สังขารุเปกขาญาณ

เมื่อเกิดความรู้ชัด แจ่มแจ้งแทงตลอด
ในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของคำเรียกนั้นๆ

เวลาอ่านเจอ จะรู้สึกเฉยๆนะ
เพราะสภาวะเหล่านี้ เป็นเพียงสภาวะที่ควรรู้เท่านั้นเอง

.
เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นหลังจากสภาวะ
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ มีเกิดขึ้นแล้วเป็นครั้งที่ ๒

สำหรับตัวเองนะ การทำสมถะหรือทำสมาธิ จะเปลี่ยนไป
ไม่ใช่อานาปนสติ หรือกรรมฐานกองไหนๆ
แต่เป็นเรื่องของการพิจรณา

ตรงนี้เพิ่งอ่านเจอนะ
ก็ไม่คิดว่า สภาวะในปัจจุบัน จะมีคำเรียก
คือ เดี๋ยวนี้ เวลาพิจรณาอะไรก็ตาม เห็นแต่ความน่าเบื่อหน่าย
แล้วจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเอง ไม่ต้องรู้ลมหายใจเข้าออก
ไม่ต้องรู้ท้องพองยุบ เหมือนก่อนๆ

เอาเป็นว่า รู้แค่ว่าเป็นปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบาย
ตามพรธรรมคำสอน จะนำมาอธิบายได้ตรงตามสภาวะมากกว่า

.

.

สังขารุเปกขาญาณ

พระโยคาวจรพิจารณาเห็นสังขารนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไป
ในนิพพานอันไม่มีสังขารนิมิต ถูกต้องแล้วซึ่งสังขารนิมิตด้วยญาณ ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนั้นชื่อว่า อนิมิตตวิหาร

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง ถูกต้องแล้วซึ่งตัณหาด้วยญาณ ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรม นั้นชื่อว่า อัปปณิหิตวิหาร

พิจารณาเห็นความถือมั่นว่าตนโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างจากตน ถูกต้องแล้วซึ่งความถือมั่นว่าตนด้วยญาณ
ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนั้นชื่อว่า สุญญตวิหาร ฯ

.

[๒๐๓] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นสังขารนิมิตโดยความเป็นภัย มี
จิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีสังขารนิมิต เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีสังขารนิมิตแล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตสมาบัติ

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตสมาบัติ

พิจารณาเห็นความถือมั่นว่าตนโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างจากตน เพิกเฉยความเป็นไปแล้วคำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างจากตน แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตสมาบัติ ฯ

.

[๒๐๔] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นสังขารนิมิต โดยความเป็นภัย มี
จิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีสังขารนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีสังขารนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหารสมาบัติ

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารสมาบัติ

พิจารณาเห็นความถือมั่นว่าตนโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างจากตน ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างจากตน แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตวิหารสมาบัติ ฯ

.

[๒๐๕] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูปนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีรูปนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป
วิหารธรรมนี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหาร

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งรูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรม นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหาร

พิจารณาเห็นความถือมั่นว่ารูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า สุญญตวิหาร ฯ

.

[๒๐๖] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูปนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิต
น้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตสมาบัติ

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งรูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตสมาบัติ

พิจารณาเห็นความถือมั่นว่ารูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า เพิกเฉยความเป็นไป แล้วคำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างเปล่าแล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตสมาบัติ ฯ

.

[๒๐๗] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูปนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิต
น้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหารสมาบัติ

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งรูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารสมาบัติ

พิจารณาเห็นความถือมั่นว่ารูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับว่างเปล่า แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตวิหารสมาบัติ ฯ

.

[๒๐๘] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นเวทนานิมิต ฯลฯ สัญญานิมิต
สังขารนิมิต วิญญาณนิมิต จักษุ ฯลฯ

พระโยคาวจรพิจารณาเห็นชราและมรณะนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิต
น้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหาร

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหาร

พิจารณาเห็นความถือมั่นชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า สุญญตวิหาร ฯ

.

[๒๐๙] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นชราและมรณนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตสมาบัติ

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตสมาบัติ

พิจารณาความถือมั่นและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างเปล่า แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตสมาบัติ ฯ

.

[๒๑๐] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นชราและมรณนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหารสมาบัติ

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารสมบัติ

พิจารณาเห็นความยึดมั่นชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิต
น้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างเปล่า แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตวิหารสมาบัติ

.
อนิมิตตวิหารเป็นอย่างหนึ่ง
อัปปณิหิตวิหารเป็นอย่างหนึ่ง
สุญญตวิหารเป็นอย่างหนึ่ง

อนิมิตตสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง
อัปปณิหิตสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง
สุญญตสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง

อนิมิตตวิหารสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง
อัปปณิหิตวิหารสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง
สุญญตวิหารสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง ฯ

 

.

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น

ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด

เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
ปัญญาในความต่างแห่งวิหารธรรม เป็นวิหารรัฏฐญาณ

ปัญญาในความแตกต่างแห่งสมาบัติเป็นสมาปัตตัฏฐญาณ

ปัญญาในความต่างแห่งวิหารสมาบัติ เป็นวิหารสมาปัตตัฏฐญาณ ฯ

โฆษณา

ศิลและญาณ

http://www.84000.org/tipitaka/book/v.php?B=31&A=95&Z=3331

ความเด่นเฉพาะ สังขารุเปกขาญาณ

สภาวะทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น จะมีจุดเด่นเฉพาะตัว สภาวะสังขารุเปกขาญาณ ก็เช่นเดียวกัน

สภาวะ สังขารุเปกขาญาณ นอกจาก เกิดจากการปล่อยวาง โดยตัวสภาวะจิตเองแล้ว

ยังมีอีกสภาวะหนึ่ง ที่เกิดขึ้นเด่นชัด เกิดขึ้นร่วมทุกครั้ง ที่มีสภาวะสังขารุเปกขาญาณเกิด

นั่นคือ ทิสากากะ หมายถึง การเข้าสู่ความดับ ในแต่ละ ขณะจิต

เอวเมว สเจ สงฺขารุเปกฺขาญาณํ สนฺติปทํ นิพฺพานํ สนฺตโต ปสฺสติ
สพฺพํ สงฺขารปฺปวตฺตํ วิสชฺเชตฺวา นิพฺพานเมว ปกฺขนฺทติ โน เจ ปสฺสติ ปุนปฺปุนํ สงํขารารมฺมณเมว หุตฺวา ปวตฺตติ.

สังขารุเปกขาญาณนี้ก็เป็นเช่นนี้ ถ้าจะเห็นพระนิพพานอันเป็นสันติบท
ก็ปล่อยความเป็นไปของรูป,นามสังขารทั้งหมดแล่นตรงเข้าสู่พระนิพพานอย่างเดียว
เช่นเดียวกับนกกาบินหาฝั่งก็บินไปเลยไม่กลับมา

ถ้าไม่เห็นพระนิพพานก็จะกลับมาเอารูป,นามสังขารเป็นอารมณ์อีกหลายครั้ง
เหมือนกาบินไปแล้วไม่เห็นฝั่งก็กลับมาที่เรืออีกฉะนั้น นี้เป็นลักษณะของสังขารุเปกขาญาณชั้นสุดยอด

กล่าวโดยสภาวะ

จิตจะมีสมาธิแรงมาก จิตจะงุบลงไป หลายๆครั้ง

จิตงุบหรือจะเรียกว่า จิตตกภวังค์หรือจิตสัปปะหงกก็ได้
อาการเหมือนกับหัวสัปปะหงก แต่นี่เกิดภายใน เกิดที่จิต
เนื่องจากกำลังของสมาธิแรงมาก

สังขารุเปกขาญาณกับทิสากากะ

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น คือ จิตรู้ชัดอยู่ในรูปนามได้ดี สติ สัมปชัญญะดี สมาธิมีกำลังแนบแน่นดี จิตเป็นอุเบกขา คือ รู้ชัดอยู่กับรูปนาม กับ เกิดสภาวะดับ สลับไปมาแบบนี้

สภาวะดับ คือ เกิดที่จิต มีอาการเหมือนคนสัปหงก แต่เป็น จิตสัปหงก อาการนี้บางครั้งเกิดแค่ครั้งเดียว บางครั้งเกิดเป็นสิบๆครั้งขึ้นไป ไม่แน่นอน

แต่ละครั้งที่เกิดการดับแต่ละครั้ง จะมีโอภาสเกิดขึ้นสว่างมากๆ แบบไม่มีประมาณ คือ สว่างกว่าปกติในโอภาสที่เกิดโดยทั่วๆไป จะมีสติรู้ตัวตลอดขณะที่เกิดสภาวะนี้ ดับก็รู้ว่าดับ คือตอนที่ดับไปแล้ว จิตจะงุบลงไป แล้วถึงจะรู้ตัว ก่อนงุบจะไม่รู้

อาการที่เกิดขึ้นภายใน ไม่ส่งผลไปที่ภายนอก คือไม่ได้เกิดที่กายภายนอก เช่น หัวสัปหงก ภายนอกนั่งตัวตรงปกติ ไม่มีอาการงูบหรือโงกแต่อย่างใด ขณะที่เกิดสภาวะจิตสัปหงกนี้

สภาวะนี้ไม่ได้เกิดจากความง่วง หรือนิวรณ์ครอบงำแต่อย่างใด แต่เกิดจากกำลังของสมาธิที่มีกำลังมาก

นี่แหละคือสภาวะทิสากากะ ที่ต่อยอดจากสภาวะสังขารุเปกขาญาณ
จะผ่านสภาวะที่เห็นแจ้งจากจิตได้ ต้องผ่านสภาวะสองขั้นตอนนี้เท่านั้น
ขั้นตอนอื่นๆ แค่ข้อปลีกย่อย ไม่ใช่สภาวะหลักที่แท้จริง

นกทิสากกาะ

สภาวะนี้ต่อเนื่องจากสภาวะสังขารุเปกขาญาณ เปรียบเสมือนนกทิสากากะที่นักเดินเรือใช้ในการหาเส้นทางของการเดินเรือ

พายุที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินเรือ คือกิเลสนี่เอง เช่น ถ้าสภาวะกำลังดำเนินอยู่ แล้วเกิดอาการดีใจ หรือสภาวะใดแทรกเข้ามา

สภาวะจะหยุดทำงานทันที กลับไปรู้อยู่กับรูปนามเหมือนเดิม หรือ อีกสาเหตุคือ กำลังของสมาธิไม่มีกำลังมากพอที่จะผ่านสภาวะนี้ไปได้

เหตุฉะนี้พระพุทธองค์จึงทรงตรัสไว้เรื่องสัมมาสมาธิหรือจตุตถฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ ว่าเป็นสมาธิที่เกื้อหนุนในมรรค

เพราะสภาวะนกทิสากา จะใช้กำลังสมาธิมากๆ มากกว่าสภาวะสังขารุเปกขาญาณ

ต่อจากสภาวะยอดสังขารุเปกขาญาณนี้ จะเป็น อนุโลมญาณ ว่าด้วย ความดับ

อนุโลมญาณ (นำมาจากหนังสือ วิปัสสนาทีปนีฎีกา)

สภาวะดับเทียม

การเข้าสู่ความดับ เป็นจุดสุดยอดของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมมัฏฐาน เพราะความดับที่ไม่แท้อาจเกิดขึ้นได้โดยเหตุหลายประการคือ-

๑. ดับด้วย ปิติ

๒. ดับด้วย ปัสสัทธิ

๓. ดับด้วย สมาธิ ( ขาดความรู้สึกตัว )

๔. ดับด้วย ถีนมิทธะ

๕. ดับด้วย อุเปกขา

ทั้ง ๕ ประการนี้เป็นความดับเทียม ใช้ไม่ได้ เป็นการล่อให้หลงเข้าใจผิด ส่วนมากเกิดในอุทยัพพยญาณอย่างอ่อน ๑ ในมุญจิตุกัมยตาญาณ ๑ ในสังขารุเปกขาญาณ ๑ ถ้าเกิดขึ้นในญาณเหล่านี้ พึงตัดสินเลยว่าเป็นของเทียมใช้ไม่ได้

ส่วนความดับที่แท้จริง ที่พึงประสงค์ในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานนี้ ก็คือ ดับโดยมรรค

ขณะที่สังขารุเปกขาญาณถึงความแก่กล้าที่สุด สังขารอารมณ์ซึ่งอ่อนละเอียด มีอาการสม่ำเสมอเป็นธรรมดานั้น ก็จะค่อยๆเร็วขึ้นๆจนถี่มาก

แล้วกลับช้าลงไปเป็นธรรมดาอีก ต่อไปจะมีอาการเร็วขึ้นๆแล้วค่อยๆช้าลงอีก เป็นอยู่อย่างนี้บ่อยๆ โดยเป็นไปตามสภาวะของญาณ อุปมาในเรื่อง ทิสากากะ

……………………………………………………………..

อันนี้ ก็ยังไม่ใช่ จะจบเพียงแค่นี้ ยังมีต่ออีก

……………………………………………………………

ผลญาณ นำมาจาก หนังสือวิปัสสนาทีปนีฎีกา

ตโต ปรํ เทว ตีณิ ผลจิตฺตานิ ปวตฺติตฺวา นิรุชฺฌนฺติ.

ตโต ปรํ ภวงฺคปาโตว โหติ.

ปุน ภวงฺคํ ปน วิจฺฉินฺทิตฺวา ปจฺจเวกฺขณญาณานิ ปวตฺตนฺติ.

แต่นั้นจิตเป็นผลย่อมเกิด ๒-๓ ครั้ง และภวังค์จิตเกิดอีกวาระหนึ่งตัดกระแสภวังค์ แล้วพิจรณาก็ปรากฏต่อไป

อธิบาย เมื่อมรรคญาณปรากฏขึ้นแล้ว ผลญาณก็ปรากฏตามทันทีไม่มีระหว่างกลางคั่นเลย มีข้อพึงทราบไว้ในที่นี้คือ มรรคญาณจะเป็นมรรคชั้นใดก็ตาม ย่อมปรากฏขึ้นแค่ครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ทำการประหาณกิเลสต่างๆ ตามอำนาจมรรคนั้นๆ เช่น ปฐมมรรคเกิดขึ้น ก็ทำการประหาณกิเลสที่ปฐมมรรคมีอำนาจประหาณได้ เป็นต้น สำหรับในที่นี้ คือ ในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานที่กำลังกล่าวถึงอยู่นี้ มรรคญาณที่ปรากฏนี้ เรียกว่า ปฐมมรรค หรือ โสดาปัตติมรรค ซึ่งทำการประหาณกิเลสได้ ๕ อย่างคือ

สักกายทิฏฐิ ๑

วิจิกิจฉา ๑

สีลลัพพตปรามาส ๑

อปายคมนียกามราคะ ๑

อปายคมนียปฏิฆะ ๒

คำว่า อปายคมนียกามราคะ – ปฏิฆะ นั้น คือ การนำไปสู่อบายภพได้โดยกามราคะและปฏิฆะนั่นเอง

ฉะนั้น ในวิสุทธิมัคคอรรถกถาแสดงไว้ว่า –

สํโยชเนสุ ตาว สกฺกายทิฏฺฐิวิจิกิจฺฉาสีลพฺพตปรามาโส อปายคมนียา จ กามราค-ปฏิฆาติ เอเต ปญฺจ มฺมา ปฐมญาณวชฺฌา.

สังโยชน์ ๑๐ ประการนั้น โสดาปัตติมรรคประหาณสังโยชน์ได้ ๕ อย่างคือ สักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพตปรามาส ๑ อปายคมนียกามราคะ ๑ อปายคมนียปฏิฆะ ๑ ดังนี้

โสดาปัตติมรรคทำการประหาณนั้นก็เป็นการประหาณอย่างเด็ดขาด ดุจสายฟ้าที่ผ่าลงบนต้นไม้ตั้งแต่ยอดตลอดถึงรากแก้ว ซึ่งต้นไม้นั้นต้องเฉาตายลงไปทันที จะฟื้นขึ้นมาอีกไม่ได้ มรรคญาณที่ปรากฏก็จะประหาณกิเลสดังกล่าวให้อับเฉาสิ้นไปอย่างเด็ดขาดดุจเดียวกัน ปฐมมรรคที่กล่าวมานี้จะเกิดขึ้นครั้งเดียว ต่อจากนั้นผลญาณคือผลจิตก็เกิดขึ้นเรื่อยๆไป ฉะนั้น การที่โยคีบุคคลเข้าสู่ความดับโดยอำนาจอธิษฐานในภายหลัง จึงเป็นความดับโดยอำนาจแห่งผลจิตนั้น ชื่อว่า ผลสมาบัติ ผลญาณมี ๒ประการตามประเภทของโยคีบุคคลคือ –

๑. สำหรับ มัณฑบุคคล คือ คนที่มีปัญญาไม่แก่กล้า ผลญาณปรากฏ ๒ ครั้งจึงมีภวังค์ แล้วจึงถึงปัญจจเวกขณญาณ ดังคำว่า มณฺฑปุคฺคลสฺส ทฺวิกฺขตฺตุ มณัฑบุคคล

๒. สำหรับ ติกขบุคคล คือ คนที่มีปัญญาแก่กล้า บริกรรมไม่มี ผลญาณปรากฏ ๓ ครั้ง จึงมีภวังค์มาคั่น ต่อจากนั้นจึงถึงปัจจเวกขณญาณ ดังคำว่า ติกฺขปุคฺคลสฺส ติกฺขตฺตตุ ติกขบุคคล

ผลญาณนี้เป็นโลกุตรเช่นเดียวกับมรรคญาณ เพราะมรรคญาณเป็นเหตุจึงเกิดผลญาณขึ้น อารมณ์เป็นนิพพาน ฉะนั้น กิริยาที่เข้าสู่ความดับครั้งแรกนี้ จึงแยกได้ดังนี้

๑. ดังเงียบตอนแรกเป็นโคตรภูญาณ ยังเป็นโลกีย์ แต่อารมณ์เป็นนิพพาน

๒. ดังเงียบตอนกลางเป็นมรรคญาณ เป็นโลกุตระ

๓. ดังเงียบตอนสุดท้ายเป็นผลญาณ เป็นโลกุตระ

ในที่นี้การประหาณมี ๒ อย่างคือ สมุทเฉจปหาน และ ปฏิสัมภนปหาน การประหาณกิเลสในมรรคญาณนั้นเรียกว่า สมุจเฉทปหาน ส่วนในผลญาณ เรียกว่า ปฏิสสัมภนปหาน มีอุปมาเหมือนไฟที่กำลังลุกไหม้ติดฟืนอยู่ บุคคลต้องการจะดับไฟจึงเอาน้ำไปรดที่ฟืนนั้น ไฟก็จะดับไป แต่เมื่อไฟดับแล้ว ยังมีไอเหลืออยู่ ต่อเมื่อเอาน้ำรดอีก ๒ – ๓ ครั้ง จนไอเงียบหายไปนั้น เปรียบเหมือนการประหาณอำนาจของกิเลสโดยผลญาณนั่นเอง ฉะนั้นจึงเรียกว่า ปฏิสสัมภนปหานดังนี้ ผลญาณนี้ จัดเข้าในญาณทัสสนวิสุทธิโดยอนุโลม

……………………………………………………….

อันนี้ เป็นเพียงอุปมาอุปมัย ว่าต้องมีลักษณะอาการเกิดเช่นนี้
จะรู้ชัดในคำกล่าวเหล่านี้ได้ ต้องผ่านสภาวะในแต่ละสภาวะ ทุกๆสภาวะมาแล้วทั้งหมด

เมื่อผ่านแล้ว มาอ่านคำอธิบายนี้ จึงจะเข้าใจ

สรุปแล้ว เรื่องวิปัสสนาญาณ ๑๖ ประการ เป็นรายละเอียดของสภาวะที่เกิดขึ้น ในแต่ละคำเรียกของวิปัสสนาญาณ ทั้ง ๑๖

ตำราที่มีอยู่ เป็นการใช้บัญญัติรูปนาม เป็นอารมณ์ ในการกระทำ เพื่อเข้าสู่สภาวะปรมัตถ์
ดูจากรายละเอียดที่เขียนไว้ ว่าต้องกำหนดแบบนี้ๆ ล้วนเป็นการใช้บัญญัติเป็นอารมณ์ทั้งสิ้น
เป็นอุบาย ในการฝึก เพื่อทำให้เกิด วิปัสสนาญาณ

สภาวะปรมัตถ์ จะไม่มีความมีตัวตนเข้าไปเกี่ยวข้อง
เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง เกิดขึ้นเฉพาะในสัมมาสมาธิเท่านั้น

แนวทางการปฏิบัติ

สภาวะที่เกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ ที่เป็นสัมมสมาธิ กับ สภาวะที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เป็นคนละสภาวะ คนละเหตุปัจจัยกัน(สิ่งที่เกิดขึ้น)

แต่ที่เหมือนกัน คือ นิพพาน ได้แก่ กระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์(มุ่งดับเหตุของการเกิด)

ในการดำเนินชีวิต ตราบใดที่ยังมีกิเลส ต้องฝึกกดข่มอดกลั้น ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

เหตุจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย การกระทำแบบนี้ เป็นการฝึกละตัวตนที่มีอยู่ ยังต้องใช้การน้อมเอาคิดเอาเพื่อหยุด

สภาวะการดับเหตุของการเกิดในปัจจุบัน เป็นการดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

สภาวะสุญญตา เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ที่เกิดขึ้นเฉพาะในสัมมาสมาธิ(วิปัสสนาญาณ ๑๖)

เป็นการดับเหตุของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร

สภาวะปัญญา, สัญญา, วิญญาณ

สภาวะที่จิตคิดพิจรณาขณะที่จิตเป็นสมาธิ อาจทำให้เข้าใจสภาวะผิดได้ว่านั่นคือตัวรู้ หรือความรู้ที่เกิดจากตัวปัญญา เป็นตัวปัญญาที่แท้จริง ที่เกิดจากจิตจริงๆ

เหตุที่ทำให้เชื่อเช่นนั้น เพราะในความคิดต่างๆที่เกิดขึ้น ขณะที่เป็นสมาธินั้น ไม่มีความเป็นตัวเราหรือทิฏฐิที่มีอยู่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะที่เกิดขึ้น

เพราะมีคิดๆไปเรื่อยๆไม่ฟุ้งซ่าน ไม่รำคาญ เนื่องจากจิตเป็นสมาธิอยู่ มีแต่เรื่องสภาวะธรรมต่างๆ บัญญัติต่างๆ เหตุต่างๆ จิตจะคิดพิจรณาอย่างนั้น

เมื่ออกมาจากสมาธิ หากสภาวะยังไม่ถึงในความรู้นั้นๆ ต่อให้จะพยายามเขียนสิ่งที่คิดออกมา หลังจากออกมาจากสมาธิแล้ว จะจำไม่ได้ทั้งหมด

แท้จริงแล้ว ไม่ใช่สภาวะของปัญญา เป็นตัวรู้ เป็นความรู้ที่ออกมาจากของจิต แต่เป็นเพียงสภาวะสัญญา ที่เกิดจากสภาวะจิตสำรอกออกมา เป็นในรูปของความรู้ต่างๆทั้งที่เคยได้อ่าน, ได้ฟังและที่ไม่เคยได้อ่านหรือได้ฟังจากที่ไหนๆมาก่อน เกิดจากเหตุปัจจัยที่ทำไว้สะสมเป็นสัญญาและที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่

สภาวะมานะกิเลสจะเนียนละเอียดว่าทิฏฐิกิเลส เหตุเพราะ เมื่อสภาวะสักกายะทิฏฐิถูกทำลายไปหมดสิ้น วิจิกิจฉาถูกทำลายไปหมด มานะกิเลสจะเกิดขึ้นในรูปของความรู้ต่างๆ

ที่กล่าวว่า มานะกิเลส คือ เราดีกว่าเขา เราเลวกว่าเขา หรือเราเสมอกับเขา นี่เป็นสภาวะแบบหยาบของมานะกิเลส
เมื่อสักกายะทิฏฐิถูกทำลายไปลงไป จะไม่มีสิ่งใดดีหรือเลวหรือเสมอกัน แต่สิ่งที่เห็น มีความแตกต่างไปตามเหตุปัจจัยที่ทำไว้

แท้จริงแล้ว ทุกสรรพสิ่งที่มาพบเจอกัน ทั้งเกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกัน ล้วนมีเหตุปัจจัยร่วมกันทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงมีผลกระทบต่อจิตยามที่ผัสสะต่างๆเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่เคยรู้จักหรือไม่เคยพบกันมาก่อนก็ตาม เหตุมี ผลย่อมมี

ส่วนสภาวะมานะกิเลสที่ละเอียดขึ้นไปอีก คือ ยึดถือสิ่งที่รู้ ไม่สามารถแยกแยะได้ว่า นี่คือ สัญญา นี่คือปัญญา นี่คือวิญญาณ

เหตุเพราะยังมีอุปทานในขันธ์ ๕ อยู่ ที่มีสภาวะละเอียดมากขึ้น ไม่ยึดสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก แต่ยึดสิ่งที่รู้ชัดภายใน โดยไม่รู้ว่ายึด เป็นเหตุให้ไม่สามารถมองเห็นสภาวะตามความเป็นจริงของสภาวะสัญญา และสภาวะของปัญญา

สัมปชัญญะเกิด

เมื่อตัวสัมปชัญญะเกิดในผู้ใดก็ตาม สภาวะของผู้นั้น จิตจะมีแต่การคิดพิจรณาเนืองๆ บางครั้งมีตัวรู้หรือความรู้ต่างๆผุดขึ้นมามากมาย เป็นความรู้แปลกๆที่ไม่เคยร่ำเคยเรียนหรือเคยได้ยินได้ฟังจากผู้ใดมาก่อน สภาวะนี้เกิดจากวิปัสสนูปกิเลส

สภาวะสัญญา

หากไม่รู้ ไปยึดติดกับสิ่งที่ผุดขึ้นมานี้ ย่อมคิดว่า สิ่งๆนี้เป็นปัญญา โดยตัวสภาวะที่แท้จริงของสิ่งที่ผุดขึ้นมา หรือความรู้ต่างๆที่หลั่งไหลออกมามากมาย จนจำไม่ได้ ถึงขนาดต้องจด สภาวะนี้เป็นสภาวะของสัญญา ไม่ใช่สภาวะปัญญาที่แท้จริง

นี่เป็นอีกหนึ่งสภาวะที่เนียนละเอียดของสภาวะมานะกิเลสที่มีอยู่ในขันธสันดาน เนืองนองอยู่ สภาวะถูกกระตุ้นตามเหตุปัจจัยให้เกิด เมื่อไม่รู้ชัดในสภาวะปัญญาที่แท้จริง ย่อมให้ค่าว่าสิ่งที่ถูกรู้หรือความรู้ต่างๆที่เกิดขึ้นนี้เป็นตัวปัญญา

สภาวะปัญญา

สภาวะของปัญญญาที่แท้จริง มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น คือ การเห็นแจ้งไตรลักษณ์ตามความเป็นจริงของสภาวะที่มีอยู่จริง

ซึ่งมีเกิดขึ้นในชีวิตและมีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

เหตุปัจจัยจาก การกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)

เมื่อเห็นสภาวะไตรลักษณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง จะเห็นแต่โทษ, ภัย, ทุกข์ของการเกิด

เมื่อรู้เห็นเช่นนี้เนืองๆ จิตจะเกิดความเบื่อหน่ายไม่ปรารถนาในการเกิดอีกต่อไป จิตเกิดการปล่อยวางโดยตัวของจิตเอง

วิริยะ หรือความเพียรจะเกิดขึ้นเอง มิใช่เพียรเพราะความอยากหรือฝีนใจทำ เป็นความเพียรที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

แม้กระทั่งความศรัทธาและปัญญาล้วนไม่แตกต่างกัน เกิดตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่จากการพยายามทำให้เกิดขึ้น

ถ้ามีความพยายามแฝงอยู่ในการกระทำ เพื่อทำให้เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นเพียงบัญญัติ ไม่ใช่สภาวะปรมัตถ์ตามความเป็นจริงของสภาวะนั้นๆ สภาวะที่เกิดขึ้นจึงพบวิจิกิจฉาเนืองๆ เพราะความอยากเป็นเหตุ

เมื่อใดสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็นทั้งภายนอกและภายในได้เมื่อไหร่

จึงจะรู้ชัดในสภาวะต่างๆตามความเป็นจริงทั้งภายในและภายนอก

เมื่อนั้นตัวปัญญาจึงจะเกิดขึ้นเองตามสภาวะ เป็นเหตุให้สามารถแยกแยะได้ว่านี่ สัญญา นี่ปัญญา นี่วิญญาณ

 

 

สภาวะวิญญาณ

วิญญาณเป็นเพียงธาตุรู้ รู้ในผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น

เหตุเพราะมีความไม่รู้อยู่ หรืออวิชชาครอบงำอยู่

เป็นเหตุให้ไม่รู้ชัดในเหตุของผัสสะต่างๆ ว่าผัสสะนั้นๆเกิดจากอะไร และอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด

ฉะนั้น เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะภายนอกหรือภายใน จึงมีอุปทานขันธ์ ๕ ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากสภาวะสักกายะทิฏฐิหรือทิฏฐิกิเลสที่มีอยู่

สภาวะสัญญา มีแต่การสร้างเหตุของการเกิด เพราะยึดติดในสิ่งที่คิดว่ารู้เป็นตัวปัญญา ซึ่งเกิดจากอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่

ถึงแม้ว่าความรู้ต่างๆจะเกิดขณะจิตเป็นสมาธิก็ตาม ล้วนเป็นเพียงสัญญาที่เกิดจากกิเลสที่มีอยู่

สภาวะปัญญา มีแต่การดับที่ต้นเหตุของการเกิด

อย่างหยาบ คือ ดับที่การกระทำ

อย่างละเอียด คือ ดับกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ที่เป็นต้นเหตุของการกระทำ

ดับถึงที่สุดที่ไม่ต้องดับอีกต่อไป คือ ดับที่อนุสัยที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน

พระบาลีว่า “อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ”

มีปกติพิจรณาเห็นกายทั้งภายในและภายนอกอยู่เนืองๆ ได้แก่ สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น ในสิ่งที่เกิดขึ้นภายในและภายนอกอยู่เนืองๆ

สภาวะได้แก่

ภายใน รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นในกายและจิต(รูปนาม) เนืองๆ

ภายนอก รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นเนืองๆ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นให้แค่ดู แค่รู้ ภายใน รู้สึกนึกคิดยังไง รู้ไปตามนั้น

แต่อย่านำความรู้สึกนึกคิดอยู่นั้น มาก่อให้เกิดการกระทำ

ความคิดห้ามไม่ได้ แต่ห้ามการกระทำได้

รู้สึกได้ คิดได้ เพราะยังมีการยึดมั่นถือมั่น ยังมีกิเลสอยู่ ยอมรับไปตามความเป็นจริง

เหตุที่เป็นแบบนั้นเพราะยังมีเหตุปัจจัยกับสิ่งที่มากระทบหรือผัสสะที่เกิดขึ้น

 

 

 

 

นิพพานัง ปรมัง สุขัง

นิพพานัง ปรมังสุขัง

ที่มาของคำว่า ” นิพพานัง ปรมังสุขัง ” พระนิพพานเป็นสุขยิ่ง คือ บรมสุข เรียกว่าสุขยากที่จะบรรยาย ไม่ใช่สุขที่เกิดจากการอาศัยผัสสะเป็นตัวให้เกิดสุข

แต่เป็นสุขเหนือสุข จนไม่มีคำจัดกัดความ เป็นสุขที่เกิดจากเหตุของการดับต้นเหตุของการเกิด จึงเป็นที่มาของพระนิพพานเป็นสุดยอดบรมสุข

ได้แก่

๑. เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงของสภาวะต่างๆ เดิมๆซ้ำๆจนจำสภาวะต่างๆได้อย่างขึ้นใจ เป็นเหตุให้รู้ดีว่า สภาวะนั้นๆคืออะไร แล้วควรทำตัวอย่างไร เมื่อเจอสภาวะเหล่านั้น จึงไม่ไปทุกข์กับสภาวะที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

๒. ไม่ยึดติดในคำเรียกต่างๆของสภาวะ คือ แค่รู้ว่าสภาวะที่เกิดขึ้นนั้น ว่ามีชื่อเรียก แค่รู้ว่ามีชื่อเรียก แต่ไม่ไปยึดติดกับบัญญัตินั้นๆจนกระทั่ง นำสิ่งที่คิดว่ารู้ไปสร้างเหตุใหม่ที่เป็นเหตุของการเกิดขึ้นอีก

๓. ความอยากต่างๆที่เคยมีเกี่ยวกับการปฏิบัติ เช่น อยากมี อยากได้ อยากเป็น อยากรู้สภาวะต่างๆ แม้กระทั่งสิ่งต่างๆที่มีการนำมาพูดๆกันนั้น จากพระไตรปิฎกก็ตาม จากอรรถกถาจารย์ก็ตาม จากหนังสือสอบอารมณ์ก็ตามฯลฯ

ความอยากเหล่านั้นหมดสิ้นไปไม่มีเหลือ จะมีแค่ความอยากที่เป็นมาแต่ดั้งเดิมของตัวเองที่มีอยู่ เช่น เป็นคนชอบกิน เป็นเหตุให้เห็นโลภะด้านอาหารได้อย่างชัดเจน ส่วนความอยากในด้านการปฏิบัติเพื่อเพิ่มกิเลสนั้นไม่มี

๔. เมื่อเกิดสภาวะปัจจเวกฯเป็นครั้งที่ ๒ สภาวะยิ่งตอกย้ำลงไปชัดๆในสิ่งที่ถูกรู้ว่าไม่ผิดอย่างแน่นอน ดูสภาวะ ดูผัสสะ ดูกิเลสที่เกิดขึ้นในใจเป็นหลัก

เมื่อไม่ยึดติดกับสภาวะ ย่อมอยู่กับสภาวะนั้นๆได้แบบสบายๆ ยังมีให้ค่าก็ยอมรับตามความเป็นจริงว่าให้ค่า แต่ไม่ไปยึดติดกับการให้ค่านั้นแต่อย่างใด จึงไม่หลงสร้างเหตุอันเป็นวิวาทะกับใครๆอีก เรียกว่าถ้ายังมี จะสามารถหยุดตัวเองได้ทันมากขึ้น

เมื่อรู้เห็นเช่นนี้แล้ว จึงไม่คิดโน้มน้าวหรือแสดงท่าทีเพื่อชักจูงให้ใครมาเชื่อ แต่จะทำตามเหตุ ถ้าใครเคยสร้างเหตุร่วมกันมา เขาจะเข้ามาหาเอง หากไม่ได้สร้างเหตุมาร่วมกัน ย่อมไม่มาเชื่อกันอย่างแน่นอน แล้วจะไปพูดให้เหนื่อยทำไม

พูดแค่ควรพูด พูดตามกาล ดูเหตุเป็นหลัก เพราะเหตุนี้ การสร้างเหตุของการเกิด นับวันจึงสั้นลงไปเรื่อยๆ เหตุเก่าชดใช้ไป เหตุใหม่ไม่สร้าง แล้วการเกิดขึ้นมาอีกจะมีขึ้นได้อย่างไร ไม่มีเหตุ ย่อมไม่มีผลอย่างแน่นอน

๕. นับวันอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น รู้ชัดอยู่ในกายและจิตมากขึ้น มองสิ่งต่างๆด้วยจิตที่เป็นปกติมากขึ้น เพราะเขา,เรา ล้วนไม่แตกต่างกันเลย เหมือนกันหมดทุกๆสภาวะ เพียงแต่เรามองเห็นแล้ว ส่วนเขาจะมองเห็นหรือยังเท่านั้นเอง

เราเห็นแล้ว ย่อมหยุดได้ ใจจะมีแต่เมตตาต่อผู้อื่น ส่วนเขาถ้ายังไม่เห็น ย่อมหยุดตัวเองยังไม่ได้ นี่ก็เรื่องปกติ เพราะเป็นเรื่องของเหตุแล้วก็เหตุ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือเรื่องของความถูกผิดแต่อย่างใด

๖. ยังมีกิเลสด้านกามราคะอยู่ ปฏิฆะหรือเจ้าตัวหงุดหงิดยังมีอยู่ แต่อยู่กับปัจจุบันได้ทันมากขึ้น ไม่ได้ไปรู้สึกอะไรกับสิ่งที่มีอยู่ เพราะไม่ได้มีความอยากได้ อยากเป็น หรืออยากรู้สภาวะต่อๆไปอีก เพียงแต่เขียนตามความเป็นจริงที่รู้ว่ามี

ตำรามีเขียนไว้ ก็เขียนไปตามสภาวะในตำราที่มีเขียนไว้ เพียงจะบอกว่า กิเลสกามราคะและปฏิฆะนี้ เป็นสภาวะที่ละเอียด เกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีตัวผัสสะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด

นิพพานัง ปรมัง สูุญญัง

ส่วนคำว่า ” นิพพานัง ปรมัง สุญญัง ” มีที่มาจากคำว่า ” สุญญตา ” ได้แก่ ความว่างเปล่า คือ ความว่างจากตัวตน

สุญญตา เมื่อนำไปเทียบกับสภาวะ เป็นสภาวะของสังขารุเปกขาญาณ

แต่ถ้าเป็นสุญญตาที่เกิดจากจินตามยปัญญา โดยการน้อมเอาคิดเอาเองว่า นั่นไม่ใช่ตัวตน นี่ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีอะไรๆ อันนี้เป็นเพียงอุบายในการพิจรณาเท่านั้น ยังไม่ใช่สภาวะสังขารุฯที่แท้จริง

เพราะคำว่า ” ไม่ใช่ตัวตน นี่ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีอะไรๆ ” ไม่แตกต่างจากคำบริกรรมภาวนา เป็นเพียงอุบายเท่านั้นเอง

เพราะสภาวะที่แท้จริง ที่กล่าวว่า ” ไม่มีคน ไม่สัตว์ ไม่มีอะไรๆ ” ขณะที่ผัสสะเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ยังคงมีอยู่ ยังเห็นคนเป็นคน เห็นสัตว์เป็นสัตว์ เพียงแต่แค่ดู แค่รู้ ไม่ใช่รู้ที่ก่อให้เกิดเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด

การที่เห็นและรู้ตามสัญญาว่า แล้วไปยึดติดในบัญญัติ เมื่อผัสสะเกิด ย่อมมีความชอบหรือชัง ตามเหตุปัจจัยที่มีต่อสิ่งๆนั้น ล้วนเป็นก่อเหตุของการเกิดทั้งสิ้น

ส่วนที่กล่าวว่า ” ไม่มีเขา ไม่มีเรา ” หมายถึง ไม่มีถูก ไม่มีผิด ไม่มีใช่หรือไม่ใช่ เรียกว่า ไม่มีการนำอัตตาตัวตนที่ยังมีอยู่ลงไปเกี่ยวข้องกับสภาวะที่เกิดขึ้น

สภาวะของสังขารุฯ เกิดจากการเห็นไตรลักษณ์ เห็นเดิมๆซ้ำๆ จนจิตเห็นโทษของการเกิด เป็นเหตุให้จิตเบื่อหน่าย จิตมุ่งสู่พระนิพพาน ( ความดับ )

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น คือ จิตรู้ชัดอยู่ในรูปนามได้ดี สติ สัมปชัญญะดี สมาธิมีกำลังแนบแน่นดี จิตเป็นอุเบกขา คือ รู้ชัดอยู่กับรูปนาม กับ เกิดสภาวะดับ สลับไปมาแบบนี้

สภาวะดับ คือ เกิดที่จิต มีอาการเหมือนคนสัปหงก แต่เป็น จิตสัปหงก อาการนี้บางครั้งเกิดแค่ครั้งเดียว บางครั้งเกิดเป็นสิบๆครั้งขึ้นไป ไม่แน่นอน

แต่ละครั้งที่เกิดการดับแต่ละครั้ง จะมีโอภาสเกิดขึ้นสว่างมากๆ แบบไม่มีประมาณ คือ สว่างกว่าปกติในโอภาสที่เกิดโดยทั่วๆไป จะมีสติรู้ตัวตลอดขณะที่เกิดสภาวะนี้ ดับก็รู้ว่าดับ คือตอนที่ดับไปแล้ว จิตจะงุบลงไป แล้วถึงจะรู้ตัว ก่อนงุบจะไม่รู้

อาการที่เกิดขึ้นภายใน ไม่ส่งผลไปที่ภายนอก คือไม่ได้เกิดที่กายภายนอก เช่น หัวสัปหงก ภายนอกนั่งตัวตรงปกติ ไม่มีอาการงูบหรือโงกแต่อย่างใด ขณะที่เกิดสภาวะจิตสัปหงกนี้

สภาวะนี้ไม่ได้เกิดจากความง่วง หรือนิวรณ์ครอบงำแต่อย่างใด แต่เกิดจากกำลังของสมาธิที่มีกำลังมาก

อุปมาด้วยนกการู้ทิศ

สังขารุเปกขาญาณที่เกิดขึ้นแล้วนี้นั้น ถ้าเห็นพระนิพพาน อันเป็นทางสันติ โดยความสงบ ก็จะสลัดทิ้งความเป็นไปของสังขารทั้งปวง แล้วแล่นเข้าสู่พระนิพพานเลยทีเดียว

หากว่า ยังไม่เห็นพระนิพพาน โดยความสงบ ( สังขารุเปกขาญาณนั้น ) ก็มีสังขารเป็นอารมณ์อย่างเดียว แล้วดำเนินไปอยู่ แล้วๆเล่าๆ เปรียบเหมือนนกกาของพวกพ่อค้าเดินทะเล

อนุโลมญาณ

สภาวะดับเทียม

การเข้าสู่ความดับ เป็นจุดสุดยอดของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมมัฏฐาน เพราะความดับที่ไม่แท้อาจเกิดขึ้นได้โดยเหตุหลายประการคือ-

๑. ดับด้วย ปิติ

๒. ดับด้วย ปัสสัทธิ

๓. ดับด้วย สมาธิ ( ขาดความรู้สึกตัว )

๔. ดับด้วย ถีนมิทธะ

๕. ดับด้วย อุเปกขา

ทั้ง ๕ ประการนี้เป็นความดับเทียม ใช้ไม่ได้ เป็นการล่อให้หลงเข้าใจผิด ส่วนมากเกิดในอุทยัพพยญาณอย่างอ่อน ๑ ในมุญจิตุกัมยตาญาณ ๑ ในสังขารุเปกขาญาณ ๑ ถ้าเกิดขึ้นในญาณเหล่านี้ พึงตัดสินเลยว่าเป็นของเทียมใช้ไม่ได้

[b]ส่วนความดับที่แท้จริง [/b]ที่พึงประสงค์ในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานนี้ ก็คือ ดับโดยมรรค ขณะที่สังขารุเปกขาญาณถึงความแก่กล้าที่สุด สังขารอารมณ์ซึ่งอ่อนละเอียด มีอาการสม่ำเสมอเป็นธรรมดานั้น ก็จะค่อยๆเร็วขึ้นๆจนถี่มาก

แล้วกลับช้าลงไปเป็นธรรมดาอีก ต่อไปจะมีอาการเร็วขึ้นๆแล้วค่อยๆช้าลงอีก เป็นอยู่อย่างนี้บ่อยๆ โดยเป็นไปตามสภาวะของญาณ อุปมาในเรื่อง ทิสากากะ

หมายเหตุ:-

สำหรับผู้ที่ฝึกให้เกิดสภาวะดับ พึงระวังอุปกิเลสให้ดี เพราะตาบใดที่ยังมีกิเลส อุปกิเลสจะเกิดอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่จะรู้เท่าทันกิเลสที่เกิดขึ้นหรือเปล่าเท่านั้นเอง

ไม่ได้เกิดตามที่ตำรามีการบันทึกไว้ ว่าจะต้องเกิดที่ญาณ ๓ เมื่อเห็นไตรลักษณ์ตามความเป็นจริงของสภาวะ

การทวนญาณ

สภาวะจะทวนด้วยตัวของสภาวะเอง ไม่ต้องไปตั้งจิตอธิษฐานแต่อย่างใด

แต่ตามตำราที่เขียนไว้ ให้ฝึกทวนญาณ เหตุของการฝึกเพื่อให้เกิดความแม่นยำในสภาวะ

ถ้าผู้ฝึกไม่รู้ความจริงตรงนี้ ถ้าฝึกด้วยความอยาก ย่อมติดอยู่ในอุปกิเลส เพราะสภาวะแต่ละสภาวะ กว่าจะรู้จะเข้าใจ ต้องวางความอยากโดยตัวจิตเอง ถึงจะรู้ชัดตามความเป็นจริงของสภาวะนั้นๆได้

ชื่อสังขารุเปกขาญาณ

สังขารุเปกขาญาณ มี ๓ ชื่อ

เกิดขึ้นในตอนต้น ชื่อว่า มุญจิตุกัมยตาญาณ

เกิดขึ้นตอนกลาง ชื่อว่า ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ

เกิดขึ้นตอนท้ายที่บรรลุถึงยอด ชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ

ในพระบาลี ( ปฏิสัมภิทามรรค ) ท่านกล่าวไว้ ( ดังคำแปลต่อไปนี้ ) ว่า ( ถาม ) ปัญญาในความปรารถนาเพื่อพ้นไป ในการพิจรณาทบทวนและในการตั้งเฉยอยู่ เป็นสังขารุเปกขาญาณ คืออย่างไร?

( ตอบ ) คือ ปัญญาในความปรารถนาเพื่อพ้นไป ในการพิจรณาทบทวนซึ่งความเกิดขึ้น ( ของสังขาร ) ในการตั้งเฉยอยู่ชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ ฯลฯ

ความปรารถนาเพื่อพ้นไป ๑ การพิจรณาทบทวนนั้น ๑ และการตั้งเฉยอยู่ ๑ ชื่อว่า มุญจิตุกัมยตาปฏิสังขาสันติฏฐานา ในพระบาลี ( ดังคำแปลข้างต้น ) นั้น

เมื่อโยคีเบื่อหน่ายด้วยนิพพิทาญาณในตอนต้น ด้วยประการฉนี้แล้ว ก็มีความปรารถนาที่จะสลัดทิ้งซึ่งความเกิดขึ้น ( ของสังขารทั้งหลาย ) เป็นต้น ชื่อว่า มุญจิตุกามตา

การพิจรณาทบทวนพิจรณาในตอนกลาง เพื่อทำอุบายแห่งการพ้นไป ( จากสังขารทั้งหลาย ) ชื่อว่า ปฏิสังขา

การพ้นไป แล้ววางเฉยในตอนสุดท้าย ชื่อว่า สันติฏฐนา

ซึ่งท่านระบุถึงแล้ว กล่าวว่า ” ความเกิดขึ้น เป็นสังขาร พระภิกษุวางเฉยซึ่งสังขารทั้งหลายเหล่านั้น เพราะเหตุนี้จึงชื่อว่า สังขารุเปกขา ” ดังนี้เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ญาณนี้จึงเป็นญาณเดียวกัน

อีกประการหนึ่ง พึงทราบแม้โดยพระบาลีไว้ด้วยว่า ญาณนี้ เป็นญาณเดียวเท่านั้น

ที่จริงท่านก็กล่าวไว้แล้วดังนี้ว่า ” ความปรารถนาเพื่อพ้นไป ๑ การเห็นเนืองๆ ด้วยการพิจรณาทบทวน ๑ และการวางเฉยในสังขาร ๑ ”

ธรรม ( คือ ญาณ ) ทั้งหลายเหล่านี้ มีความหมายอย่างเดียวกัน พยัญชนะเท่านั้นที่แตกต่าง

จตุตถฌานกับสังขารุเปกขาญาณ

ความงดงามของธรรม

สภาวะละเอียดมากขึ้นเท่าไหร่ จะเห็นความงดงามของสภาวะธรรมมากขึ้นเท่านั้น

ปัญญากับสมาธิ สมาธิกับปัญญา ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สภาวะนั้นๆปัญญาญาณไม่สามารถเกิดขึ้นได้

ปัญญากับสมาธิ

ได้แก่ สภาวะของปัญญาอบรมสมาธิ เป็นเหตุให้เกิดสภาวะของ สัมมาสมาธิ

สมาธิที่มีอยู่โดยปกติที่ทุกๆคนมีติดตัวมานั้น ( ตามเหตุที่ทำมา หรือที่สร้างขึ้นมาใหม่ ) ล้วนเป็นมิจฉาสมาธิ เหตุเนื่องจากไปรู้นอกกายบ้าง สมาธินิ่งเป็นใบ้บ้าง เรียกว่าขาดความรู้สึกตัวขณะที่จิตเป็นสมาธิ

เมื่อได้มาเจริญสติ ตัวสัมปชัญญะ( ปัญญา ) ย่อมเกิดขึ้น สมาธิที่เกิดขึ้น ย่อมเป็นสัมมาสมาธิ เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดอยู่ในกายและจิตได้ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมได้ตลอดขณะที่จิตเป็นสมาธิ

สมาธิกับปัญญา

ได้แก่ สภาวะของสมาธิอบรมปัญญา เหตุจากสมาธิที่ได้รับการอบรมจากตัวปัญญาแล้ว จากมิจฉาสมาธิเป็นสัมมาสมาธิ

เมื่อเป็นสัมมาสมาธิ จิตย่อมตั้งมั่นได้ง่าย สามารถรู้ชัดอยู่ในกายและจิตได้เนืองๆ ปัญญาหรือการเห็นตามความเป็นจริงย่อมเกิดขึ้น

เห็นตามความเป็นจริงมากขึ้นเท่าไหร่ เป็นเหตุให้แค่รู้ แค่ดูมากขึ้น ปัญญาญาณหรือญาณทัสสนะย่อมบังเกิดขึ้น

……………………………………………………..

สมาธิปทฐฐานา มีสมาธิเป็นเหตุใกล้ชิดที่จะทำให้ปัญญาเกิด หมายความว่า
ปัญญาจะเกิดได้ต้องมีสมาธิ คือ ความตั้งใจแน่วแน่ต่ออารมณ์นั้นๆ

เช่น เวลาดูหนังสือ ถ้าใจจดจ่ออยู่กับหนังสือนั้น ไม่วอกแวกไปทางอื่นก็จำได้ง่าย จำได้ดี
นั่นแหละเป็นเหตุให้เรื่องปัญญา เป็นเหตุให้เกิดปัญญา

แม้ในปัญญาขั้นสูง เช่น ภาวนามยปัญญาก็ต้องอาศัยสมาธิเช่นเดียวกัน

มหาสติปัฏฐาน หลวงพ่อโชดก

…………………………………………………………………….

ความแตกต่างของปัญญาอบรมสมาธิและสมาธิอบรมปัญญา คือ

สภาวะปัญญาอบรมสมาธิ เป็นเรื่องของการสร้างสัมปชัญญะให้เกิดขึ้น เปลี่ยนจากมิจฉาสมาธิ เป็นสัมมาสมาธิ

สภาวะสมาธิอบรมปัญญา เป็นเรื่องของการรู้ชัดอยู่ในกายและจิต เป็นเรื่องของกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น ยิ่งตั้งมั่นแนบแน่นได้มากเท่าไหร่ ตัวปัญญาที่เป็นเหตุให้เห็นตามความเป็นจริงย่อมเกิดขึ้นได้ง่ายมากขึ้น

ปัญญาอบรมสมาธิ

ในการเจริญกรรมฐาน ของพระโยคาวจร จิตจะซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ มีรูปารมณ์เป็นต้น ตลอดกาลนาน ไม่ปรารถนาจะขึ้นสู่อารมณ์แห่งกรรมฐานได้ หรือ อารมณ์แห่งสมถะได้ มัวแต่แล่นออกไปนอกทาง

ดังรถที่เขาเทียมด้วยโคโกง แล่นออกนอกเส้นทางฉันนั้น เพราะฉะนั้นบุคคลเลี้ยงโค ปรารถนาจะฝึกลูกโคโกงที่เติบโตขึ้น เพราะได้ดื่มนำนมแม่โคโกง เขาจึงพรากมันจากแม่โค ฝังหลักใหญ่ไว้ข้างหนึ่ง

ล่ามด้วยเชือกที่หลักนั้น ครั้นแล้ว ลูกโคตัวนั้นของเขาดิ้นไปข้างโน้นข้างนี้ เมื่อไม่อาจหนีไปได้ก็จะพิงหมอบอิงหรือนอนอิงหลักนั้นนั่นเอง

แม้ฉันใด แม้ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อประสงค์จะฝึกจิตที่ชั่วร้ายอันเติบโตขึ้น เพราะดื่มรสอารมณ์ มีรูปารมณ์เป็นต้น ในตลอดกาลนาน ก็พึงพรากจากอารมณ์รูปารมณ์เป็นต้น เข้าไปอยู่ป่าหรือโดคนไม้หรือเรือนว่างเปล่า ( สัปปายะ )

แล้วผูกไว้ที่หลัก คือ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ด้วยเชือก คือ สติ เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตของเธอนั้น แม้จะดิ้นรนไปข้างโน้นข้างนี้ เมื่อไม่ได้อารมณ์ที่เคยชิน ก็ไม่อาจตัดเชือก คือ สติหนีไปได้ ก็ย่อมจะหมอบอิงอารมณ์นั้นนั่นเอง ด้วยอำนาจอุปจาระและอัปปนา

ในแง่ของสภาวะ จิตนี้เวลาเริ่มฝึกใหม่ๆ จะฝึกได้ยาก จะซ่านไปอดีตบ้าง อนาคตบ้าง จิตจะส่งออกนอกกายเนืองๆ ยากที่จะทำอารมณ์ให้เป็นหนึ่งได้ ต้องใช้สติ สัมชัญญะ เป็นดังเชือกเหนี่ยวรั้งจิตให้ผูกอยู่กับกาย คือ รู้ชัดอยู่ในกาย

จตุตถฌาน ( สัมมาสมาธิ ) กับสังขารุเปกขาญาณ

ความแตกต่างของทั้งสองสภาวะนี้ เป็นเรื่องของปัญญาอบรมสมาธิและสมาธิอบรมปัญญา

สภาวะของจตุตถฌาน เกิดขึ้นจากปัญญาอบรมสมาธิ

สภาวะของสังขารุเปกขาญาณ เกิดขึ้นจาก สภาวะสมาธิอบรมปัญญา

ความแตกต่างสภาวะอุเบกขาที่เกิดขึ้นในจตุตถฌานและสังขารุเปกขาญาณ

จตุตถฌาน

สภาวะอุเบกขาในจตุตถฌาน ( สัมมาสมาธิ ) เกิดจากสติ สัมปชัญญะและสมาธิทำงานร่วมกัน

ฌาณปรากฏชัดด้วยอุเบกขา

ในภาวนาจิตนั้น ญาณย่อมปรากฏด้วยอำนาจอุเบกขา เหมือนดังที่ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า

โยคีบุคคลย่อมเพ่งดูเฉยซึ่งจิตที่ตนประคองไว้อย่างนั้นเป็นอย่างดี ปัญญินทรีย์ย่อมมีประมาณยิ่ง ด้วยอำนาจอุเบกขา ด้วยอำนาจปัญญา

จิตย่อมหลุดพ้นจากกิเลสอันมีอาสวะต่างๆ ด้วยอำนาจอุเบกขา

ปัญญินทรีย์ย่อมมีประมาณยิ่งด้วยอำนาจหลุดพ้น คือ ศรัทธากับปัญญาและวิริยะกับสมาธิ และด้วยอำนาจปัญญา ย่อมมีรสเดียวกัน จึงชื่อว่า ภาวนา

คำว่า เอกตฺตํ ที่แปลว่า ความเป็นหนึ่งของจิต หรือ ความเป็นเอกภาพนั้น หมายเอาจิตที่บรรลุถึงอัปปนาพร้อมทั้งสัมปยุตธรรม จิตที่เป็นอัปปนาแล้ว ย่อมมีอารมณ์อันเดียว จึงเรียกว่า เอกภาพ

สังขารุเปกขาญาณ ความวางเฉยต่อรูปนาม

สภาวะอุเบกขาในสังขารุเปกขาญาณ เกิดจากการเห็นไตรลักษณ์บ่อยๆ เป็นเหตุให้เห็นตามความเป็นจริงของทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น ย่อมเป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่าย เกิดเดิมๆซ้ำๆ เห็นแต่ความไม่เที่ยง เป็นเหตุให้ปล่อยวางไปในที่สุด

สังขารุเปกขาญาณ แปลว่า ปัญญาพิจรณาเห็นนามรูปเป็นของน่ากลัว เป็นทุกข์ เป็นโทษ เกิดความเบื่อหน่าย อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติ มีความวางเฉยต่อรูปนาม

สภาวะ คือ เกิดจากการเห็นไตรลักษณ์บ่อยๆ เป็นเหตุให้เห็นโทษของสังขาร เห็นโทษของการเกิด เป็นเหตุให้ เกิดความเบื่อหน่าย

จะเห็นแบบหยาบๆก่อน คือ เห็นไตรลักษณ์ เป็นเหตุให้จิตคลายความยึดมั่นถือมั่นต่อสภาวะที่เกิดขึ้น เห็นเดิมๆซ้ำๆจนจิตเกิดความเบื่อหน่าย เกิดการปล่อยวาง วางเฉยต่อรูปนามไปเอง โดยที่ไม่ต้องเจตนาจะปล่อยวางแต่อย่างใด เกิดเอง เป็นเอง เหตุจากการเห็นไตรลักษณ์บ่อยๆ

อย่างละเอียด เกิดจากการเห็นโทษของสังขาร เห็นโทษของการเกิด จึงเกิดความเบื่อหน่าย

สภาวะสังขารุเปกขาญาณจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีสัมมาสมาธิ ที่มีกำลังของสมาธิที่แนบแน่นมากๆ

สภาวะจตุตถฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีสติ สัมปชัญญะเป็นตัวหลัก

สมาธิที่เกิดขึ้น จะเป็นสัมมาสมาธิได้ ต้องมีกำลังของสติ และสัมปชัญญะเป็นกำลังเกื้อหนุน ( เกิดก่อน ) คือ ต้องมีสัมมาสติก่อน

ปัญญาญาณหรือญาณทัสสนะจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีกำลังของสมาธิเป็นกำลังเกื้อหนุน ( เกิดหลัง ) คือ ต้องมีสัมมาสมาธิก่อน

สภาวะยาขยัน ( สังขารุ )

ถ้าสภาวะนี้เกิดขึ้น จะไม่มีการหลับ แต่จิตจะเป็นสมาธิตลอด
เมื่อคืน เราเข้านอนตอนตีสี่เกือบครึ่งได้  ก็นอนหงายปกติ มือวางข้างตัวธรรมดา
พอหลับตาลง เกิดโอภาสทันที แล้วมีสภาวะสุขเกิดขึ้น
มันรู้สึกวาบขึ้นมาทันที เราแค่ดู เพราะเคยชินกับสภาวะนี้ คือ การมีโอภาสขณะที่นอนหลับ
เพียงแต่ครั้งนี้มีสภาวะสุขเกิดขึ้นร่วมด้วย

 

ก็ดูกายไปเรื่อยๆ พอรู้สึกตัวอีกที แขนของเราทั้งสองข้างไปประสานกันเหมือนขณะที่นั่งสมาธิ
แต่นี่ประสานมือทั้งสองอยู่เหนือศรีษะ มือเหนี่ยวกันแน่น
ก็รู้อยู่ในสภาวะนั้นๆ ตอนนี้ไม่มีสุขแล้ว แต่โอภาสยังคงมีอยู่ ก็รู้อยู่อย่างงั้น
จนกระทั่งเสียงนาฬิกาที่ตั้งไว้ 6 โมงเช้าส่งเสียงดังขึ้น
ไม่มีอาการง่วงหาวนอนแบบคนอดนอน จิตสดชื่นดี

 

สภาวะนี้เป็นตั้งแต่เมื่อวาน เพียงแต่วันนี้กินระยะเวลานานกว่า เป็นสมาธิได้นานกว่า
ก็ขำๆตัวเองนะ เพราะกำลังของสมาธิยังมีไม่มากพอ ได้แค่ดูไปเรื่อยๆ อยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ
ทรงสมาธิแบบนี้ไปตลอด ค่อยๆสะสมไปเหมือนกับการชาร์ตแบตให้เต็มเปี่ยม
เพื่อรอเวลาที่พละ ๕ เขาพร้อมเอง เราจะไปคิดจัดการอะไรไม่ได้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามสภาวะที่เกิดขึ้น

 

เราชอบเรียกสภาวะนี้ว่า ” ยาขยัน ” เพราะเหมือนคนกินยาขยันแบบที่เขาพูดๆกัน ที่มีแต่ความขยันไม่หลับไม่นอน
สภาวะนี้ก็เช่นเดียวกัน จิตเขาจะเข้าออกสมาธิตลอดเวลา ไม่มีการหลับนอน แต่ไปพักในสมาธิแทน
สภาวะนี้จะเกิดเฉพาะในสังขารุเปกขาญาณเท่านั้น
จะมาคู่กับสภาวะนกทิสากา เวลาที่จิตเป็นสมาธิ  สภาวะเขาจะเกิดคู่กัน
ก็เห็นตั้งแต่เมื่อวาน ขณะที่นั่งสมาธิ จิตมีงุบลงไป 3 ครั้ง วันนี้ก็มีอีก ก็ดูไป
วันใดถ้ากำลังของสมาธิเขาพร้อม เราคงได้ไปท่องเที่ยวในมิติอีกมิติหนึ่งอีกครั้ง

 

สภาวะ ถ้าเราไม่รู้เรื่องของสภาวะ เราเองคงไม่สามารถก้าวมาถึงจุดๆนี้ได้
 คงยึดมั่นถือมั่นในตนเอง ยึดมั่นในสิ่งที่คิดว่ารู้ ยึดติดในรูปแบบ
ยึดมั่นในทุกๆสรรพสิ่งที่เคยพบเคยได้เจอๆมา ทั้งหมดที่เคยยึดมั่นถือมั่นมานั้น
ล้วนเป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่เกิดจากความไม่รู้ ล้วนเกิดจากความคิด ยึดติดในอุปทานที่เกิดขึ้น
ชีวิตนี้ช่างน้อยนัก เกิดมาแล้วกว่าจะได้พบโอกาสแบบนี้ มันช่างยากเสียเหลือเกิน
” วิบากรรม ” เกิดจากเหตุที่เคยกระทำ เป็นกรรมที่มาตัดรอนเส้นทางที่จะได้พบ ให้ยาวหรือสั้น
ก็ล้วนเกิดจากเหตุที่เคยกระทำ และกำลังจะกระทำให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเรื่อยๆ

สภาวะรู้อยู่กับรูปนาม ( สังขารุเปกขาญาณ )

สภาวะรู้อยู่กับรูปนามนี้ ขอนำมาเล่าสู่ในรูปแบบของสภาวะที่จะนำไปสำรวจตัวเองได้
สภาวะนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ มีสติ สัมปชัญญะดี มีกำลังของสมาธิแนบแน่นดี
จิตสามารถเข้าออกสมาธิได้ตลอดเวลา เรียกว่า จิตถูกหล่อเลี้ยงไว้ด้วยสมาธิ
เป็นเหตุให้เกิดสมาธิได้ง่ายมากยิ่งๆขึ้นไป
 
ขณะที่เกิดจงกรม จะรู้สึกตัวทั่วพร้อม เท้าจะกระทบพื้นแบบชัดเจนมากๆ
บางคนถ้าตัวสัมปชัญญะทีกำลังมาก จะมีอาการเสียวๆที่ฝ่าเท้าตลอดเวลา
ไม่ว่าจะอยู่ในอริยาบทใดๆก็ตาม แม้ขณะที่เดินจงกรม จิตจะเป็นสมาธิได้ง่าย
 
ในอริยาบทนั่ง จะรู้อยู่กับกายได้ดี สมาธิแนบแน่นดี สติ สัมปชัญญะดี
รู้สึกตัวทั่วพร้อมได้ตลอดเวลาขณะที่นั่งอยู่
 
หากกำลังของสมาธิยังไม่แรงมาก จะรู้ลมหายใจได้ดี รู้ได้ชัด
เมื่อกำลังสมาธิเริ่มมีมากขึ้น ลมหายใจจะละเอียดมากขึ้น จะไม่สามารถจับได้เลย
หลังจากนั้น จะเห็นท้องที่พองขึ้น ยุบลง ตามลมหายใจเข้าออกได้แบบชัดเจนมากๆ
 
เมื่อสมาธิมีกำลังมากขึ้นไปอีก ทีนี้ท้องพองยุบจะหายไป จับไม่ได้เลย
จะมาเห็นกายที่เคลื่อนไหว คือ ช่วงหน้าอก บางทีก็รู้ทั้งตัว แต่ตรงท้องจะจับไม่ได้เลย
 
เมื่อจิตมีกำลังของสมาธิแรงขึ้นไปอีก ทีนี้จะรู้สึกว่า จับอะไรไม่ได้เลยสักอย่างเดียว
ให้กลับมารู้ที่กายนั่งอยู่ อย่าไปติดอยู่ที่ความสงบ
 
เมื่อมีเวทนาเกิด  สภาวะที่มาอยู่ตรงนี้ได้ เวทนาจะสักแต่ว่าเวทนา
จะเห็นการทำงานของเวทนา จิตจะรับรู้อาการของกายเป็นส่วนๆ จะรู้ได้ละเอียดแบบนี้
 
เวทนาที่เกิดขึ้น จิตจะรู้ตั้งแต่เริ่มแรกเกิด กำลังเกิด จนกระทั่งเวทนาค่อยๆแผ่วลงไปและหายไปในที่สุด
อาจจะเกิดวนๆอยู่แบบนี้หลายๆรอบ หรือไม่เกิดเลยก็มี
 
สภาวะนี้ถ้ามีความคิดเกิด จะเกิดไม่นาน จะหายไปเอง
แล้วจะมารู้อยู่กับกายได้ชัดเจนดี 
 
ปราศจากความยินดี ยินร้ายใดๆทั้งสิ้น
แล้วสภาวะเขาจะดำเนินไปของเขาเอง
 
มาถึงสภาวะนี้ จะนั่งกี่ชั่วโมงก็ได้ นั่งทั้งคืนก็ได้ แต่ไม่แนะนำให้นั่ง
เพราะไม่มีประโยชน์อะไรเลย
 
การจะดูสภาวะ ให้ดูในเวลาเพียง 1 ชม. พอ
ถ้าจะเห็นแจ้งเมื่อไหร่ จะเกิด เกิดเอง เมื่อพละ ๕ พร้อม จะไปคาดเดาใดๆไม่ได้ทั้งสิ้น
 
บางครั้ง เมื่อกำลังของสมาธิแรงมากๆ จะมีโอภาสเกิดร่วมด้วย
อาจจะสว่างมากๆ อย่าไปให้ค่าให้ความหมายใดๆ เพราะเป็นเพียงแค่กำลังของสมาธิเท่านั้นเอง
 
บางคนที่มีกำลังของสมาธิมากๆ พวกนี้จะไม่หลับไม่นอน
แต่จิตเขาจะไปพักในสมาธิแทน เหมือนกับการเข้าฌาน คือ ดับไปเลย จะกี่ชม.ก็ได้
 
จะรู้ว่าใช่สภาวะสังขารุเปกขาญาณหรือไม่
ให้ดูสภาวะของนกทิสากากะเป็นหลัก
 
ถ้ามีสภาวะของนกทิสากากะเกิดร่วมด้วย
นั่นคือ สภาวะสังขารุเปกขาญาณที่แท้จริง
ประตูแห่งการรู้แจ้งจากจิต อยู่ตรงนี้
 
ถ้ามีสภาวะรู้อยู่กับรูปนามได้ดี แต่ไม่มีสภาวะของนกทิสากากะร่วมด้วย
อันนั้นเป็นเพียง สัมมาสมาธิและสัมมาสติ ทำงานร่วมกันเท่านั้นเอง
 
แต่ที่ดีที่สุดคือ แค่ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น รู้อยู่กับกายและจิตเท่านั้นพอ
อย่าไปให้ค่า ให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้นน่ะดีที่สุด
 
เพราะเมื่อไปให้ค่าให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
กิเลสสามารถเข้าแทรกได้ทุกเมื่อ ทำให้มีผู้คนหลงสภาวะกันได้เพราะเหตุนี้นี่เอง
 
 
ดังมีสาธกยกอุปมาในเรื่อง ทิสากากะ เปรียบเหมือนนกกาดูทิศ

อันธรรมดานายเรือผู้ชาญฉลาดเมื่อจะนำเรือแล่นไปสู่มหาสมุทร 
ย่อมนำนกกาสำหรับดูทิศใส่กรงติดไปกับเรือด้วย 
 
ครั้นแล่นไปท่ามกลางมหาสมุทร  ขณที่ท้องทะเลปั่นป่วนมีพายุลมแรง  ทั้งฝนก็ตกหนักท้องฟ้ามืดมน 
เรือก็แล่นไปตามลมจนหลงผิดทิศทาง  ไม่รู้ว่าเรือไปอยู่ในบริเวณไหน 
 
เมื่อเป็นเช่นนี้ นายเรือย่อมนำนกกาออกมาจากกรงแล้วปล่อยขึ้นไป 
นกกาเมื่อถูกปล่อยก็จะรีบบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่  เหลียวแลดูไปตามทิศต่างๆ
เมื่อไม่เห็นฝั่งก็จะบินกลับลงมาเกาะปลายเสากระโดงเรือ  ด้วยความกลัวว่าจะหมดแรงตกทะเลตาย 
 
ต่อเมื่อได้รวบรวมกำลังบินขึ้นไปอีกให้สูงกว่าเดิมจนสามารถถมองเห็นได้แล้ว 
ก็จะบินตรงเข้าสู่ฝั่งเลย ไม่กลับมาที่เรืออีก    นายเรือก็สามารถรู้ได้ว่าฝั่งอยู่ทางทิศที่กาบินตรงไปนั้น
 
                                      
เอวเมว  สเจ  สงฺขารุเปกฺขาญาณํ  สนฺติปทํ  นิพฺพานํ  สนฺตโต    ปสฺสติ 
สพฺพํ  สงฺขารปฺปวตฺตํ  วิสชฺเชตฺวา  นิพฺพานเมว  ปกฺขนฺทติ  โน  เจ  ปสฺสติ  ปุนปฺปุนํ   สงํขารารมฺมณเมว  หุตฺวา  ปวตฺตติ.
 
                    
สังขารุเปกขาญาณนี้ก็เป็นเช่นนี้  ถ้าจะเห็นพระนิพพานอันเป็นสันติบท 
ก็ปล่อยความเป็นไปของรูป,นามสังขารทั้งหมดแล่นตรงเข้าสู่พระนิพพานอย่างเดียว 
 เช่นเดียวกับนกกาบินหาฝั่งก็บินไปเลยไม่กลับมา 
 
ถ้าไม่เห็นพระนิพพานก็จะกลับมาเอารูป,นามสังขารเป็นอารมณ์อีกหลายครั้ง 
เหมือนกาบินไปแล้วไม่เห็นฝั่งก็กลับมาที่เรืออีกฉะนั้น  นี้เป็นลักษณะของสังขารุเปกขาญาณชั้นสุดยอด
 
 
 
กล่าวโดยสภาวะ
 
จิตจะมีสมาธิแรงมาก จิตจะงุบลงไป 10 กว่าครั้ง
 
จิตงุบหรือจะเรียกว่า จิตตกภวังค์หรือจิตสัปปะหงกก็ได้
อาการเหมือนกับหัวสัปปะหงก  แต่นี่เกิดภายใน เกิดที่จิต
เนื่องจากกำลังของสมาธิแรงมาก
 
นี่แหละคือสภาวะทิสากากะ ที่ต่อยอดจากสภาวะสังขารุเปกขาญาณ
จะผ่านสภาวะที่เห็นแจ้งจากจิตได้ ต้องผ่านสภาวะสองขั้นตอนนี้เท่านั้น
ขั้นตอนอื่นๆ แค่ข้อปลีกย่อย ไม่ใช่สภาวะหลักที่แท้จริง
 
 
นกทิสากาะ
 
สภาวะนี้ต่อเนื่องจากสภาวะสังขารุเปกขาญาณ เปรียบเสมือนนกทิสากากะที่นักเดินเรือใช้ในการหาเส้นทางของการเดินเรือ
พายุที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินเรือ คือกิเลสนี่เอง เช่น ถ้าสภาวะกำลังดำเนินอยู่ แล้วเกิดอาการดีใจ หรือสภาวะใดแทรกเข้ามา
สภาวะจะหยุดทำงานทันที กลับไปรู้อยู่กับรูปนามเหมือนเดิม หรือ อีกสาเหตุคือ กำลังของสมาธิไม่มีกำลังมากพอที่จะผ่านสภาวะนี้ไปได้
 
เหตุฉะนี้พระพุทธองค์จึงทรงตรัสไว้เรื่องสัมมาสมาธิหรือจตุตถฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ ว่าเป็นสมาธิที่เกื้อหนุนในมรรค
เพราะสภาวะนกทิสากา จะใช้กำลังสมาธิมากๆ มากกว่าสภาวะสังขารุเปกขาญาณ
 เป็นด่านสุดท้ายที่ทุกคนจะต้องผ่าน จะผ่านได้หรือไม่ได้ คือ ด่านนี้เอง
เหมือนจากมิติหนึ่ง ไปสู่อีกมิติหนึ่ง เรื่องเวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญคือพละ ๕ 
ถ้าพละ๕ พร้อมเมื่อไหร่ สภาวะนี้เขาจะเกิดขึ้นเอง เหนือการคาดเดาใดๆทั้งสิ้น

หมุนวนมาอีกครั้ง ” นกทิสากากะ “

 สังขารุเปกขาญาณ  ญาณที่วางเฉย เมื่อผู้มีความเพียรเจริญวิปัสสนาตั้งสติกำหนดรูป,นามอยู่อย่างไม่ย่อท้อติดต่อกันไป
และได้เห็นรูป,นามแสดงอาการออกมาต่างๆนานา  เป็นไปตามอำนาจแห่งพระไตรลักษณ์  ซึ่งล้วนแต่เป็นอาการร้ายๆไม่น่าพึงใจ  ไม่น่าปรารถนา  อันเป็นลักษณะของปฏิสังขาญาณที่กล่าวมาแล้ว  ต่อจากนั้นย่อมเกิดความรู้เห็นอย่างแจ้งชัดแก่ใจโดยการภาวนามยปัญญาว่ารูป,นามนี้ไม่มีอะไรที่จะยึดถือเอาเป็นที่พึ่งได้  ไม่เป็นแก่นสาร  มีแต่สิ่งที่ไม่น่าปรารถนา  ไม่น่าชอบใจ   คือมีแต่ภัยและทุกข์โทษทั้งสิ้น  เมื่อเห็นแจ้งชัดโดยปัญญาดังนี้แล้ว  ย่อมละความยินดีความพอใจในรูป,นามนั้นเสีย  อันการละความยินดี ความพอใจในรูป,นามนั้นเสีย  อันการละความยินดีพอใจในรูป,นามนั้น  ก็คือความวางเฉยในรูป,นามนั่นเอง
         ในกรณีนี้ ถ้าจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับว่า  ชายผู้หนึ่งมีภรรยารูปสวยและมีความรักใคร่ในนางมาก  อุตสาหะพยายามทะนุถนอมนางให้ได้รับความสุขยิ่งกว่าตนเอง  ด้วยความหลงใหลเป็นหนักหนา  ไม่อาจที่จะพลัดพรากจากนางแม้แต่ครู่เดียว  ขณะใดได้เห็นภรรยาที่รักแห่งตนยืนก็ดี,นั่งก็ดี,พูดก็ดี,หัวเราะก็ดีกับชายอื่นแล้ว  ย่อมร้อนรุ่มกลุ้มใจแทบเป็นบ้าไปด้วยความหึงหวง  เต็มไปด้วยความหงุดหงิดขมขื่น  เสวยความโทมนัสมีประมาณยิ่ง แต่เมื่ออยู่ด้วยกันนานเข้าเกิดตาสว่าง  เห็นความชั่วของนางผู้เป็นภรรยานั้นมีประการต่างๆและต้องการสละละทิ้งไป  จึงทำการหย่าขาดจากนาง  และไม่ถือว่าเป็นภรรยาของตนอีกต่อไป  จำเดิมแต่นั้นมา  แม้จะเห็นภรรยาเก่าผู้นั้นคบหากับชายใดก็ตาม  ย่อมไม่โกรธ  ไม่หึงหวง  ไม่เกิดความโทมนัส  เป็นผู้วางเฉยเสียได้  อุปมานี้ฉันใดผู้ประกอบความเพียรเจริญวิปัสสนาภาวนา ก็ฉันนั้น  เมื่อกาลก่อนตนมีความยินดีพอใจรักใคร่ในรูป,นามสังขารแห่งตนเป็นยิ่งนัก  เอาอกเอาใจประการต่างๆ บัดนี้เกิดมีปัญญา จักขุสว่าง มองเห็นทุกข์ในรูป,นามต้องการจะสละละทิ้งเสีย  จึงกำหนดรูป,นามโดยได้เห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดถือเอาว่าเป็นเรา,ของเราดังนี้แล้ว  จึงละความยินดียินร้าย  กลายเป็นผู้วางเฉยต่อรูป,นาม  เหมือนอย่างสามารถวางเฉยต่อภรรยาที่ได้หย่าขาดจากกัน ดังอุปมาที่ยกมาแล้ว
          สภาวะอย่างนี้แลเรียกว่าก้าวเข้าสู่ภูมิแห่งสังขารุเปกขาญาณ  เมื่อผู้บำเพ็ญความเพียรเจริญวิปัสสนาภาวนาได้บรรลุถึงสังขารุเปกขาญาณนี้แล้ว  ก็จะเกิดอัศจรรย์ขึ้นในทันทีทันใดนั้น  คือจะเกิดความรู้สึกสงบสบายทันที  การกำหนดรูป,นามก้คล่องแคล่วรวดเร็วยิ่งนัก  กำหนดได้นานๆ  จิตใจก็สงบเงียบ  สรุปความว่า สภาวะญาณก้าวไปสู่เหตุการณ์ที่ดีกว่าญาณที่ผ่านมาแล้วทั้งหมด  จนเจ้าตัวตั้งสติกำหนดอยู่ก็รู้สึกอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง  ในเมื่อพยายามบำเพ็ญวิปัสสนาต่อไป  ความจริงนั้นในระยะนี้ถึงจะไม่มีผู้แนะนำให้ตั้งใจพยายามก็ไม่ท้อถอย  เพราะผู้เจริญวิปัสสนาเกิดความสงบใจและพร้อมที่จะเจริญความเพียรอย่างไม่ลดละอยู่แล้ว  เนื่องจากมีใจบริสุทธิ์ผ่องแผ้วและมีสมาธิญาณอันสูงยิ่งนัก  เมื่ออินทรีย์เสมอกันเป้นอันดีแล้ว  สังขารุเปกขาญาณนี้ก็จะค่อยแก่กล้าขึ้นทุกๆที จนในที่สุดสภาวะแห่งญาณนี้จะแสดงออกมาซึ่งความบริบูรณ์ทุกประการคือ –
๑. ภยญฺจ นฺนที วิปฺปหาย ( วิสุทธิมรรค ) ไม่มีความกลัว  ไม่ยินดียินร้าย กำหนดรูป,นามได้ง่ายที่สุด
กำหนดได้สม่ำเสมอเรียบร้อยและด้วยความสบาย ปราศจากข้อขัดข้องคืออุปสรรคทั้งปวง
๒. เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน อุเปกฺขโก วิหรติ สโต สมฺปชาโน ( วิภังคบาลี ) ดีใจก็ไม่มี เสียใจก็ไม่มี มีแต่ตั้งสติกำหนดรู้เฉย
๓. สพฺเพสงฺขาเรสุ อุทาสิโน ( วิสุทธิมรรค ) วางเฉยอยู่ได้ในสังขารรูป,นามทั้งปวง  คือเป็นความเฉยหรือเป็นอุเปกขา 
ซึ่งผู้ไม่ได้บรรลุจะทราบไม่ได้ หรือจะอนุมานเอาเองไม่ได้
๔. สนฺติฏฐนา ปญฺญา ( ปฏิสัมภิทามัค ) สมาธิตั้งอยู่นาน หมายความว่า กำหนดอยู่ได้นานๆ ไม่อยากลุกขึ้นเพราะใจสงบ 
ในระยะนี้มีความรู้สึกไม่อยากไปไหน  ไม่อยากพบใคร ไม่คิดไม่นึกอะไรทั้งสิ้น เพราะความฟุ้งซ่านไม่มี นิวรณ์ธรรมทั้งหลายก็สงบไม่มากวน
๕. สุปฺปคฺเค ปิฏฐํ วฏุฏิยมานํ วิย ( วิสุทธิมัคค ) กำหนดอาการรูป,นาม สังขารสุขุมละเอียดละออ   
ยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งละเอียดมาก เห็นไม่ค่อยชัดเจน  แต่ก็กำหนดได้อย่างสบาย  ในด้านจิตใจรู้สึกสงบที่สุด 
ลักษณะของสังขารุเปกขาญาณนี้ เมื่อโยคีกำหนดไปๆ ก็ยิ่งละเอียดสุขุม  ฉันนั้น
๖. ปฏิลียติ ปฏิกุฏติ ปฏิวตฺตติ น สมฺปสาริยติ ( วิสุทธิมัคค )  ถึงภาวะที่เรียกว่า มีธรรมเป็นอำนาจเต็มที่ 
คือมีจิตใจแคบเข้ามาความฟุ้งซ่านน้อยสุด กล่าวว่าไม่มีอะไรเลยก็ได้ คือ คิดฟุ้งซ่านออกไปข้างนอกน้อยสุด จนแทบจะไม่มี 
ในขณะที่กำหนดอยู่นั้นแม้อารมณ์ภายในก็ถอยลงมา เพียงแต่กำหนดอาการรูป,นามเท่านั้น
จิตใจก็สงบเสียแล้ว  ไม่ต้องกำหนดรูปนามอื่นๆให้เกินต้องการ ระยะบทนี้กัมมัฏฐานที่แท้จะสั้นเข้า
เหมือนยางที่ยืดออกไปแล้วกลับหดสั้นเข้ามา  ฉะนั้น
        วิปัสสนาจารย์ได้สอบสวนพิจรณา  เห็นว่า โยคีบุคคลผู้ปฏิบัติมีสภาวะบังเกิดองคคุณทั้ง ๖ ก็พึงจงทราบเถิดว่า
บัดนี้โยคีผู้นั้นบรรลุถึงสังขารุเปกขาญาณแน่นอน
 ดังมีสาธกยกอุปมาในเรื่อง ทิสากากะ เปรียบเหมือนนกกาดูทิศ
อันธรรมดานายเรือผู้ชาญฉลาดเมื่อจะนำเรือแล่นไปสู่มหาสมุทร 
ย่อมนำนกกาสำหรับดูทิศใส่กรงติดไปกับเรือด้วย 
ครั้นแล่นไปท่ามกลางมหาสมุทร  ขณที่ท้องทะเลปั่นป่วนมีพายุลมแรง  ทั้งฝนก็ตกหนักท้องฟ้ามืดมน 
เรือก็แล่นไปตามลมจนหลงผิดทิศทาง  ไม่รู้ว่าเรือไปอยู่ในบริเวณไหน 
เมื่อเป็นเช่นนี้ นายเรือย่อมนำนกกาออกมาจากกรงแล้วปล่อยขึ้นไป 
นกกาเมื่อถูกปล่อยก็จะรีบบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่  เหลียวแลดูไปตามทิศต่างๆ
เมื่อไม่เห็นฝั่งก็จะบินกลับลงมาเกาะปลายเสากระโดงเรือ  ด้วยความกลัวว่าจะหมดแรงตกทะเลตาย 
ต่อเมื่อได้รวบรวมกำลังบินขึ้นไปอีกให้สูงกว่าเดิมจนสามารถถมองเห็นได้แล้ว 
ก็จะบินตรงเข้าสู่ฝั่งเลย ไม่กลับมาที่เรืออีก    นายเรือก็สามารถรู้ได้ว่าฝั่งอยู่ทางทิศที่กาบินตรงไปนั้น
                                      
เอวเมว  สเจ  สงฺขารุเปกฺขาญาณํ  สนฺติปทํ  นิพฺพานํ  สนฺตโต    ปสฺสติ 
สพฺพํ  สงฺขารปฺปวตฺตํ  วิสชฺเชตฺวา  นิพฺพานเมว  ปกฺขนฺทติ  โน  เจ  ปสฺสติ  ปุนปฺปุนํ   สงํขารารมฺมณเมว  หุตฺวา  ปวตฺตติ.
                    
สังขารุเปกขาญาณนี้ก็เป็นเช่นนี้  ถ้าจะเห็นพระนิพพานอันเป็นสันติบท 
ก็ปล่อยความเป็นไปของรูป,นามสังขารทั้งหมดแล่นตรงเข้าสู่พระนิพพานอย่างเดียว 
 เช่นเดียวกับนกกาบินหาฝั่งก็บินไปเลยไม่กลับมา 
ถ้าไม่เห็นพระนิพพานก็จะกลับมาเอารูป,นามสังขารเป็นอารมณ์อีกหลายครั้ง 
เหมือนกาบินไปแล้วไม่เห็นฝั่งก็กลับมาที่เรืออีกฉะนั้น  นี้เป็นลักษณะของสังขารุเปกขาญาณชั้นสุดยอด
เป็นเดือนได้กระมังที่เราย่ำอยู่กับรูป,นาม  เราจำสภาวะทั้งหมดได้แม่นยำ
 แต่สภาวะที่จะเห็นแจ้งจากจิตได้ ต้องผ่านสังขารุเปกขาญาณนี้ทุกคน
เพราะสภาวะหลักๆจริงๆเลยนี่  มีไม่กี่สภาวะที่เป็นหลักๆ  นอกนั้นสภาวะอื่นๆไม่มีอะไร
มีแต่สภาวะหลอกๆที่ครูบาฯท่านเขียนใส่ตบตาเอาไว้
มีไว้เพื่อตรวจสอบคนที่ตกหลุมพรางกิเลส
 
สภาวะนกทิสากากะ ถ้าเราไม่เขียนก็คงจะไม่มีใครรู้ว่าสภาวะนี้เป็นอย่างไร
เพราะเราไม่เคยเขียนเอาไว้ว่า ถ้าอากรแบบนี้คือ ทิสากากะ
กลัวคนเอาไปตีความผิดๆ และทำให้หลงหนักกว่าเดิม
 
การที่จะเจอสภาวะนกทิสากากะได้ ต้องผ่านสังขารุเปกขาญาณก่อน
คือ ปราศจากความคิด หรือพิจรณาใดๆ ไม่มีความยินดี ยินร้ายต่อสภาวะที่เกิดขึ้น
มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับรูปนามได้ตลอดเวลา
มีเวทนาเกิด สักแต่ว่าเวทนา ไม่มีผลส่งต่อสมาธิแต่อย่างใด
 
 
ทุกอย่างจะแยกการทำงานออกเป็นส่วนๆ แต่อยู่รวมๆกัน เกิดสภาวะรวมๆกัน
แต่การทำงานแยกขาดออกจากกัน จะรู้อยู่กับรูป,นามเป็นหลัก
 
มาถึงตรงสภาวะนี้ กำลังของสมาธิจะแนบแน่นดี มีสติ  สัมปชัญญะดี
เป็นเรื่องของสภาวะปรมัตถ์ล้วนๆ ไม่มีการบริกรรมหรือภาวนาใดๆทั้งสิ้น
ถ้ามีกำลังของสมาธิไม่มากพอ สภาวะจะถอยกลับไปเริ่มต้นใหม่
อาจจะไปที่นิพพิทาญาณ ปฏิสังขาญาณ หรือสังขารุเปกขาญาณ
แต่จะไม่มีตกต่ำไปกว่านั้น เพียงต้องทำต่อเนื่อง คือ ทำทุกวัน ห้ามหยุด
ยิ่งถ้าคนที่ยังไม่ผ่านรอบแรก ยิ่งห้ามหยุด หยุดเมื่อไหร่ นับหนึ่งใหม่ทันที
สติ สัมปชัญญะไม่มากพอ เสร็จอุปกิเลสทันที
 
 
9.00-11.00
 
เดินจงกรม จิตเป็นสมาธิตั้งแต่ตอนเดิน
นั่ง สมาธิแนบแน่นดี มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับรูป,นามได้ตลอด
 
11.00-13.30
 
เดินจงกรมเสร็จ ไปนั่งกำหนดที่โซฟา สมาธิแรงมากๆ 
การกำหนดนั่งที่โซฟานี่ ถือว่าเป็นการสะสมทั้งกำลังของสมาธิและสติ สัมปชัญญะ
ทำแบบนี้ดีมากๆเลยสำหรับเรา
 
โอภาสยิ่งสว่างมากเท่าไหร่ นั่นคือ กำลังของสมาธิที่มีเพิ่มมากขึ้น
เราสะสมตรงนี้เอาไว้ เมื่อเวลาต้องนั่งกำหนดที่พื้น จิตจะมีกำลังของสมาธิมากขึ้น
ส่วนเรื่องสติ สัมปชัญญะนั้นไม่ห่วง เพราะมีกำลังของสติ ล้ำหน้าอยู่มาก
 
13.30-17.00
 
มีสมาธิแรงมาก จิตงุบลงไป 10 กว่าครั้ง
 
จิตงุบหรือจะเรียกว่า จิตตกภวังค์หรือจิตสัปปะหงกก็ได้
อาการเหมือนกับหัวสัปปะหงก  แต่นี่เกิดภายใน เกิดที่จิต
เนื่องจากกำลังของสมาธิแรงมาก
 
นี่แหละคือสภาวะทิสากากะ ที่ต่อยอดจากสภาวะสังขารุเปกขาญาณ
จะผ่านสภาวะที่เห็นแจ้งจากจิตได้ ต้องผ่านสภาวะสองขั้นตอนนี้เท่านั้น
ขั้นตอนอื่นๆ แค่ข้อปลีกย่อย ไม่ใช่สภาวะหลักที่แท้จริง
 
บางคนย่ำอยู่ที่สังขารุเปกขานานมากๆ เป็นปีก็มี
สำหรับเราน่ะ เฉยๆนะ แค่รู้ เพราะจำสภาวะได้ดี
ตอนนี้แค่รอเวลา รอกำลังของสมาธิ เมื่อถึงเวลาเขาเกิดเอง

พฤษภาคม 2019
พฤ อา
« เม.ย.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: