อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อนุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพ
อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว
ปลงภาระลงได้แล้ว มีประโยชน์ของตนอันบรรลุแล้ว
มีสังโยชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ
เวทนาทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละของภิกษุนั้น
เป็นธรรมชาติอันกิเลสทั้งหลายมีตัณหาเป็นต้น
ให้เพลิดเพลินมิได้แล้ว จัก (ดับ) เย็น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ”

.

หมายเหตุ;
“เวทนาทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละของภิกษุนั้น
เป็นธรรมชาติอันกิเลสทั้งหลายมีตัณหาเป็นต้น
ให้เพลิดเพลินมิได้แล้ว จัก (ดับ) เย็น”

.

๑๐. อินทริยภาวนาสูตร (๑๕๒)

[๘๖๓] ดูกรอานนท์ ก็พระอริยะผู้เจริญอินทรีย์แล้ว เป็นอย่างไร

ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ
เธอถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่
ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ได้

ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งไม่ปฏิกูลว่าเป็นของปฏิกูลอยู่
ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ได้

ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งทั้งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่
ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ได้

ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งทั้งไม่ปฏิกูลและปฏิกูลว่าเป็นของปฏิกูลอยู่
ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆว่า เป็นของปฏิกูลอยู่ได้

ถ้าหวังว่าจะวางเฉยเว้นเสียซึ่งสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลทั้งสองนั้น อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะ
ก็ย่อมเป็นผู้วางเฉยในสิ่งนั้นๆ อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะได้ ฯ

.

[๘๖๔] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก
ภิกษุเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ
เพราะได้ยินเสียงด้วยโสต …
เพราะดมกลิ่นด้วยฆานะ …
เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา …
เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย …

เพราะรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน เธอ ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่
ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ได้

ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งไม่ปฏิกูลว่าเป็นของปฏิกูลอยู่
ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ได้

ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งทั้งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่
ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ได้

ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งทั้งไม่ปฏิกูลและปฏิกูลว่าเป็นของปฏิกูลอยู่
ก็ย่อมมีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ได้

ถ้าหวังว่าจะวางเฉยเว้นเสียซึ่งสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลทั้งสองนั้น อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะ
ก็ย่อมเป็นผู้วางเฉยในสิ่งนั้นๆ อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะได้

 

ดูกรอานนท์ อย่างนี้แล ชื่อว่าพระอริยะผู้เจริญอินทรีย์แล้ว ฯ

สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ เป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นพระอรหันตขีณาสพ
อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว
ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว
สิ้นภวสังโยชน์แล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ

เพราะอินทรีย์ ๕ ที่ยังคงอยู่ ไม่ดับไป
ภิกษุนั้นจึงประสบอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เสวยสุขและทุกข์อยู่

ภิกษุทั้งหลาย ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะของภิกษุนั้น
เราเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ”

.

หมายเหตุ;
“เพราะอินทรีย์ ๕ ที่ยังคงอยู่ ไม่ดับไป ภิกษุนั้นจึงประสบอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เสวยสุขและทุกข์อยู่”

.

๑๐. อินทริยภาวนาสูตร (๑๕๒)

[๘๕๖] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า

ดูกรอานนท์ ก็การเจริญอินทรีย์อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ เป็นอย่างไร

ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ
เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้

ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบอาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต นั่นคือ อุเบกขา
เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น

ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ
อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างบุรุษมีตาดีกระพริบตา ฉะนั้น อุเบกขาย่อมดำรงมั่น

ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ

.

[๘๕๗] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก
ภิกษุเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น เพราะได้ยินเสียงด้วยโสต
เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ ขึ้นแล้วเช่นนี้

ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยการเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต นั่นคืออุเบกขา
เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น

ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ
อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างบุรุษมีกำลัง ดีดนิ้วมือโดยไม่ลำบาก ฉะนั้น

ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในเสียงที่รู้ได้ด้วยโสต อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ

.

[๘๕๘] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก
ภิกษุเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะดมกลิ่นด้วยฆานะ
เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้

ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต นั่นคืออุเบกขา
เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบ ใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น

ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ
อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างหยาดน้ำกลิ้งไปบนใบบัว ย่อมไม่ติดในที่ที่กลิ้งไปสักน้อยหนึ่ง ฉะนั้น

ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ

.

[๘๕๙] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก
ภิกษุเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา
เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น แล้วเช่นนี้

ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต นั่นคืออุเบกขา
เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น

ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ
อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างบุรุษมีกำลังตะล่อมก้อนเขฬะไว้ตรงปลายลิ้น แล้วถ่มไปโดยไม่ลำบาก ฉะนั้น

ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในรสที่รู้ได้ด้วยชิวหา อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ

.

[๘๖๐] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก
ภิกษุเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย
เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้

ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต นั่นคืออุเบกขา
เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น

ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ
อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้โดยเร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก  เหมือนอย่างบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียดโดยไม่ลำบาก ฉะนั้น

ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ

.

[๘๖๑] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก
ภิกษุเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน
เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ เกิดทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้

ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งละเอียด ประณีต นั่นคืออุเบกขา
เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น

ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ
อันเกิดขึ้นแล้วได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบากอย่างนี้ เหมือนบุรุษมีกำลัง หยดหยาดน้ำสองหรือสามหยาดลงในกระทะเหล็กที่ร้อนจัดตลอดวัน ความหยดลงแห่งหยาดน้ำยังช้า ทันทีนั้น หยาดน้ำนั้นจะถึงความสิ้นไป แห้งไปเร็วทีเดียว ฉะนั้น

ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโนอย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ

.

ดูกรอานนท์ อย่างนี้แลเป็นการเจริญอินทรีย์อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ

อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์

11 เมย. 18

เมื่อจะนำเรื่อง อุปทาน ๔ มาอธิบายรายละเอียด มาสะดุดตรง กามุปาทาน
มีเหตุให้วกกลับไปเรื่อง สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ

ยังมีข้องใจเรื่องความชอบใจ ไม่ชอบใจ หรือพอใจและไม่พอใจ ที่มีอยู่ในบางพระสูตร ซึ่งเป็นสภาวะของกามุปาทาน

ทำให้เกิดคิดพิจรณาว่า ในเมื่อโลภะ โทสะ โมหะ สิ้นหมดแล้ว
ทำไมยังมีความพอใจ และไม่พอใจเกิดขึ้นได้อีก

แล้วมีเหตุปัจจัยให้เจอพระสูตรนี้เข้า

“เพราะอินทรีย์ ๕ ที่ยังคงอยู่ ไม่ดับไป ภิกษุนั้นจึงประสบอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เสวยสุขและทุกข์อยู่”

พระสุตรที่นำมาใช้ในการอธิบายสภาวะ สำคัญเหมือนกันนะ
โดยเฉพาะผู้ที่ไม่รู้ปริยัติ รู้ชัดแต่สภาวะ หากนำมาถ่ายทอด หรือแม้การขีดเขียนนั้นๆ มีส่วนในการเผยแพร่พระธรรมคำสอน ต้องศึกษาให้มาก ต้องดูเนื้อความในหลายๆพระสูตร จนกว่าจะเจอที่ตรงกับสภาวะ คือ ไม่ทำให้เกิดความข้องใจในคำเรียกนั้นๆ

.

ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นพระอรหันตขีณาสพ

“ภิกษุนั้นย่อมเสวยอารมณ์ ทั้งที่พึงใจและไม่พึงใจ ยังเสวยสุขและทุกข์อยู่ เพราะความที่อินทรีย์ ๕ เหล่าใดเป็นธรรมชาติไม่บุบสลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านั้นของเธอยังตั้งอยู่นั่นเทียว”

.

“เพราะอินทรีย์ ๕ ที่ยังคงอยู่ ไม่ดับไป ภิกษุนั้นจึงประสบอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เสวยสุขและทุกข์อยู่”

.

เมื่อรู้ว่า อิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ หมายถึง โลกธรรม ๘ จบทันที ตัดทิ้งไปได้กับคำว่า พอใจและไม่พอใจ ชอบใจและไม่ชอบใจ ไม่พึงนำมาใส่ลงในสอุปาทิเสนิพพานธาตุ ควรใช้ข้อความดั้งเดิม อิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ เพราะไม่งั้น ความหมายจะเปลี่ยนไปทันที คือ ยังมีอุปธิ ได้แก่ กามุปาทาน

“เพราะอินทรีย์ ๕ ที่ยังคงอยู่ ไม่ดับไป ภิกษุนั้นจึงประสบอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เสวยสุขและทุกข์อยู่”

อินทรีย์ ๕ หมายถึง
๑. จักขุนทรีย์ (อินทรีย์คือจักขุปสาท)
๒. โสตินทรีย์ (อินทรีย์คือโสตปสาท)
๓. ฆานินทรีย์ (อินทรีย์คือฆานปสาท)
๔. ชิวหินทรีย์ (อินทรีย์คือชิวหาปสาท)
๕. กายินทรีย์ (อินทรีย์คือกายปสาท)

กล่าวคือ พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่
คือ จะไม่กล่าวว่า เพราะยังมีเบญจขันธ์ หรือ ยังมีขันธ์ ๕ อยู่

เพราะจะไปขัดแย้งกับ
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
(วิญญาณในที่นี้หมายถึง วิญญาณ ๖)

.
ย่อมประสบกับอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เสวยสุขและทุกข์อยู่

กล่าวคือ ย่อมประสพกับโลกธรรม ๘
ซึ่งเป็นเรื่องของวิบาก ที่ยังคงมีอยู่

คำว่า เสวยสุขและทุกข์อยู่ น่าจะมาจากของเดิม
คือ ยังเสวยเวทนาอยู่ ซึ่งหมายถึง อุเบกขาเวทนา

กล่าวโดยสภาวะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี

เมื่อนำมากล่าวในแง่การดับเหตุแห่งทุกข์ ซึ่งเคยนำมาพูดถึงบ่อยๆ
ชรา มรณะ หมายถึง โลกธรรม ๘
โสกะ ปริเทว ทุกข์ โทมนัส อุปยาส จึงมีเกิดขึ้น

เพราะภพ(ได้แก่ มโนกรรม) เป็นปัจจัย ชาติ(ได้แก่ กายกรรม วจีกรรม) จึงมี
เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ ฯลฯ

พระไตรปิฎก โดยส่วนมากมีการใส่คำแปลลงทับในเนื้อความที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ จะรู้ชัดตามความเป็นจริงของคำเรียกนั้นๆว่ามีลักษณะอาการเกิดขึ้นแบบไหน ต้องรู้ชัดด้วยตนเองโดยสภาวะด้วย กล่าวคือ รู้ชัดในลักษณะอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง และรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง คือ มีปัญญินทรีย์เกิดขึ้นแล้ว

.

สำหรับเราแล้ว คุ้มค่ามากนะ กับการที่ทุ่มเทกับการปฏิบัติ ตัดวงจรชีวิตภายนอกไปเกือบหมด จดทุกรายละเอียดของสภาวะที่มีเกิดขึ้น ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เขียนตามความเป็นจริง ไม่ปกปิดตนเอง เหมือนแก้ผ้าให้คนอื่นดู คือ ประจานตนเอง ตอนนั้นที่ทำแบบนั้น เพราะไม่รู้ รู้แค่ว่า ไม่อยากเล่าให้ใครฟัง เพราะมันไม่จบ หากเก็บไว้ในใจ จะอึดอัดมาก ก็เขียนๆออกมา เขียนให้หมด จนไม่มีอะไรเหลืออยู่ ทำแบบนี้มาตลอด

ผลคือ ทำให้เป็นคนไม่คิดมาก ปล่อยวางได้ง่าย ไม่หมกหม่นกับเรื่องนอกตัว ใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร มีบทสรุปไว้เสร็จสรรพ ที่ยังมีประมาทพลาดพลั้งกระทำอยู่บ้าง ก็เรื่องของความอยากรู้อยากเห็น เช่น นิมิตที่เกิดขึ้น เป็นภาพเรื่องราวต่างๆกับบุคคลที่มีเหตุปัจจัยต่อกัน ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก็กระทำตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ผลน่ะรึ ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นตามมา ก็จะค่อยๆละได้ไปเอง โดยไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด

กับผู้ที่หนาแน่นด้วยโลภะ โทสะ โมหะ หากเกี่ยวข้องด้วย มีแต่โทษต่อผู้นั้น ตัวเราไม่เท่าไหร่ เพราะรู้ชัดด้วยตนเอง ย่อมคิดจะหยุดมากกว่าสานต่อ แต่สำหรับเขาเหล่านั้น กลับกลายว่า เวลาที่วิบากส่งผล คือ ไม่เลิกลา อาฆาตจองเวร กระทำกรรมซ้ำซ้อน

แก้ให้ถูกจุด แก้ที่ตนเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและคำพูด โดยเฉพาะปากที่ยังไว คือ พูดให้น้อย ทำงานให้มาก การทำงาน ก็เหมือนทำกรรมฐานไปในตัว นอกตัว มีแต่ความวุ่นวาย ที่วุ่นวาย เพราะเราไปข้องเกี่ยวเอง โลกก็เป็นแบบนี้แหละ ทุกชีวิตย่อมดำเนินไปตามเหตุปัจจัยของผู้นั้น ไม่ว่าจะมีเราหรือไม่มีเราเกิดขึ้นก็ตาม

.

รู้ชัดในอุปทานขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง และรู้แจ้งในอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง ชีวิตพลิกยิ่งกว่าหน้ามือกับหลังมือ คือ ไม่สามารถหาคำเปรียบเทียบได้ จิตไม่มีการหวนกลับไปไปเป็นดังเดิมอีกต่อไป เหมือนได้เกิดใหม่ แต่อาศัยเปลือกเดิมห่อหุ้มไว้

.

“สุขที่แท้จริง”

วิโมกข์ ๘

4-03

วิโมกข์ ๘

ถ้าไม่นำเรื่องอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหารย์
เนื่องด้วยอำนาจแห่งสมาธิของสมาบัติ ๘ มาเกี่ยวข้อง

คุณของวิโมกข์ ๘ มีนานานับประการ โดยเฉพาะ
ศิลอันเป็นอริยะ
สมาธิอันเป็นอริยะ
ปัญญาอันเป็นอริยะ
เจโตวิมุติ อันเป็นอริยะ
ปัญญาวิมุติ อันเป็นอริยะ

หากบุคคลนั้น ละความปรารถนาต่างๆ ลงไปได้
สภาวะเหล่านี้ สามารถรู้ชัดได้ด้วยตนเองทั้งหมด
เพราะจะมีเกิดขึ้นในตัวของผู้ปฏิบัติ มีเกิดขึ้นปกติ

เหมือนวิปัสสนาญาณ ที่มีเกิดขึ้น
เป็นเรื่องปกติของ สมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ

 

5-05

อันเนื่องมาจากสอุปาทเสนิพพานธาตุและอนุปาทานิพพานธาตุ
ทำให้เกิดความรู้ชัดในรายละเอียดที่มีมากขึ้นของเจโตวิมุติ อันเป็นอริยะ

และทำให้แยกแยะรายละเอียดได้ตามลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของบุคคลบัญญัติว่าเกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย

.
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายบุคคลบัญญัติ
บุคคล ๗ พวกเหล่านี้ คือ

อุภโตภาควิมุตติ ๑
ปัญญาวิมุตติ ๑
กายสักขิ ๑
ทิฏฐิปัตตะ ๑
สัทธาวิมุตติ ๑
ธรรมานุสารี ๑
สัทธานุสารี ๑

.

โสดาปัตติมรรค
ธรรมานุสารี
สัทธานุสารี

อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

อุภโตภาควิมุตติ
ปัญญาวิมุตติ
กายสักขิ
ทิฏฐิปัตตะ
สัทธาวิมุตติ

.

สมณะ ๔ จำพวก

๑. สมณะผู้ไม่หวั่นไหว
พระเสขะทั้งหมด

.

๒. สมณะบุณฑริก
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย
ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้
ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง สำเร็จอยู่ในปัจจุบันนี่
แต่ว่าไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกาย
อย่างนี้แล บุคคลเป็นสมณะบุณฑริก

.
๓. สมณะสระปทุม
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย
ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้
ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง สำเร็จอยู่ในปัจจุบันนี่
ทั้งได้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกายด้วย
อย่างนี้แล บุคคลเป็นสมณะปทุม

.
๔. สมณะผู้ละเอียดอ่อน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะอย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้
กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่
บุคคลเป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะอย่างนี้แล

ก็บุคคลเมื่อจะเรียกบุคคลใดโดยชอบว่า
เป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะ
พึงเรียกบุคคลนั้น คือ เรานี่แหละว่า
เป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะ
เพราะเราได้รับขอร้องเท่านั้นจึงบริโภคจีวรเป็นอันมาก
ไม่ได้รับขอร้องย่อมบริโภคแต่น้อย ฯลฯ

หมายถึง พระพุทธเจ้า

.

เจโตวิมุติของพระอรหันต์ขีณาสพ
กับอุภโตภาควิมุตติบุคคล

ถึงจะเป็นเจโตวิมุติอันเป็นอริยะ
แต่ก็มีมีความแตกต่างกัน

.
กล่าวคือ เจโตวิมุติใน
สมณะบุณฑริก สมณะสระปทุม สมณะผู้ละเอียดอ่อน
เป็นเจโตวิมุติอันไม่กำเริบ

.
ส่วนเจโตวิมุติในอุภโตภาค มีเรื่องของวิบากกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง
สามารถทำให้สมาธินทรีย์ที่มีอยู่ มีเหตุปัจจัยให้เสื่อมลงไปได้
ถึงจะมีเกิดขึ้นแค่เพียงครั้งเดียว ไม่มีการเสื่อมซ้ำซากแบบเจโตวิมุติที่เป็นโลกียะก็ตาม

เมื่อมีการเสื่อมได้ ราคะ โทสะ โมหะ ย่อมมีเกิดขึ้นได้

.
คำว่า เจโตวิมุติอันไม่กำเริบ
หมายถึง ราคะ โทสะ โมหะ อันภิกษุผู้ขีณาสพละเสียแล้ว
มีรากอันตัดขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังว่าต้นตาลแล้ว
ทำไม่ให้มีต่อไปแล้ว มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา

 

ความตาย

28-02-18

คำว่า ตายแล้วเกิด ไม่ได้หมายถึง
การตาย และเกิดใหม่ ในสังสารวัฏ เพียงอย่างเดียว

แต่หมายถึง การตายและเกิดใหม่ในภพชาติปัจจุบันนี้
กล่าวคือ เป็นผู้ที่มีสติ สัมปชัญญะ ขณะทำกาละ
เป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะ ขณะกำลังเกิด

ขณะที่กำลังเขียนเรื่องนี้
ก็ค้นหาคำเรียกที่มีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน
ไปๆมาๆ เจอพระสูตรที่เนื่องด้วยพระอรหันต์ “ชราสุตตนิทเทสที่ ๖.”

อ่านไป อ่านมา คิดพิจรณาถึงสอุปาทิเสนิพพานธาตุ
ที่เคยเขียนไว้เกี่ยวกับ อุภโตภาควิมุติ ปัญญาวิมุติ
สมณบุณฑริก สมณสระปทุม สมณะผู้ละเอียดอ่อน
ซึ่งในตอนนั้น ที่เขียนๆไป ยังออกจะมีงงๆ เกี่ยวกับคำเรียก
คือ ยังไม่สามารถแยกแยะสภาวะ รายละเอียดออกมาเฉพาะได้

แค่รู้ว่ามาตลอด ไม่ค้นหา
เพราะสภาวะที่ผ่านๆมา สอนให้รู้ว่า
เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม เดี่ยวมีเหตุปัจจัยให้รู้เอง

.

เมื่อวาน นั่งอ่านเรื่องพระสุสิมะขโมยธรรม
อ่านไปพิจรณาไปด้วย อ่านแล้วมีแปลกใจเหมือนกัน
ตอนที่พระสุสิมะ ได้ถามกับพระภิกษุที่เป็นพระอรหันต์ว่า

สุ. ผมไม่เข้าใจเนื้อความแห่งคำที่ท่านทั้งหลายกล่าวโดยย่อนี้โดยพิสดารได้ ขอท่านทั้งหลายจงกล่าวแก่ผม เท่าที่ผมจะพึงเข้าใจเนื้อความแห่งคำที่ท่านทั้งหลายกล่าวโดยย่อนี้ โดยพิสดารเถิด ฯ

ภิ. ท่านสุสิมะ ท่านพึงเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม แต่ผมทั้งหลายก็หลุดพ้นได้ด้วยปัญญา ฯ

.

ที่ว่าแปลกใจ คือ สภาวะต่างๆ ไม่จำเป็นต้องรู้เห็นเหมือนกันหมด
เป็นเรื่องเหตุปัจจัยของผู้นั้น แต่ทำไมภิกษุเหล่านั้น จึงพูดทำนองว่า
“ผมทั้งหลายหลุดพ้นด้วยปัญญา” นี่แหละที่แปลกใจ

และที่ทำให้แปลกใจยิ่งขึ้นไปอีก ตอนที่พระสุสิมะนำไปสอบถามกับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงสอบอารมณ์พระสุสิมะ คำที่ทรงตรัสเหมือนกับที่ภิกษุพูดกับพระสุสิมะ และที่ทำให้แปลกใจยิ่งขึ้น ตรงที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “พ. ดูกรสุสิมะ คำตอบนี้ และการไม่เข้าถึงธรรมเหล่านี้มีอยู่ในเรื่องนี้ ในบัดนี้ เรื่องนี้เป็นอย่างไรแน่ ฯ”

คำตรงนี้ที่ทำให้แปลกใจมาก รู้สึกฉงนว่าพลาดตรงไหนไป
ย้อนกลับไปอ่าน ก็ไม่มีตรงไหนพลาด

.
มาวันนี้ ได้คำตอบทั้งหมด ก็จากการที่ได้อธิบายในสอุปาทิเสสะนิพพานธาตุนี้แหละ ที่เขียนไว้มีอุภโตภาควิมุติมาเกี่ยวข้อง

จากที่เคยอ่านๆมา เข้าใจว่า อภโตภาควิมุติบุคคล หมายถึงพระอรหันต์
จุดสังเกตุ ตรงคำว่า บุคคล ซึ่งมีอยู่ในบุคคลบัญญัติ

เออหนอ เป็นอย่างนี้เองหนอ
บุคคลบัญญัติ เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นจาก
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
จึงมีชื่อเรียกว่า บุคลบัญญัติ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้

จาก อุภโตภาควิมุติบุคคล เมื่อเป็นพระอรหันต์เต็มตัว
จะเป็นสมณะสระปุทม

จากปัญญาวิมุติบุคคล เมื่อเป็นพระอรหันต์เต็มตัว
จะเป็นสมณะบุณฑริก

พระอรหันต์ ที่เป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อน
หมายถึง พระพุทธเจ้า

อุภโตภาค

11 กพ. 61

จากพระสูตรหนึ่ง ไปขยายใจความอีกพระสูตรหนึ่ง
เป็นการอธิบายรายละเอียดในความหมายของคำเรียกนั้นๆ

.
เกี่ยวกับพระอรหันต์ ในสอุปาทิเสนิพพานธาตุ
ที่มีเรื่องเวทนาและอินทรีย์ ๕ มาเกี่ยวข้อง

.
เคยเขียนไว้ว่า หมายถึง อุภโตภาควิมุติ
คำว่าอินทรีย์ ๕ หมายถึง อินทรีย์ ๕ พละ ๕

ถ้าเจโตวิมุติ ไม่มีเหตุปัจจัยให้เสื่อม
ก็ยังคงสภาพของอุภโตภาควิมุติ
กล่าวคือ อินทรีย์ ๕ ไม่มีการบุบสลาย

.

ไปอ่านเอจพระสูตรหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกอินทรีย์ ๕
ได้แก่ จักขุอินทรีย์ โสตินทรีย์ฯลฯ

เป็นเรื่องของ อุปทานขันธ์ ๕
ที่มีเกิดขึ้นกับปุถุชนในโลกนี้ผู้ไม่ได้สดับ ฯลฯ

สำหรับอริยสาวก
จักขุอินทรีย์ ฯลฯ จะใช้เรียกว่า อินทรีย์ ๖

นี่เป็นความต่างของคำเรียก”อินทรีย์ ๕”
ในพระอริยบุคคลกับปถุชน

คำว่า พระอริยบุคคล แค่เขียนตามคำที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกไว้
ที่ใช้ในการสื่อสารไปในทางเดียวกัน
คือ ผู้ที่มีวิชชาเกิดขึ้นแล้ว
ได้แก่ รู้แจ้งในอริยสัจ ๔

.
สภาวะสัญญาต่างๆที่มีเกิดขึ้น ใช่ว่าจะอยากเขียน
แต่ต้องเขียนออกมา ไม่งั้นมันจคิดไม่หยุด
ครุ่นคิดแต่สัญญา คำเรียกนั้นๆ ทำให้เกิดความรำคาญใจ
จึงต้องเขียนออกมาให้หมด จนกว่าจะหยุดคิด
แต่มีเหตุดีอยู่อย่างหนึ่ง ไม่ชอบสอนใคร

เคยเจอมาแล้ว เคยคิดอยากจะสอน
ทีนี้เห็นตัวมานะเกิด เหมือนดั่งงูพิษ ส่งเสียงขู่ฟ่อๆๆๆ
เมื่อเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด ความอยากสอน จึงหายไปหมดสิ้น

 

ความหมายของ “อินทรีย์ ๕”
สำหรับผู้ที่ยังมีอุปทานในขันธ์ ๕

.

๕. สมนุปัสสนาสูตร

ว่าด้วยการพิจารณาเห็นอุปาทานขันธ์ ๕

[๙๔] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง

เมื่อพิจารณาเห็น ย่อมพิจารณาเห็นตนเป็นหลายวิธี
สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด

ย่อมพิจารณาเห็นอุปาทานขันธ์ ๕ หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง.
อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน?

.

ปุถุชนในโลกนี้ผู้ไม่ได้สดับ
ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ
ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะ

ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ
ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ

.
ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน ๑
ย่อมตามเห็นตนมีรูป ๑
ย่อมตามเห็นรูปในตน ๑
ย่อมตามเห็นตนในรูป ๑
ย่อมตามเห็นเวทนาโดยความเป็นตน …
ย่อมตามเห็นสัญญาโดยความเป็นตน …
ย่อมตามเห็นสังขารโดยความเป็นตน …
ย่อมตามเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑
ย่อมตามเห็นตนมีวิญญาณ ๑
ย่อมตามเห็นวิญญาณในตน ๑
ย่อมตามเห็นตนในวิญญาณ ๑.

การตามเห็นด้วยประการดังนี้แล
เป็นอันผู้นั้นยึดมั่นถือมั่นว่า เราเป็น

.
เมื่อผู้นั้น ยึดมั่นถือมั่นว่า เราเป็น

ในกาลนั้น อินทรีย์ ๕ คือ
จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ ย่อมหยั่งลง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนะมีอยู่
ธรรมทั้งหลายมีอยู่
อวิชชาธาตุมีอยู่.

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว อันความเสวยอารมณ์
ซึ่งเกิดจากอวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว เขาย่อมมีความยึดมั่นถือมั่นว่า
เราเป็นดังนี้บ้าง
นี้เป็นเราดังนี้บ้าง
เราจักเป็นดังนี้บ้าง
จักไม่เป็นดังนี้บ้าง
จักมีรูปดังนี้บ้าง
จักไม่มีรูปดังนี้บ้าง
จักมีสัญญาดังนี้บ้าง
จักไม่มีสัญญาดังนี้บ้าง
จักมีสัญญาก็หามิได้
ไม่มีสัญญาก็หามิได้ดังนี้บ้าง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อินทรีย์ ๕ ย่อมตั้งอยู่
ในเพราะการตามเห็นนั้นทีเดียว

.
เมื่อเป็นเช่นนี้ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว
ย่อมละอวิชชาเสียได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น
เพราะความคลายไปแห่งอวิชชา เพราะความเกิดขึ้นแห่งวิชชา
อริยสาวกนั้น ย่อมไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในอินทรีย์เหล่านั้นว่า

เราเป็นดังนี้บ้าง นี้เป็นเราดังนี้บ้าง
เราจักเป็นดังนี้บ้าง จักไม่เป็นดังนี้บ้าง
จักมีรูปดังนี้บ้าง จักไม่มีรูปดังนี้บ้าง
จักมีสัญญาดังนี้บ้าง จักไม่มีสัญญาดังนี้บ้าง
จักมีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้ดังนี้บ้าง.

จบ สูตร ๕.

.

.

สมนุปัสสนาสูตร
ว่าด้วยการพิจารณาเห็น

[๔๗] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
เมื่อพิจารณา ก็พิจารณาเห็นตนเป็นไปต่างๆ
สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด พิจารณาเห็น
อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ประการ หรืออุปาทานขันธ์ประการใดประการหนึ่ง

อุปาทานขันธ์ ๕ ประการ เป็นอย่างไร

.
คือ ปุถุชนในโลกนี้ผู้ไม่ได้สดับ
ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ
ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะ
ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ
ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ

๑. พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา
พิจารณาเห็นอัตตาว่ามีรูป พิจารณาเห็นรูปในอัตตา
หรือพิจารณาเห็นอัตตาในรูป

๒. พิจารณาเห็นเวทนา ฯลฯ

๓. พิจารณาเห็นสัญญา ฯลฯ

๔. พิจารณาเห็นสังขาร ฯลฯ

๕. พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา
พิจารณาเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณ
พิจารณาเห็นวิญญาณในอัตตา
หรือพิจารณาเห็นอัตตาในวิญญาณ

การพิจารณาเห็นอย่างนี้ จัดว่าผู้นั้นยึดมั่นถือมั่นว่า ‘เราเป็น’
เมื่อผู้นั้น ยึดมั่นถือมั่นว่า ‘เราเป็น’ ย่อมเกิดอินทรีย์ ๕ ประการ คือ

๑. จักขุนทรีย์ (อินทรีย์คือจักขุปสาท)
๒. โสตินทรีย์ (อินทรีย์คือโสตปสาท)
๓. ฆานินทรีย์ (อินทรีย์คือฆานปสาท)
๔. ชิวหินทรีย์ (อินทรีย์คือชิวหาปสาท)
๕. กายินทรีย์ (อินทรีย์คือกายปสาท)

ภิกษุทั้งหลาย มโนมีอยู่ ธรรม๑- ทั้งหลายมีอยู่ อวิชชาธาตุ๒- มีอยู่

เมื่อปุถุชน ผู้ไม่ได้สดับ ถูกความเสวยอารมณ์
ซึ่งเกิดจากอวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว
เขาก็มีความ ยึดมั่นถือมั่นว่า

‘เราเป็น’บ้าง
‘เราเป็นนี้’บ้าง
‘เราจักเป็น’บ้าง
‘เราจักไม่เป็น’บ้าง
‘เราจักมีรูป’บ้าง
‘เราจักไม่มีรูป’บ้าง
‘เราจักมีสัญญา’บ้าง
‘เราจักไม่มี สัญญา’บ้าง
‘เราจักมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่’บ้าง

ภิกษุทั้งหลาย ก็อินทรีย์ ๕ ประการ
ตั้งอยู่ได้เพราะการพิจารณาเห็นนั้นแล

เมื่อเป็นเช่นนี้ อริยสาวกผู้ได้สดับ
ก็ละอวิชชาในอินทรีย์เหล่านั้น วิชชา๓- จึงเกิดขึ้น

เพราะอวิชชาคลายไป เพราะวิชชาเกิดขึ้น
อริยสาวกนั้นจึงไม่มีความยึดมั่นถือมั่นว่า

‘เราเป็น’ บ้าง ‘
เราเป็นนี้’ บ้าง ‘
เราจักเป็น’ บ้าง
‘เราจักไม่เป็น’ บ้าง
‘เราจัก มีรูป’ บ้าง
‘เราจักไม่มีรูป’ บ้าง
‘เราจักมีสัญญา’ บ้าง
‘เราจักไม่มีสัญญา’ บ้าง
‘เราจักมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่’ บ้าง”

สมนุปัสสนาสูตรที่ ๕ จบ

.
หมายเหตุ :

๑. มนะ ใจ
ธรรม ธรรมารมณ์

๒. อวิชชาธาตุ ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔

.

เกิดจากผัสสะอันสัมปยุตด้วยอวิชชา.
เช่น ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียงฯลฯ

เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่ อุปทานขันธ์ ๕ ย่อมมีเกิดขึ้น
เมื่อความยึกดมั่นถอมั่นในขันธ์ ๕ มีเกิดขึ้น

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา

.
๓. วิชชาเกิด การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ (ปัญญินทรีย์)

 

สภาวะสัญญาที่มีเกิดขึ้นต่อเนื่อง
การขีดเขียนสภาวะสัญญาต่างๆมาตลอด

เปรียบเหมือนจิ๊กซอตัวอักษรของคำเรียกนั้นๆ
ที่วางอยู่ กระจัดกระจาย ไม่เป็นคำเรียกแต่อย่างใด
เป็นเพียงแต่ตัวอักษร ก. ข. ค. ง. ฯลฯ เท่านั้นเอง

บางครั้งจับอักษรนี้มาต่อ
สักระยะหนึ่ง ไม่ใช่ละ ต้องรื้อใหม่

มาวันนี้ การต่อจิ๊กซอของตัวอักษร
เกี่ยวกับคำเรียกต่างๆได้ทั้งหมดจนครบถ้วนกระบวนความ
มีความคิดว่า ควรเริ่มเขียนจากคำเรียกใดก่อน

.

หัวใจพระธรรมคำสอน ไม่ใช่เรื่องมรรค ผล
แต่เป็นการทำความเพียรที่เป็นไป
เพื่อความเบื่อหน่าย
เพื่อคลายกำหนัด
เพื่อดับสนิท
เพื่อสงบระงับ
เพื่อความรู้ยิ่ง
เพื่อตรัสรู้
เพื่อพระนิพพาน โดยส่วนเดียว

.

ซึ่งมีอยู่ในพระสูตรที่ทรงตรัสกับพระสารีบุตร
เเกี่ยวกับพระอริยบุคคลประเภทต่างๆ
พระองค์จะทรงตรัสต่อเมื่อถูกถาม
ปกติแล้วพระองค์จะไม่ตรัส
เพราะเมื่อสาวกฟังแล้ว อาจทำให้เกิดความประมาท
คือเกิดความยินดีพอใจในความมี ความเป็นอริยบุคคล

.

๒. สอุปาทิเสสสูตร

ว่าด้วยสอุปาทิเสสบุคคล

สารีบุตร ธรรมบรรยายนี้
ยังไม่แจ่มแจ้งแก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาก่อน
ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะประสงค์ว่า ชนทั้งหลายฟังธรรมบรรยายนี้แล้ว
อย่านำมาซึ่งความประมาท

อีกอย่างหนึ่ง เรากล่าวธรรมบรรยายนี้โดยมุ่งถึงปัญหา”

.
บทว่า น ตาวายํ สาริปุตฺต ธมฺมปิรยาโย ปฏิภาสิ ความว่า ก็ในข้อนี้ได้ความหมายดังนี้ว่า ธรรมดาความไม่แจ่มแจ้ง ย่อมไม่มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า เราจักไม่กล่าวธรรมปริยายนี้ก่อน.
บทว่า มายิมํ ธมฺมปริยายํ สุตฺวา ปมาทํ อาหรึสุ ความว่า บุคคลทั้งหลาย เมื่อไม่ทำความเพียรเพื่ออรหัตในเบื้องบน อย่าถึงความประมาทด้วยเข้าใจว่า นัยว่าเราทั้งหลาย พ้นแล้วจากอบาย ๔ ดังนี้.
บทว่า ปญฺหาธิปฺปาเยน ภาสิโต ท่านแสดงว่า เรากล่าวว่า เรากล่าวตามปัญหาที่ท่านถามแล้วดังนี้.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำเหตุนั้นเท่านั้นให้เกิด เพื่อบรรเทาฉันทราคะในภพทั้งหลายของบุคคล ๙ จำพวกเหล่านี้แล้ว จึงได้ตรัสพระสูตรนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คูถแม้มีประมาณน้อย ย่อมมีกลิ่นเหม็นแม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวซึ่งภพแม้มีประมาณน้อยโดยที่สุด แม้เพียงชั่วลัดนิ้วมือฉันนั้นเหมือนกัน.

 

ยกตัวอย่าง เกี่ยวกับมรรคมีองค์ ๘
สมัยก่อน ตอนที่อ่านเจอพระสูตรเหล่านี้
เข้าใจว่า เป็นเรื่องของ ผัสสะ เพียงอย่างเดียว

เพิ่งจะรู้ชัดไม่กี่วันนี้เองว่า
เป็นเรื่องของ มรรคมีองค์ ๘
ข้อปฏิบัติที่เป็นไป เพื่อความเบื่อหน่าย
เพื่อคลายกำหนัด
เพื่อดับสนิท
เพื่อสงบระงับ
เพื่อความรู้ยิ่ง
เพื่อตรัสรู้
เพื่อพระนิพพาน โดยส่วนเดียว

.

เหตุปัจจัยที่ทำให้รู้ เกิดจากข้อสอบนักธรรมตรีในเนต
เป็นคำถามเรื่อง ปัญญาอันเห็นชอบ

ถ้ากล่าวโดยสภาวะ ปัญญาความเห็นชอบ หมายถึง ไตรลักษณ์
วิโมกข์ ๓ เกิดก่อน อริยสัจ ๔ เกิดที่หลัง

คำอธิบายออกจะดูวนๆ เพราะจะย้อนกลับไปมา
คือ วิโมกข์ ๓ รู้จากการปฏิบัติ
ส่วนอริยสัจ ๔ สัญญาเกิดก่อน ญาณเกิดที่หลัง

เมื่อรู้แจ้งในอริยสัจ ๔
ย่อมมีความรู้เหตุเกิด เหตุดับ คุณ โทษ
และอุบายเป็นเครื่องออกไปแห่ง ผัสสายตนะทั้ง ๖ ตามความเป็นจริง
แล้วหลุดพ้นได้ด้วยไม่ถือมั่น ฯ

ต่อมาได้เขียนอธิบายเรื่องสอุปาทิเสนิพพานธาตุ
มีเหตุให้เจอพระสูตรที่อธิบายความแตกต่างเรื่องอินทรีย์ ๕
ระหว่างพระอริยะกับปถุชน

ยิ่งเขียนออกมา สัญญาต่างๆก็ยิ่งเกิด
ท้ายสุดจึงได้รู้ว่า สัญญาต่างๆ ที่เขีนมาต่อเนื่องนั้น
เป็นเรื่องของคำเรียกใด

สรุปแล้ว มรรคมีองค์ ๘ ในภาคปริยัติ
การอธิบายลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
โดยปราศจากตัวตนหรือความเห็นของตนเข้าแทรกแซง

.

พระสูตรทั้งหมดนี้ เป็นข้อปฏิบัติ
ที่เรียกว่า มรรคมีองค์ ๘
จนแจ่มแจ้งนิพพานตามความเป็นจริงด้วยตนเอง
กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

.

เทวทหวรรคที่ ๔
เทวทหสูตร

 

[๑๓๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ เทวทหนิคมของเจ้าศากยะทั้งหลาย แคว้นสักกะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวว่า ความไม่ประมาทในผัสสายตนะ ๖ ประการ อันภิกษุทุกรูปควรทำแท้

แต่เราก็ไม่กล่าวว่า ความไม่ประมาทในผัสสายตนะ ๖ ประการ อันภิกษุทุกรูปไม่ควรทำเลย

ภิกษุเหล่าใดเป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว สิ้นภวสังโยชน์หลุดพ้นเพราะรู้โดยชอบ

ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า ความไม่ประมาทในผัสสายตนะ ๖ ประการ อันภิกษุเหล่านั้นไม่ควรทำ ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะความไม่ประมาทภิกษุเหล่านั้นกระทำแล้ว
ภิกษุเหล่านั้นไม่ควรประมาท

 

ส่วนภิกษุเหล่าใดเป็นเสขะยังไม่บรรลุอรหัตตผล
ปรารถนาธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมอยู่
เรากล่าวว่า ความไม่ประมาทในผัสสายตนะ ๖ ประการ
อันภิกษุเหล่านั้นควรทำ ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะรูปที่พึงรู้แจ้งทางตา น่ารื่นรมย์ใจบ้าง ไม่น่ารื่นรมย์ใจบ้างมีอยู่
รูปเหล่านั้นกระทบแล้วๆ ย่อมไม่ครอบงำจิตของบุคคลนั้นอยู่

เพราะไม่ครอบงำจิต บุคคลจึงปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน
มีสติตั้งมั่น ไม่หลงลืม มีกายสงบ ไม่กระสับกระส่าย มีจิตแน่วแน่เป็นสมาธิ เราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทนี้ จึงกล่าวว่า
ความไม่ประมาทในผัสสายตนะ ๖ ประการ
อันภิกษุเหล่านั้นควรทำแท้ ฯลฯ

รสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้น น่ารื่นรมย์ใจบ้าง ไม่น่ารื่นรมย์ใจบ้างมีอยู่
รสเหล่านั้นกระทบแล้วๆ ย่อมไม่ครอบงำจิตของบุคคลนั้นอยู่

เพราะไม่ครอบงำจิต บุคคลจึงปรารภความเพียร ไม่ย่อหย่อน
มีสติตั้งมั่น ไม่หลงลืม มีกายสงบ ไม่กระสับกระส่าย มีจิตแน่วแน่เป็นสมาธิ

เราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทนี้ จึงกล่าวว่า
ความไม่ประมาทในผัสสายตนะ ๖ ประการ อันภิกษุเหล่านั้นควรทำแท้ ฯลฯ

ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจ น่ารื่นรมย์ใจบ้าง ไม่น่ารื่นรมย์ใจบ้างมีอยู่
ธรรมารมณ์นั้นกระทบแล้วๆ ย่อมไม่ครอบงำจิตของบุคคลนั้นอยู่

เพราะไม่ครอบงำจิต บุคคลจึงปรารภความเพียร ไม่ย่อหย่อน มีสติตั้งมั่น ไม่หลงลืม มีกายสงบ ไม่กระสับกระส่าย มีจิตแน่วแน่เป็นสมาธิ

เราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทนี้ จึงกล่าวว่า
ความไม่ประมาทในผัสสายตนะ ๖ ประการ อันภิกษุเหล่านั้นควรทำแท้

.

.

ผัสสายตนสูตรที่ ๓

[๘๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ไม่ทราบชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่ง ผัสสายตนะ ๖ ตามความเป็นจริง
พรหมจรรย์อันเธอไม่อยู่จบแล้ว เธอเป็นผู้ไกลจากธรรมวินัยนี้

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว
ภิกษุรูปหนึ่งได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นผู้ฉิบหายแล้วในธรรมวินัยนี้
เพราะข้าพระองค์ไม่ทราบชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามความเป็นจริง ฯ

พ. ดูกรภิกษุ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือ หนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา
นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

พ. หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือ หนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา
นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย
แม้ในจักษุ แม้ในหู แม้ในจมูก แม้ในลิ้น แม้ในกาย แม้ในใจ

เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว

รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บทอันประเสริฐ สงบ ไม่มีบทอื่นยิ่งกว่า
ที่ ตถาคตตรัสรู้เองด้วยปัญญาอันยิ่งนี้แล คือ ความรู้เหตุเกิด เหตุดับ คุณ โทษ
และอุบายเป็นเครื่องออกไปแห่งผัสสายตนะทั้ง ๖ ตามความเป็นจริง
แล้วหลุดพ้นได้ด้วยไม่ถือมั่น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บทอันประเสริฐ สงบ ไม่มีบทอื่นกว่านี้นั้น
คือ ความรู้เหตุเกิด เหตุดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องออกไปแห่ง ผัสสายตนะทั้ง ๖ ตามความเป็นจริง แล้วหลุดพ้นได้ด้วยไม่ถือมั่น ฯ

เราละผัสสายตนะ ๖ ประการได้แล้ว เป็นผู้คุ้มครองทวารสำรวมด้วยดี
กำจัดเสียได้ซึ่งสรรพกิเลส อันเป็นมูลรากแห่งวัฏทุกข์ บรรลุความสิ้นอาสวะแล้ว.

.

.

๖. มหาสัจจกสูตร

[๓๙๖] สัจจกนิครนถ์พอนั่งแล้ว ได้ทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
ข้าพเจ้าขอถามพระโคดมสักหน่อยหนึ่ง ถ้าพระโคดมจะทำโอกาสเพื่อแก้ปัญหาแก่ข้าพเจ้า.

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอัคคิเวสสนะ ท่านประสงค์จะถามปัญหาใด ก็ถามเถิด.

ส. พระโคดมแนะนำพวกสาวกอย่างไร
และคำสั่งสอนของพระโคดมมีส่วนอย่างไรที่เป็นไปมากในพวกสาวก?

พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ เราแนะนำสาวกทั้งหลายอย่างนี้
และคำสั่งสอนของเรามีส่วนอย่างนี้ ที่เป็นไปมากในสาวกทั้งหลายว่า

รูปไม่เที่ยง
เวทนาไม่เที่ยง
สัญญาไม่เที่ยง
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง
วิญญาณไม่เที่ยง

รูปไม่ใช่ตน
เวทนาไม่ใช่ตน
สัญญาไม่ใช่ตน
สังขารทั้งหลายไม่ใช่ตน
วิญญาณไม่ใช่ตน
สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตน
ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตน ดังนี้

ดูกรอัคคิเวสสนะ เราแนะนำสาวกทั้งหลายอย่างนี้
และคำสั่งสอนของเรามีส่วนอย่างนี้ ที่เป็นไปมากในสาวกทั้งหลาย.

.

[๔๐๑] สัจจกนิครนถ์ ทูลถามว่า
ด้วยเหตุเท่าไร สาวกของพระโคดม
จึงชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสั่งสอน
ทำถูกตามโอวาท
ข้ามความสงสัยเสียได้
ปราศจากความแคลงใจอันเป็นเหตุให้กล่าวว่าข้อนี้เป็นอย่างไร
ถึงความแกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น อยู่ในคำสอนของศาสดาตน?

พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ สาวกของเราในธรรมวินัยนี้
ย่อมเห็นเบญจขันธ์นั้นด้วยปัญญาอันชอบ
ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันใดอันหนึ่ง
ทั้งที่ล่วงไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่มาถึง ทั้งเกิดขึ้นเฉพาะในบัดนี้
ที่เป็นภายในก็ดี ที่เป็นภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี
เลวก็ดี ประณีตก็ดี ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี

ทั้งหมด ก็เป็นแต่รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตนของเรา ดังนี้.

ดูกรอัคคิเวสสนะ ด้วยเหตุเท่านี้แหละ
สาวกของเราจึงชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสั่งสอน
ทำถูกตามโอวาท
ข้ามความสงสัยเสียได้
ปราศจากความแคลงใจ อันเป็นเหตุให้กล่าวว่าข้อนี้เป็นอย่างไร
ถึงความแกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น อยู่ในคำสอนของศาสดาตน.

.

[๔๐๒] ส. ข้าแต่พระโคดม ด้วยเหตุเท่าไร
ภิกษุชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว
มีกิจที่ควรทำได้สำเร็จแล้ว ปลงภาระเสียแล้ว มีประโยชน์ตนถึงแล้วโดยลำดับ มีสัญโญชน์อันจะนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ชอบ?

พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ …
เห็นเบญจขันธ์ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า

รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ อันใดอันหนึ่ง
ทั้งที่ล่วงไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่มาถึง ทั้งเกิดขึ้นเฉพาะในบัดนี้
ที่เป็นภายในก็ดี ที่เป็นภายนอกก็ดี
หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี
เลวก็ดี ประณีตก็ดี
ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี

ทั้งหมด ก็เป็นแต่รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตนของเรา ดังนี้
จึงพ้นแล้วเพราะไม่ถือมั่น.

ดูกรอัคคิเวสสนะ ด้วยเหตุเท่านี้แหละ
ภิกษุชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว
มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระเสียแล้ว มีประโยชน์ตนถึงแล้วโดยลำดับ มีสัญโญชน์อันจะนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ.

ดูกรอัคคิเวสสนะ ภิกษุที่รู้พ้นวิเศษแล้วอย่างนี้แหละ
ประกอบด้วยคุณอันยอดเยี่ยม ๓ ประการ คือ
ความเห็นอันยอดเยี่ยม ๑
ความปฏิบัติอันยอดเยี่ยม ๑
ความพ้นวิเศษอันยอดเยี่ยม ๑.

เมื่อมีจิตพ้นกิเลสแล้วอย่างนี้ ย่อมสักการะ
เคารพ นับถือ บูชา ตถาคตว่า

พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ตรัสรู้แล้ว
ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อให้ตรัสรู้

พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงฝึกพระองค์แล้ว
ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อฝึก

พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงสงบได้แล้ว
ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อสงบ

พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงข้ามพ้นแล้ว
ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อข้ามพ้น

พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงดับสนิทแล้ว
ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อความดับสนิท.

 

13 กพ. 61

ยังคงอยู่ในเรื่องของสอุปาทเสนิพพานธาตุ

.

วันนี้มีสัญญาอย่างหนึ่งเกิดขึ้นว่า

เจโตวิมุติ มี ๒ ชนิด

โลกียะ ๑ โลกุตระ ๑

.

ขณะที่มีสัญญาเกิดขึ้น ก็มีภาพในอดีตผุดขึ้นมา
ภาพของการทำความเพียร จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในแต่ละขณะ
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น มีกำลังมาก ก้าวเข้าสู่ความดับ
จนกระทั่งมีเหตุปัจจัยให้เกิดสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อม
กำลังสมาธิที่เคยมีมาก เสื่อมหายไปหมดสิ้น
เป็นเรื่องของ กรรมและการให้ผลของกรรม
คือ กรรมมาตัดรอน

แต่ความที่ศรัทธาหยั่งลงแล้ว มีกำลังมาก
แทนที่จะเกิดความท้อถอยในการทำความเพียร
เมื่อรู้ชัดด้วยตนเองว่า การทำให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
มีเกิดขึ้นได้อย่างไร จึงทำให้เกิดความเพียรกล้า
จนกระทั่งกำลังสมาธิคืนกลับมา
ถึงจะไม่มีกำลังมากเหมือนเมื่อก่อน
แต่ยังดีกว่าปล่อยให้จิตเสื่อมจากสมาธิ

ด้วยเหตุปัจจัยจากการที่สมาธิเสื่อมหายไปหมดสิ้น
ทำให้เกิดความรู้ชัดว่า ทำอย่างไร จึงจะทำให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิได้
การทำให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ จึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

.

เมื่อจิตเกิดการทบทวนสภาวะเดิมๆที่เคยมีเกิดขึ้น

เจโตวิมุติ หมายถึง สมถะ
ได้แก่ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ที่มีเกิดขึ้นในรูปฌาน อรูปฌาน ฌานสมาบัติ นิโรธสมาบัติ

.
สมถะ
ความที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์
ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งเนกขัมมะ เป็นสมาธิ

มี ๒ ชนิด

๑. สมถะที่เป็นมิจฉาสมาธิ

๒. สมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ

.

สมถะที่เป็นมิจฉาสมาธิ
หากสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อม มีเกิดขึ้น
สามารถมีเกิดขึ้นได้หลายครั้ง

.
สมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ
หากสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อม มีเกิดขึ้น
จะมีเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวเท่านั้น และไม่มีวันเสื่อมอีกต่อไป
เพราะรู้ชัดด้วยตนเองว่า สภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อมนั้น
เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย จึงสามารถควบคุมเหตุปัจจัยตรงนี้ได้

.

เจโตวิมุติได้แก่ สมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ เป็นอริยะ กล่าวคือ
เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย
เพื่อคลายกำหนัด
เพื่อดับสนิท
เพื่อสงบระงับ
เพื่อความรู้ยิ่ง
เพื่อตรัสรู้
เพื่อพระนิพพาน โดยส่วนเดียว

เมื่อมีเหตุปัจจัยให้เสื่อมหายไปหมดสิ้น
อริยปัญญา ได้แก่ วิปัสสนาญาณ ย่อมเสื่อมไปได้เช่นกัน
เพราะวิปัสสนาญาณ มีเกิดขึ้นได้เฉพาะสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิเท่านั้น
แต่ก็ฟื้นคืนกลับมาได้เช่นกัน

มีความเด่นเฉพาะของสมถะที่เป็นสมัมาสมาธิ
นอกจากความรู้สึกตัวทั่วพร้อมแล้ว
ยังมีอีกอย่างหนึ่งคือ

เจโตวิมุติ ที่เป็นโลกุตระ ถึงจะมีเหตุปัจจัยให้จิตเสื่อม สมาธิเสื่อม
เป็นเหตุปัจจัยให้อริยปัญญาเสื่อมลงไปด้วยก็ตาม
แต่ญาณไม่เสื่อม

ญาณในที่นี้หมายถึง ปัญญาวิมุติ
ปัญญาวิมุติ เมื่อมีเกิดขึ้นแล้ว ไม่มีวันเสื่อม

นี่คือ ข้อดีของ อุภโตภาควิมุติ
แม้มีเหตุปัจจัยที่ทำให้อินทรีย์ ๕ ได้แก่ สมาธินทรีย์เสื่อม
แต่อินทรีย์ที่เหลือ ไม่เสื่อมตามไปด้วย

เมื่อทำความเพียรต่อเนื่อง
สมาธินทรีย์ ย่อมฟื้นคืนกลับมา
อาจจะเป็นอุภโตภาควิมุติอีกครั้งได้ และไม่มีวันเสื่อมอีกต่อไป
เพราะชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาทในผัสสายตนะ ๖

หรือสมาธิที่ฟื้นคืนกลับมาใหม่ ไม่ถึงวิโมกข์ ๘
เพียงเพียงสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ
ที่มีเกิดขึ้นในรูปฌาน อรูปฌาน
ก็สามารถกระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้เช่นกัน
เพียงแต่ไม่ได้เป็นอุภโตภาควิมุติเท่านั้นเอง

.

ถ้าไม่มีพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้
ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถอธิบายแจกแจงรายละเอียดแบบนี้ได้
ถึงแม้จะรู้ชัดด้วยตนเองแล้วก็ตาม

เพราะข้าพเจ้า ไม่ได้เป็นผู้มีปัญญามาก
มีปัญญาแค่พอประมาณ

สอุปาทิเสสะ และ อนุปาทิเสสะ

ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๙ ผู้เป็น สอุปาทิเสสะ 
กระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน
พ้นจากเปรตวิสัย พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต

ดูกรสารีบุตร อัญญเดียรถีย์ปริพาชกบางพวกโง่เขลา ไม่ฉลาด
อย่างไรจักรู้บุคคลผู้เป็น สอุปาทิเสสะ ว่า เป็นสอุปาทิเสสะ
หรือจักรู้บุคคลผู้เป็น อนุปาทิเสสะ ว่า เป็นอนุปาทิเสสะ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v … 018&Z=8096

 

 

 

สอุปาทิเสสนิพพานและอนุปาทิเสสนิพพาน

 

มาของ สอุปาทิเสสนิพพานและอนุปาทิเสสนิพพาน

ธาตุสูตร

[๒๒๒] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว
เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้ ๒ ประการเป็นไฉน คือ
สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๑ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สอุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพ
อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้วฯลฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น
พระผู้มีพระภาค ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้

พระตถาคต ผู้มีจักษุผู้อันตัณหา และทิฐิไม่อาศัยแล้ว ผู้คงที่ประกาศไว้แล้ว
อันนิพพานธาตุ อย่างหนึ่งมีในปัจจุบันนี้ 
ชื่อว่าสอุปาทิเสส เพราะสิ้นตัณหา เครื่องนำไปสู่ภพ 

ส่วนนิพพานธาตุ (อีกอย่างหนึ่ง) เป็นที่ดับสนิทแห่งภพทั้งหลาย โดยประการทั้งปวง
อันมีในเบื้องหน้า ชื่อว่าอนุปาทิเสส 

ชนเหล่าใดรู้บทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่งแล้วนี้
มีจิตหลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ 

ชนเหล่านั้นยินดีแล้วในนิพพาน เป็นที่สิ้นกิเลสเพราะบรรลุธรรม
อันเป็นสาระ เป็นผู้คงที่ ละภพได้ทั้งหมด ฯ

เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว
เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v … agebreak=0

หมายเหตุ:

 

อันนิพพานธาตุ อย่างหนึ่งมีในปัจจุบันนี้
ชื่อว่าสอุปาทิเสส เพราะสิ้นตัณหา เครื่องนำไปสู่ภพ

ส่วนนิพพานธาตุ (อีกอย่างหนึ่ง)
เป็นที่ดับสนิทแห่งภพทั้งหลาย โดยประการทั้งปวง อันมีในเบื้องหน้า

ชื่อว่าอนุปาทิเสส ชนเหล่าใดรู้บทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่งแล้วนี้
มีจิตหลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ

ชนเหล่านั้นยินดีแล้วในนิพพาน เป็นที่สิ้นกิเลส
เพราะบรรลุธรรม อันเป็นสาระ เป็นผู้คงที่ ละภพได้ทั้งหมด ฯ

สองสภาวะนี้ แตกต่างกันอย่างโดยสิ้นเชิง

มีในปัจจุบันนี้ ชื่อว่าสอุปาทิเสส เพราะสิ้นตัณหา เครื่องนำไปสู่ภพ 

กับ

อันมีในเบื้องหน้า ชื่อว่าอนุปาทิเสส
ชนเหล่าใดรู้บทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่งแล้วนี้
มีจิตหลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ

ชนเหล่านั้นยินดีแล้วในนิพพาน เป็นที่สิ้นกิเลส
เพราะบรรลุธรรม อันเป็นสาระ
เป็นผู้คงที่ ละภพได้ทั้งหมด ฯ

 

 

นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้

พระตถาคต ผู้มีจักษุผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้ว ผู้คงที่ประกาศไว้แล้ว

อันนิพพานธาตุอย่างหนึ่งมีในปัจจุบันนี้ ชื่อว่า สอุปาทิเสส
เพราะสิ้นตัณหา เครื่องนำไปสู่ภพ

ส่วนนิพพานธาตุ (อีกอย่างหนึ่ง) เป็นที่ดับสนิทแห่งภพทั้งหลายโดยประการทั้งปวง
อันมีในเบื้องหน้าชื่อว่า อนุปาทิเสส

ชนเหล่าใดรู้บทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่งแล้วนี้
มีจิตหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ

ชนเหล่านั้นยินดีแล้วในนิพพานเป็นที่สิ้นกิเลส
เพราะบรรลุธรรม อันเป็นสาระ เป็นผู้คงที่ ละภพได้ทั้งหมด ฯ

หมายเหตุ:

สอุปาทิเสส หมายถึง เพราะสิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ

อนุปาทิเสส หมายถึง เป็นผู้คงที่ ละภพได้ทั้งหมด

สอุปาทิเสส มีเจาะจงชี้ไว้ชัด ภพยังละไม่ได้ทั้งหมด
ถ้าละภพได้ทั้งหมด ต้องมีเจาะจงไว้ เหมือนอนุปาทิเสส

อนุปาทิเสส มีเจาะจงชี้ไว้ชัด เป็นผู้คงที่ ละภพได้ทั้งหมด

ในคำกล่าวนี้ พระผู้มีพระภาค ทรงประกาศ เกี่ยวกับ นิพพานธาตุว่า มีสองประเภท

ชื่อก็บอกตรงๆว่า เป็น สอุปาทิเสสและอนุปาทิเสส

เมื่อต้องการรู้ว่า สอุปาทิเสส คืออะไร ก็มีปรากฏอยู่ในพระสูตร
ที่เหลือ อนุปาทิเสส ก็ไม่จำเป็นต้องหา
เพราะไม่มีเกี่ยวข้องใน สอุปาทิเสส นั่นคือ พระขีณาสพ

สอุปาทิเสสสูตร

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร อัญญเดียรถีย์ปริพาชกบางพวก
โง่เขลา ไม่ฉลาด อย่างไรจักรู้ผู้ที่เป็นสอุปาทิเสสะว่า เป็นสอุปาทิเสสะ หรือ
จักรู้ผู้ที่เป็นอนุปาทิเสสะว่า เป็นอนุปาทิเสสะ ดูกรสารีบุตร บุคคล ๙ จำพวกนี้
ที่เป็นสอุปาทิเสสะ กระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน
พ้นจากเปรตวิสัย พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต ๙ จำพวกเป็นไฉน ฯ
ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล
ในสมาธิ กระทำพอประมาณในปัญญา บุคคลนั้นเป็นอันตราปรินิพพายี เพราะ
โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๑ ผู้เป็น
สอุปาทิเสสะ กระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน พ้นจาก
เปรตวิสัย พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต ฯ
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล
ในสมาธิ กระทำพอประมาณในปัญญา บุคคลนั้นเป็นอุปหัจจปรินิพพายี เพราะ
โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๒ … ฯ
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล
ในสมาธิ กระทำพอประมาณในปัญญา บุคคลนั้นเป็นอสังขารปรินิพพายี เพราะ
โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๓ … ฯ
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล
ในสมาธิ กระทำพอประมาณในปัญญา บุคคลนั้นเป็นสสังขารปรินิพพายี เพราะ
โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๔ … ฯ
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล
ในสมาธิ กระทำพอประมาณในปัญญา บุคคลนั้นเป็นอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๕ … ฯ
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล
กระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา บุคคลนั้นเป็นสกทาคามี เพราะสังโยชน์
๓ สิ้นไป เพราะราคะ โทสะ และโมหะเบาบาง กลับมายังโลกนี้เพียงคราวเดียว
จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๖ … ฯ
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล
กระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา บุคคลนั้นเป็นเอกพีชี เพราะสังโยชน์
สิ้นไป บังเกิดยังภพมนุษย์นี้ครั้งเดียว จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดูกรสารีบุตร
นี้บุคคลจำพวกที่ ๗ … ฯ
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล
กระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา บุคคลนั้นเป็นโกลังโกละ เพราะ
สังโยชน์ ๓ สิ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ ๒-๓ ตระกูล แล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๘ … ฯ
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล
กระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา บุคคลนั้นเป็นสัตตักขัตตุปรมโสดา
เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ยังเทวดาและมนุษย์ ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง
แล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๙ ผู้เป็นสอุปาทิเสสะ
กระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน พ้นจากเปรตวิสัย
พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต ดูกรสารีบุตร อัญญเดียรถีย์ปริพาชกบางพวก
โง่เขลา ไม่ฉลาด อย่างไรจักรู้บุคคลผู้เป็นสอุปาทิเสสะว่า เป็นสอุปาทิเสสะ
หรือจักรู้บุคคลผู้เป็นอนุปาทิเสสะว่า เป็นอนุปาทิเสสะ ดูกรสารีบุตร บุคคล
๙ จำพวกนี้แล เป็นสอุปาทิเสสะ กระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิด
สัตว์ดิรัจฉาน พ้นจากเปรตวิสัย พ้นจากอบาย ทุคติและวินิบาต ฯ
ดูกรสารีบุตร ธรรมปริยายนี้ ยังไม่แจ่มแจ้งแก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก
อุบาสิกาก่อน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผู้ฟังธรรมปริยายที่เรากล่าวด้วยความ
อธิบายปัญหานี้แล้ว อย่าถึงความประมาท ฯ
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v … 018&Z=8096 
สอุปาทิเสสและอนุปาทิเสส 

การที่จะรู้ว่า สอุปาทิเสสและอนุปาทิเสส เป็นอย่างไร

ก็ต้องรู้ก่อนว่า สิ่งที่เรียกว่า ภพ หมายถึงอะไร

ผิดกับ อนุปาทาปรินิพพาน ไม่จำเป็นต้องรู้ความหมาย

เพียงประพฤติตามคำสอน ก็สามารถกระทำ เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้ทั่วถึงธรรมอันพระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว
เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดีแล้วๆ ภิกษุ เป็นการถูกต้องดีแล้ว
ที่เธอรู้ทั่วถึงธรรมอันเรา แสดงแล้วเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน
เพราะว่าธรรมที่เราแสดงแล้ว ล้วนมีอนุปาทาปรินิพพานเป็นความมุ่งหมาย ฯ

[๙๑] พ. ดูกรภิกษุ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุเที่ยง หรือไม่เที่ยง ฯ

ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯลฯ
พ. หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส แม้สุขเวทนาทุกขเวทนา หรือ
อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ หนอที่จะตาม
เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรภิกษุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในจักษุ ฯลฯ
แม้ในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีวิญญาณ
หยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความ เป็นอย่างนี้มิได้มีฉะนี้ ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว ภิกษุนั้นชื่นชม ยินดีภาษิตของ
พระผู้มีพระภาค ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่
จิต ของภิกษุนั้นหลุดพ้น จากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น ดังนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๒

หมายเหตุ:

ถ้าได้ศึกษาคำสอน ที่พระผู้มีพระภาค ทรงตรัสสอนในแต่ละบุคคล
ไม่ว่าจะกับคนเดียว หรือ เป็นหมู่คณะ

สิ่งที่ พระองค์จะทรงสอน มุ่งดับเหตุของการเกิด เป็นหลัก
โดยการให้ อุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ

สอุปาทิเสสนิพพานและอนุปาทิเสสนิพพาน

สอุปาทิเสสนิพพาน(ดับภพชาติปัจจุบัน) และ อนุปาทิเสสนิพพาน(ดับภพชาติในวัฏฏสงสาร)

ตามตำราที่มีเขียนไว้

[27] นิพพาน 2 (สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว, ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์ – Nirvana; Nibbana)

1. สอุปาทิเสสนิพพาน (นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ – Nibbana with the substratum of life remaining)

2. อนุปาทิเสสนิพพาน (นิพพานไม่อุปาทิเหลือ – Nibbana without any substratum of life remaining)

หมายเหตุ: ตามคำอธิบายนัยหนึ่งว่า

1. = ดับกิเลส ยังมีเบญจขันธ์เหลือ ( = กิเลสปรินิพพาน – extinction of the defilements)

2. = ดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ ( = ขันธปรินิพพาน – extinction of the Aggregates)
หรือ

1. = นิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังเสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจทางอินทรีย์ 5 รับรู้สุขทุกข์อยู่

2. = นิพพานของพระอรหันต์ผู้ระงับการเสวยอารมณ์ทั้งปวงแล้ว

 

อีกนัยหนึ่งกล่าวถึงบุคคลว่า 

1. สอุปาทิเสสบุคคล = พระเสขะ
2. อนุปาทิเสสบุคคล = พระอเสขะ

http://www.84000.org/heart.html

…………………….

 

1. สอุปาทิเสสบุคคล = พระเสขะ
2. อนุปาทิเสสบุคคล = พระอเสขะ

 

สอุปาทิเสสนิพพาน หมายถึง สังโยชน์ ๑๐ ยังมีอยู่ แต่เบาบางลง ตามเหตุปัจจัย

ได้แก่ นิพพานที่นี่เดี๋ยวนี้ คือ การหยุดสร้างเหตุนอกตัว

อนุปาทิเสสนิพพาน หมายถึง สังโยชน์ ๑๐ ถูกทำลายลง เป็นสมุจเฉทประหาน

 

ถ้าต้องการดุว่า พระเสขะ กับพระขีณาสพ แตกต่างกันยังไง

ให้ดูความสามารถของพระเสขะกับพระขีณาสพตรงนี้

 

กำหนดภูมินัยที่ ๒ ด้วยสามารถเสขบุคคล
[๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุใดเป็นเสขบุคคล ยังไม่บรรลุพระอรหัตผล

เมื่อปรารถนาธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าอยู่

แม้ภิกษุนั้นรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน ครั้นรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินแล้ว อย่าสำคัญธาตุดิน อย่าสำคัญในธาตุดิน

อย่าสำคัญโดยความเป็นธาตุดิน อย่าสำคัญธาตุดินว่า ของเรา อย่ายินดีธาตุดิน

 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร

เรากล่าวว่า เพราะเขาควรกำหนดรู้.

ย่อมรู้ธาตุน้ำ … ธาตุไฟ … ธาตุลม … สัตว์ … เทวดา … มาร … พรหม … อาภัสสรพรหม …
สุภกิณพรหม … เวหัปผลพรหม … อสัญญีสัตว์ … อากาสานัญจายตนพรหม … วิญญาณัญจายตนพรหม …เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม

รูปที่ตนเห็น … เสียงที่ตนฟัง … อารมณ์ที่ตนทราบ… วิญญาณ ที่ตนรู้แจ้ง …

ความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน … ความที่สักกายะต่างกัน …

สักกายะทั้งปวง …ย่อมรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน

ครั้นรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพานแล้ว อย่าสำคัญพระนิพพาน

อย่าสำคัญในพระนิพพาน อย่าสำคัญโดยความเป็นพระนิพพาน
อย่าสำคัญพระนิพพานว่า ของเรา อย่ายินดีพระนิพพาน

 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร

เรากล่าวว่า เพราะเขาควรกำหนดรู้.
————————————————————————————————————————————–
หน้าที่ ๖.

กำหนดภูมินัยที่ ๒ ด้วยสามารถเสขบุคคล.

กำหนดภูมินัยที่ ๓ ด้วยสามารถพระขีณาสพ
[๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุใด เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ เสร็จกิจแล้ว ปลงภาระเสียแล้ว

บรรลุถึงประโยชน์ตนแล้ว สิ้นกิเลส เครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพแล้ว  หลุดพ้นด้วยปัญญาอันชอบแล้ว

แม้ภิกษุนั้นรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน ครั้นรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินแล้ว ย่อมไม่สำคัญธาตุดิน

ไม่สำคัญในธาตุดิน ไม่สำคัญโดยความเป็นธาตุดิน ไม่สำคัญธาตุดินว่าของเรา ไม่ยินดีธาตุดิน

 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เรากล่าวว่า
เพราะเธอกำหนดรู้แล้ว.
ย่อมรู้ธาตุน้ำ … ธาตุไฟ … ธาตุลม … สัตว์ … เทวดา … มาร … พรหม … อาภัสสรพรหม
… สุภกิณพรหม … เวหัปผลพรหม … อสัญญีสัตว์ … อากาสานัญจายตนพรหม …

วิญญาณัญจายตนพรหม …อากิญจัญญายตนพรหม … เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม …

 

รูปที่ตนเห็น … เสียงที่ตนฟัง …อารมณ์ที่ตนทราบ … วิญญาณที่ตนรู้แจ้ง …

ความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน … ความที่สักกายะต่างกัน …

สักกายะทั้งปวง …ย่อมรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน

ครั้นรู้พระนิพพาน โดยความเป็นพระนิพพานแล้ว

ย่อมไม่สำคัญพระนิพพาน ย่อมไม่สำคัญในพระนิพพาน ย่อมไม่สำคัญโดยความเป็นพระนิพพาน

ย่อมไม่สำคัญพระนิพพานว่า ของเรา ย่อมไม่ยินดีพระนิพพาน

 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร

เรากล่าวว่า เพราะเธอกำหนดรู้แล้ว.
กำหนดภูมินัยที่ ๓ ด้วยสามารถพระขีณาสพ.

 

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=12&A=110&Z=237&pagebreak=1

พฤศจิกายน 2019
พฤ อา
« ก.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: