัสสะ” ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

เช่น เสียงที่มากระทบหู จึงเห็นโดยความเป็นตัวเป็นตน
เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เรา เขา

 

รูปแบบของการเกิดสักกายทิฏฐิ

๑ ขณะจิต(ปัจจุบันขณะ) ที่มีเกิดขึ้น
เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
สักกายทิฏฐิ มีเกิดตรง  “ผัสสะ”
[สักกายทิฏฐิ/อุปาทานขันธ์ ๕] ผัสสะ>เวทนา>ตัณหา>อุปาทาน>ภพ

หลุดพ้นจากจากอุปทานขันธ์ ๕
ด้วยปัญญา เน้น วิปัสสนา

ข้อปฏิบัติได้แก่ การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

.

หลุดพ้น จากสังโยชน์ที่เป็นเครื่องร้อยรัด
ด้วยสมถะ(สัมมาสมาธิ) เน้น สติปัฏฐาน ๔

ข้อปฏิบัติได้แก่ การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะ(สัมมาสมาธิ) เกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

 

 

๑๕ มิย. ๖๑

สมถะและวิปัสสนา

.

พูดถึงสมาธิ โดยเฉพาะสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ มีบทบบาทต่อชีวิตมาก ในแง่ของจิตคิดพิจรณา ได้แก่ สภาวะสัญญาต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการถ่ายถอนอุปทาน ความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่

และมีบทบาทสำคัญมาก ที่มีเกิดขึ้น
ขณะก่อนทำกาละ และขณะทำกาละ

.

วิปัสสนา การเห็นสภาพธรรมต่างๆที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ได้แก่

อนิจจัง ไม่เที่ยงแปรปรวนตามเหตุและปัจจัย

ทุกขัง เป็นทุกข์ เพราะถือมั่น

อนัตตา ไม่ใช่ตัวตนของเราของเขาหรือของใคร
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ
แม้จะไม่มีเราเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ก็ตาม
ทุกสรรพสิ่งยังคงดำเนินไปตามเหตุและปัจจัย

.
วิปัสสนา จึงมีบทบาทต่อชีวิตมาก ในแง่ของการดับเหตุแห่งทุกข์ คือ รู้แล้วหยุด มากกว่าจะสานต่อให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก

 

 

 

“หนอ”

๑๒ พค.๖๑

ประโยชน์ของการใช้ “หนอ” ในการกำหนด

.

การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดทีหลัง

การทำความเพียร เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
การใช้พองหนอ ยุบหนอ เป็นการกำหนดรู้ตามความเป็นจริงของร่างกายที่มีเกิดขึ้น ขณะหายใจเข้า ท้องพองขึ้น หายใจออก ท้องยุบลง

แรกๆ อาจจะกำหนดไม่ค่อยได้ เพราะใจมักชอบแว่บไปโน่นนี่(คิด)
เมื่อทำบ่อยๆ จนทำเกิดเป็นวสี คือ จิตจดจำได้ คำบริกรรม พองหนอ ยุบหนอ ที่ใช้กำกับ จะหายไปเอง ไม่ต้องใช้พองหนอ ยุบหนอในการกำหนดอีกต่อไป เป็นสภาวะของรูปนาม ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง กล่าวคือ สิ่งที่เกิดขึ้น(ท้องพอง-ยุบ) กับใจที่รู้อยู่

ที่มาของปฏิสัมภิทามรรค วิปัสสนาญาณ ๙ ของพระสารีบุตร
กล่าวคือ สภาพธรรมต่างๆที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีรูปนามเป็นอารมณ์

ส่วนญาณ ๑๖ เป็นการแตกข้อปลีกย่อยออกมา
ผู้ที่ประสพพบเจอด้วยตนเอง เมื่อมาอ่าน จึงจะเข้าใจ
ภาษาชาวบ้าน หมายถึง ต้องผ่านญาณ ๑๖ มาแล้ว จึงจะอ่านได้อย่างเข้าใจในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามคำอธิบาย

หากไม่เคยผ่านญาณ ๑๖ (อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ)
อ่านแล้ว มีแต่การคาดเดา หาใช่ตามความเป็นจริงไม่

การการอธิบายความทั้งหมด ที่ตรงกับสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ล้วนลงรอยเดียวกัน กล่าวคือ เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ไม่ใช่เรื่องความมี ความเป็นแต่อย่างใด
มีแต่เรื่องของ อริยสัจ ๔

เหตุปัจจัยให้ความมี ความเป็นมีเกิดขึ้น ล้วนเกิดจากตัณหา

ภิกษุผู้มีสติ เป็นอย่างไร
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

๑. พิจารณาเห็นกายในกายอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

๒. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ ฯลฯ

๓. พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯลฯ

๔. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

ภิกษุผู้มีสติ เป็นอย่างนี้แล

.

การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดทีหลัง

เป็นสภาวะของศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ
ศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ
อันตัณหาและทิฐิไม่ลูบคลำ เป็นไปเพื่อสมาธิ

การใช้หนอในการกำหนดรู้ในผัสสะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
เช่น ทางตา รูปที่มากระทบ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด กำหนดเห็นหนอ รูหนอ

เสียงที่มีเกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด กำหนดเสียงหนอ ยินหนอ รู้หนอ พร้อมกับหายใจยาวๆ ลึกๆ

ฯลฯ

เป็นการสำรวม สังวร ระวัง ไม่สร้างเหตุออกไปทางกาย วาจา
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

การเดิน แบ่งออกเป็น ๖ ระยะ ตั้งแต่หยาบ จนละเอียด
เช่น อย่างหยาบ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ

กิน ดื่ม ถ่าย นอน ทุกอิริยาบาทใช้หนอกำกับทุกอย่าง
เช่น เสียงหนอ ยินหนอ เห็นหนอ กลิ่นหนอ กินหนอ ดื่มหนอ กลืนหนอ นอนหนอ รู้หนอฯลฯ

ภิกษุผู้มีสติ เป็นอย่างไร
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

๑. พิจารณาเห็นกายในกายอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

๒. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ ฯลฯ
๓. พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯลฯ
๔. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

ภิกษุผู้มีสติ เป็นอย่างนี้แล

ภิกษุผู้มีสัมปชัญญะ เป็นอย่างไร
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป การถอยกลับ
ทำความรู้สึกตัวในการแลดู การเหลียวดู
ทำความรู้สึกตัวในการคู้เข้า การเหยียดออก
ทำความรู้สึกตัวในการครองสังฆาฏิ บาตร และจีวร
ทำความรู้สึกตัวในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม
ทำความรู้สึกตัวในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
ทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง
การนอน การตื่น การพูด การนิ่ง

ภิกษุผู้มีสัมปชัญญะ เป็นอย่างนี้แล

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงมีสติสัมปชัญญะอยู่ นี้เป็นคำพร่ำสอนของเราสำหรับเธอทั้งหลาย

.

ภิกษุพึงหวังได้แต่ความเจริญอย่างเดียว ไม่มีความเสื่อมเลย
ตราบเท่าที่ภิกษุยังมีศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท
ท่านผู้รู้สรรเสริญ ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิครอบงำ เป็นไปเพื่อสมาธิ
เสมอกันกับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ

.

เมื่อมีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอ่นเป็นที่พึ่ง 
มีธรรมเป็นเกาะมีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่

สิ่งที่มีเกิดขึ้นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับความคิด คือ

.

๑. ไม่มีคิดถึงอนาคต การปรุงแต่งต่างๆล่วงหน้า จึงไม่มี

ไม่มีการคิดว่า ถ้าไม่มีเงินจะอย่างไร
เมื่อไม่มีเงิน ย่อมไม่มีกิน ไม่มีการคิดว่า ถ้าไม่มีกินจะทำอย่างไร

ถ้าไม่มีที่อยู่ที่อาศัย จะทำอย่างไร

ฯลฯ

ความคิดเกี่ยวกับอนาคตทั้งหมด จะไม่มีเกิดขึ้น
เพราะทุกคำถาม มีคำตอบไว้หมดแล้วว่า ควรทำอย่างไร
คือ ความคิดเหล่านี้ หากมีเกิดขึ้น
ไม่ก่อให้เกิดความทุกข์ร้อนแต่อย่างใด

.

๒. คิดถึงอดีต หรือเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา มีแต่คิดพิจรณาเรื่องความผิดพลาดที่มีเกิดขึ้นจากอะไรเป็นปัจจัย ความประมาทต่างๆ การคิดพิจรณาที่มีเกิดขึ้นนี้ เป็นปัจจัยให้เกิดความเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

.

๓. อยู่กับปัจจุบัน
เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
เป็นเรื่องของ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
สิ่งที่เกิดขึ้นมีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
สงบ ระงับ มากกว่าสานต่อ
เป็นสภาวะศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

.
เจริญสมถะและวิปัสสนา คู่เคียงกันไป
จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเนืองๆ มีรูปนามเป็นอารมณ์
การรู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม
มีเกิดขึ้นมากกว่าแว่บออกไปนอกตัว

ความดับ

๑๐ พค.๖๑

คำพูดทำนองนี้ น่าจะเลิกเผยแพร่กันได้แล้วนะ
เพราะทำให้เกิดการเข้าใจผิด และทำให้หลงสภาวะได้

การทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดและหลงสภาวะโดยไม่ได้เจตนา
ไม่ว่าจะกระทำกรรมด้วยเหตุปัจจัยใด กรรมนั้นๆย่อมส่งผล ไม่มียกเว้น

.

“สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเท่านั้น ที่จะบรรลุถึงความดับสนิทแห่งวิญญาณ เมื่อวิญญาณดับ เวทนา สัญญา สังขารย่อมดับ

และสมาบัตินี้ พระอนาคามีขึ้นไปเท่านั้นที่จะบรรลุได้ และการเข้าออกต้องกำหนดเวลาในการออก”

.

คำกล่าวทำนองนี้เกิดจาก ผู้ที่ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ที่เป็นสัมมาสมาธิ
ประกอบกับขาดการศึกษาพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เกี่ยวกับวิโมกข์ ๘ และบุคคลบัญญัติ ที่เป็นกายสักขี อย่าได้ประมาทกันเชียว เดี๋ยวจะมานั่งน้ำตาตกในวันที่ เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ที่เคยคิดว่าได้ มีเหตุปัจจัยให้เสื่อมหายไปหมดสิ้น

.

นิโรธสมาบัติ ก็มีเหตุปัจจัยให้มีเกิดขึ้น มีเกิดขึ้นจากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นขณะนั้นๆ มีกำลังมาก และสติก็ต้องมีมากเช่นกัน

หากสมาธิที่เกิดขึ้น มีกำลังมากกว่าสติ ก็กลายเป็นการดับในฌานสมาบัติไป

หากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นไม่ล้ำหน้าสติ เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดขณะที่กำลังเข้าสู่ความดับในแต่ละขณะ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร แม้ขณะที่ออกจากนิโรธสมาบัติ ก็มีลักษณะเด่นเฉพาะ มีเกิดขึ้นคนละอย่างกับการออกจากฌานสมาบัติ

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ ทำให้รู้ว่า แม้นิโรธสมาบัติ ก็มีเหตุปัจจัยให้มีเกิดขึ้น ยังมีธรรมอื่นที่ยิ่งกว่า ย่อมไม่มีความติดใจหรือความยึดมั่นถือมั่นในนิโรธสมาบัติ

นี่แหละถึงเคยบอกไว้ว่า ผู้ที่ได้วิโมกข์ ๘ ย่อมได้เปรียบกว่าผู้ที่ได้รูปฌาน ตรงนี้กล่าวในแง่ของความรู้ชัดในเรื่องสมาธิ

การรู้ชัดแจ่มแจ้งในความมีเกิดขึ้น และขณะที่ก่อนที่ความดับจะดับลงไป ระหว่างฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติ ซึ่งมีความผิดแผกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องการเกิด ดับ ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ย่อมเบาบางลงไปตามเหตุปัจจัย

เมื่อมาเจอความเกิดและความดับที่มีเกิดขึ้นในอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ซึ่งแรกๆยังไม่รู้หรอกว่าคืออะไร ซึ่งมีความผิดแผกแตกต่างจากความดับในฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติอย่างสิ้นเชิง

เมื่อปัญญินทรีย์ การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง ย่อมแยกแยะได้ว่า ความเกิดและความดับที่มีเกิดขึ้นนี้ เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นของสภาวะใด แต่ก็ต้องอาศัยการศึกษาในปริยัติ หรือตำราที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ มาเป็นคู่มือในการใช้ในการเรียกสภาวะที่มีเกิดขึ้นนั้นๆด้วย เพื่อจะได้สื่อสารไปในทางเดียวกัน คือ เมื่อรู้แล้ว จะรู้เหมือนๆกัน ไม่มีความผิดแผกแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเริ่มปฏิบัติมาแบบไหนก็ตาม

.

หลักฐานตรงนี้ ที่รู้ชัดด้วยตนเอง สามารถบอกได้เต็มปากว่า

สำหรับบุคคลที่จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน อรูปฌาน จนกระทั่งเกิดสภาวะความดับในสมาธิที่เรียกว่า นิโรธสมาบัติมีเกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นอนาคามี โสดาบันประเภทกายสักขี นิโรธสมาบัติก็สามารถมีเกิดขึ้นได้เช่นกัน

.

ตรงนี้พูดตามสภาวะ อย่ายึดมั่นถือมั่นในความมีความเป็น เกี่ยวกับโสดาบันประเภทกายสักขี แค่หยิบมาใช้ในการอธิบายรายละเอียดเท่านั้นเอง

สมาธิและปัญญา

บางคนสงสัยว่า สมาธิ กับ ปัญญา อันไหนเกิดก่อนกัน

ถ้านำมากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
ปัญญาในที่นี้หมายเอาเฉพาะ วิปัสสนา

ทั้งสมาธิและปัญญา ไม่ว่าอันไหนเกิดก่อน ใช้ได้หมด
คือไม่จำเป็นที่ต้องทำสมาธิให้เกิดก่อน ปัญญาจึงจะเกิด
ใครเริ่มต้นแบบไหน เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยในแต่ละคน

.

สมาธิเกิดก่อนปัญญา ข้อปฏิบัติได้แก่
การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมาธิเกิดก่อน ปัญญาเกิดทีหลัง

กล่าวคือ การทำกรรมฐานในรูปแบบต่างๆ
เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

เป็นการกระทำเพื่อดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติในวัฏสงสาร
ได้แก่ อวิชชา
ภาษาชาวบ้าน มโนกรรม

.

ปัญญาเกิดก่อนสมาธิ ข้อปฏิบัติได้แก่
การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดทีหลัง

กล่าวคือ เป็นสภาวะของศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ
เป็นเรื่องการพยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว
ไม่กระทำกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก

เป็นการกระทำเพื่อดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
ได้แก่ ตัณหา
ภาษาชาวบ้าน กายกรรม วจีกรรม

.

สมาธิและปัญญา สามารถมีเกิดขึ้นได้พร้อมๆกัน
ได้แก่ การเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่เคียงกันไป

ถ้ากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
หมายถึง การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
และการเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
คือ ทำทั้งสองอย่างไปพร้อมๆกัน

.

กับถ้านำมากล่าวโดยลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของการเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่เคียงกันไป

หมายถึง สมถะและวิปัสสนา ที่มีเกิดขึ้นขณะเกิด
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
กล่าวโดยย่อ เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ

เจโตวิมุตติ

7-4-18

เจโตวิมุติ

.

เจโตวิมุติมีอารมณ์ไม่มีประมาณ
เจโตวิมุติมีอารมณ์ว่าไม่มีอะไรๆ
เจโตวิมุติมีอารมณ์อันว่าง
เจโตวิมุติมีอารมณ์อันไม่มีนิมิต

.

ก็ปริยายที่บ่งว่า ธรรมเหล่านี้ มีอรรถต่างกัน
และมีพยัญชนะต่างกันเป็นไฉน?

.

๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีจิตสหรคตด้วยเมตตา
แผ่ไปสู่ทิศที่ ๑ อยู่ แผ่ไป สู่ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น
แผ่ไปสู่ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น แผ่ไปสู่ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น
และมีจิตสหรคตด้วยเมตตาอันกว้างขวางเป็นส่วนใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกหมดทุกส่วน เพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง ในที่ทุกสถานทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง อยู่ดังนี้

มีจิตสหรคตด้วยกรุณา …
มีจิตสหรคตด้วยมุทิตา …
มีจิตสหรคตด้วยอุเบกขา
แผ่ไปสู่ที่ทิศที่ ๑ อยู่ แผ่ไปสู่ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น
แผ่ไปสู่ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น แผ่ไปสู่ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น
มีจิตสหรคตด้วยอุเบกขาอันกว้างขวางเป็นส่วนใหญ่ หาประมาณมิได้
ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกหมดทุกส่วน เพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง ในที่ทุกสถาน ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง อยู่ดังนี้
นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เจโตวิมุติมีอารมณ์อันหาประมาณมิได้.

.

๒. เจโตวิมุติมีอารมณ์ว่าไม่มีอะไรๆ เป็นไฉน?

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ล่วงวิญญาณัญจายตนฌาน โดยประการทั้งปวง
บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน ด้วยมนสิการว่าไม่มีอะไรๆ อยู่ ดังนี้
นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เจโตวิมุติมีอารมณ์ว่าไม่มีอะไรๆ.

.

๓. เจโตวิมุติมีอารมณ์อันว่าง เป็นไฉน?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี
พิจารณาเห็นว่า สิ่งนี้ว่างจากตนบ้าง จากสิ่งที่เนื่องด้วยตนเอง ดังนี้
นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เจโตวิมุติมีอารมณ์อันว่าง.

.

๔. เจโตวิมุติมีอารมณ์อันไม่มีนิมิต เป็นไฉน?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต
เพราะไม่มนสิการถึงนิมิตทั้งปวงอยู่
นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเจโตวิมุตติมีอารมณ์อันไม่มีนิมิต.

ดูกรผู้มีอายุ นี้แลปริยายที่บ่งว่า ธรรมเหล่านี้
มีอรรถต่างกัน และมีพยัญชนะต่างกัน.

.

หมายเหตุ;

๑. เมตตาเจโตวิมุติ กรุณาเจโตวิมุติ มุทิตาเจโตวิมุติ อุเบกขาเจโตวิมุติ

๒. สักแต่ว่าผัสสะ ที่มีเกิดขึ้น

๓. สุญญตา มหาสุญญตา

๔. นิโรธสมาบัติ

เจโตวิมุติทั้งหมดนี้ หากไม่ประกอบด้วยปัญญาวิมุติ เป็นธรรมที่ยังกำเริบได้ และปัญญาของผู้นั้นยังเป็นโลกีย์

.

[๕๙๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมตตาเจโตวิมุติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันสหรคตด้วยเมตตา ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อันสหรคตด้วยเมตตา อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเมตตาเจโตวิมุติว่า มีสุภวิโมกข์เป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุนั้นยังไม่แทงตลอดวิมุติอันยวดยิ่งในธรรมวินัย ปัญญาของเธอจึงยังเป็นโลกีย์.

 

[๕๙๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กรุณาเจโตวิมุติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันสหรคตด้วยกรุณา อาศัยวิเวกอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวกรุณาเจโตวิมุติว่า มีอากาสานัญจายตนะเป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุผู้ยังไม่แทงตลอดวิมุติอันยวดยิ่งในธรรมวินัยนี้ ปัญญาของเธอจึงยังเป็นโลกีย์.

 

[๕๙๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มุทิตาเจโตวิมุติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันสหรคตด้วยมุทิตา
อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวมุทิตาเจโตวิมุติว่า มีวิญญาณัญจายตนะเป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุนั้นยังไม่แทงตลอดวิมุติอันยวดยิ่งในธรรมวินัยนี้ ปัญญาของเธอจึงยังเป็นโลกีย์.

 

[๖๐๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุเบกขาเจโตวิมุติอันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันสหรคตด้วยอุเบกขา
อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวอุเบกขาเจโตวิมุติว่า มีอากิญจัญญายตนะเป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุนั้นยังไม่แทงตลอดวิมุติอันยวดยิ่งในธรรมวินัยนี้ ปัญญาของเธอจึงเป็นโลกีย์.

.

.

เรื่องเกิดขึ้นนานมาแล้ว เกิดขึ้นที่วัด เคยถามผู้หนึ่ง ที่คนมาด้วยเรียกว่าอาจารย์ สมัยนั้น เราติดอุปกิเลสแต่ไม่รู้ว่าติด ได้ถามคำถามกับเขาว่า อุทยัพพยญาณ คืออะไร มีลักษณะอาการเกิดขึ้นแบบไหน

เขาตอบว่า มันเป็นปัจจัตตัง กินมะขามเปรี้ยว คนอื่นไม่เคยกินก็ไม่รู้ว่ามะขามมันเปรี้ยวแบบยังไง

เราไม่พูดอะไรต่อ แต่คิดในใจว่า ถ้าไม่รู้ ก็น่าจะบอกว่าไม่รู้ ดันผ่ามาพูดแบบนี้อีก

สำหรับ ผู้ที่ตอบว่า เป็นปัจจัตตัง รู้เฉพาะตน การตอบแบบนี้เพราะไม่สามารถสั่งสอนใครได้ เหตุปัจจัยจากไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ กล่าวคือ ปัญญินทรีย์ ยังไม่มีเกิดขึ้น

 

Previous Older Entries

กรกฎาคม 2019
พฤ อา
« มิ.ย.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: