สัญญากลายเป็นปัญญา

สัญญา จะกลายเป็นปัญญา
ต่อเมื่อ รู้แจ้งในอริยสัจ ๔

อริยสัจ ๔ เป็นคำตอบของทุกๆคำตอบ

การรู้ จะรู้แบบหยาบ กลาง และละเอียดในที่สุด

.

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น เพราะรู้ความเกิด
ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ เลิศว่าการบัญญัตินิพพานอันยอดยิ่งในปัจจุบันแห่งสมณพราหมณ์”

สมัยก่อน ตอนที่อ่านเจอพระธรรมคำสอนนี้
ในตอนนั้น เข้าใจว่า หมายถึง การรู้ชัดใน “ผัสสะ”
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง เพียงอย่างเดียว

กล่าวคือ ผัสสะ ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เป็นเรื่องของ กรรม(การกระทำ)
และวิบากกรรม(การให้ผลของการกระทำ)

ผลของกรรม ส่งมาให้รับผลในรูปแบบของ ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้น
จึงเป็นปัจจัยให้ สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

หากไม่มีเหตุปัจจัยกับสิ่งนั้นๆ(ผัสสะ)
สิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมไม่ส่งผลกระทบทางใจ
สักแต่ว่า เป็นสิ่งที่มีเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

.

เพราะความมีเกิดขึ้นที่แตกต่างระหว่าง
ปัญญากับปัญญินทรีย์

สัญญาต่างๆ ได้มีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งเจอเรื่อง สอุปาทิเสนิพพานธาตุ
เกี่ยวกับคำว่า อินทรีย์ ๕ ที่ยังไม่บุบสลาย

“ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพฯลฯ
อารมณ์ทั้งที่พึงใจและไม่พึงใจ ยังเสวยสุขและทุกข์อยู่ เพราะความที่อินทรีย์ ๕ เหล่าใดเป็นธรรมชาติไม่บุบสลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านั้นของเธอยังตั้งอยู่นั่นเทียว”

.
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการทบทวนสภาวะเดิมๆ ที่เคยมีเกิดขึ้นในอดีต
เกี่ยวกับ กายสักขี หากไม่มีเหตุปัจจัยให้เจโตวิมุติเสื่อม
เมื่ออนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ มีเกิดขึ้นอีกครั้ง
จึงเป็นอุภโตภาควิมุติ โดยอัตโนมัติ

ส่วนอินทรีย์ ๕ เหล่าใดเป็นธรรมชาติไม่บุบสลาย
อินทรีย์ ๕ เหล่านั้นของเธอยังตั้งอยู่นั่นเทียว”
หมายถึง อินทรีย์ ๕ พละ ๕

ที่ไม่บุบสลาย หมายถึง ไม่มีเหตุปัจจัยให้เสื่อม

ไม่ได้หมายถึง อินทรีย์ ๖ (มีชีวิต)

.

[๙๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๖ ประการนี้ ๖ ประการเป็นไฉน?
คือ จักขุนทรีย์ ๑ โสตินทรีย์ ๑ ฆานินทรีย์ ๑ ชิวหินทรีย์ ๑ กายินทรีย์ ๑ มนินทรีย์ ๑ อินทรีย์ ๖ ประการนี้แล.

.

จากที่รู้ว่า สอุปาทเสนิพพานธาตุ
พระอรหันขีณาสพ อารมณ์ทั้งที่พึงใจและไม่พึงใจ
ยังเสวยสุขและทุกข์อยู่

นั้นหมายถึง อุภโตภาควิมุติ

.

แม้ปัญญาอริยะ ก็เสื่อมได้
ปัญญาในที่นี้หมายถึง วิปัสสนาญาณ
กล่าวคือ เมื่อเจโตวิมุติเสื่อม วิปัสสนาญาณย่อมเสื่อม

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้เสื่อมจากอริยปัญญา ชื่อว่าเสื่อมสุด สัตว์เหล่านั้นย่อมอยู่เป็นทุกข์ มีความเดือดร้อน มีความคับแค้น มีความเร่าร้อน ในปัจจุบันทีเดียว เมื่อตายไปแล้วพึงหวังได้ทุคติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่เสื่อมจากอริยปัญญา ชื่อว่าไม่เสื่อม สัตว์เหล่านั้นย่อมอยู่เป็นสุข ไม่มีความเดือดร้อน ไม่มีความคับแค้น ไม่มีความเร่าร้อน ในปัจจุบันเทียวแล เมื่อตายไปพึงหวังได้สุคติ ฯ”

.

เหตุปัจจัยที่วิปัสสนาญาณเสื่อม
เพราะวิปัสสนาญาณจะมีเกิดขึ้นได้
ต้องอาศัยกำลังสมาธิจากสมถะ(สัมมาสมาธิ)

.

แต่มีปัญญาชนิดหนึ่ง ที่มีเกิดขึ้นแล้ว แจ้งแล้วด้วยตนเอง
ที่ไม่มีวันเสื่อม ได้แก่ ปัญญินทรีย์ ชำแรกกิเลส
ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ คือ อริยสัจ ๔

.
ต่อมา มีเหตุปัจจัยให้เจอรายละเอียดเพิ่มขึ้น
จาก ปัญญินทรีย์ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ

[๘๖๓] ก็ปัญญินทรีย์เป็นไฉน?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา
ประกอบด้วยปัญญาเครื่องกำหนดความเกิดความดับ อันประเสริฐ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้เรียกว่า ปัญญินทรีย์

หมายถึง อริยสัจ ๔
เป็นเหตุปัจจัยให้ความไม่ประมาทในผัสสายตนะ ๖

ตรงนี้เขียนไว้บ่อย
อริยสัจ ๔ กับ ผัสสะ(สมุทัย ตัณหา)
อริยสัจ ๔ กับ ปฏิจจสมุปบาท(สมุทัย อวิชชา)

.

เมื่อรู้ชัดในเรื่องกรรม และวิบากกรรม
และเหตุปัจจัยที่ทำให้เจโตวิมุติเสื่อม
บุคคลนั้น ย่อมสันโดษ มักน้อย
ไม่ประกอบการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ

แรกๆ สำรวม สังวร ระวังในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
พยายามละ โดยต้องใช้เรี่ยวแรง
ในการอดทน อดกลั้น กดข่มใจ

ใช้ความพยายามน้อยลง
กระทบ รู้ชัด”จิตเห็นจิต” โดยอัตโนมัติ
ความรู้สึกมีเกิดขึ้นในใจพอประมาณ

จนกระทั่งไม่ต้องใช้เรี่ยวแรง
กระทบ ดับ กระทบ ดับ

จะดับด้วยกำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้น
หรือดับด้วยเหตุปัจจัยใดก็ตาม
ไม่มีการให้ค่าให้ความหมาย
แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้น

เพราะสภาวะเหล่านี้
เคยพบเจอมาหมดแล้ว

.

ท้ายที่สุดนี้

“ความหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น เพราะรู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ”

ตรงนี้ไม่ใช่แค่การรู้ชัด “ผัสสะ” เพียงอย่างเดียว

.

โดยดูจาก

“อุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ”

หมายถึง ปัญญินทรีย์ อริยสัจ ๔ มรรค มีองค์ ๘

.

กล่าวโดยย่อ

ปัญญา หมายถึง ไตรลักษณ์
ใช้ปราบความเห็นผิด ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕
และการหลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ ๕ เพราะเห็นด้วยปัญญา

รู้โดยตามลำดับ ละโดยตามลำดับ
อนิจจัง อนิจจานุปัสสนา อนิมิตตวิโมกข์
ทุกขัง ทุกขานุปัสสนา อัปณิหิตวิโมกข์
อนัตตา อนัตตานุปัสสนา สุญญตวิโมกข์

.

ปัญญินทรีย์ อริยสัจ ๔ เป็นข้อปฏิบัติ
ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘

๑. สัมมาทิฏฐิ
๒. สัมมาสังกัปปะ
๓. สัมมาวาจา
๔. สัมมากัมมันตะ
๕. สัมมาอาชีวะ
๖. สัมมาวายามะ
๗. สัมมาสติ
๘. สัมมาสมาธิ

ได้แก่ การเจริญสมถะและวิปัสสนา

.

สภาวะเหล่านี้ ถึงจะเป็นเพียงสภาวะสัญญา
แต่รู้ไว้บ้างก็ดี จะได้ไม่ประมาท

สำหรับผู้ที่มีสมาธิมาก
เมื่อมีเหตุปัจจัยให้จิตเสื่อม สมาธิเสื่อมหายไปหมดสิ้น
จะได้ไม่กล่าวโทษนอกตัว ควรแก้ที่ตัวเอง
หากไม่มีการคลุกคลีด้วยหมูคณะ
การถ่ายเทสมาธิ ย่อมไม่สามารถมีเกิดขึ้นได้
แก้ให้ถูกจุด แก้ที่ตัวเอง การกระทำของตัวเอง

เหตุมี ผลย่อมมี
เหตุไม่มี ผลจะมาจากไหน

.

“ความไม่ประมาทในผัสสายตนะ ๖”

Advertisements

สัญญาเกิดก่อน ญาณเกิดที่หลัง

13 มกราคม

รายละเอียดของคำเรียกต่างๆ สัญญาจะมีเกิดขึ้นได้
เกิดจากการถูกกระตุ้น เช่น จากการอ่าน การสนทนา
และที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
หรือหลังจากจิตคลายตัวออกจากสมาธิ

สัญญาจะกลายเป็นปัญญาได้ต่อเมื่อ รู้แล้วหยุด
กล่าวคือ การดับเหตุแห่งทุกข์

หากคิดว่ารู้ แต่มีสร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก(กายกรรม วจีกรรม)
ล้วนเป็นเพียงสัญญา หาใช่ปัญญาไม่

.

เดี๋ยวนี้ จิตดับในสมาธิมากขึ้น

การดับในสมาธิ เป็นเพียงเครื่องมือพักผ่อนของจิต
วันนี้ดับตั้งแต่ ๙ โมงเช้าถึง ๑๗ น.

 

14 มกราคม

อ่านเจอเรื่อง ขโมยธรรม
ตอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

“สุสิมะ ธรรมฐิติญาณเกิดก่อน
ญาณในพระนิพพานเกิดภายหลัง ฯ

.

ทำให้เกิดการทบทวนสภาวะ และสิ่งที่เคยเขียนไว้
ไล่ทบทวนแต่ละสภาวะที่มีเกิดขึ้น

เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดความรู้ชัดสิ่งที่เรียกว่า กิเลส
เกิดจากกำลังสมาธิที่มีอยู่ เสื่อมหายไปหมดสิ้น
เมื่อไม่มีสมาธิหล่อเลี้ยงจิต
ทุกๆการกระทบ จะรู้ชัดมาก
เปรียบเหมือนหนามทิ่มแทงลงในเนื้อ

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ ทำให้รู้ชัดใน ปัจจเวกขณะญาณ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ

ปฏิจจสมุปบาทในส่วนที่เหลือ รู้แบบคลุมเครือ ไม่ชัดเจน

.

ต่อมา มีสัญญาเกิดขึ้น
นิพพานคือ ความดับภพ ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่า ภพ หมายถึงสิ่งใด
กำหนดรู้มาเรื่อยๆ สัญญามีเกิดขึ้นเนืองๆ เขียนออกมาเรื่อยๆ

จนกระทั่งรู้ชัดว่า ภพ หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดดีก็ตาม ชั่วก็ตาม
เป็นเรื่องของ มโนกรรม

ต่อมา เริ่มแยกแยะได้ว่า คำว่า ดับภพ หมายถึงสิ่งใด
หมายถึง การดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
และการดับเหตุปัจจัยภพชาติของการเกิดเวียนว่ายในสังสารวัฏ

จนกระทั่งมาแยกแยะรายละเอียดเกี่ยวกับ

ผัสสะกับอริยสัจ ๔(ตัณหา)

ปฏิจจสมุปบาทกับอริยสัจ ๔(อวิชชา)

.

สรุปจากสภาวะทั้งหมด ที่รู้ชัดด้วยตนเอง
ตรงกับคำที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ คือ
ธรรมฐิติญาณเกิดก่อน(ความรู้ชัดในผัสสะ/ปัจจเวกขณญาณ)
ญาณในนิพพานเกิดทีหลัง(นิพพานคือความดับภพ)
เป็นเหตุปัจจัยให้ รู้ชัดในปฏิจจสมุปบาทส่วนที่เหลือ
ค่อยๆชัดมากขึ้น จนกระทั่ง รู้ชัดแบบแจ่มแจ้งในที่สุด

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต คือ กามภพ
เป็นเรื่องของ มโนกรรม(ความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น)

มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน คือ รูปภพ
มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในอรูปฌาน คือ อรูปภพ

ชาติ การเกิด การได้ครบแห่งอายตนะ
หมายถึง กายกรรม วจีกรรม
กล่าวคือ กระทำตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา
กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้น

ชรา มรณะ ความเสื่อม
หมายถึง โลกธรรม ๘

โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปยาส
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ ฯ

.

ทำไมอริยสัจ ๔ จึงเป็นหัวใจพระธรรมคำสอน
เพราะ อินทรีย์ ๕ ประการ ได้แก่
สัทธินทรีย์
วิริยินทรีย์
สตินทรีย์
สมาธินทรีย์
ปัญญินทรีย์

จะบรรลุเร็ว(รู้เร็ว) หรือบรรลุช้า(รู้ช้า)
ตัวแปรคือ ปัญญินทรีย์ ได้แก่ การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔
เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ชัดในวิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

 

 

สิ่งที่ขีดเขียนมาตลอด เป็นระยะๆ
เป็นการรู้ โดยตามลำดับ
ทำให้เกิดการละ โดยตามลำดับ
ตอกย้ำ สัญญาเกิดก่อน ญาณเกิดที่หลัง

เพราะเห็นด้วยปัญญา

27 มกราคม

หลังซ่อมโซฟาเสร็จ รู้ชัดจิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่
ระหว่างนั้น ก็ไม่ได้มีความนึกคิดในเรื่องใด

อ่านเจอเรื่อง ศิล ที่เป็นไทจากตัณหา
ที่มีกลุ่มคนนำมาสนทนากัน

.
ทำให้จิตคิดพิจรณาเรื่อง ปัญญาวิมุติ

พิจรณาไปมา โยงไปหา เพราะเห็นด้วยปัญญา

โยงไปสู่ ปัญญิทรีย์

.
เจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ
เกิดจากความต่างแห่งอินทรีย์(อินทรีย์ ๕ พละ๕)

.
ซึ่งเคยเขียนค้างไว้ในเดือนธันวาคม ๒๕๖๐
เกี่ยวกับปัญญินทรีย์และอาสวะ(บางเหล่าและทั้งหลาย)
ของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

เป็นคนละตัว คนละสภาวะกัน

.

.

ซึ่งแยกแยะรายละเอียดได้ดังนี้

คำว่า เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายถึง ไตรลักษณ์
อนิจจัง(ไม่เที่ยง)
ทุกขัง(เป็นทุกข์)
อนัตตา(เป็นอนัตตา)

.

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จักษุเป็นของไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลาย
พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

หูเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
จมูกเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
ลิ้นเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
กายเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
ใจเป็นของไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลาย
พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

.

เมื่อมีเกิดขึ้นเนืองๆ
อนิจจานุปัสสนา
ทุกขานุปัสสนา
อนัตตานุปัสสนา

ผล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในหู
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจมูก
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในลิ้น
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในใจ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว
รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ.

.

.

๑. มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
กล่าวคือ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

.

๒. มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน อรูปฌาน
กล่าวคือ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ อรูปภพ)

.

๓. มีเกิดขึ้นขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย

หากยังไม่ทำกาละ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของสภาวะ
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์

ปัจจเวกขณญาณ

ครั้งที่ ๑. แจ้งแทงตลอดด้วยตนเองใน ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
ผัสสะ กับ อริยสัจ ๔

ครั้งที่ ๒. แจ้งแทงตลอดด้วยตนเองใน อวิชชา สังขาร วิญญาณ
ปฏิจจสมุปทาท กับ อริยสัจ ๔

.

.

ปัญญิทรีย์ การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔
เกิดที่หลังสภาวะ เพราะเห็นด้วยปัญญา(ไตรลักษณ์)

 

 

28 มกราคม 2561

ตอนแรก สับสนเหมือนกันนะ
ระหว่าง ปัญญาวิมุติและปัญญินทรีย์

ที่เคยเขียนๆไปแล้ว ก็สัแต่ว่าเขียน
แต่ยังมีความไม่แน่ใจ แค่เขียนตามสภาวะสัญญาที่มีเกิดขึ้น

เมื่อคืนดึกแล้ว พยายามกำหนดจิตให้ดิ่ง ยังไงก็ไม่ดิ่ง
จิตยังคงเป็นสมาธิพอประมาณ

เมื่อเป็นแบบนี้ นอนกำหนดรู้ไป
มีสัญญาเรื่องสมถะและวิปัสสนา
เจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติเกิดขึ้น

ลุกเข้าห้องน้ำ นั่งเขียนในห้องน้ำ
เช้ามาลองหาตามที่เขียนออกมา
เจอพระสูตรเรื่องสมถะ และวิปัสสนา
ส่วนปัญญินทรีย์ เป็นเรื่องของอินทรีย์ ๕ พละ ๕
คนละสภาวะกับปัญญาวิมุติ

และถ้าไม่เจอพระสูตรเรื่องบุคคล ๗ จำพวก
ว่าด้วยความไม่ประมาทในผัสสะ ๖

ในพระสูตรนี้ มีเขียนไว้ตามลำดับ
ตั้งแต่สัทธานุสารี ธัมมานุสารี
ซึ่งมีเรื่องของอินทรีย์ ๕ พละ ๕ มาเกี่ยวข้อง

จึงทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้นว่า
“อาสวะบางส่วนและทั้งหมดที่สิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา”

หมายถึง การละความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

มีด้วยกัน ๓ ขณะ

๑. มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

ได้แก่ ศิลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

ข้อปฏิบัติ
เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

.

มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน,อรูปฌาน
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ,อรูปภพ)

ได้แก่ สัมมาสมาธิ

ข้อปฏิบัติ
เจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

.

๓. เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะเกิด อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

ข้อปฏิบัติ
เจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป

สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์

.

.

ปัญญาวิมุติ เป็นเรื่องของวิปัสสนา
ที่มีเกิดขึ้นใน อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์
เป็นเหตุปัจจัยให้ละอวิชชา
ได้แก่ ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔

.

[๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่าง เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา
ธรรม ๒ อย่าง เป็นไฉน
คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สมถะที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมจิต
จิตที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมละราคะได้

วิปัสสนาที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมปัญญา
ปัญญาที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไรย่อมละอวิชชาได้ ฯ

[๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่เศร้าหมองด้วยราคะ ย่อมไม่หลุดพ้น
หรือปัญญาที่เศร้าหมองด้วยอวิชชา ย่อมไม่เจริญด้วยประการฉะนี้แล

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะสำรอกราคะได้ จึงชื่อว่าเจโตวิมุติ
เพราะสำรอกอวิชชาได้ จึงชื่อว่าปัญญาวิมุติ ฯ

– ฉบับหลวง ๒๐/๕๘/๒๗๕-๖.

หมายเหตุ;

“เพราะสำรอกราคะได้ จึงชื่อว่าเจโตวิมุติ”

“ย่อมราคะได้”
กามราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในผัสสายตนะ ๖
รูปราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในรูปฌาน
อรูปราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในอรูปฌาน

หรือจะใช้ตัณหาก็ได้ ความหมายเดียวกัน

.
เพราะสำรอกอวิชชาได้ จึงชื่อว่าปัญญาวิมุติ ฯ
“ย่อมละอวิชชาได้”
ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔

.

อวิชชาสูตร
ว่าด้วยอวิชชา

[๑๖๙๔] ภิกษุนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า อวิชชาๆ ดังนี้
อวิชชาเป็นไฉน และด้วยเหตุเพียงเท่าไร
บุคคลจึงจะชื่อว่าตกอยู่ในอวิชชา?

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ
ความไม่รู้ในทุกข์
ในเหตุให้เกิดทุกข์
ในความดับทุกข์
ในทางที่จะให้ถึงความดับทุกข์
นี้เรียกว่าอวิชชา

และด้วยเหตุเพียงเท่านี้
บุคคลย่อมชื่อว่าตกอยู่ในอวิชชา

ดูกรภิกษุ เพราะฉะนั้นแหละ เธอพึงกระทำความเพียร
เพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
จบ สูตรที่ ๗

สัญญา

สภาวะสัญญา คือ การเรียนรู้ปริยัติ เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
เป็นการเรียนรู้ทางจิต

ถ้ามีความอยาก หรือมีกิเลสแทรก จะไม่เห็นตามความเป็นจริง

ถ้าจิตสงบจากภายนอก รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ
มีสิ่งใดเกิดขึ้น สักแต่ว่ารู้ รู้ไปแบบปกติ สภาวะสัญญาจะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจัย

หลายวันมาแล้ว เคยเขียนไว้เกี่ยวกับความฝัน คำเรียกของนิพพานต่างๆ
เป็นคำสมมุติ ใช้ในการสื่อสารเรื่องสภาวะนิพพานที่เกิดขึ้น

รู้แค่ว่าฝัน ไม่ได้ใส่ใจอะไร
เพียงบอกกับเจ้านายว่า เดี๋ยวได้มีอะไรให้รู้แน่

การที่จะรู้ชัดในสภาวะสัญญาต่างๆ(คำเรียก) ที่เกิดขึ้น
ต้องเคยมีประสพการณ์เกี่ยวกับสภาวะเหล่านั้นมาก่อน

สิ่งที่วลัยพรได้รู้ ได้เห็น เกิดจากการเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก
ทุกคนถูกให้เรียนรู้สภาวะ โดยเรียนรู้จาก สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตทั้งหมด

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงไม่รู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต คือ การเรียนรู้
เพราะไม่รู้ จึงหลงสร้างเหตุทาง มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม
การดำเนินชีวิต จึงเป็นไปตามเหตุปัจจัย

เมื่อรู้แล้ว จึงหยุด เริ่มต้นจากพยายาม ที่จะหยุด
จนกระทั่ง หยุดแบบปกติ โดยไม่ต้องคิดพยายามที่จะหยุด

รู้ที่ใจ จบลงที่ใจ

ตั้งแต่เกิดสภาวะความรู้สึกตัวเกิดขึ้นเนืองๆ จิตมีคิดพิจรณาตลอด
บางสิ่ง เคยอ่านผ่านตา แต่นึกไม่ออกว่า เคยอ่านเจอที่ไหน
บางสิ่ง เคยเขียนไว้แล้ว แต่นึกไม่ออกว่า เคยเขียนไว้ตรงไหน

ไม่มีความพยายามที่จะคิดต่อ คิดแค่รู้ว่าคิด
รู้ดีว่า ถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม เดี๋ยวรู้เอง

เส้นผมบังภูเขา ติดอยู่แค่ปลายจมูก
พอรู้ปั๊บ ถึงบางอ้อทันที

อ่อ … คำเรียกนี้ คือ ตรงนี้
นิพพาน ที่เกิดจากไตรลักษณ์ มาจากไหน
มาจากตรงนี้นี่เอง สภาวะที่เกิดขึ้น มีลักษณะแบบนี้ๆ

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่
จึงมีการนำไปสร้างเหตุของการเกิดกันต่อไป แทนที่จะแค่รู้
กลับนำไปเผยแผ่ ตั้งตนเป็นอาจารย์ ผลคือ ติดแหงกกันอยู่แค่นั้น

มีเหตุ ย่อมมีผล
เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เป็นเรื่องธรรมดา

สัญญาขันธ์

สัญญาขันธ์ เป็นไฉน

สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ สัญญาอดีต สัญญาอนาคต
สัญญาปัจจุบัน สัญญาภายใน สัญญาภายนอก สัญญาหยาบ
สัญญาละเอียด สัญญาทราม สัญญาประณีต สัญญาไกล
สัญญาใกล้ ประมวลย่อเข้าเป็นกองเดียวกัน นี้เรียกว่าสัญญาขันธ์

[๑๕] ในสัญญาขันธ์ นั้น สัญญาอดีต เป็นไฉน

สัญญาใด ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว ถึงความดับแล้ว
ถึงความสิ้นแล้ว ที่เกิดขึ้นแล้วปราศไปแล้ว ที่เป็นอดีตสงเคราะห์เข้ากับส่วนอดีต
ได้แก่จักขุสัมผัสสชาสัญญา โสตสัมผัสสชาสัญญา ฆานสัมผัสสชา
สัญญา ชิวหาสัมผัสสชาสัญญา กายสัมผัสสชาสัญญา มโนสัมผัสสชาสัญญา
นี้เรียกว่าสัญญาอดีต

สัญญาอนาคต เป็นไฉน

สัญญาใด ยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด
ยังไม่บังเกิดยิ่ง ยังไม่ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้นพร้อม ยังไม่ตั้งขึ้น
ยังไม่ตั้งขึ้นพร้อม ที่เป็นอนาคตสงเคราะห์เข้ากับส่วนอนาคต ได้แก่ จักขุสัมผัสสชาสัญญา ฯลฯ
มโนสัมผัสสชาสัญญา นี้เรียกว่าสัญญาอนาคต

สัญญาปัจจุบัน เป็นไฉน

สัญญาใด เกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดยิ่งแล้ว
ปรากฏแล้ว เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ตั้งขึ้นแล้ว ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว
ที่เป็นปัจจุบันสงเคราะห์เข้ากับส่วนปัจจุบัน ได้แก่ จักขุสัมผัสสชาสัญญา ฯลฯ
มโนสัมผัสสชาสัญญา นี้เรียกว่าสัญญาปัจจุบัน

[๑๖] สัญญาภายใน เป็นไฉน

สัญญาใด ของสัตว์นั้นๆ เอง ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตน
เฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่จักขุสัมผัสสชาสัญญา ฯลฯ
มโนสัมผัสสชาสัญญา นี้เรียกว่าสัญญาภายใน

สัญญาภายนอก เป็นไฉน

สัญญาใด ของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นนั้นๆ ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตน เฉพาะบุคคล
อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่
จักขุสัมผัสสชาสัญญา ฯลฯ มโนสัมผัสสชาสัญญา นี้เรียกว่าสัญญาภายนอก

[๑๗] สัญญาหยาบ สัญญาละเอียด เป็นไฉน

สัญญาอันเกิดแต่ปฏิฆสัมผัส (คือสัญญาเกิดแต่ปัญจทวาร) เป็นสัญญา
หยาบ สัญญาอันเกิดแต่อธิวจนสัมผัส (คือสัญญาเกิดแต่มโนทวาร) เป็นสัญญา
ละเอียด อกุศลสัญญาเป็นสัญญาหยาบ กุศลสัญญาและอัพยากตสัญญาเป็น
สัญญาละเอียด กุศลสัญญาและอกุศลสัญญาเป็นสัญญาหยาบ อัพยากตสัญญา
เป็นสัญญาละเอียด สัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสัญญาหยาบ สัญญาที่
สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาละเอียด สัญญาที่สัมปยุต
ด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสัญญาหยาบ สัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุข
เวทนาเป็นสัญญาละเอียด สัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสัญญาหยาบ สัญญา
ของผู้เข้าสมาบัติเป็นสัญญาละเอียด สัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญา
หยาบ สัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาละเอียด

หรือพึงทราบสัญญาหยาบสัญญาละเอียด โดยอาศัยเทียบเคียงสัญญา
นั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป

[๑๘] สัญญาทราม สัญญาประณีต เป็นไฉน

อกุศลสัญญาเป็นสัญญาทราม กุศลสัญญาและอัพยากตสัญญาเป็นสัญญา
ประณีต กุศลสัญญาและอกุศลสัญญาเป็นสัญญาทราม อัพยากตสัญญาเป็น
สัญญาประณีต สัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นสัญญาทราม สัญญาที่
สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาประณีต สัญญาที่สัมปยุต
ด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสัญญาทราม สัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุข
เวทนาเป็นสัญญาประณีต สัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสัญญาทราม สัญญาของ
ผู้เข้าสมาบัติเป็นสัญญาประณีต สัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาทราม
สัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาประณีต

หรือพึงทราบสัญญาทรามสัญญาประณีต โดยอาศัยเทียบเคียงสัญญานั้นๆ
เป็นชั้นๆ ไป

[๑๙] สัญญาไกล เป็นไฉน

อกุศลสัญญาเป็นสัญญาไกลจากกุศลสัญญาและอัพยากตสัญญา กุศล
สัญญาและอัพยากตสัญญาเป็นสัญญาไกลจากอกุศลสัญญา กุศลสัญญาเป็นสัญญา
ไกลจากอกุศลสัญญาและอัพยากตสัญญา อกุศลสัญญาและอัพยากตสัญญาเป็น
สัญญาไกลจากกุศลสัญญา อัพยากตสัญญาเป็นสัญญาไกลจากกุศลสัญญาและ
อกุศลสัญญา กุศลสัญญาและอกุศลสัญญาเป็นสัญญาไกลจากอัพยากตสัญญา
สัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา
และอทุกขมสุขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็น
สัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา
เป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา สัญญาที่
สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา เป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุต
ด้วยสุขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาไกลจากสัญญา
ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกข-
*เวทนาเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา สัญญาของผู้ไม่
เข้าสมาบัติเป็นสัญญาไกลจากสัญญาของผู้เข้าสมาบัติ สัญญาของผู้เข้าสมาบัติ
เป็นสัญญาไกลจากสัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติ สัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ
เป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ สัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของ
อาสวะเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่าสัญญาไกล

สัญญาใกล้ เป็นไฉน

อกุศลสัญญาเป็นสัญญาใกล้กับอกุศลสัญญา กุศลสัญญาเป็นสัญญา
ใกล้กับกุศลสัญญา อัพยากตสัญญาเป็นสัญญาใกล้กับอัพยากตสัญญา สัญญาที่
สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา สัญญา
ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัญญา
ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุข
เวทนา สัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติ
สัญญาของผู้เข้าสมาบัติเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาของผู้เข้าสมาบัติ สัญญาที่เป็น
อารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ สัญญาที่
ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้
เรียกว่าสัญญาใกล้

หรือพึงทราบสัญญาไกลสัญญาใกล้ โดยอาศัยเทียบเคียงสัญญานั้นๆ
เป็นชั้นๆ ไป

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka3/v … =141&Z=225

รู้แจ้งสภาวะสัญญาและนิพพาน

เมื่อรู้แจ้งสภาวะสัญญา

ภิกษุนั้น ย่อม รู้ชัดว่า “สัญญาคตะว่าอย่างนี้ ๆ ก็มีอยู่, สัญญาคตะว่าเลว ก็มีอยู่,
สัญญาคตะว่าประณีต ก็มีอยู่, และอุบายอันยิ่งเป็นเครื่องออกจากสัญญาคตะนี้ ก็มีอยู่” ดังนี้.

เมื่อเธอนั้นรู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ
แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ.

เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า “จิตหลุดพ้นแล้ว”.
เธอย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว
กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” ดังนี้.

ภิกษุ ท. ! ภิกษุนี้ เราเรียกว่า เป็นผู้ อาบแล้วด้วยเครื่องอาบอันเป็นภายใน, ดังนี้แล.
– มู. ม. ๑๒/๖๙/๙๗.

เมื่อรู้แจ้งสภาวะนิพพาน

ในกาลไหน ๆ ท่านเหล่าใด เห็นภัยในความยึดถือ อันเป็นตัวเหตุให้เกิดและให้ตายแล้ว

เลิกยึดมั่นถือมั่นหลุดพ้นไปได้ เพราะอาศัยนิพพานอันเป็นธรรมที่สิ้นไป แห่งความเกิดความตาย ;

เหล่าท่านผู้เช่นนั้น ย่อมประสพความสุข ลุพระนิพพานอันเป็นธรรมเกษม
เป็นผู้ดับเย็นได้ ในปัจจุบันนี้เอง ล่วงเวรล่วงภัยทุกอย่างเสียได้
และก้าวล่วงเสียได้ ซึ่งความเป็นทุกข์ทั้งปวง.
– อุปริ. ม. ๑๔/๓๔๖/๕๒๕.

สภาวะสัญญา

ขณะที่จิตเป็นสมาธิ ตั้งแต่กายหยาบหายไป ปรากฏแต่ความว่าง หรือ รู้ที่กายเป็นขณะ สภาวะที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ ไม่มีคำเรียกใดๆเกิดขึ้น จะมีแค่รู้อย่างเดียว

สมาธิคลายก็รู้ เกิดก็รู้ ดับสนิทก็รู้ คือ รู้ในแต่ละขณะๆๆๆๆ ส่วนคำเรียกต่างๆนั้น นำมาใส่เอง หลังจากผ่านสภาวะนั้นๆมา แล้วนำไปเปรียบเทียบกับตำราต่างๆ ที่มีเขียนไว้

ตัวอย่าง พระอานนท์ สนทนากับพระสารีบุตร

” อา. ดูกรท่านสารีบุตร ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุ
เป็นอารมณ์ ฯลฯ ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์
ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ก็การได้สมาธิเห็นปานนั้น พึงมีแก่ภิกษุได้อย่างไร ฯ

สา. ดูกรท่านอานนท์ สมัยหนึ่ง ผมอยู่ ณ ป่าอันธวัน ใกล้พระนคร
สาวัตถีนี้แหละ ณ ที่นั้น ผมเข้าสมาธิ โดยประการที่ผมมิได้มีความสำคัญใน
ปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์เลย มิได้มีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็น
อาโปธาตุเป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญในเตโชธาตุว่าเป็นเตโชธาตุเป็นอารมณ์
มิได้มีความสำคัญในวาโยธาตุว่าเป็นวาโยธาตุเป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญใน
อากาสานัญจายตนฌานว่าเป็นอากาสานัญจายตนฌานเป็นอารมณ์ มิได้มีความ
สำคัญในวิญญาณัญจายตนฌานว่าเป็นวิญญาณัญจายตนฌานเป็นอารมณ์ มิได้มี
ความสำคัญในอากิญจัญญายตนฌานว่าเป็นอากิญจัญญายตนฌานเป็นอารมณ์ มิได้
มีความสำคัญในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานว่าเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
เป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญในโลกนี้ว่าเป็นโลกนี้เป็นอารมณ์ มิได้มีความ
สำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าผมเป็นผู้มีสัญญา ฯ”

หมายเหตุ:

สิ่งที่พระสารีบุตร กล่าวว่า เป็นผู้มีสัญญา หมายถึง สิ่งทีเกิดขึ้น ขณะที่จิตเป็นสมาธิอยู่ ซึ่งมีผู้นิยมเรียกว่า ปัญญา

และสมาธิที่เกิดขึ้น ในแต่ละขณะนั้นๆ แค่รู้ว่ามีรายละเอียดต่างๆของสภาวะเกิดขึ้น ไม่มีคำเรียกปรากฏ

” อา. ก็ในสมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรเป็นผู้มีสัญญาอย่างไร ฯ
สา. ดูกรท่านผู้มีอายุ สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้นแก่ผมว่า การดับภพ
เป็นนิพพาน การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้แล สัญญาอย่างหนึ่งย่อมดับไป
ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อไฟมีเชื้อกำลังไหม้อยู่เปลวอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น เปลว
อย่างหนึ่งย่อมดับไป แม้ฉันใด ดูกรท่านผู้มีอายุ สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น
แก่ผมว่า การดับภพเป็นนิพพาน การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้ สัญญาอย่างหนึ่ง
ย่อมดับไป ฉันนั้นเหมือนกันแล ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็แลในสมัยนั้น ผมได้มี
สัญญาว่า การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้ ฯ”

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=24&A=186&Z=277

ปริยัติ/สัญญา

สภาวะเกี่ยวปริยัติ ที่ขีดๆเขียนๆอยู่ตอนนี้ ล้วนเป็นเพียง สภาวะสัญญา สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าอ่าน ไม่นำไปสร้างเหตุกับผู้อื่น

ที่เขียนๆลงไปนั้น เป็นเพียงสภาวะ เมื่อรู้ชัดในเหตุและผลแล้ว ไม่เคยคิดให้ใครเชื่อ เพราะทุกสรรพสิ่ง ล้วนมีเหตุเป็นแดนเกิด

เมื่อรู้แล้ว ย่อมมุ่งดับเหตุของการเกิด มากกว่า สร้างเหตุของการเกิด

เมื่อยังมีความไม่รู้ จึงสร้างมากกว่าดับ เป็นเรื่องปกติ ของเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เดี๋ยวนี้ เวลาใครมาขอคำแนะนำเรื่องปฏิบัติ จะบอกเพียงแต่ วิธีการดับเหตุของการเกิด ได้แก่ ใช้หลักโยนิโสมนสิการ ในการดำเนินชีวิต

ส่วนการปฏิบัตินั้น เขาทำแบบไหน แล้วสมาธิเกิด ใช้ได้หมด สมาธิที่เกิดขึ้น มากน้อย ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แค่รู้ชัดในสภาวะ ที่เรียกว่า จิตเป็นสมาธิ ใช้ได้แล้ว สภาวะอื่นๆ ค่อยมาปรับเปลี่ยนทีหลัง

บางคน มาปรึกาาปัญหาชีวิต เมื่อก่อนนี้ เพราะ ความที่คิดไม่ถึงว่า เราแนะนำไปอย่างไร ผลเรานั้น เป็นคนรับ เพราะหลงสร้างออกไป เพราะคิดว่า ไม่มีผลต่อสภาวะ

กว่าจะรู้ว่า มีผลต่อสภาวะ ต้องเจอบททดสอบเดิมๆซ้ำๆ จนกว่าจะมีสติ ระลึกได้ว่า ผลที่เป็นแบบนี้ เหตุมาจากไหน

เรื่องการทำความเพียรก็เหมือนกัน เมื่อก่อนยังมีพูดว่า ถ้าไม่อยากทำ ทำแค่ ๕ นาที ก็ได้ โดนหมดนะ เข็ดจริงๆ

พอรู้แล้ว หยุดเลย เดี๋ยวนี้ ไม่ว่าใครจะพูดอะไรให้ฟัง จะบอกเพียงแต่ว่า หยุดสร้างเหตุนอกตัว ทำความเพียรต่อเนื่อง ทำได้แค่ไหน ทำแค่นั้น ตามสภาวะของตัวเอง

ถ้าทำได้ ชีวิตจะดีขึ้นจริงๆ อันนี้กล้ารับประกัน

ถ้าอยากรู้เรื่องของวลัยพร ก็อ่านในบล็อกเอาเอง อ่านแต่เรื่องปฏิบัติ เรื่องอื่นๆอย่าไปอ่าน เพราะ ตัวข้าพเจ้าเอง ก็ยังมีกิเลสอยู่

เพียงแต่ ไม่ชอบเก็บเรื่องต่างๆไว้ในใจ จึงขีดๆเขียนๆออกมา หยุดเขียนเรื่องนั้นเมื่อไหร่ นั่นคือ จบแล้ว หากยังมีเกิดขึ้นอีก ก็ยอมรับ เท่านั้นเอง ก็ยังเขียนอยู่ แต่ถ้าอยากจะอ่าน ก็ไม่หวงห้าม ตามสบาย

ที่ห้ามน่ะ ไม่ใช่อะไร คนเรา ตราบใดที่ยังมีกิเลส เวลาอ่าน มีชอบใจบ้าง ไม่ชอบใจบ้าง ล้วนเกิดจากการปรุงแต่งตามอุปทานที่มีอยู่ มีแต่เหตุของการเกิด จึงห้ามเพราะเหตุนี้

ขันธ์ ๕

ทำไมขันธ์ ๕ จึง เป็นอนิจจัง?

อุปฺปทวยญฺญถตฺตภาวา หุตฺวา อภาวโต เพราะมีแล้วกลับไม่มี คือ เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป และเป็นอย่างอื่น ดังนั้น ขันธ์ ๕ จึงเป็นอนิจจัง ได้แก่ แปรปรวนตลอดเวลา

ทำไมขันธ์ ๕ จึงเป็นทุกข?

อภิณฺหปฏิปีฬนา เพราะเบียดเบียนบีบคั้นอยู่บ่อยๆ ดังนั้น ขันธ์ ๕ จึงเป้นทุกข์

ทำไมขันธ์ ๕ จึงเป็นอนัตตา?

อวสตฺตนโต เพราะขันธ์ ๕ ไม่เป็นไปในอำนาจของใครๆ สิ้นทั้งมวล

อวสวตฺตนากาโร อนตฺตนากาโร อนตฺตลกฺขณํ อาการคือ ความไม่เป็นไปในอำนาจของใครๆ สิ้นทั้งมวลนั่นแหละ เป็นเครื่องหมายบอกให้รู้ว่า เป็นอนัตตา ได้แก่ บังคับบัญชาไม่ได้

รูป
เกิดขึ้นเพราะ อวิชชา ตัณหา กรรม อาหาร และความเกิดขึ้นของรูปอย่างเดียว

เวทนา

เกิดขึ้นเพราะอวิชชา ตัณหา กรรม ผัสสะ และความเกิดขึ้นของเวทนาอย่างเดียว

สัญญา

เกิดขึ้นเพราะอวิชชา ตัณหา กรรม ผัสสะ และความเกิดขึ้นของสัญญาอย่างเดียว

สังขาร

เกิดขึ้นเพราะอวิชชา ตัณหา กรรม ผัสสะ และความเกิดขึ้นของสังขารอย่างเดียว

วิญญาณ

เกิดขึ้นเพราะอวิชชา ตัณหา กรรม นามรูป แลความเกิดขึ้นของวิญญาณอย่างเดียว

สัญญาขันธ์

สัญญาขันธ์ มีความจำได้เป็นลักษณะ

ลักษณะของสัญญา

สัญญามีประเภทเท่ากันกับวิญญาณ เพราะวิญญาณที่ไม่ประกอบด้วยสัญญาหามีไม่ ฉะนั้นประเภทแห่งวิญญาณมีเท่าใด ประเภทแห่งสัญญาก็มีเท่านั้นแล
เมื่อว่าโดยอาการมีลักษณะเป็นต้น สัญญาทั้งปวงมีความจำได้เป็นลักษณะ มีการทำเครื่องหมายไว้จำต่อไปว่า นั่นคือสิ่งนั้น เป็นกิจ

ดังเช่นช่างไม้ทำเครื่องหมายไว้ในตัวไม้เป็นอาทิ มีการทำความมั่นใจตามเครื่องหมายที่ยึดไว้เป็นผล ดังคนตาบอดคลำช้าง มั่นใจตามเครื่องหมายที่ตนจับได้ มีอารมณ์ที่ปรากฏเป็นเหตุใกล้ ดังความจำที่เกิดแก่ลูกเนื้อ ในหุ่นคนที่ผูกด้วยหญ้าว่าเป็นคนจริงๆ ฉะนั้นแล

กันยายน 2018
พฤ อา
« ส.ค.    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

คลังเก็บ

%d bloggers like this: