ความดับต่างๆ

สภาวะสัญญาเกิดแบบไม่เลือกเวลา
โดยส่วนมากเกิดในเวลากลางคืน โดยเฉพาะช่วงสงัด(ดึกๆ)

สังเกตุเห็นอยู่อย่างหนึ่ง
หากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นไม่มากพอ
ทำให้เกิดอาการปวดฉี่เนืองๆ ต้องเข้าห้องน้ำตลอด

หากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นพอประมาณ
ถึงแม้ความคิดจะเกิด(การคิดพิจรณา)
จะรู้ชัดในกายและจิตเนืองๆ
โดยไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายแต่อย่างใด(ไม่ปวดฉี่)

ถ้าวันไหนไม่มีคิดพิจรณา หรือกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นมีมาก
จะทำให้ดิ่ง แล้วเข้าสู่ความดับ ถึงแม้จะมีรู้สึกตัวบ้าง
ถึงจะแค่สั้นๆ แต่ไม่มีอาการปวดฉี่แต่อย่างใด

บางคืน รู้สึกตัวเนืองๆ มีจิตคิดพิจรณาเนืองๆ
มีเกิดขึ้นหลายวัน ภาษาชาวบ้านจะบอกว่า ไม่หลับไม่นอน

แรกๆที่เจอสภาวะนี้ เหตุปัจจัยจากความไม่รู้ที่มีอยู่ ทำให้รู้สึกหงุดหงิด เพราะอยากนอนหลับเหมือนที่เคยเป็น ก็ได้แค่รู้สึกนึกคิดแต่ไม่สามารถทำอะไรได้

วันต่อๆมาเปลี่ยนไป
อาการและรายละเอียดต่างๆ จะมีมากขึ้น
จนกระทั่งทำให้เกิดความรู้ชัดว่า “ไม่เที่ยง”

เมื่อรู้ว่า ไม่เที่ยง ยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้ ที่เคยหงุดหงิดจะหายไป ไม่มีอาการหงุดหงิดเกิดขึ้นอีก ถึงแม้บางครั้ง จะไม่ได้หลับ ไม่ได้นอน หลายๆวันติดต่อกันก็ตาม
เมื่อใจยอมรับตามความเป็นจริงได้
เมื่อมีสภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นอีก จะรู้สึกเฉยๆ

ที่รู้สึกเฉยๆ เพราะรู้แล้วว่า เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย เป็นเรื่องปกติของผู้ที่รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ ที่มีสภาวะของคำว่า หลับ หายไปจากชีวิต

เวลาที่ทางโลกกำหนดไว้
โดยใช้ความสว่างและความมืด
เป็นตัวกำหนดเวลากลางวันและกลางคืน
จิตจะไม่สามารถแยกแยะได้ว่า นี่กลางคืนจะต้องนอน
เป็นสภาวะที่อยู่เหนือสมมุติ กล่าวคือ คำที่ใช้บัญญัติไว้

เพราะเวลาสภาวะสัญญา
หรือจิตคิดพิจรณามีเกิดขึ้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลา

หลายวันมานี่ จิตคิดพิจรณาอยู่เรื่องหนึ่ง
เกี่ยวกับ ความดับ หรือสิ่งที่มีเกิดขึ้น
ขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย

ถามกับตัวเองว่า จะเขียนออกมายังไง
ให้คนที่เข้ามาอ่าน สามารถเข้าใจได้
โดยเฉพาะถ้าบุคคลนั้น ไม่ได้เป็นผู้ทำสมถะ
และถึงจะทำสมถะ แต่ไม่ได้วิโมกข์ 8
ที่สำคัญ ต้องเคยมีสภาวะจิตดวงสุดท้าย
เกิดขึ้นอย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป

จริงอยู่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ชื่อว่าอยู่ในมรรค
แต่สภาวะที่เป็นตัวบอกว่า ใช่มรรคหรือไม่ใช่มรรค
สมถะ จะเป็นตัวชี้ชัด หรือเป็นตัววัดผล

.
ทีนี้กรณีที่อวิชชายังมีอยู่
สำหรับผู้ที่ทำความเพียรเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
กล่าวคือ กระทำเพื่อดับเหตุปัจจัยของการเกิด
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

จำเป็นต้องมีพี่เลี้ยง
ซึ่งคุณสมบัติของพี่เลี้ยงจะต้องประกอบด้วย

๑. มีใจอันอบรมแล้วด้วย(จิตหยั่งลงดีแล้วใน)
อนิจจสัญญาอยู่โดยมาก
อนิจเจทุกขสัญญาอยู่โดยมาก
ทุกเขอนัตตสัญญาอยู่โดยมาก

ข้อนี้ วิปัสสนา มีไตรลักษณ์ มีบทบาทสำคัญ
กล่าวคือ มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นตัวขับเคลื่อน(มรรค)
๒. มีใจอันอบรมแล้วด้วยมรณสัญญาอยู่โดยมาก
เป็นเรื่องของความดับที่มีเกิดขึ้น
ขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ภาษาชาวบ้าน เรียกว่า ทำกาละ/ตาย

ข้อนี้ สมถะ(สัมมาสมาธิ) มีบทบาทสำคัญ
กล่าวคือ การรู้ชัดในความดับที่มีเกิดขึ้น

๑. สภาวะดับ ที่ยังมีเชื้อของการเกิด

๒. สภาวะดับ ที่หมดเชื้อของการเกิด

เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดว่า ที่คิดว่า ดำเนินอยู่ในมรรค
มรรคนั้นๆ เป็นมรรคญาณ หรือ มิจฉาญาณ

.
แล้วถ้านำมากล่าวในภาษาชาวบ้าน แบบที่เคยได้ยินมา หรือเคยศึกษามา สภาวะที่บอกไปนั้น เป็นคุณสมบัติของพระสกทาคามี ที่ได้วิโมกข์ ๘

เมื่อเกิดการคิดพิจรณาแบบนั้น ทีนี้จะไปหาได้ที่ไหนล่ะ
โดยเฉพาะพระสงฆ์ ปิดประตูคำถามตรงนั้นไปได้เลย
เพราะหากพระสงฆ์พูดทำนองว่า ตนเป็นนั่น เป็นนี่
หรือหากไม่พูดออกมาตรงๆ แต่ใช้คำพูดแบบอ้อมๆ
ออกมาทำนองว่า ตนเป็นนั่นนี่ ก็ล้วนเป็นการอวดอุตริ

ที่สำคัญ ผู้ที่มีความถือมั่น จะด้วยความศรัทธา ด้วยเหตุปัจจัยใดก็ตาม ต่อให้ปักใจเชื่อ หากสภาวะที่มีเกิดขึ้นในตน ยังไปไม่ถึงสภาวะของผู้ที่อธิบายให้ตนฟัง ย่อมไม่สามารถแยกแยะได้ว่า ผู้พูด ได้พูดจากสภาวะที่มีเกิดขึ้นในตน หรือจำขี้ปากเขามาพูด หรือเกิดจากการศึกษา วัฏฏสงสาร จึงมีเกิดขึ้นยาวนาน

ส่วนจะเกิดสั้นหรือจะเกิดยาว
ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของผู้นั้น
การกระทำทั้งหมดที่มีเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ ล้วนเป็นตัวแปร

.

เกี่ยวกับ ความดับ ที่มีเกิดขึ้นในสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงมี

วิโมกข์ ๘
โสดาปัตติยังคะ 4 ประการ
และอนุปาทาปรินิพพาน

มาเกี่ยวข้องกับสภาวะด้วย

ดังพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

.

.

[๘๙] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้
ท่านพระอานนท์ได้ทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ย่อมได้อุเบกขาโดยเฉพาะด้วยคิดว่า
สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เรา
เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ภิกษุนั้นพึงปรินิพพานหรือหนอ หรือว่าไม่พึงปรินิพพาน ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์
ภิกษุบางรูปพึงปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี
บางรูปไม่พึงปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี ฯ

.
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้ภิกษุ
บางรูปปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี
บางรูปไม่ปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี ฯ
[๙๐] พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ย่อมได้อุเบกขา
โดยเฉพาะด้วยคิดว่า
สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เรา
เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย
เธอยินดี บ่นถึง ติดใจอุเบกขานั้นอยู่

เมื่อเธอยินดี บ่นถึง ติดใจอุเบกขานั้นอยู่
วิญญาณย่อมเป็นอันอาศัยอุเบกขานั้น ยึดมั่นอุเบกขานั้น
ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้มีความยึดมั่นอยู่ ย่อมปรินิพพานไม่ได้ ฯ

.
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ก็ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา จะเข้าถือเอาที่ไหน ฯ

พ. ดูกรอานนท์ ย่อมเข้าถือเอาเนวสัญญานาสัญญายตนภพ ฯ

.
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอทราบว่า
ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา ชื่อว่าย่อมเข้าถือเอาแดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาหรือ ฯ

พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา
ย่อมเข้าถือเอาแดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาได้
ก็แดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาได้นี้
คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ฯ

.
[๙๑] ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้
ย่อมได้อุเบกขาโดยเฉพาะด้วยคิดว่า
สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เรา
เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย
เธอไม่ยินดี ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจอุเบกขานั้นอยู่

เมื่อเธอไม่ยินดี ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจอุเบกขานั้นอยู่
วิญญาณก็ไม่เป็นอันอาศัยอุเบกขานั้น
และไม่ยึดมั่นอุเบกขานั้น
ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้ไม่มีความยึดมั่น ย่อมปรินิพพานได้ ฯ

.
อา. น่าอัศจรรย์จริง พระพุทธเจ้าข้า
ไม่น่าเป็นไปได้ พระพุทธเจ้าข้า อาศัยเหตุนี้ เป็นอันว่า
พระผู้มีพระภาคตรัสบอกปฏิปทา
เครื่องข้ามพ้นโอฆะแก่พวกข้าพระองค์แล้ว

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
วิโมกข์ของพระอริยะเป็นไฉน ฯ

[๙๒] พ. ดูกรอานนท์ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้
ซึ่งกามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า
และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า
ซึ่งรูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า
และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ทั้งที่มีในภพหน้า
ซึ่งอาเนญชสัญญา
ซึ่งอากิญจัญญายตนสัญญา
ซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา
ซึ่งสักกายะเท่าที่มีอยู่นี้
ซึ่งอมตะ คือความหลุดพ้นแห่งจิตเพราะไม่ถือมั่น

ดูกรอานนท์ ด้วยประการนี้แล เราแสดงปฏิปทา
มีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว

เราแสดงปฏิปทา
มีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว

เราแสดงปฏิปทา
มีเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว

อาศัยเหตุนี้ เป็นอันเราแสดงปฏิปทาเครื่องข้ามพ้นโอฆะ
คือวิโมกข์ของพระอริยะแล้ว

.
ดูกรอานนท์ กิจใดอันศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล
ผู้อนุเคราะห์ อาศัยความอนุเคราะห์พึงทำแก่สาวกทั้งหลาย
กิจนั้นเราทำแล้วแก่พวกเธอ

ดูกรอานนท์ นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง
เธอทั้งหลายจงเพ่งฌาน อย่าประมาท
อย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนในภายหลัง
นี้เป็นคำพร่ำสอนของเราแก่พวกเธอ ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว
ท่านพระอานนท์ ชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ

.

หมายเหตุ;

สุดท้าย ก็ได้คำตอบว่า ก็เขียนไปเรื่อยๆแบบเดิม
ส่วนใครอ่านแล้ว จะเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหน
หรืออ่านแล้ว รู้สึกนึกคิดอย่างไร
อันนี้ก็แล้วแต่เหตุและปัจจัยของผู้นั้น

การที่จะคิดได้ ต้องเขียนออกมาให้หมด
แล้วจะได้คำตอบของสิ่งที่ควรทำ

โฆษณา

สุริยสูตร

28 กันยายน 61

สุริยสูตร

[๖๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่
ณ อัมพปาลีวัน ใกล้พระนครเวสาลี

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม
นี้เป็นกำหนด ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด
ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ขุนเขาสิเนรุ
โดยยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน์ โดยกว้าง ๘๔,๐๐๐ โยชน์
หยั่งลงในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์
สูงจากมหาสมุทรขึ้นไป ๘๔,๐๐๐ โยชน์

มีกาลบางคราว ที่ฝนไม่ตกหลายปี หลายร้อยปี
หลายพันปี หลายแสนปี

เมื่อฝนไม่ตก พืชคาม ภูตคามและติณชาติที่ใช้เข้ายา
ป่าไม้ใหญ่ ย่อมเฉา เหี่ยวแห้ง เป็นอยู่ไม่ได้ ฉันใด

สังขารก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม
นี้เป็นกำหนด ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด
ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง ฯ

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว
โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏ

เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏ
แม่น้ำลำคลองทั้งหมด ย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใด
สังขารก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง … ควรหลุดพ้น ฯ

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว
โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๓ ปรากฏ

เพราะอาทิตย์ดวงที่ ๓ ปรากฏ แม่น้ำสายใหญ่ๆ
คือ แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ทั้งหมด
ย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น
เป็นสภาพไม่เที่ยง … ควรหลุดพ้น ฯ

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว
โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๔ ปรากฏ

เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๔ ปรากฏ แม่น้ำสายใหญ่ๆ
ที่ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำใหญ่ คือ แม่น้ำคงคา
ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ทั้งหมด
ย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น
เป็นสภาพไม่เที่ยง … ควรหลุดพ้น ฯ
.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว
โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ

เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ
น้ำในมหาสมุทร ลึก ๑๐๐ โยชน์ก็ดี ๒๐๐ โยชน์ก็ดี
๓๐๐ โยชน์ก็ดี ๔๐๐ โยชน์ก็ดี ๕๐๐ โยชน์ก็ดี
๖๐๐ โยชน์ก็ดี ๗๐๐ โยชน์ก็ดี

ย่อมงวดลงเหลืออยู่เพียง ๗ ชั่วต้นตาลก็มี ๖ ชั่วต้นตาลก็มี
๕ ชั่วต้นตาลก็มี ๔ ชั่วต้นตาลก็มี ๓ ชั่วต้นตาลก็มี
๒ ชั่วต้นตาลก็มี ชั่วต้นตาลเดียวก็มี

แล้วยังจะเหลืออยู่ ๗ ชั่วคน ๖ ชั่วคน ๕ ชั่วคน ๔ ชั่วคน
๓ ชั่วคน ๒ ชั่วคน ชั่วคนเดียว ครึ่งชั่วคน เพียงเอว
เพียงเข่า เพียงแค่ข้อเท้า เพียงในรอยเท้าโค

ดูกรภิกษุทั้งหลาย น้ำในมหาสมุทร
ยังเหลืออยู่เพียงในรอยเท้าโคในที่นั้นๆ

เปรียบเหมือนในฤดูแล้ง เมื่อฝนเมล็ดใหญ่ๆ ตกลงมา
น้ำเหลืออยู่ในรอยเท้าโคในที่นั้นๆ
ฉะนั้น เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ
น้ำในมหาสมุทรแม้เพียงข้อนิ้วก็ไม่มี ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น
เป็นสภาพไม่เที่ยง … ควรหลุดพ้น ฯ

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว
โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๖ ปรากฏ
เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๖ ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้
และขุนเขาสิเนรุ ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น
เปรียบเหมือนนายช่างหม้อเผาหม้อที่ปั้นดีแล้ว
ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น ฉะนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น
เป็นสภาพไม่เที่ยง … ควรหลุดพ้น ฯ

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว
โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ
เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้
และขุนเขาสิเนรุ ไฟจะติดทั่วลุกโชติช่วง
มีแสงเพลิงเป็นอันเดียวกัน

เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขาสิเนรุไฟเผาลุกโชน
ลมหอบเอาเปลวไฟฟุ้งไปจนถึงพรหมโลก

เมื่อขุนเขาสิเนรุไฟเผาลุกโชนกำลังทะลาย
ถูกกองเพลิงใหญ่เผาท่วมตลอดแล้ว
ยอดเขาแม้ขนาด ๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐
โยชน์ ๔๐๐ โยชน์ ๕๐๐ โยชน์ ย่อมพังทะลาย

เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขาสิเนรุถูกไฟเผาผลาญอยู่
ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า

เปรียบเหมือนเมื่อเนยใสหรือน้ำมันถูกไฟเผาผลาญอยู่
ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า ฉะนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น
เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม
ควรจะเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด
ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น ใครจะรู้ ใครจะเชื่อว่า
แผ่นดินนี้และขุนเขาสิเนรุจักถูกไฟไหม้พินาศไม่เหลืออยู่
นอกจากอริยสาวกผู้มีบทอันเห็นแล้ว ฯ

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว
ศาสดาชื่อสุเนตตะเป็นเจ้าลัทธิ
ปราศจากความกำหนัดในกาม

ก็ศาสดาชื่อสุเนตตะนั้น มีสาวกอยู่หลายร้อย
เธอแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลาย
เพื่อความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหมโลก

.
และเมื่อสุเนตตศาสดาแสดงธรรม
เพื่อความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหมโลก
สาวกเหล่าใดรู้ทั่วถึงคำสอนได้หมดทุกอย่าง
สาวกเหล่านั้น เมื่อตายไป ก็เข้าถึงสุคติพรหมโลก

ส่วนสาวกเหล่าใดยังไม่รู้ทั่วถึงคำสอนได้หมดทุกอย่าง
สาวกเหล่านั้นเมื่อตายไป
บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี
บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี
บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต
บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา
บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์
บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช
บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งกษัตริย์มหาศาล
บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพราหมณ์มหาศาล
บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งคฤหบดีมหาศาล ฯ

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล
สุเนตตศาสดามีความคิดเห็นว่า การที่เราจะพึงเป็น
ผู้มีสติเสมอกับสาวกทั้งหลายในสัมปรายภพ ไม่สมควรเลย
ผิฉะนั้นเราควรจะเจริญเมตตาให้ยิ่ง ขึ้นไปอีก

ครั้งนั้นแล สุเนตตศาสดาจึงได้เจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปี
แล้วไม่มาสู่โลกนี้ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัล์ป

เมื่อโลกวิบัติ เข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ
เมื่อโลกเจริญ เข้าถึงวิมานพรหมที่ว่าง
ในวิมานนั้น สุเนตตศาสดาเป็นพรหม
เป็นท้าวมหาพรหม เป็นใหญ่ ไม่มีใครยิ่งกว่า
รู้เห็นเหตุการณ์โดยถ่องแท้ เป็นผู้มีอำนาจมาก

เกิดเป็นท้าวสักกะจอมเทวดา ๓๖ ครั้ง
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ตั้งอยู่ในธรรม เป็นพระธรรมราชา
มีสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ผู้ได้ชัยชนะสงคราม
สถาปนาประชาชนไว้เป็นปึกแผ่นมั่นคง
พรั่งพร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ หลายร้อยครั้ง

พระราชโอรสของพระเจ้าจักรพรรดินั้น
ล้วนแต่องอาจ กล้าหาญ ชาญชัย ย่ำยีศัตรูได้
พระเจ้าจักรพรรดิ นั้นทรงปกครองปฐพีมณฑล
อันมีมหาสมุทรเป็นขอบเขต ไม่ต้องใช้อาชญา
ไม่ต้องใช้ศัสตรา ใช้ธรรมปกครอง

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุเนตตศาสดานั้นแล
มีอายุยืนนาน ดำรงมั่นอยู่อย่างนี้
แต่ก็ไม่พ้นจากชาติ ชรา พยาธิ มรณะ
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส
เรากล่าวว่า ไม่พ้นจากทุกข์ได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะยังไม่ตรัสรู้ ไม่ได้แทงตลอดธรรม ๔ ประการ
๔ ประการเป็นไฉน

คือ
อริยศีล ๑
อริยสมาธิ ๑
อริยปัญญา ๑
อริยวิมุติ ๑

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อริยศีล
อริยสมาธิ
อริยปัญญา
อริยวิมุติ
เราตรัสรู้แล้ว แทงตลอดแล้ว เราถอนตัณหา ในภพได้แล้ว
ตัณหาอันเป็นเครื่องนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี ฯ

.
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา
ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว
จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุติอย่างยิ่ง
พระโคดมผู้มียศตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดา
ผู้มีพระจักษุ ทรงรู้ยิ่งด้วยประการดังนี้แล้ว
ตรัสบอกธรรม ๔ ประการแก่ภิกษุทั้งหลาย
ทรงกระทำที่สุดทุกข์แล้ว ปรินิพพาน ฯ

จบสูตรที่ ๒

.

หมายเหตุ;

บทว่า อญฺญตร ทิฏฺฐปเทหิ ความว่า เว้นพระอริยสาวก
ผู้โสดาบัน ผู้มีบท (คือพระนิพพาน) อันตนเห็นแล้ว
อธิบายว่า ใครเล่าจักเชื่อคนอื่นได้
โดย อรรถกถาจารย์

.

.
กำลังจะโยงเข้าสู่ แม่น้ำหลายสาย ล้วนไหลลงที่เดียวกัน
เปรียบเสมือนการปฏิบัติทุกรูปแบบ

หากดำเนินอยู่ในมรรค ล้วนลงรอยเดียวกัน
ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความมีเกิดขึ้นใน
อริยศิล
อริยสมาธิ
อริยปัญญา
อริยวิมุติ

กล่าวคือ
เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ
พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้
นั่นเป็นฐานะที่มีได้

ภิกษุผู้ไม่มีความยึดมั่น ย่อมปรินิพพานได้ ฯ

สมาธิและปัญญา

บางคนสงสัยว่า สมาธิ กับ ปัญญา อันไหนเกิดก่อนกัน

ถ้านำมากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
ปัญญาในที่นี้หมายเอาเฉพาะ วิปัสสนา

ทั้งสมาธิและปัญญา ไม่ว่าอันไหนเกิดก่อน ใช้ได้หมด
คือไม่จำเป็นที่ต้องทำสมาธิให้เกิดก่อน ปัญญาจึงจะเกิด
ใครเริ่มต้นแบบไหน เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยในแต่ละคน

.

สมาธิเกิดก่อนปัญญา ข้อปฏิบัติได้แก่
การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมาธิเกิดก่อน ปัญญาเกิดทีหลัง

กล่าวคือ การทำกรรมฐานในรูปแบบต่างๆ
เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

เป็นการกระทำเพื่อดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติในวัฏสงสาร
ได้แก่ อวิชชา
ภาษาชาวบ้าน มโนกรรม

.

ปัญญาเกิดก่อนสมาธิ ข้อปฏิบัติได้แก่
การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดทีหลัง

กล่าวคือ เป็นสภาวะของศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ
เป็นเรื่องการพยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว
ไม่กระทำกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก

เป็นการกระทำเพื่อดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
ได้แก่ ตัณหา
ภาษาชาวบ้าน กายกรรม วจีกรรม

.

สมาธิและปัญญา สามารถมีเกิดขึ้นได้พร้อมๆกัน
ได้แก่ การเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่เคียงกันไป

ถ้ากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
หมายถึง การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
และการเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
คือ ทำทั้งสองอย่างไปพร้อมๆกัน

.

กับถ้านำมากล่าวโดยลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของการเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่เคียงกันไป

หมายถึง สมถะและวิปัสสนา ที่มีเกิดขึ้นขณะเกิด
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
กล่าวโดยย่อ เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ

ยิ้ม

6-02

เมื่อคืน เข้าออกสมาธิทั้งคืน ตั้งแต่สี่ทุ่ม จนถึงเก้าโมงเช้า
เกิด-ดับ เกิด-ดับ อยู่อย่างนั้น มีเกิดขึ้นเอง
โดยไม่ได้เจตนาทำให้มีเกิดขึ้นแต่อย่างใด

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือ
เสพสุขที่เกิดจากจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

.

เริ่มกำหนดจิตเข้าสู่สมาธิส่วนลึกได้เหมือนก่อนๆมากขึ้น
ทำไมจึงชอบกำหนดจิตเข้าสู่สมาธิส่วนลึก
เหตุผลไม่มีอะไรมาก ชอบเล่นกับสมาธิ

มีครั้งหนึ่ง ตอนที่โอภาสสว่างมาก
มีความรู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าดูด สะดุ้งทั้งตัว
พอสะดุ้ง จิตกลับเข้าสู่สมาธิทันที

อาการไฟดูดครั้งนี้
แรงกว่าเกิดไฟฟ้าสถิตย์

.

รู้สึกดีใจเหมือนกัน ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง
ที่ทำให้กำลังสมาธิฟื้นคืนกลับมา ถึงจะยังไม่คืนมาทั้งหมดก็ตาม

ถ้าถามว่า ทำไมต้องดีใจด้วย
คำตอบ ดีใจสิ อย่างน้อย กำลังสมาธิที่เกิดขึ้น
ช่วยกดข่มกิเลสไว้ส่วนหนึ่ง จึงไม่ต้องใช้ความพยายามมาก
ในการหยุดสร้างเหตุนอกตัว

.
เวลาที่จิตจะเป็นสมาธิ จะรู้สึกวูบลงไป แล้วสว่าง
บางครั้ง รู้สึกวาบขึ้นมาในใจ แล้วสว่าง
หลับตาลงทุกครั้ง สว่างทุกครั้ง

บางครั้ง มองเห็นภาพภายนอกได้ชัดเจน
เหมือนลืมตามอง ทั้งที่ยังหลับตาอยู่

.
วิธีการพักผ่อน จะอาศัยถีนมิธะ จวนเจียนเหมือนอยากหลับ
คือ ถ้ามีอาการเหมือนง่วงนอน จะใช้ช่วงเวลานั้นเป็นประโยชน์
ไปนั่งทันที พอนั่งลง จะรู้สึกวูบลงไป แล้วโอภาสมีเกิดขึ้นทันที
หมายถึง จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

 

 

7-02
ตั้งแต่เมื่อคืน จนถึงวันนี้
ทำสมาธิรวมทั้งหมด ๑๐ ชม.

ชอบนำไปเปรียบเทียบกับอดีต
สมัยก่อนน่ะ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ๑๐ ชม.นี่จิ๊บๆ

.
เดี่ยวนี้ไม่ต้องเจาะจงเดินจงกรมก่อนนั่ง เหมือนแต่ก่อน
คือ โน่นทำนี่ พอนั่งลง จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิทันที
รู้สึกตัว รู้ชัดก่อนจิตเป็นสมาธิ
รู้สึกตัว รู้ชัดขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
รู้สึกตัว รู้ชัดขณะกำลังสมาธิคลายตัว
เมื่อจิตเข้าสู่ความดับในสมาธิ ก็รู้ชัด

.
เพียงแต่สภาวะแต่ละวันไม่เหมือนกัน
เช่นวันนี้ ก็ไม่เหมือนเมื่อวาน
เมื่อวานรู้ชัดทุกขณะ วันนี้ดับไปในสมาธิหลายชม.

สภาวะก็เป็นแบบนี้แหละ เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้
เมื่อวานนี้สุขเกิดตลอด วันนี้มีแต่ความสงบ

เวลาต่อวันมีทั้งหมด ๒๔ ชม.
มโนกรรมไม่เกิด ๑๐ ชม.
กายกรรม วจีกรรมย่อมดับสนิท

 

6-02

 

 

เมื่อคืน เข้าออกสมาธิทั้งคืน ตั้งแต่สี่ทุ่ม จนถึงเก้าโมงเช้า
เกิด-ดับ เกิด-ดับ อยู่อย่างนั้น มีเกิดขึ้นเอง
โดยไม่ได้เจตนาทำให้มีเกิดขึ้นแต่อย่างใด

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือ
เสพสุขที่เกิดจากจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

.

เริ่มกำหนดจิตเข้าสู่สมาธิส่วนลึกได้เหมือนก่อนๆมากขึ้น
ทำไมจึงชอบกำหนดจิตเข้าสู่สมาธิส่วนลึก
เหตุผลไม่มีอะไรมาก ชอบเล่นกับสมาธิ

มีครั้งหนึ่ง ตอนที่โอภาสสว่างมาก
มีความรู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าดูด สะดุ้งทั้งตัว
พอสะดุ้ง จิตกลับเข้าสู่สมาธิทันที

อาการไฟดูดครั้งนี้
แรงกว่าเกิดไฟฟ้าสถิตย์

.

รู้สึกดีใจเหมือนกัน ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง
ที่ทำให้กำลังสมาธิฟื้นคืนกลับมา ถึงจะยังไม่คืนมาทั้งหมดก็ตาม

ถ้าถามว่า ทำไมต้องดีใจด้วย
คำตอบ ดีใจสิ อย่างน้อย กำลังสมาธิที่เกิดขึ้น
ช่วยกดข่มกิเลสไว้ส่วนหนึ่ง จึงไม่ต้องใช้ความพยายามมาก
ในการหยุดสร้างเหตุนอกตัว

.
เวลาที่จิตจะเป็นสมาธิ จะรู้สึกวูบลงไป แล้วสว่าง
บางครั้ง รู้สึกวาบขึ้นมาในใจ แล้วสว่าง
หลับตาลงทุกครั้ง สว่างทุกครั้ง

บางครั้ง มองเห็นภาพภายนอกได้ชัดเจน
เหมือนลืมตามอง ทั้งที่ยังหลับตาอยู่

.
วิธีการพักผ่อน จะอาศัยถีนมิธะ จวนเจียนเหมือนอยากหลับ
คือ ถ้ามีอาการเหมือนง่วงนอน จะใช้ช่วงเวลานั้นเป็นประโยชน์
ไปนั่งทันที พอนั่งลง จะรู้สึกวูบลงไป แล้วโอภาสมีเกิดขึ้นทันที
หมายถึง จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

ธัมมานุธัมมปฏิบัติ

18 กพ. 18

การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย
เพื่อคลายกำหนัด
เพื่อดับสนิท
เพื่อสงบระงับ
เพื่อความรู้ยิ่ง
เพื่อตรัสรู้
เพื่อพระนิพพาน โดยส่วนเดียว

.

อนุพุทธสูตร

[๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภัณฑคาม แคว้นวัชชี
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระผู้มีพระภาคแล้ว
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทั้งเรา ทั้งท่านทั้งหลายได้แล่นไปแล้ว
ได้ท่องเที่ยวไปแล้วสิ้นกาลนานอย่างนี้

เพราะยังไม่รู้แจ้ง ไม่แทงตลอดซึ่งธรรม ๔ ประการ
ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ

ศีลที่เป็นอริยะ ๑
สมาธิที่เป็นอริยะ ๑
ปัญญาที่เป็นอริยะ ๑
และวิมุตติที่เป็นอริยะ ๑

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้
ศีลที่เป็นอริยะ
สมาธิที่เป็นอริยะ
ปัญญาที่เป็นอริยะ
และวิมุตติที่เป็นอริยะ
อันเราและท่านทั้งหลายได้ตรัสรู้ ได้แทงตลอดแล้ว ถอนตัณหาในภพขึ้นได้แล้ว
ตัณหาอันนำไปสู่ภพสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีกต่อไป

.
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้ จบลงแล้ว
จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า

ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุตติ
ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า อันพระโคตม ศาสดาผู้มียศได้ตรัสรู้แล้ว
พระพุทธเจ้าผู้พระศาสดามีจักษุทรงกระทำที่สุดทุกข์
ตรัสรู้พระธรรมแล้ว ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย
พระองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ฯ

จบสูตรที่ ๑

กำลังสมาธิมีมากขึ้น

เห็นการเปลี่ยนแปลง กายและจิตแยกจากกัน ณ ปัจจุบันธรรม

.

งงเหมือนกัน เป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เห็นครั้งก่อน ไม่ชัดเท่าครั้งนี้

เล่าให้เจ้านายฟัง บอกว่า สภาวะของเรามีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้วนะ

เมื่อวาน ตอนเช้า ไปร่วมทำบุญกับผู้คนในคอนโด
ช่วงบ่าย เข้าร่วมประชุม

ช่วงเช้ากับช่วงบ่าย ไม่มีอะไร

ช่วงเย็น จนถึงตอนดึก มีงานเลี้ยง จับสลาก
ได้ไปร่วมงานเลี้ยงกับเขา ที่บอกว่าเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดจากการพูดคุยกับคนในงาน

เวลาที่พูดคุย ปากมันพูดแบบไม่คิดอะไร เหมือนพูดคุยปกติ ที่เปลี่ยนไปคือภายใน เรื่องจิต จิตสงบ กายส่วนกาย จิตส่วนจิต แยกจากกัน ทั้งๆที่ไม่ได้ทำกรรมฐานหรือนั่งสมาธิ แต่สภาวะที่เกิดขึ้น เหมือนเวลาทำสมาธิ และทุกผัสสะที่มีเกิดขึ้น มีคิดพิจรณาเนืองๆ

มีสภาวะเดิมที่เคยเป็น มีเกิดขึ้นอีก อาการสมาธิถ่ายเทไปหาคนอื่น(คนที่พูดคุยด้วย) มีอาการตึงหนังหัวไปหมด ก็รู้ละว่า สมาธิกำลังถ่ายเทไปหาอีกฝ่าย ครั้งนี้ไม่ตกใจเหมือนเมื่อก่อน

สมัยที่สมาธิน้อย จะไม่มีอาการแบบนี้เกิดขึ้น
ตอนนี้สมาธิมีมากขึ้น ดูจากโอภาส เดี่ยวนี้ ไม่ว่าจะทำอะไร อิริยาบทใดก็ตาม หากหลับตาลง สว่างพรึ่บทันที(โอภาส) กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ถึงจะมีมาก แต่ยังไม่มากเท่าเมื่อก่อน

และทำให้รู้ว่า เมื่อมีสมาธิมาก อาการสมาธิถ่ายเทไปหาผู้อื่น จะมีเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ หากอีกฝ่ายเป็นผู้รับ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไม่ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ เพราะไม่อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิม ในสมัยที่กำลังสมาธิที่มีมาก เสื่อมหายไปหมดสิ้น เพราะถูกอีกฝ่าย ดึงไปหมด

ในกรณีที่เจอครั้งนี้ ไม่รู้สึกอะไรเหมือนครั้งก่อน เพราะอีกฝ่ายไม่ได้เจตนา และอาจไม่รู้เรื่องการถ่ายเทสมาธิ เพียงแต่ทำให้เกิดการระวังตัวมากขึ้น

.

บอกเจ้านายว่า ปีหน้า ไม่ไปร่วมอีกแล้ว
เขาถามว่า ทำไมล่ะ

เราบอกว่า ที่ไปร่วมนั้น คิดว่าไม่เป็นไร แล้วอยากพบป่ะผู้ที่อยู่ร่วมกัน จากที่พูดคุยกับหลายๆคน ถึงแม้จะระยะสั้นๆ ทำให้รู้ว่า ทุกผัสสะที่มีเกิดขึ้น กลับกลายเป็นการสอบอารมณ์ตัวเองไปโดยอัตโนมัติ ทำให้รู้ชัดในจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง มันเป็นของมันเอง ทั้งๆที่ไม่มีเรื่องพวกนี้อยู่ในหัว

เมื่อไม่ได้สนใจเรื่องความมี ความเป็น มุ่งเพียรละเหตุแห่งทุกข์ จึงทำให้ไม่อยากรู้เรื่องนี้(จิต) ที่มีเกิดขึ้นอัตโนมัติ เมื่อไม่อยากรู้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปร่วมงานอีก ไม่ได้ปฏิเสธต่อการรู้ตรงนี้ แค่รู้สึกเบื่อหน่ายต่อการรู้ ไม่อยากรู้อะไรทั้งนั้น

สำหรับเราเป็นแบบนี้ กรณีคนอื่นๆ อาจไม่เหมือนกัน แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน

ภวังค์

สภาวะหรืออาการที่ตั้งชื่อเองว่า จิตสัปหงก คือเกิดขึ้นภายใน
มันจะงุบๆ ลงไป พร้อมกับมีโอภาสเกิดขึ้นทุกครั้ง

อาการเหมือน หัวสัปหงก เวลาที่สมาธิมีกำลังมากกว่าสติ
จะหัวทิ่มหัวตำ เหมือนคนง่วงนอนหรือคนนอนหลับ
ภายนอก อาจจะดูเหมือนเป็นแบบนั้น
ภายในไม่ใช่แบบนั้น

บางครั้งก็มีหัวทิ่มหัวตำ โอภาสจะเกิดทุกครั้ง สว่างมากๆ
หูยังรับรู้เสียงได้ แต่แบบคลุมเครือ

ถ้ากำลังสมาธิมากกว่านี้ ภายนอกจะดับหมด
จะรู้ชัดอยู่ภายใน กายและจิต คือ กาย เวทนา จิต ธรรม
แม้กระทั่ง เวลาที่ทุกอย่างดับหายไปหมด ทั้งนอกและใน
จะรู้ชัดทุกขณะอาการต่างๆที่มีเกิดขึ้น

การรู้ชัดรายละเอียดต่างๆ ตั้งแต่จิตเริ่มเป็นสมาธิ
บางครั้ง รู้สึกวูบลงไป พร้อมกับโอภาสที่มีเกิดขึ้น
บางครั้ง รู้สึกวาบขึ้นมาในใจ พร้อมกับมีโอภาสเกิดขึ้น
บางครั้ง ปีติ สุขเกิด ความสงบมีเกิดขึ้น
พร้อมๆกับมีโอภาสเกิดขึ้น

รูปปรากฏบ้าง รูปหายไปบ้าง
เวทนาทางกาย มีเกิดขึ้น ไม่เกิดบ้าง
จิตคิดพิจรณา ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิก็ดี
สัญญาต่างๆ มีเกิดขึ้นไม่แน่นอน

บางครั้งปีติกล้า อยากร้องไห้
ปีติที่เกิดจาก จิตคิดพิจรณาทบทวนการทำความเพียร
ตั้งแต่แรกเริ่ม จนมามีวันนี้ได้
มีวันนี้ได้ เพราะทำความเพียรอย่างหนัก
เหมือนคนที่ทำงานหนักมาก
แล้วได้รับผลตอบแทนมากกว่าแรงที่ลงไป

สภาวะก่อนจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เมื่อก่อนจะรู้ชัดว่า จิตเป็นสมาธิ รู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ
จิตกำลังเป็นสมาธิ รู้ชัดว่าจิตกำลังเป็นสมาธิ

รู้ชัดในรายละเอียดมากขึ้น

สภาวะนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว
ทุกวันนี้ก็มีเกิดขึ้นทุกครั้ง ก่อนจิตเป็นสมาธิ
จะรู้สึกวาบขึ้นในใจ แล้วโอภาสเกิด(จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ)
ไม่ก็รู้สึกวูบลงไปแล้ว แล้วโอภาสเกิด(จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ)
มีชื่อเรียกว่า ภวังค์

เพียงแต่เมื่อก่อนไม่รู้ว่ามีคำเรียก

ถ้าสมาธิมีกำลังมาก กายหายไปหมด เหลือแต่ใจที่รู้อยู่
ก่อนที่จะดับหายไปหมด

บางครั้งจะทรงๆอยู่อย่างนั้นเกือบทั้งวัน
เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้

ถ้าเป็นสมัยก่อน จะตื่นเต้น ดีใจ
เดี่ยวนี้ไม่ละ รู้สึกเฉยๆ เพราะเจอมาหมดแล้ว
มองว่า เป็นเรื่องปกติที่เกิดจากการทำความเพียรต่อเนื่อง

ตอนนี้ สภาวะไม่ต้องอาศัยรูปแบบ
จะยืน เดิน นั่ง นอน หรือทำอะไรก็ตาม
จะรู้ชัดจิตเป็นสมาธิ ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ

เวลาที่ความอิ่มเอิบใจ ความสุขเกิด
นิพพิทา ความเบื่อหน่าย จะหายไป
เวลาจิตสงบ รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต
นิพพิทาก็จะเกิด จะเป็นแบบนี้สลับไปมา

เวลานอน สภาวะไม่ต่างกับอิริยาบทอื่นๆในเวลาปกติ
พอวูบลงไป โอภาสเกิดทันที หากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ไม่มากพอ
กลายเป็นว่า คืนนั้น รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตทั้งคืน
สัญญาต่างๆ มีเกิดขึ้นมากมาย ก็แค่รู้

 

บางคืน พอวูบลงไป โอภาสเกิดทันที จะรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต
ถ้าสมาธิมีกำลังมาก สักพักทุกอย่างดับ รู้สึกตัวอีกที หลายชม.เหมือนกัน
ยิ่งถ้าเป็นวันที่เจ้านายหยุดงาน สี่โมงเช้าถึงจะรู้สึกตัว

 

 

เรื่องภวังค์และสมาธิ

เจ้านายถามว่า ที่ว่าภวังค์ ใช่สมาธิหรือเปล่า

เราบอกว่า ไม่ใช่
ก่อนอื่นต้องรู้ชัดในมิจฉาและสัมมาสมาธิก่อน จึงจะเข้าใจภวังค์

เขาถามว่า แล้วอาการที่หัวเขาหมุนๆ ใช่ตกภวังค์หรือเปล่า

เราถามว่า ตอนนั่ง รู้ชัดจิตเป็นสมาธิมั๊ย
เขาบอกว่า รู้ อาการหัวหมุนๆ จะมีเกิดขึ้นช่วง 45 นาที

เราถามว่า เวลาเกิดอาการหัวหมุน ข้างในรู้มั๊ย
เขาตอบว่า รู้ตัวตลอด

เราบอกว่า เวลาจิตเป็นสมาธิ ต้องเข้าใจก่อนว่า กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น มีเกิดแล้วก็ดับ
ถ้ากำลังสมาธิที่เกิดขึ้น ไม่แนบแน่น จะทรงตัวอยู่ไม่นาน
กำลังสมาธิที่เกิดขึ้นสามารถอ่อนกำลังลงได้
แล้วเริ่มต้นจิตเป็นสมาธิใหม่ได้อีก

อาการหัวหมุน หรือเหวี่ยงไปรอบๆ เป็นอาการของปีติ
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น มีกำลังมากกว่าสติ จึงมีอาการแบบนั้น
เหมือนที่วลัยพรเขียนไว้เรื่องจิตสัปหงก กับ อาการหัวสัปหงก แล้วมีโอภาสเกิด
เป็นลักษณะเดียวกัน คือ กำลังสมาธิมีมากกว่าสติ

จะกำหนดรู้ก็ได้ คือ กำหนดรู้หนอๆๆๆๆ จนกว่าอาการที่เกิดขึ้นจะคลายตัวลง
หรือรู้ตามความเป็นจริงก็ได้ คือ รู้ตามความเป็นจริงของสภาวะที่มีเกิดขึ้น
ไม่ต้องใช้คำกำหนดรู้หนอแต่อย่างใด

พักหลังเขาไม่เดินจงกรมก่อนนั่ง สภาวะเลยเป็นแบบนั้น
ให้เดินจงกรมก่อนแล้วค่อยนั่ง

สภาวะเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ วันนี้อาจเป็นแบบนี้ วันต่อๆไป
พอสภาวะนี้หายไป สภาวะอื่นมีเกิดขึ้นแทน ทั้งหมดไม่เที่ยง ถือมั่นไม่ได้

เรื่องภวังค์ เป็นความละเอียดของจิตเป็นสมาธิ คือ มีเกิดขึ้นก่อนจิตเป็นสมาธิ
ภวังค์ จะมีเกิดขึ้นก่อน คือ รู้สึกวูบลงไป แล้วมีโอภาสเกิดขึ้น
รู้สึกตัวตลอด นี่เป็นเรื่องของสัมมาสมาธิ แล้วสักพักทุกสิ่งดับหายไปหมด
อาการดับเกิดจาก กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ นี่เรื่องปกติ

ส่วนที่่บอกว่า จิตตกภวังค์นั้น เป็นเรื่องของ มิจฉาสมาธิ
คือ พอรู้สึกวูบลงไป แล้วทุกอย่างดับหายไปหมด
หรือที่ว่า กายหายไปหมด ไม่รู้อะไรสักอย่างเดียว
นี่เป็นลักษณะของมิจฉาสมาธิ

บอกตามตรง วลัยพรเลิกสนใจเรื่องสมาธิมานานแล้ว
ตั้งแต่รู้ชัดในรายละเอียดทั้งหมด ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในวิโมกข์ ๘
ไม่เคยมีความสนใจใดๆอีก เพราะรู้ชัดด้วยตนเองหมดแล้ว

อีกอย่าง ทุกวันนี้ เรื่องจิตเป็นสมาธิ ในอิริยาบท แม้กระทั่งไม่ว่าจะทำอะไร
จิตมักตั้งมั่นเป็นสมาธิเนืองๆ ยิ่งทำให้ไม่สนใจเรื่องสมาธิ
มุ่งเฉพาะเรื่องการเพียรละเหตุปัจจัยที่มีอยู่มากกว่า

สังเกตุสิ หากไม่ไปวุ่นวายนอกตัว หรือไปข้องเกี่ยวกับใครๆ
จิตจะไม่ค่อยมีวิตก วิจารณ์ เพราะไม่มีอะไรให้คิด นิวรณ์ต่างๆ ไม่ค่อยมี
จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ง่ายเพราะเหตุนี้

สำหรับคนที่ยังข้องอยู่กับโลก โดยเฉพาะคนที่ยังทำงานประจำหรือยังอยู่กับสังคม
เวลาทำสมาธิ จึงต้องใช้รูปแบบ เพื่อให้จิตมีที่เกาะ

สรุป ภวังค์ ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น คือ รู้สึกวูบลงไป
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นก่อนจิตเป็นสมาธิในมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิ

จิตตกภวังค์ เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของมิจฉาสมาธิ

เขาถามว่า แล้วอัปนาสมาธิกับฌานล่ะ
เราบอกว่า ต้องรู้ก่อนนะว่า จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
กับกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น คนละตัว คนละสภาวะกัน

อัปนาสมาธิ เป็นเรื่องของกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น
มีลักษณะเด่นเฉพาะคือ โอภาส

ฌาน หมายถึง จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ที่มีองค์ประกอบ
เช่น ฌาน ๑ ประกอบด้วย วิตก วิจารณ์ ปีติ สุข เอกัคคตา อะไรทำนองนี้

ปิดท้ายอีกครั้งเรื่องภวังค์ ไม่จำเป็นต้องรู้ชัดเหมือนกันหมดทุกคน
สภาวะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ก่อนเกิด ขณะกำลังเกิด และคลายตัวหรือดับลงไป
เป็นเรื่องของ ความรู้สึกตัวที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ขณะนั้นๆ

เอาแค่ว่า จิตเป็นสมาธิ รู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ มีความรู้สึกตัว
รู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม ตรงนี้คือ หัวใจหลัก
ของจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ที่เป็นสัมมาสมาธิ

เกินจากนั้น ครูมาสอน ความไม่เที่ยง ยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้
ไม่ว่าจะเรียกอะไรก็ตาม แค่รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม

สมาธิ

 

เรื่องของกำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ
ชื่อเรียกของ คำเรียกต่างๆ
เรียกตามกำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้น

.

ขณิกะสมาธิ กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นระยะสั้นๆ
เช่น อุปจารสมาธิ อัปนาสมาธิ

.

อุปจารสมาธิ จิตตั้งมั่น มีกำลังมากกว่า ขณิกสมาธิ
มีเกิดขึ้นนานกว่า ขณิกะ
มีลักษณะเด่นเฉพาะ ที่เรียกว่า นิมิต

เหมือนที่เคยเขียนไว้ว่า เหมือนดูหนังเงียบ

เกี่ยวกับกรรมและการให้ผลของกรรม “ย้อนรอยกรรม”

รู้ทางจิต ไม่ใช่ดูทางตา

.

อัปนาสมาธิ หรือ ฌาน มีลักษณะเด่นเฉพาะคือ โอภาส(แสงสว่าง)
สมาธิที่มีกำลังมากๆ แสงสว่างจะเจิดจ้า

เหมือนบางที่เปรียบเทียบไว้ว่า สว่างไปสามแดนโลกธาตุ
มีเกิดขึ้นได้ทางตาและทางใจ

.

ซึ่งอาจมีผู้เข้าใจผิดคิดว่า โอภาสที่มีเกิดขึ้น ขณะลืมตาหรือหลับตา
เป็นการเข้าถึงความเป็นนั่นนี่ ตามที่เคยได้ยินมา(มรรคสามัคคี)

โอภาส ทั้งๆที่เป็นเรื่องของกำลังสมาธิ
ที่มีเกิดขึ้นเฉพาะอัปปานสมาธิ

จึงกลายเป็นอุปกิเลส
เพราะความถือมั่นในผัสสะ(โอภาส) ที่มีเกิดขึ้น

.

ตั้งแต่โสดาปัตติผลขึ้นไป
ดูที่ปัจเวกขณญาณ ที่มีเกิดขึ้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับโอภาส
แต่เป็นสภาวะที่มีเกิดเฉพาะใน

โสดาปัตติผล

สกทาคาผล

อนาคามีผล

และอรหัตผล

.

.
คำเรียกของรูปฌาน อรูปฌาน ฌานสมาบัติ นิโรธสมาบัติ
มีเกิดขึ้นจาก กำลังสมาธิที่มีกำลังมากขึ้นในแต่ละขณะ
ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของ กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
ควรแยกให้ออกจากกันนะว่า
ขณิกะ อุปจาระ อัปปนา นี่คือ กำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้น ณ ขณะจิตเป็นสมาธิ

กับสมถะ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ตั้งแต่ รูปฌาน อรูปฌาน ฌานสมาบัติ นิโรธสมาบัติ

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น เป็นอัปปนาสมาธิ
จึงมีชื่อเรียกว่า ฌาน ที่เป็นมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิ

ส่วนคำเรียกของรูปฌานในแต่ละคำเรียก
เกิดจากกำลังสมาธิอัปปนาสมาธิ ที่มีเกิดขึ้น

.

สิ่งที่ควรรู้

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น เป็น อัปปนาสมาธิ ในรูปฌานและอรูปฌาน
สภาวะ กาย เวทนา จิต ธรรม สามารถมีเกิดขึ้นได้ปกติ
.

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_line.php?B=23&A=9041
.

กิเลสที่มีเกิดขึ้น เป็นกิเลสที่ละเอียด(สังโยชน์กิเลส)
ฉะนั้น แม้ขณะจิตอยู่ในรูปฌาน ความกำหนัด(กาม)
สามารถมีเกิดขึ้นได้

.

เป็นความปกติของ ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
ที่มีเกิดขึ้น เพื่อให้รู้ว่า สังโยชน์กิเลสตัวนี้ ยังละไม่ได้
.
จึงควรรู้ไว้ว่า ไม่จำเป็นต้องรอให้สมาธิคลายตัว จึงจะคิดพิจรณาได้
หรือต้องกำหนดออกจากสมาธิ จึงจะคิดพิจรณาได้

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของ รูปฌาน ที่เป็นสัมมาสมาธิ

ที่มีลักษณะเด่นเฉพาะ คือ
มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

หากเป็นมิจฉาสมาธิ จะไม่สามารถรู้ชัดในรายละเอียดต่างๆนี้ได้
อรูปฌาน รูป(กาย)หายไปหมด เหลือแต่ใจที่รู้อยู่
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิในอรูปฌาน
เป็นอัปปนาสมาธิ ที่มีกำลังมากกว่า อัปปนาสมาธิในรูปฌาน
จึงเป็นปัจจัยให้ รูปหายไป เหลือแต่วิญญาณธาตุรู้

สุญญตา มีลักษณะเด่นเฉพาะ

เมื่อมีผัสสะ เกิดขึ้น ทั้งภายในและภายนอก
ทุกสิ่งที่มีเกิดขึ้น สักแต่ว่า มีเกิดขึ้น ปราศจากคำเรียก
กระทบปั๊บ รู้ทันทีว่ามีเกิดขึ้น และดับลงทันที

สัญญายตนสมาบัติ(ฌานสมาบัติ)
เป็นเรื่องของ ความดับที่เกิดจากกำลังสมาธิ ที่มีกำลังมาก
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น มีกำลังมากกว่าอัปปนาสมาธิ จึงเข้าสู่ความดับ

มีความรู้สึกตัวรู้อยู่ ตั้งแต่ดับ(ดับทันที)
และรู้สึกตัวอีกที ตอนสมาธิคลายตัว รู้พร้อมทั้งตัว

นิโรธสมาบัติหรือสัญญาเวทยิตนิโรธ
มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  อนิมิตเจโตสมาธิ
เป็นเรื่องของ ความดับในสมาธิ

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น มีกำลังมากกว่า
ความดับในสัญญายตนสมาบัติ
และมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นมากกว่าความดับในสัญญายตนสมาบัติ
คือ รู้ตั้งแต่กำลังจะดับ(มีเกิดขึ้น)
ขณะกำลังดับ(ดับทีละส่วน)
และดับลงในที่สุด(จิต)

เมื่อกำลังสมาธิคลายตัวลง
วิญญาณธาตุรู้(จิต) เกิดก่อน
รูป(กาย)จึงปรากฏต่อมา

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของ อรูปฌาน ที่เป็นสัมาสมาธิ

ที่มีลักษณะเด่นเฉพาะ คือ
มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

หากเป็นมิจฉาสมาธิ จะไม่สามารถรู้ชัดในรายละเอียดต่างๆนี้ได้
ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด เป็นเรื่องเกี่ยวกับสมถะ
ที่เป็นสัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิ ในรูปฌานและอรูปฌาน
ฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติ

ยังมีอีกที่เกี่ยวกับสัมมาสมาธิ
ที่มีเกิดขึ้นจาก การกำหนดรู้ธรรมปัจจุบัน(ผัสสะ)

เป็นการเจริญสมถะ มีวิปัสสนานำหน้า
วิปัสสนาเกิดก่อน สมาธิเกิดที่หลัง

สุญญตสมาธิ  เกิดจาก การรู้ชัดในอนัตตา ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
ย่อมทำให้เกิดความเบื่อหน่าย

เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด(ตัณหา) จึงหลุดพ้น
สมาธิที่มีเกิดขึ้นมีชื่อเรียกว่า สุญญตสมาธิ

อนิมิตตสมาธิ  เกิดจาก การรู้ชัดในอนิจจัง ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆฯลฯ
สมาธิที่มีเกิดขึ้นมีชื่อเรียกว่า สุญญตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ เกิดจาก การรู้ชัดในทุกขัง  ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆฯลฯ
สมาธิที่มีเกิดขึ้นมีชื่อเรียกว่า อัปปณิหิตสมาธิ
http://84000.org/tipitaka//attha/v.php?B=18&A=3336&Z=3448
.

 

เมื่อเป็นดังนี้เนืองๆ
การเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กัน จึงมีเกิดขึนตามเหตุและปัจจัย
วิโมกข์ ๓(โคตรภูญาณ/สภาวะจิตดวงสุดท้าย)
ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุและปัจจัย
จนกระทั่งแจ้งใน

นิพพาน

ปฏิจจสมุปบาท

อริยสัจ ๔

สมถะ(สมาธิ)

เรื่องของสมาธิ

หากทำความเพียรต่อเนื่อง
ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

จะสามารถแยกออกได้ว่า นี่คือ กำลังของสมาธิ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ มีชื่อเรียกว่าอะไรบ้าง

ลักษณะที่มีเกิดขึ้นของกำลังสมาธินั้นๆ
มีลักษณะเฉพาะอะไรบ้าง

.

สมถะ ความตั้งมั่นแห่งจิต หรือ จิตเป็นสมาธิ

รู้ชัดว่า จิตกำลังจะเป็นสมาธิ
รู้ชัดตั้งแต่กำลังจะเกิด กำลังเกิด จนกระทั่งจางคลายหายไป

สามารถแยกแยะได้ว่า นี่คือ สมถะ/สมาธิ
สมาธิที่เกิดขึ้น เป็นมิจฉาสมาธิหรือสัมมาสมาธิ

โดยเฉพาะ ลักษณะเฉพาะ ที่มีเกิดขึ้นในสัมมาสมาธิ
ตรงกับคำที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ทุกประการ

.

จึงเป็นที่มาของ อารัมมณูปนิชฌาน-ลักขณูปนิชฌาน

อารัมมณูปนิชฌาน เพ่งอารมณ์ ได้แก่ สมถะ
สมาธิที่เป็น มิจฉาสมาธิ

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ ในวิโมกข์ ๘
ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

.

ลักขณูปนิชฌาน เพ่งลักษณะ ได้แก่ สมถะ
สมาธิที่เป็น สัมมาสมาธิ

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ ในวิโมกข์ ๘
มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

สัมมาสมาธิ

ถ้าจะฟังเรื่อง สมาธิ
จากมิจฉาสมาธิ เป็นสัมมาสมาธิ
ให้ฟัง หลวงพ่อ พุธ ฐานิโย


ถ้าจะศึกษาเรื่อง สัมมาสมาธิ
ให้ศึกษาพระธรรมคำสอน ในพระไตรปิฎก
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนพระโมคคัลานะ
ลักษณะเด่นของสัมมาสมาธิ “ธรรมเอกผุด”

ในโมคคัลลานสังยุตต์ พระไตรปิฎกฉบับหลวง
เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๕๒๓ หน้า ๒๘๓

สัมมาสมาธิ

เมื่อสัมมาสมาธิเกิด
(สมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นร่วมด้วย)

เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้ มีเกิดขึ้น
(ธรรมเอกผุด ลักษณะที่เด่นชัดของสัมมาสมาธิ)

เป็นเหตุปัจจัยให้ รู้ชัดในลักษณะอาการ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของ
คำที่เรียกว่า รูปฌาน ได้แก่

……

ปฐมฌาน
จงดำรงจิตไว้ในปฐมฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในปฐมฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในปฐมฌาน

……

ทุติยฌาน
จงดำรงจิตไว้ในทุติยฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในทุติยฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในทุติยฌาน

…..

ตติยฌาน
จงดำรงจิตไว้ในตติยฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในตติยฌาน
จงตั้งจิตไว้ในตติยฌาน

….

จตุถฌาน
จงดำรงจิตไว้ในจตุตถฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในจตุตถฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในจตุตถฌาน

กล่าวคือ เข้าออกสมาธิโดยความชำนาญ
รู้ชัดในลัษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของ ผัสสะ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิใน รูปฌาน

….

อรูปฌาน ได้แก่

อากาสานัญจายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในอากาสานัญจายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ในอากาสานัญจายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากาสานัญจายตนฌาน

…..

วิญญาณัญจายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในวิญญาณัญจายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

….

อากิญจัญญายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในอากิญจัญญายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
อากิญจัญญายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากิญจัญญายตนฌาน

….

เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

….

อนิมิตตเจโตสมาธิ
จงดำรงจิตไว้ในอนิมิตตเจโตสมาธิ

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในอนิมิตตเจโตสมาธิ
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในอนิมิตตเจโตสมาธิ

หมายเหตุ;

อนิมิตเจโตสมาธิ หมายถถึง นิโรธสมาบัติหรือสัญญาเวทยิตนิโรธ

ขณะที่กำลังเกิดสภาวะสัญญาเวทยิตนิโรธ
กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร ดับทั้งหมด

….

สัมมาวิมุติ

สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

ได้แก่ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)
ความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กระทำไว่ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไป(กาย วาจา)
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

ชั่วขณะจิต จิตที่เกิดการปล่อยวาง
จาก ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

จิตย่อมตั้งมั่น
สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

จึงมีเกิดขึ้น ตามควาเป็นจริง

เป็นที่มาของ คำเรียกเหล่านี้

ขณิกสมาธิ ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดวิปัสสนาสมาธิ
และวิปัสสนาเจโตสมาธิ(ฌาน)

สัมมาสมาธิ มีลักษณะเจาะจง มีความเด่นชัด
ในลักษณะของสัมมาสมาธิ ได้แก่ ธรรมเอกผุด

ลักษณะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ
ในสัมมาสมาธินั้น หมายถึง วิญญาณ/ธาตุรู้

เมื่อมีธรรมเอกผุด หรือวิญญาณ/ธาตุรู้เกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ทุกขณะ ในแต่ละขณะ(ผัสสะ) ที่จิตเป็นสมาธิอยู่
ที่มีเกิดขึ้นในรูปเฌาน อรูปฌาน
ฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติ

กล่าวคือ
สิ่งที่เกิดขึ้น กับใจที่รู้อยู่

ที่เกินจากนั้น
ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เมื่อกำหนดรู้
อุปกิเลสต่างๆ ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้

….

ที่มาของพระธรรมคำสอน ที่มีชื่อเรียกว่า วิโมกข์ ๘
ที่มีร่องรอยปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก

[๖๖] ดูกรอานนท์ วิโมกข์ ๘ ประการเหล่านี้ ๘ ประการเป็นไฉน คือ

๑. ผู้ได้รูปฌาน ย่อมเห็นรูป
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑

๒. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปในภายใน
ย่อมเห็นรูปในภายนอก
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒

๓. ผู้ที่น้อมใจเชื่อว่า กสิณเป็นของงาม
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓

๔. ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า
อากาศหาที่สุดมิได้

เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา
เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔

๕. ผู้ที่บรรลุวิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า
วิญญาณหาที่สุดมิได้

เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง
เป็นวิโมกข์ที่ ๕

๖. ผู้ที่บรรลุอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า
ไม่มีอะไร

เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖

๗. ผู้ที่บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ
เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗

๘. ผู้ที่บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ
เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘

Previous Older Entries

พฤษภาคม 2019
พฤ อา
« เม.ย.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: