เจโตวิมุติ

7-4-18

เจโตวิมุติ

.

เจโตวิมุติมีอารมณ์ไม่มีประมาณ
เจโตวิมุติมีอารมณ์ว่าไม่มีอะไรๆ
เจโตวิมุติมีอารมณ์อันว่าง
เจโตวิมุติมีอารมณ์อันไม่มีนิมิต

.

ก็ปริยายที่บ่งว่า ธรรมเหล่านี้ มีอรรถต่างกัน
และมีพยัญชนะต่างกันเป็นไฉน?

.

๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีจิตสหรคตด้วยเมตตา
แผ่ไปสู่ทิศที่ ๑ อยู่ แผ่ไป สู่ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น
แผ่ไปสู่ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น แผ่ไปสู่ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น
และมีจิตสหรคตด้วยเมตตาอันกว้างขวางเป็นส่วนใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกหมดทุกส่วน เพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง ในที่ทุกสถานทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง อยู่ดังนี้

มีจิตสหรคตด้วยกรุณา …
มีจิตสหรคตด้วยมุทิตา …
มีจิตสหรคตด้วยอุเบกขา
แผ่ไปสู่ที่ทิศที่ ๑ อยู่ แผ่ไปสู่ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น
แผ่ไปสู่ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น แผ่ไปสู่ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น
มีจิตสหรคตด้วยอุเบกขาอันกว้างขวางเป็นส่วนใหญ่ หาประมาณมิได้
ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกหมดทุกส่วน เพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง ในที่ทุกสถาน ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง อยู่ดังนี้
นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เจโตวิมุติมีอารมณ์อันหาประมาณมิได้.

.

๒. เจโตวิมุติมีอารมณ์ว่าไม่มีอะไรๆ เป็นไฉน?

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ล่วงวิญญาณัญจายตนฌาน โดยประการทั้งปวง
บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน ด้วยมนสิการว่าไม่มีอะไรๆ อยู่ ดังนี้
นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เจโตวิมุติมีอารมณ์ว่าไม่มีอะไรๆ.

.

๓. เจโตวิมุติมีอารมณ์อันว่าง เป็นไฉน?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี
พิจารณาเห็นว่า สิ่งนี้ว่างจากตนบ้าง จากสิ่งที่เนื่องด้วยตนเอง ดังนี้
นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เจโตวิมุติมีอารมณ์อันว่าง.

.

๔. เจโตวิมุติมีอารมณ์อันไม่มีนิมิต เป็นไฉน?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต
เพราะไม่มนสิการถึงนิมิตทั้งปวงอยู่
นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเจโตวิมุตติมีอารมณ์อันไม่มีนิมิต.

ดูกรผู้มีอายุ นี้แลปริยายที่บ่งว่า ธรรมเหล่านี้
มีอรรถต่างกัน และมีพยัญชนะต่างกัน.

.

หมายเหตุ;

๑. เมตตาเจโตวิมุติ กรุณาเจโตวิมุติ มุทิตาเจโตวิมุติ อุเบกขาเจโตวิมุติ

๒. ไม่เที่ยง

๓. สุญญตา

๔. มหาสุญญตา

เจโตวิมุติทั้งหมดนี้ หากไม่ประกอบด้วยปัญญาวิมุติ เป็นธรรมที่ยังกำเริบได้ และปัญญาของผู้นั้นยังเป็นโลกีย์

.

ปัญญาของเธอจึงยังเป็นโลกีย์
[๕๙๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมตตาเจโตวิมุติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันสหรคตด้วยเมตตา ฯลฯ
ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อันสหรคตด้วยเมตตา อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเมตตาเจโตวิมุติว่า มีสุภวิโมกข์เป็นอย่างยิ่ง
เพราะภิกษุนั้นยังไม่แทงตลอดวิมุติอันยวดยิ่งในธรรมวินัย ปัญญาของเธอจึงยังเป็นโลกีย์.

 

[๕๙๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กรุณาเจโตวิมุติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันสหรคตด้วยกรุณา อาศัยวิเวกอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวกรุณาเจโตวิมุติว่า มีอากาสานัญจายตนะเป็นอย่างยิ่ง
เพราะภิกษุผู้ยังไม่แทงตลอดวิมุติอันยวดยิ่งในธรรมวินัยนี้ ปัญญาของเธอจึงยังเป็นโลกีย์.

 

[๕๙๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มุทิตาเจโตวิมุติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันสหรคตด้วยมุทิตา อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวมุทิตาเจโตวิมุติว่า มีวิญญาณัญจายตนะเป็นอย่างยิ่ง
เพราะภิกษุนั้นยังไม่แทงตลอดวิมุติอันยวดยิ่งในธรรมวินัยนี้ ปัญญาของเธอจึงยังเป็นโลกีย์.

 

[๖๐๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุเบกขาเจโตวิมุติอันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันสหรคตด้วยอุเบกขา อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวอุเบกขาเจโตวิมุติว่า มีอากิญจัญญายตนะเป็นอย่างยิ่ง
เพราะภิกษุนั้นยังไม่แทงตลอดวิมุติอันยวดยิ่งในธรรมวินัยนี้ ปัญญาของเธอจึงเป็นโลกีย์.

.

.

เรื่องเกิดขึ้นนานมาแล้ว เกิดขึ้นที่วัด เคยถามผู้หนึ่ง ที่คนมาด้วยเรียกว่าอาจารย์ สมัยนั้น เราติดอุปกิเลสแต่ไม่รู้ว่าติด ได้ถามคำถามกับเขาว่า อุทยัพพยญาณ คืออะไร มีลักษณะอาการเกิดขึ้นแบบไหน

เขาตอบว่า มันเป็นปัจจัตตัง กินมะขามเปรี้ยว คนอื่นไม่เคยกินก็ไม่รู้ว่ามะขามมันเปรี้ยวแบบยังไง

เราไม่พูดอะไรต่อ แต่คิดในใจว่า ถ้าไม่รู้ ก็น่าจะบอกว่าไม่รู้ ดันผ่ามาพูดแบบนี้อีก

สำหรับ ผู้ที่ตอบว่า เป็นปัจจัตตัง รู้เฉพาะตน การตอบแบบนี้เพราะไม่สามารถสั่งสอนใครได้ เหตุปัจจัยจากไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ กล่าวคือ ปัญญินทรีย์ ยังไม่มีเกิดขึ้น

 

รู้ตามลำดับ ละตามลำดับ

24-3-18

การปฏิบัติเพื่อ รู้โดยตามลำดับ ละโดยตามลำดับ

ได้แก่ โสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์

ข้อปฏิบัติ มรรค อริยมรรค มีองค์ ๘
กล่าวโดยย่อ การเจริญสมถะและวิปัสสนา
ได้แก่ ปฏิทา ๔

.
๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ชอบคลุกคลีด้วยหมู่
ไม่ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่
ไม่ประกอบความยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่
ไม่ชอบคณะ ไม่ยินดีคณะ ไม่ประกอบความยินดีคณะ

จักเป็นผู้อยู่รูปเดียวยินดียิ่งในวิเวก
ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้

เมื่อเป็นผู้อยู่รูปเดียวยินดียิ่งในวิเวก จักถือนิมิตแห่งจิต
ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้

เมื่อถือนิมิตแห่งจิต จักบำเพ็ญสัมมาทิฐิให้สมบูรณ์
ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้

บำเพ็ญสัมมาทิฐิให้สมบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญสัมมาสมาธิให้สมบูรณ์
ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้

บำเพ็ญสัมมาสมาธิให้สมบูรณ์แล้ว จักละสังโยชน์
ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้

ละสังโยชน์ได้แล้ว จักกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน
ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ

.
๒. ดูกิเลสที่มีเกิดขึ้น และกิเลสที่ละได้เป็นหลัก
บางคนถึงขั้น นำสิ่งนอกตัว มาสอบอารมณ์ตัวเอง
ซึ่งเป็นการให้ค่าให้ความหมายตามความเห็นของตน
แต่จะเป็นตามความเป็นจริงหรือไม่ คาดเดาไม่ได้

.
๓. ปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้เกี่ยวกับการละกิเลส
ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนรอยนิ้วมือ หรือรอยนิ้วหัวแม่มือ
ย่อมปรากฏอยู่ที่ด้ามเครื่องมือของพวกช่างไม้ หรือลูกมือของพวกช่างไม้
แต่เขาก็ไม่มีความรู้ว่า

ด้ามเครื่องมือของเรา วันนี้สึกไปเท่านี้ วานนี้สึกไปเท่านี้
วันอื่นๆ สึกไปเท่านี้ๆ คงรู้แต่ว่ามันสึกไปๆเท่านั้น, นี้ฉันใด;

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามประกอบภาวนาอยู่ ก็ไม่รู้อย่างนี้ว่า
วันนี้ อาสวะของเราสิ้นไปเท่านี้ วานนี้สิ้นไปเท่านี้ วันอื่นๆ สิ้นไปเท่านี้ๆ
รู้แต่เพียงว่า สิ้นไปในเมื่อมันสิ้นไปๆ เท่านั้น, ฉันใดก็ฉันนั้น.

– สตฺตก. อํ. ๒๓ / ๑๒๘ / ๖๘

.
ผลสูงสุด

สอุปาทิเสนิพพานธาตุ และอนุปาทาสิเสนิพพานธาตุ

.

ถ้าถามความเห็นของวลัยพร
การปฏิบัติแนวนี้ เหมาะกับบุคคลประเภทไหน

คำตอบ เหมาะสำหรับบุคคลที่มีนิวรณ์น้อย
เพราะหากเป็นคนที่มีความคิดฟุ้งซ่านมาก
จะก่อให้เกิดความทุกข์ทางใจแก่ผู้ปฏิบัติ

ยิ่งผู้ที่รู้จักกิเลส รู้ชัดในสภาวะของกิเลส
จะทำให้รู้สึกจงชัง จนถึงขั้นรังเกียจตัวเอง
ในโลภะ โทสะ โมหะ ที่ตนมีอยู่ และเป็นอยู่

บางคนอาจจะบอกว่า “เห็นทุกข์ จึงเห็นธรรม”
อันนี้ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยในแต่ละคนนะ เลือกกันเอง

ทบทวน

6-03

ทบทวนเรื่อง เจโตวิมุติ อันเป็นอริยะที่เป็นแก่น
จะสมบูรณ์ได้ ต้องมีปัญญาวิมุติ ที่มีปัญญินทรีย์สมบูรณ์

ทบทวนเรื่องสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ทำให้นึกถึงการปฏิบัติแบบหักด้ามพร้าด้วยเข่า

ที่เป็นแนวทางการปฏิบัติของสำนักโกเอ็นก้า
ซึ่งข้อปฏิบัติทั้งหลายล้วนมีมาจากการปฏิบัติ
ที่เรียกว่า วิปัสสนา ที่มีมาจากพม่า

.

ทำไมข้าพเจ้าจึงเรียกวิธีการปฏิบัติแบบนี้ว่า หักด้ามพร้าด้วยเข่า
เพราะรูปแบบของการฝึก ล้วนเป็นการเตรียมตัวพร้อมขณะทำกาละ
คือ ฝึกเพื่อให้เกิดความรู้ชัดในเวทนา ที่จะมีเกิดขึ้นขณะทำกาละ
เป็นการฝึกพร้อมที่จะตาย ก่อนที่จะตายจริง

แต่ถ้าถามว่า แล้วจะได้ผลมั๊ย?
ตรงนี้ตอบไม่ได้จริง เพราะสภาวะจิตดวงสุดท้ายที่มีเกิดขึ้น
มีความละเอียดมาก ยากที่จะคาดเดาได้

เพราะเป็นเรื่องของจิตใต้สำนึก ที่มีเกิดขึ้น ขณะทำกาละ
จึงทำให้คาดเดาไม่ได้

.
แม้กระทั่งตัวผู้ปฏิบัติ ก็ได้แต่คาดเดาตามความรู้ ความเห็นของตน
แต่ตามความเป็นจริง เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ซึ่งทำให้นึกถึงจุดสูงสุดของเวทนากล้า
คือ กายแตก กายระเบิด ความรู้สึกเหมือนร่างถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ
ตรงนี้แหละ หากไม่รู้เท่าทันหรือไม่รู้ชัดในสภาวะที่มีเกิดขึ้น
กล่าวคือ อโยนิโสมนสิการ ไม่มีการกำหนดรู้
อุปกิเลส ย่อมมีเกิดขึ้นทันที

.
หรือแม้กระทั่ง เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ทันที
ที่วลัยพรตั้งฉายาเองว่า สภาวะจิตดวงสุดท้าย
หากไม่มีการกำหนดรู้ อุปกิเลส ย่อมมีเกิดขึ้นทันที

.
ถึงได้บอกว่า สภาวะจิตดวงสุดท้าย เป็นสภาวะที่ละเอียดมาก
พอๆกับสมถะ(เจโตวิมุติ) และวิปัสสนา(ปัญญาวิมุติ)

 

 

เมื่อคืน เข้าออกสมาธิทั้งคืน ตั้งแต่สี่ทุ่ม จนถึงเก้าโมงเช้า
เกิด-ดับ เกิด-ดับ อยู่อย่างนั้น มีเกิดขึ้นเอง
โดยไม่ได้เจตนาทำให้มีเกิดขึ้นแต่อย่างใด

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือ
เสพสุขที่เกิดจากจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

.

เริ่มกำหนดจิตเข้าสู่สมาธิส่วนลึกได้เหมือนก่อนๆมากขึ้น
ทำไมจึงชอบกำหนดจิตเข้าสู่สมาธิส่วนลึก
เหตุผลไม่มีอะไรมาก ชอบเล่นกับสมาธิ

มีครั้งหนึ่ง ตอนที่โอภาสสว่างมาก
มีความรู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าดูด สะดุ้งทั้งตัว
พอสะดุ้ง จิตกลับเข้าสู่สมาธิทันที

อาการไฟดูดครั้งนี้
แรงกว่าเกิดไฟฟ้าสถิตย์

.

รู้สึกดีใจเหมือนกัน ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง
ที่ทำให้กำลังสมาธิฟื้นคืนกลับมา ถึงจะยังไม่คืนมาทั้งหมดก็ตาม

ถ้าถามว่า ทำไมต้องดีใจด้วย
คำตอบ ดีใจสิ อย่างน้อย กำลังสมาธิที่เกิดขึ้น
ช่วยกดข่มกิเลสไว้ส่วนหนึ่ง จึงไม่ต้องใช้ความพยายามมาก
ในการหยุดสร้างเหตุนอกตัว

.
เวลาที่จิตจะเป็นสมาธิ จะรู้สึกวูบลงไป แล้วสว่าง
บางครั้ง รู้สึกวาบขึ้นมาในใจ แล้วสว่าง
หลับตาลงทุกครั้ง สว่างทุกครั้ง

บางครั้ง มองเห็นภาพภายนอกได้ชัดเจน
เหมือนลืมตามอง ทั้งที่ยังหลับตาอยู่

.
วิธีการพักผ่อน จะอาศัยถีนมิธะ จวนเจียนเหมือนอยากหลับ
คือ ถ้ามีอาการเหมือนง่วงนอน จะใช้ช่วงเวลานั้นเป็นประโยชน์
ไปนั่งทันที พอนั่งลง จะรู้สึกวูบลงไป แล้วโอภาสมีเกิดขึ้นทันที
หมายถึง จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

 

ถ้าถามข้าพเจ้าว่า การปฏิบัติแบบไหนดีที่สุด

.
คำตอบคือ ไม่มีรูปแบบไหนดีที่สุด
มีแต่รูปแบบไหน ถูกจริตใคร
รูปแบบนั้น เป็นสัปปายะเหมาะแก่คนนั้น

.
ถ้าถามว่า ปฏิบัติแล้ว ทำให้รู้โดยตามลำดับ ละโดยตามลำดับ
รูปแบบไหนจึงจะสมเหตุสมผล

คำตอบ สำหรับคนทั่วไป แล้วแต่เหตุปัจจัยในแต่ละคน

สำหรับวลัยพร การเจริญสมถะและวิปัสสนา
ที่ประกอบด้วย โยนิโสมนสิการ

 

สมถะและกำลังสมาธิ

26-02-18

ความแตกต่างระหว่างกำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

กับ

จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ที่เรียกว่า สมถะ

.

กำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้นขณะนั้นๆ

๑. ขณิกสมาธิ เป็นกำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้นในระยะสั้นๆ
อาจจะเป็นอุปจาร หรือ อัปปนาก็ได้

.
อุปจารสมาธิ มีลักษณะเด่นเฉพาะตัว
ได้แก่ นิมิตต่างๆ สามรถมีเกิดขึ้นได้ขณะลืมตาและหลับตา

.
อัปปนาสมาธิ มีลักษณะเด่นเฉพาะ
ได้แก่ โอภาสหรือแสงสว่าง

.

.

จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ที่เรียกว่า สมถะ
มี ๒ ชนิด

๑. มิจฉาสมาธิ มีเกิดขึ้นได้ด้วยการกดข่มแห่งจิต
ได้แก่ คำบริกรรมต่างๆ

ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ขาดความรู้สึกตัว

.
๒. สัมมาสมาธิ มีรูปนามเป็นอารมณ์

“ญาณบังเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้สงบ ประณีต
มีปฏิปัสสัทธิอันได้แล้ว ถึงความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น
และมิใช่ข่มขี่ห้ามด้วยจิตเป็นสสังขาร”

.
ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้ สามารถมีเกิดขึ้นได้
เป็นเหตุปัจจัยให้สามารถรู้ชัดในผัสสะ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

“โมคคัลลานสังยุตต์”

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ขอโอกาส เมื่อเราหลีกเร้นอยู่ในที่ลับ ความปริวิตกแห่งใจได้เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ที่เรียกว่า ปฐมฌานๆ ดังนี้ ปฐมฌาน เป็นไฉนหนอ

เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ นี้เรียกว่า ปฐมฌาน

เราก็สงัด จากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันประกอบด้วยกามย่อมฟุ้งซ่าน ครั้งนั้นแลพระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์ แล้วได้ตรัสว่า โมคคัลลานะๆ เธออย่าประมาทปฐมฌาน จงดำรงจิตไว้ในปฐมฌาน จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุด
ขึ้นในปฐมฌาน จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในปฐมฌาน

สมัยต่อมา เราสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำใดว่า สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูกพึงพูดคำนั้นกะเราว่าสาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ ฯ
ฯลฯ

ความซับซ้อนของสมถะ

เราถนัดเรื่องสมถะ
เพราะรู้ชัดในเรื่องวิโมกข์ ๘ ประการด้วยตนเอง

ทว่าในการอธิบายรายละเอียด กลับขัดกัน
คือ คิดว่าตัวเอง สามารถอธิบายเรื่องวิปัสสนา ปัญญาวิมุติ
อธิบายได้ชัดเจนแจ่มแจ้งกว่าในส่วนของสมถะ

หรือเพราะว่า รายละเอียดในส่วนของปัญญา
มีข้อเจาะจงตัวที่ทำให้มีเกิดขึ้นโดยเฉพาะ ไม่มีความซับซ้อน

ปัญญาวิมุติ มีเกิดขึ้นแล้ว ไม่มีเสื่อม
เหมือนบุคคลที่ได้มรรค ผล นิพพาน
เป็นอริยบุคคลในแต่ละประเภท
ไม่มีการเสื่อมกลับมาเป็นปถุชนอีก

แต่อริยปัญญา ได้แก่ วิปัสสนาญาณ สามารถเสื่อมได้
กล่าวคือ กำลังสมาธิที่อยู่ เสื่อมหายไปหมดสิ้น
สัมมาสมาธิไม่มี วิปัสนาญาณย่อมไม่สามารถมีเกิดขึ้นได้

แต่ความเสื่อมนี้ จะมีเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ไม่มีการเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ ๒ เสื่อมแบบซ้ำซากไม่มี

.

ผิดกับสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ
มีรายละเอียด ความซับซ้อนอยู่มาก
ถึงแม้จะมีเหตุปัจจัยให้สมาธินทรีย์เสื่อมได้ก็ตาม
แต่จะมีเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ไม่มีครั้งต่อๆไป

ที่บอกว่ามีความซับซ้อนอยู่มาก
เพราะเกี่ยวข้องกับอุภโตภาค และกายสักขี

.

ยังอยู่ในส่วนของการอธิบายเรื่อง พระอรหันต์
ที่เป็นสอุปาทเสนิพพานธาตุ(ปัจจุบัน)

ยิ่งมาเจอพระสูตรนี้

“เราย่อมอยู่ร่วมกับภิกษุเหล่าใด
ภิกษุเหล่านั้นย่อมประพฤติต่อเราด้วยกายกรรม
อันเป็นที่พอใจเป็นส่วนมาก อันไม่เป็นที่พอใจเป็นส่วนน้อย

ย่อมประพฤติต่อเราด้วยวจีกรรม
อันเป็นที่พอใจเป็นส่วนมาก อันไม่เป็นที่พอใจเป็นส่วนน้อย

ย่อมประพฤติต่อเราด้วยมโนกรรม
อันเป็นที่พอใจเป็นส่วนมาก อันไม่เป็นที่พอใจเป็นส่วนน้อย

ย่อมนำสิ่งที่ควรนำเข้าไปอันเป็นที่พอใจเป็นส่วนมาก
อันไม่เป็นที่พอใจเป็นส่วนน้อย

เราเป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก
ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่สบายในปัจจุบัน
ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อจะกล่าวโดยชอบ
พึงกล่าวผู้ใดว่า เป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะ

บุคคลนั้นเมื่อจะกล่าวโดยชอบ พึงกล่าวเรานั่นเทียวว่า
เป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะฯ”

.

ทำให้เกิดการสังเกตุพระธรรมคำสอนนี้
“อันนิพพานธาตุอย่างหนึ่ง
มีในปัจจุบันนี้ ชื่อว่าสอุปาทิเสส
เพราะสิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ”

ภพตรงนี้ หมายถึง กามภพ รูปภพ อรูปภพ
ให้ดูตรง “มีในปัจจุบันนี้และเพราะสิ้นตัณหา”

เป็นเรื่องของ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

“ส่วนนิพพานธาตุ เป็นที่ดับสนิท
แห่งภพทั้งหลายโดยประการทั้งปวง อันมีในเบื้องหน้า
ชื่อว่าอนุปาทิเสส”

หมายถึง สภาวะจิตดวงสุดท้าย ขณะทำกาละ
หากยังไม่ทำกาละ เป็นเรื่องของ อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

ดูตรงนี้ “เป็นที่ดับสนิทแห่งภพทั้งหลาย
โดยประการทั้งปวง อันมีในเบื้องหน้า”

“อันมีในเบื้องหน้า” หมายถึง สภาวะจิตดวงสุดท้าย ขณะทำกาละ
เป็นเรื่องของ อวิชชา สังขาร วิญญาณ
เมื่ออวิชชาถูกทำลาย ที่ตั้งแห่งวิญญาณไม่มี
ภพทั้งหลายย่อมดับสนิท

ปัญญินทรีย์และปัญญาวิมุติ

27 มค. 61

หลังซ่อมโซฟาเสร็จ รู้ชัดจิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่
ระหว่างนั้น ก็ไม่ได้มีความนึกคิดในเรื่องใด

อ่านเจอเรื่อง ศิล ที่เป็นไทจากตัณหา
ที่มีกลุ่มคนนำมาสนทนากัน

.
ทำให้จิตคิดพิจรณาเรื่อง ปัญญาวิมุติ

พิจรณาไปมา โยงไปหา เพราะเห็นด้วยปัญญา

โยงไปสู่ ปัญญิทรีย์

.
เจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ
เกิดจากความต่างแห่งอินทรีย์(อินทรีย์ ๕ พละ๕)

.
ซึ่งเคยเขียนค้างไว้ในเดือนธันวาคม ๒๕๖๐
เกี่ยวกับปัญญินทรีย์และอาสวะ(บางเหล่าและทั้งหลาย)
ของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

เป็นคนละตัว คนละสภาวะกัน

.

.

ซึ่งแยกแยะรายละเอียดได้ดังนี้

คำว่า เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายถึง ไตรลักษณ์
อนิจจัง(ไม่เที่ยง)
ทุกขัง(เป็นทุกข์)
อนัตตา(เป็นอนัตตา)

.

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จักษุเป็นของไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลาย
พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

หูเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
จมูกเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
ลิ้นเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
กายเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
ใจเป็นของไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลาย
พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

.

เมื่อมีเกิดขึ้นเนืองๆ
อนิจจานุปัสสนา
ทุกขานุปัสสนา
อนัตตานุปัสสนา

ผล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในหู
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจมูก
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในลิ้น
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในใจ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว
รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ.

.

.

๑. มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
กล่าวคือ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

.

๒. มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน อรูปฌาน
กล่าวคือ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ อรูปภพ)

.

๓. มีเกิดขึ้นขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย

หากยังไม่ทำกาละ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของสภาวะ
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์

ปัจจเวกขณญาณ

ครั้งที่ ๑. แจ้งแทงตลอดด้วยตนเองใน ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
ผัสสะ กับ อริยสัจ ๔

ครั้งที่ ๒. แจ้งแทงตลอดด้วยตนเองใน อวิชชา สังขาร วิญญาณ
ปฏิจจสมุปทาท กับ อริยสัจ ๔

.

.

ปัญญิทรีย์ การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔
เกิดที่หลังสภาวะ เพราะเห็นด้วยปัญญา(ไตรลักษณ์)

 

 

 

28 มค. 61

ตอนแรก สับสนเหมือนกันนะ
ระหว่าง ปัญญาวิมุติและปัญญินทรีย์

ที่เคยเขียนๆไปแล้ว ก็สัแต่ว่าเขียน
แต่ยังมีความไม่แน่ใจ แค่เขียนตามสภาวะสัญญาที่มีเกิดขึ้น

เมื่อคืนดึกแล้ว พยายามกำหนดจิตให้ดิ่ง ยังไงก็ไม่ดิ่ง
จิตยังคงเป็นสมาธิพอประมาณ

เมื่อเป็นแบบนี้ นอนกำหนดรู้ไป
มีสัญญาเรื่องสมถะและวิปัสสนา
เจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติเกิดขึ้น

ลุกเข้าห้องน้ำ นั่งเขียนในห้องน้ำ
เช้ามาลองหาตามที่เขียนออกมา
เจอพระสูตรเรื่องสมถะ และวิปัสสนา
ส่วนปัญญินทรีย์ เป็นเรื่องของอินทรีย์ ๕ พละ ๕
คนละสภาวะกับปัญญาวิมุติ

และถ้าไม่เจอพระสูตรเรื่องบุคคล ๗ จำพวก
ว่าด้วยความไม่ประมาทในผัสสะ ๖

ในพระสูตรนี้ มีเขียนไว้ตามลำดับ
ตั้งแต่สัทธานุสารี ธัมมานุสารี
ซึ่งมีเรื่องของอินทรีย์ ๕ พละ ๕ มาเกี่ยวข้อง

จึงทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้นว่า
“อาสวะบางส่วนและทั้งหมดที่สิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา”

หมายถึง การละความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

มีด้วยกัน ๓ ขณะ

๑. มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

ได้แก่ ศิลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

ข้อปฏิบัติ
เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

.

มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน,อรูปฌาน
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ,อรูปภพ)

ได้แก่ สัมมาสมาธิ

ข้อปฏิบัติ
เจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

.

๓. เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะเกิด อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

ข้อปฏิบัติ
เจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป

สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์

.

.

ปัญญาวิมุติ เป็นเรื่องของวิปัสสนา
ที่มีเกิดขึ้นใน อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์
เป็นเหตุปัจจัยให้ละอวิชชา
ได้แก่ ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔

.

[๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่าง เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา
ธรรม ๒ อย่าง เป็นไฉน
คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สมถะที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมจิต
จิตที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมละราคะได้

วิปัสสนาที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมปัญญา
ปัญญาที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไรย่อมละอวิชชาได้ ฯ

[๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่เศร้าหมองด้วยราคะ ย่อมไม่หลุดพ้น
หรือปัญญาที่เศร้าหมองด้วยอวิชชา ย่อมไม่เจริญด้วยประการฉะนี้แล

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะสำรอกราคะได้ จึงชื่อว่าเจโตวิมุติ
เพราะสำรอกอวิชชาได้ จึงชื่อว่าปัญญาวิมุติ ฯ

– ฉบับหลวง ๒๐/๕๘/๒๗๕-๖.

หมายเหตุ;

“เพราะสำรอกราคะได้ จึงชื่อว่าเจโตวิมุติ”

“ย่อมราคะได้”
กามราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในผัสสายตนะ ๖
รูปราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในรูปฌาน
อรูปราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในอรูปฌาน

หรือจะใช้ตัณหาก็ได้ ความหมายเดียวกัน

.
เพราะสำรอกอวิชชาได้ จึงชื่อว่าปัญญาวิมุติ ฯ
“ย่อมละอวิชชาได้”
ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔

.

อวิชชาสูตร
ว่าด้วยอวิชชา

[๑๖๙๔] ภิกษุนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า อวิชชาๆ ดังนี้
อวิชชาเป็นไฉน และด้วยเหตุเพียงเท่าไร
บุคคลจึงจะชื่อว่าตกอยู่ในอวิชชา?

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ
ความไม่รู้ในทุกข์
ในเหตุให้เกิดทุกข์
ในความดับทุกข์
ในทางที่จะให้ถึงความดับทุกข์
นี้เรียกว่าอวิชชา

และด้วยเหตุเพียงเท่านี้
บุคคลย่อมชื่อว่าตกอยู่ในอวิชชา

ดูกรภิกษุ เพราะฉะนั้นแหละ เธอพึงกระทำความเพียร
เพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
จบ สูตรที่ ๗

 

 

29 มค. 61

คำว่า “เพราะสำรอกราคะได้ จึงชื่อว่าเจโตวิมุติ”

“ย่อมราคะได้”
กามราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในผัสสายตนะ ๖
รูปราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในรูปฌาน
อรูปราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในอรูปฌาน

หรือจะใช้ตัณหาก็ได้ ความหมายเดียวกัน

.

สามารถรู้ชัดได้ด้วยกัน ๓ ขณะ

๑. ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

ได้แก่ ศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

ข้อปฏิบัติ
เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น

[๕๓๗] ภิกษุนั้นย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ

วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลาย
ที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์

เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ
ด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง

เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ฯ

อีกประการหนึ่ง ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้น

ภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลาย ที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์
เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ

สมาธิที่มีเกิดขึ้น จากจิตที่ปล่อยวางจากผัสสะ
มีชื่อเรียกตามความรู้ชัดในสภาวะนั้นๆ

จิตที่เกิดการปล่อยวางจากผัสสะ เพราะรู้ชัดในทุกขัง
สมาธิที่มีเกิดขึ้น มีชื่อว่า อัปปณิหิตสมาธิ ๑

.

ภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

หมายเหตุ;

“ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป”
ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

.

.

๒. มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ(สัมมาสมาธิ)
ในรูปฌานและอรูปฌาน

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ,อรูปภพ)

ข้อปฏิบัติ
เจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

๕๓๕] ภิกษุเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ
ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ

.

ยกตย. ในการปฏิบัติเช่น
ขณะทำกรรมฐาน เกิดทุกขเวทนากล้า
ตั้งจิตไว้อย่างเดียวว่า ตายเป็นตาย ไม่ขอลุก
แล้วเกิดสภาวะ กายแตก กายระเบิด ประมาณนี้
นี่คือ การรู้ชัดในทุกขัง แล้วไม่กระทำตามตัณหา
ตัณหาไม่สามารถครอบงำได้

รู้ชัดในทุกขัง ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ(ทุกขานุปัสสนา)
จนกระทั่งจิตเกิดการปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕
เวทนา สักแต่ว่าเวทนา ซ่า แล้วดับหายไป
กายและจิตแยกจากกัน
มีเพียงสองสิ่งที่มีเกิดขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้น(เวทนา) กับใจที่รู้อยู่
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

.

.

๓. มีเกิดขึ้นขณะ เจริญสมถะและวิปัสสนาคู่เคียงกันเป็นไป

อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ที่มีเกิดขึ้น
กล่าวคือ ความหลุดพ้นจากตัณหา
ได้แก่ อัปปณิหิตวิโมกข์

.

จึงเป็นที่มาของ

ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่กำลังดำเนินไปอยู่
เกิดทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสจนเหลือจะทน ในที่สุดก็ดับไป
ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ คือ ดับทางทุกขัง

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความเป็นทุกข์
มรรคนั้นชื่อ อัปปณิหิตวิโมกข์

.

.

เจโตวิมุติ สำรอกราคะ(ตัณหา)

ปัญญาวิมุติ สำรอกอวิชชา

จริงอยู่ ปัญญาวิมุติ เป็นเรื่องของ ไตรลักษณ์
จะละอาสวะได้ เพราะไตรลักษณ์ที่มีเกิดขึ้น

แต่ปัญญาวิมุติ จะสมบูรณ์ได้
ปัญญินทรีย์ ต้องสมบูรณ์
กล่าวคือ รู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง
จึงชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาท

” ความไม่ประมาทในผัสสายตนะ ๖”

.

“กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี”
หมายถึง กิจในอริยสัจ

.

มรรคมีองค์ ๘ มีทั้งสมถะและวิปัสสนา
เพียงแต่ สมถะเกิดก่อน หรือวิปัสสนาเกิดก่อนเท่านั้นเอง

จะสมถะเกิดก่อนวิปัสสนา หรือวิปัสสนาเกิดก่อนสมถะ
ข้อปฏิบัติแบบไหน เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของผู้นั้น

การเจริญสมถะล้วนๆ จึงเป็นเพียงวาทะของผู้ไม่รู้
การเจริญวิปัสสนาล้วนๆ จึงเป็นเพียงวาทะของผู้ไม่รู้
ไม่ใช่เรื่องถูก ผิด แต่เป็นเหตุปัจจัยจากความไม่รู้ที่มีอยู่ของผู้พูด

“ปฏิทาวรรค”

 

 

หลายปีที่ผ่านมา
การขีดเขียนสภาวะสัญญาอย่างต่อเนื่อง

โดยการนำผลของการทำความเพียรของตนเอง
และสภาวะต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น ขณะทำความเพียร
มาเทียบเคียงกับสภาวะสัญญาต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น

ประกอบกับภายหลัง ได้มีการศึกษาพระธรรมคำสอน
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้ เป็นหลัก

จึงพอจะสรุปได้คร่าวๆดังนี้

คำสอนเป็นอันมาก ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนสาวก
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
ได้แก่ ผัสสายตนะ ๖

เพื่อให้ผู้ปฏิบัติ
ถ่ายถอนอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่

ถ้าไม่มีอุปทานขันธ์ ๕ เกิดขึ้น
สังโยชน์กิเลสต่างๆ ย่อมไม่สามารถมีเกิดขึ้นได้

.

สำหรับอาสวะหรือกิเลส
พระองค์ไม่ได้ตรัสสอนให้ไปจ้องดู
หรือทำการสอบอารมณ์ตัวเองเพื่อจะรู้ว่า
กิเลสตัวไหนมีหรือไม่มี มีมากหรือน้อยแค่ไหน
เพื่อให้ความสำคัญเรื่อง โสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์

พระองค์ทรงตรัสสอนไว้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนรอยนิ้วมือ หรือรอยนิ้วหัวแม่มือ
ย่อมปรากฏอยู่ที่ด้ามเครื่องมือของพวกช่างไม้
หรือลูกมือของพวกช่างไม้

แต่เขาก็ไม่มีความรู้ว่า ด้ามเครื่องมือของเรา
วันนี้สึกไปเท่านี้ วานนี้สึกไปเท่านี้ วันอื่นๆ สึกไปเท่านี้ๆ
คงรู้แต่ว่ามันสึกไปๆเท่านั้น, นี้ฉันใด;

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามประกอบภาวนาอยู่ ก็ไม่รู้อย่างนี้ว่า
วันนี้ อาสวะของเราสิ้นไปเท่านี้ วานนี้สิ้นไปเท่านี้ วันอื่นๆ สิ้นไปเท่านี้ๆ
รู้แต่เพียงว่า สิ้นไปในเมื่อมันสิ้นไปๆ เท่านั้น, ฉันใดก็ฉันนั้น.
– สตฺตก. อํ. ๒๓ / ๑๒๘ / ๖๘.

.

บางคนอ่านแล้วแล้วจะงง
เมื่อนำไปเทียบเคียงเรื่องสติปัฏฐาน ๔
ตรงนั้นเป็นเรื่องของ สติ สัมปชัญญะ สมาธิ
เป็นเหตุปัจจัยให้ จิตเห็นจิตแจ่มแจ้ง
กล่าวคือ รู้ชัดในกิเลสที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

รู้เป็นปกติ รู้เป็นธรรมชาติ
ไม่ใช่เรื่องของโสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์

.

หัวใจพระธรรมคำสอน “อริยสัจ ๔”
ทำไมต้องเป็นอริยสัจ ๔

อริยสัจ ๔ เป็นเรื่องของปัญญินทรีย์
ผู้ที่รู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง
ต้องรู้ชัดใน มรรค ผล นิพพาน ที่มีเกิดขึ้นด้วยตนเอง
ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับหรือจากการทำนายทายทักของใครๆ

อริยสัจ ๔ สมุทัย
ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ได้แก่ อวิชชา

กล่าวโดยย่อ อวิชชา สังขาร วิญญาณ

.

อริยสัจ ๔ สมุทัย
ที่เป็นเหตุปัจจัยให้ทุกข์ สุข มีเกิดขึ้นในชีวิต ได้แก่ ตัณหา

กล่าวโดยย่อ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
กามภพ รูปภพ อรูปภพ

.

ข้อปฏิบัติเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘

.
รายละเอียดข้อปฏิบัติเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

ได้แก่ วิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
ปฏิทาวรรค (ปฏิทา ๔)

 

 

 

สมถะ

เมื่อพูดถึงสมถะ
ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ

ได้แก่ การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

รู้โดยตามลำดับ

๑. จุดเริ่มต้น เริ่มจาก มิจฉาสมาธิ
ไม่ว่าจะปฏิบัติในรูปแบบใดก็ตาม
ต้องพูดถึง ญาณ ๑ ถึง ญาณ ๓

ลักษณะเด่นเฉพาะของสมถะที่เป็นมิจฉาสมาธิ
ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
วิญญาณ/ธาตุรู้ จึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้
เป็นเหตุปัจจัยให้ ไม่สามารถรู้ชัดภายใน
กายในกาย
เวทนาในเวทนา
จิตในจิต
ธรรมในธรรม

คือ มีแต่ดิ่ง และก็ดับ
ขาดความรู้สึกตัว

รู้สึกตัวอีกที
เหมือนเวลาหายไป
.

๒. อุปกิเลส ๑๐ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ต้องพูดถึง ญาณ ๔ อุทยัพพยญาณอย่างอ่อน

ได้แก่ ปฏิทา ๔
การปฏิบัติไม่อดทน ๑
การปฏิบัติอดทน ๑
การปฏิบัติข่มใจ ๑
การปฏิบัติระงับ ๑

เมื่อมนสิการ พิจารณาสังขารทั้งหลายด้วยดี
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความไม่ใช่ตัวตน.
โอภาสย่อมเกิดขึ้น

.
๑. โอภาส แสงสว่าง
ภิกษุผู้เจริญวิปัสสนาไม่ฉลาด เมื่อโอภาสนั้นเกิดคิดว่า โอภาสเห็นปานนี้ ยังไม่เคยเกิดแก่เรามาก่อนจากนี้เลยหนอ เราเป็นผู้บรรลุมรรค บรรลุผลแน่แท้แล้ว จึงถือเอาสิ่งที่ไม่ใช่มรรคนั่นแหละว่าเป็นมรรค สิ่งที่ไม่ใช่ผลนั่นแหละว่าเป็นผล.

เมื่อภิกษุนั้นถือเอาสิ่งที่ไม่ใช่มรรคว่าเป็นมรรค สิ่งที่ไม่ใช่ผลว่าเป็นผล ก้าวออกจากวิปัสสนาวิถี. ภิกษุนั้นสละวิปัสสนาวิถีของตนถึงความฟุ้งซ่าน หรือสำคัญโอภาสด้วยความสำคัญแห่งตัณหาและทิฏฐินั่งอยู่.

ภิกษุทำไว้ในใจถึงโอภาสนั้นๆ ว่า โอภาสนี้เป็นมรรคธรรมหรือเป็นผลธรรมดังนี้ เพราะนึกถึงว่า โอภาสเป็นธรรม ความฟุ้งซ่านจึงเกิดขึ้น นั่นคืออุทธัจจะ พระโยคาวจรกำหนดมรรคและมิใช่มรรคแล้วเว้นความฟุ้งซ่านนั้นตั้งอยู่ในอุทยัพพยานุปัสสนา พิจารณาสังขารทั้งหลายด้วยดี โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความไม่ใช่ตัวตน. เมื่อพระโยคาวจรสอบสวนอยู่อย่างนี้นั้นเป็นสมัย แต่เมื่อไม่สอบสวนอยู่อย่างนี้ เป็นผู้มีมานะจัดว่า เราเป็นผู้บรรลุมรรคและผลดังนี้

.
๒. ญาณ วิปัสสนาญาณ
วิปัสสนาจิตนั้น คือในภายในโคจรอันเป็นอารมณ์แห่งอนิจจานุปัสสนา
ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา ญาณย่อมเกิดขึ้น คือ

เมื่อพระโยคาวจรนั้นพิจารณาอย่างรอบคอบถึงรูปธรรมและอรูปธรรม
วิปัสสนาญาณอันเฉียบแหลม แข็งแกร่งกล้ายิ่งนัก มีกำลังไม่ถูกกำจัด
ย่อมเกิดขึ้นดุจวชิระของพระอินทร์ที่ปล่อยออกไปฉะนั้น.

.
๓. ปีติ ความอิ่มใจ
ปีติย่อมเกิดขึ้น คือ
ในสมัยนั้น ปีติสัมปยุตด้วยวิปัสสนา ๕ อย่างนี้ คือ
ขุททกาปีติ (ปีติอย่างน้อย) ๑
ขณิกาปีติ (ปีติชั่วขณะ) ๑
โอกกันติกาปีติ (ปีติเป็นพักๆ) ๑
อุพเพงคาปีติ (ปีติอย่างโลดโผน) ๑
ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน) ๑
ย่อมเกิดขึ้นแก่พระโยคาวจนั้นยังสรีระทั้งสิ้นให้อิ่มเอม.

.
๔. ปัสสัทธิ ความสงบกายและใจ
ความสงบย่อมเกิดขึ้น คือในสมัยนั้น
พระโยคาวจรนั้นไม่มีความกระวนกระวายของกายและจิตไม่มีความหนัก ไม่มีความหยาบ ไม่มีความไม่ควรแก่การงาน ไม่มีความไข้ ไม่มีความคด แต่ที่แท้พระโยคาวจรนั้นมีกายและจิตสงบเบาอ่อน ควรแก่การงานคล่องแคล่วเฉียบแหลม ตรง.

พระโยคาวจรนั้นมีกายและจิตอันเป็นปัสสัทธิเป็นต้นเหล่านี้อนุเคราะห์แล้ว ย่อมเสวยความยินดีอันมิใช่ของมนุษย์ในสมัยนั้น ความยินดีอันมิใช่ของมนุษย์ ย่อมมีแก่ภิกษุ ผู้เข้าไปสู่เรือนว่าง ผู้มีจิตสงบ ผู้เห็นแจ้งธรรมโดยชอบ

แต่กาลใดๆ ภิกษุย่อมพิจารณาความเกิดและความเสื่อมแห่งขันธ์ทั้งหลาย แต่กาลนั้นๆ ภิกษุย่อมได้ปีติและปราโมทย์ ปีติและปราโมทย์นั้นเป็นอมตะของภิกษุผู้รู้แจ้งทั้งหลาย ความสงบแห่งกายและจิตสัมปยุตด้วยวิปัสสนา พร้อมด้วยความเป็นของเบาเป็นต้น ยังความยินดีอันมิใช่ของมนุษย์นี้ให้สำเร็จย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น

.
๕. สุข อันสุขุมละเอียด มีรสล้ำลึก
สุขย่อมเกิดขึ้น คือสุขสัมปยุตด้วยวิปัสสนา
อันยังสรีระทั้งสิ้นให้ชุ่มชื้น ย่อมเกิดขึ้นในสมัยนั้นแก่ภิกษุนั้น.

.
๖. อธิโมก ความศรัทธาที่มีกำลังแก่กล้า
อธิโมกข์ (ความน้อมใจเชื่อ) ย่อมเกิดขึ้น คือศรัทธาสัมปยุตด้วยวิปัสสนาอันเป็นความเลื่อมใสอย่างแรงของจิตและเจตสิกย่อมเกิดขึ้นในสมัยนั้นแก่ภิกษุนั้น.

.
๗. ปัคคหะ วิริยะ มีความเพียรกล้า
ความเพียร ย่อมเกิดขึ้น คือความเพียรสัมปยุตด้วยวิปัสสนาอันประคองไว้ดีแล้ว ไม่ย่อหย่อนและไม่ตึงจนเกินไป ย่อมเกิดขึ้นในสมัยนั้นแก่ภิกษุนั้น

.
๘. อุปัฏฐาน สติคมชัด
ความตั้งมั่น ย่อมเกิดขึ้น คือสติสัมปยุตด้วยวิปัสสนา ตั้งไว้ด้วยดีแล้ว ฝังแน่น ไม่หวั่นไหว

.
๙. อุเปกขา ความวางเฉยในสังขารและอารมณ์ทั้งปวง
ความวางเฉยด้วยวิปัสสนาอันเป็นกลางในสังขารทั้งปวง มีกำลังย่อมเกิดขึ้นในสมัยนั้น แม้ความวางเฉยด้วยการพิจารณา ย่อมเกิดในมโนทวาร จริงอยู่ เมื่อยึดถือวิปัสสนาญาณ ก็จะมีโทษด้วยคำพูดอีกว่า
ญาณ ย่อมเกิด เพราะวิปัสสนาญาณมาถึงแล้ว.

.
๑๐. นิกันติ ความยินดี พอใจ ความติดใจ ความชอบใจในสภาวะทั้ง ๙ ที่กล่าวมา ตั้งแต่โอภาสจนถึงอุเปกขา

คือความพอใจมีอาการสงบ สุขุมทำความอาลัยในวิปัสสนาอันประดับด้วยโอภาสเป็นต้นอย่างนี้ย่อมเกิดขึ้น ความพอใจใดไม่อาจแม้กำหนดลงไปว่าเป็นกิเลส ดุจในโอภาส เมื่ออย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น.

พระโยคาวจรคิดว่าญาณเห็นปานนี้ ไม่เคยเกิดแก่เรามาก่อนจากนี้
ปีติ ปัสสัทธิ อธิโมกข์ ปัคคหะ อุปัฏฐานะ อุเบกขา นิกันติ เห็นปานนี้เคยเกิดแล้ว เราเป็นผู้บรรลุมรรค เราเป็นผู้บรรลุผลแน่นอน แล้วถือเอาสิ่งมิใช่มรรคว่าเป็นมรรค สิ่งมิใช่ผลว่าเป็นผล.

เมื่อพระโยคาวจรนั้นถือเอาสิ่งมิใช่มรรคว่าเป็นมรรค และสิ่งมิใช่ผลว่าเป็นผล วิปัสสนาวิถีย่อมหลีกออกไป. พระโยคาวจรนั้นสละมูลกรรมฐานของตนแล้วนั่ง ยินดีความพอใจนั้นเท่านั้น.

อนึ่ง ในบทนี้ท่านกล่าวโอภาสเป็นต้นว่าเป็นอุปกิเลส เพราะเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง เพราะไม่ใช่อกุศล

ส่วนนิกันติเป็นอุปกิเลสด้วยเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมองด้วย.

.
๓. ละโดยตาลำดับ
ได้แก่ โยนิโสมนสิการ

ขณะทำกรรมฐาน ไม่ว่าจะมีสภาวะใดเกิดขึ้น
ให้กำหนดรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง
พิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

อุปกิเลสต่างๆ ย่อมไม่สามารถมีเกิดขึ้นได้

.

๔. เมื่อพูดถึง สมถะจากมิจฉาสมาธิ ที่เริ่มเข้าสู่สัมมาสมาธิ
ต้องพูดถึง ญาณ ๔ อุทัยพพยญาณอย่างแก่

กล่าวคือ จิตเริ่มละอารมณ์บัญญัติ มีรูปนามเป็นอารมณ์
บางครั้งต้องใช้คำบริกรรม เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
บางครั้ง แค่รู้กายใจปกติ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น
เมื่อกำหนดคำบริกรรม เริ่มกำหนดไม่ค่อยได้
กำหนดแล้วคำบริกรรมขาดหายไป กำหนดได้ยากขึ้น

แต่เมื่อรู้ลมหายใจเข้า ออก แบบปกติ รู้ปกติ
หรือ รู้ท้องพองขึ้นตอนหายใจเข้า ท้องยุบลง ตอนหายใจออก
รู้ปกติ ไม่ได้จดจ้องที่จะรู้แต่อย่างใด แล้วจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

บางครั้งต้องใช้บริกรรม เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
บางครั้ง รู้ลมหายใจเข้าออก รู้ปกติ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเอง
บางครั้ง รู้กายเคลื่อนไหว รู้ปกติ ไม่ต้องสร้างกิริยาขึ้นมาเพื่อจะรู้
เช่น รู้ท้องพองขึ้น ยุบลง รู้ปกติ แล้วจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเอง

.
๕. เมื่อพูดถึง สมถะ ที่เป็นสัมมาสมาธิ
ต้องพูดถึง ญาณ ๕ ภังคญาณ

เป็นสภาวะของสมถะ ที่เป็นสัมมาสมาธิ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
กล่าวคือ มีรูปนาม เป็นอารมณ์

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ได้แก่ จิตที่ละอารมณ์บัญญัติขาดแล้ว
ไม่มีการกำเริบเกิดขึ้นอีกต่อไป
(คำบริกรรมที่เป็นบัญญัติต่างๆ เช่น พุทโธ พองหนอ ยุบหนอฯลฯ)

หากมีเหตุปัจจัยให้จิตเสื่อม สมาธิเสื่อม
คือ สมาธิที่มีอยู่เสื่อมหายไปหมดสิ้น

เมื่อเริ่มต้นทำกรรมฐาน เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ คือ ไม่หวนกลับไปหาอารมณ์บัญญัติอีก

หากมีการใช้คำบริกรรม หรือหวนกลับไปใช้อารมณ์บัญญัติ
จะรู้สึกเหมือนกำหนดลงไปในความว่าง

ลักษณะเด่นเฉพาะของสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ
ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นร่วมด้วย
วิญญาณ/ธาตุรู้ จึงสามารถเกิดขึ้นได้
เป็นเหตุปัจจัยให้ สามารถรู้ชัดภายใน
กายในกาย
เวทนาในเวทนา
จิตในจิต
ธรรมในธรรม

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้สามารถรู้ชัดอยู่ภายใน
กายในกาย
เวทนาในเวทนา
จิตในจิต
ธรรมในธรรม
ได้อย่างต่อเนื่อง

เช่น รูปฌาน
พิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา
ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

อรูปฌาน(กายหาย)
พิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา
ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

มหาสติปัฏฐาน ๔

.

.

ทั้งหมด เป็นเรื่องหลักๆ ที่ควรรู้เกี่ยวกับ
สมถะที่เป็นมิจฉาสมาธิ และสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ

สำหรับผู้ที่รู้ชัด ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
และอุปกิเลสละขาดแล้ว ไม่มีกำเริบเกิดขึ้นอีกต่อไป
จะไม่สนใจเรื่องสมาธิต่างๆ คำเรียกต่างๆ จึงตกสิ้นไป
คือ ไม่ให้ค่าให้ความหมาย เกี่ยวกับจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เช่น ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน ฌานสมาบัติ นิโรธสมาบัติฯลฯ

ถ้าจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ แล้วรูปปรากฏอยู่ นั่นคือ รูปฌาน
ถ้าจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ แล้วกายหายไปหมดสิ้น มีแต่ใจที่รู้อยู่
นั่นคือ อรูปฌาน

ส่วนความดับที่เกิดจากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นขณะนั้นๆ
แรกๆอาจจะสนใจ แต่พอรู้ชัดแล้ว จะเลิกสนใจ
ดับ แค่รู้ว่าดับ เป็นความปกติของกำลังสมาธิที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆ มีมาก

แต่ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นทั้งในรูปฌานและอรูปฌาน
และความดับที่มีเกิดขึ้นจากกำลังของสมาธิ ที่มีเกิดขึ้นขณะนั้นๆ
แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

สำรอกราคะ

สำหรับผู้ที่ยังไม่เข้าใจเรื่องความว่าง หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตาม ที่รู้สึกว่ามันว่างจากตัวตน กล่าวคือ อุปทานขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่มีเกิดขึ้นชั่วขณะ

จะอนิมิตตะ อัปณิหิตะ สุญญตะ ใช้ได้หมด
จะเรียกชื่อว่าอะไรก็ได้ ตามความรู้ความเห็นของผู้นั้น

.

ปัจจุบัน(ผัสสะ) ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต

โยนิโสมนสิการ เป็นเหตุปัจจัยให้
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ส่วนจะรู้ชัดสภาพธรรมใด ที่ทำให้จิตเกิดการปล่อยวางจากผัสสะ ที่เกิดขึ้นเพราะความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่ เป็นเรื่องของเหตุและปัจจัยในแต่ละคน

จะอนิจจัง แล้วปล่อยวาง(ว่าง)
จะทุกขัง แล้วปล่อยวาง(ว่าง)
จะอนัตตา แล้วปล่อยวาง(ว่าง)

อนิจจัง ไม่เที่ยง แปรปรวนตามเหตุและปัจจัย ยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้
ทุกขัง เป็นทุกข์ เพราะถือมั่น
อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ของเรา ของเขา หรือของใคร

หรือเกิดจากการดลบันดาลจากสิ่งใด ล้วนยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้

เพราะเป็นเรื่องของเหตุและปัจจัย เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ

เพราะท้ายสุด ธรรมทั้งหลายทั้งปวง จบลงที่ เบื่อหน่าย คลายกำหนัด

เป็นเหตุปัจจัยให้
สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปณิหิตสมาธิ
มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพื่อรู้ราคะด้วยปัญญาอันยิ่ง จึงควรเจริญธรรม ๓ ประการ ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน คือ
สุญญตสมาธิ ๑
อนิมิตตสมาธิ ๑
อัปปณิหิตสมาธิ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพื่อรู้ราคะด้วยปัญญาอันยิ่ง
จึงควรเจริญธรรม ๓ ประการนี้แล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพื่อกำหนดรู้ราคะฯลฯ
เพื่อความสิ้นไปรอบ เพื่อละ เพื่อความสิ้นไป
เพื่อความเสื่อมไป เพื่อความสำรอก เพื่อความดับ
เพื่อความสละ เพื่อความสละคืนราคะ
จึงควรเจริญธรรม ๓ ประการ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้
เพื่อความสิ้นไปรอบ เพื่อละ เพื่อความสิ้นไป
เพื่อความเสื่อมไป เพื่อความสำรอก เพื่อความดับ
เพื่อความสละ เพื่อความสละคืน โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะมักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะอติมานะ ทมะ ปมาทะ

จึงควรเจริญธรรม ๓ ประการนี้ ฉะนี้แล ฯ

มิจฉาสมาธิ

เมื่อพูดถึงสมถะ
ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ

ได้แก่ การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

รู้โดยตามลำดับ

๑. จุดเริ่มต้น เริ่มจาก มิจฉาสมาธิ
ไม่ว่าจะปฏิบัติในรูปแบบใดก็ตาม
ต้องพูดถึง ญาณ ๑ ถึง ญาณ ๓

ลักษณะเด่นเฉพาะของสมถะที่เป็นมิจฉาสมาธิ
ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
วิญญาณ/ธาตุรู้ จึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้
เป็นเหตุปัจจัยให้ ไม่สามารถรู้ชัดภายใน
กายในกาย
เวทนาในเวทนา
จิตในจิต
ธรรมในธรรม

คือ มีแต่ดิ่ง และก็ดับ
ขาดความรู้สึกตัว

รู้สึกตัวอีกที
เหมือนเวลาหายไป

เพราะสำรอกราคะได้ จึงชื่อว่าเจโตวิมุติ

คำว่า “เพราะสำรอกราคะได้ จึงชื่อว่าเจโตวิมุติ”

“ย่อมราคะได้”
กามราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในผัสสายตนะ ๖
รูปราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในรูปฌาน
อรูปราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในอรูปฌาน

หรือจะใช้ตัณหาก็ได้ ความหมายเดียวกัน

 

สามารถรู้ชัดได้ด้วยกัน ๓ ขณะ

๑. ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

ได้แก่ ศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

ข้อปฏิบัติ
เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น

[๕๓๗] ภิกษุนั้นย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ

วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลาย
ที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์

เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ
ด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง

เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ฯ

อีกประการหนึ่ง ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้น

ภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

 

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลาย ที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์
เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ

สมาธิที่มีเกิดขึ้น จากจิตที่ปล่อยวางจากผัสสะ
มีชื่อเรียกตามความรู้ชัดในสภาวะนั้นๆ

จิตที่เกิดการปล่อยวางจากผัสสะ เพราะรู้ชัดในทุกขัง
สมาธิที่มีเกิดขึ้น มีชื่อว่า อัปปณิหิตสมาธิ ๑

 

ภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

หมายเหตุ;

“ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป”
ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

 

 

๒. มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ(สัมมาสมาธิ)
ในรูปฌานและอรูปฌาน

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ,อรูปภพ)

ข้อปฏิบัติ
เจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

๕๓๕] ภิกษุเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ
ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ

 

ยกตย. ในการปฏิบัติเช่น
ขณะทำกรรมฐาน เกิดทุกขเวทนากล้า
ตั้งจิตไว้อย่างเดียวว่า ตายเป็นตาย ไม่ขอลุก
แล้วเกิดสภาวะ กายแตก กายระเบิด ประมาณนี้
นี่คือ การรู้ชัดในทุกขัง แล้วไม่กระทำตามตัณหา
ตัณหาไม่สามารถครอบงำได้

รู้ชัดในทุกขัง ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ(ทุกขานุปัสสนา)
จนกระทั่งจิตเกิดการปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕
เวทนา สักแต่ว่าเวทนา ซ่า แล้วดับหายไป
กายและจิตแยกจากกัน
มีเพียงสองสิ่งที่มีเกิดขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้น(เวทนา) กับใจที่รู้อยู่
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

 

 

๓. มีเกิดขึ้นขณะ เจริญสมถะและวิปัสสนาคู่เคียงกันเป็นไป

อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ที่มีเกิดขึ้น
กล่าวคือ ความหลุดพ้นจากตัณหา
ได้แก่ อัปปณิหิตวิโมกข์

 

จึงเป็นที่มาของ

ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่กำลังดำเนินไปอยู่
เกิดทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสจนเหลือจะทน ในที่สุดก็ดับไป
ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ คือ ดับทางทุกขัง

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความเป็นทุกข์
มรรคนั้นชื่อ อัปปณิหิตวิโมกข์

 

 

เจโตวิมุติ สำรอกราคะ(ตัณหา)

ปัญญาวิมุติ สำรอกอวิชชา

จริงอยู่ ปัญญาวิมุติ เป็นเรื่องของ ไตรลักษณ์
จะละอาสวะได้ เพราะไตรลักษณ์ที่มีเกิดขึ้น

แต่ปัญญาวิมุติ จะสมบูรณ์ได้
ปัญญินทรีย์ ต้องสมบูรณ์
กล่าวคือ รู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง
จึงชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาท

” ความไม่ประมาทในผัสสายตนะ ๖”

 

“กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี”
หมายถึง กิจในอริยสัจ

 

มรรคมีองค์ ๘ มีทั้งสมถะและวิปัสสนา
เพียงแต่ สมถะเกิดก่อน หรือวิปัสสนาเกิดก่อนเท่านั้นเอง

จะสมถะเกิดก่อนวิปัสสนา หรือวิปัสสนาเกิดก่อนสมถะ
ข้อปฏิบัติแบบไหน เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของผู้นั้น

การเจริญสมถะล้วนๆ จึงเป็นเพียงวาทะของผู้ไม่รู้
การเจริญวิปัสสนาล้วนๆ จึงเป็นเพียงวาทะของผู้ไม่รู้
ไม่ใช่เรื่องถูก ผิด แต่เป็นเหตุปัจจัยจากความไม่รู้ที่มีอยู่ของผู้พูด

 

“ปฏิทาวรรค”

Previous Older Entries Next Newer Entries

พฤษภาคม 2020
พฤ อา
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: