สัญญาและญาณ

เป็นสิ่งที่ควรรรู้ เกี่ยวกับสภาวะ ที่เป็นผลของการเจริญสมถะและวิปัสสนา กล่าวคือ ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง โดยเฉพาะสมถะ/สัมมาสมาธิที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดปัญญา ความรู้ตรงนี้ ทุกคนจะรู้เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเกิดในยุคใดสมัยใดก็ตาม

 

ความแตกต่างระหว่างธรรมฐิติญาณและญาณในพระนิพพาน
ทำไมธรรมฐิติญาณ จึงมีเกิดขึ้นก่อน ญาณในพระนิพพาน

.

ก่อนที่จะเกิดความรู้ชัดตรงนี้
สภาวะสัญญามีเกิดขึ้นก่อน ญาณเกิดที่หลัง
กล่าวคือ แจ้งในพระนิพพาน โดยสัญญา แจ้งออกมาจากจิตเอง
โดยไม่เคยอ่าน หรือเคยฟัง หรือเคยได้ศึกษามาก่อน

จะสมัยใด จะกี่กัปป์ กี่กัลป์ ต่อให้โลกแตกสลายลงไป
สิ่งเหล่านี้ยังคงมีอยู่ เพียงแต่จะมีใครไปรู้เห็นเท่านั้นเอง

ธรรมฐิติญาณ
เป็นเรื่องของการทำลายสังโยชน์ที่เป็นเครื่องร้อยรัดอยู่

ญาณในพระนิพพาน
เป็นเรื่องของ การดับเหตุปัจจัยของการเกิด
หมายเอาเฉพาะสภาวะจิตดวงสุดท้าย

.

ฉะนั้น ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของ “ความดับ”
จึงมีลักษณะโดยเฉพาะของตัวสภาวะเอง

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ การเจริญสมถะและวิปัสสนา ทำไมต้องทำให้เต็มที่ ทำไมต้องอดทน ทำไมต้องปฏิบัติแบบเอาชีวิตเข้าแลก และทำไมต้องกำหนดรู้ เป็นการฝึกเตรียมตัวพร้อมรับมือกับเวทนาต่างๆ ก่อนที่จะตายจริง ส่วนผลที่ได้รับเป็นแบบไหนนั้น นั่นอีกเรื่องหนึ่ง คนละส่วน คนละสภาวะกัน

สภาวะความดับที่มีเกิดขึ้นในแต่ละสภาวะ ก็ต้องเรียนรู้
ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มี ๓ ชนิดด้วยกัน

๑. ดับแบบยังมีเชื้อ คือ ยังต้องเกิด ได้แก่ กุศลเจตนา เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร ที่สำเร็จด้วยทาน ที่สำเร็จด้วยศีล ที่สำเร็จด้วยภาวนา(ความดับที่มีเกิดขึ้นในรูปฌาน) นี้เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร

๒. กุศลเจตนาเป็นอรูปาวจร นี้เรียกว่า อาเนญชาภิสังขาร
กล่าวคือ ความดับที่มีเกิดขึ้นในอรูปฌาน ดับทีละส่วน กายสังขารดับ วจีสังขารดับ เหลือแต่จิตที่รู้อยู่ แล้วดับ

๓. ดับแบบหมดเชื้อ คือ หมดเหตุปัจจัยของการเกิด
กล่าวคือ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม รู้ชัดในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่มีเกิดขึ้น แล้วดับ

.

.

สำหรับบุคคลทั่วไป ที่ไม่ได้เจริญสมถะและวิปัสสนา
ย่อมไม่สามารถรู้ชัดในความดับที่มีเกิดขึ้น มีแต่เป็นไปตามกรรมที่กระทำมา ขณะทำกาละ จิตระลึกถึงสิ่งใด ไปเกิดตามนั้นทันที(๓๑ ภพภูมิ)

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ เวลาใกล้ตาย ญาติจึงมักนิมนต์พระมาเทศน์
หรือหาสิ่งที่เป็นมงคลมาเปิดให้ฟัง เพราะเชื่อว่า เมื่อได้ฟัง หากจิตจดจ่ออยู่กับเสียง ย่อมไปสู่สุคติอย่างแน่นอน

.

แรงใดหรือจะสู้แรงกรรม
หากกรรมชั่วที่เคยกระทำไว้ มีกำลังมากกว่า
แม้จะได้ฟังสิ่งที่เป็นมงคล แต่จิตกลับเกิดสิ่งที่ไม่เป็นมงคล
เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่ สังขารจะปรุงแต่งจากสิ่งที่เป็นมงคล ให้กลายเป็นอัปมงคล

Advertisements

สัญญา ปัญญา วิญญาณ

๑๖ กค.

วลัยพรคงสร้างเหตุมาเยอะ เจอเจอะไรสารพัด ยังดีที่ยังมีของเก่าสะสมติดตัวมาในชาตินี้

การที่จะรู้ชัดสภาพธรรมต่างๆ ที่มีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน

ในการดำเนินชีวิต สิ่งที่พบผ่านมา ประมาณว่า เจอแต่ความทุกข์ ทุกข์จนไม่มีที่จะอยู่ ทุกข์ขนาดแบบคนโบราณพูดไว้ว่า เข็ดจนขี้เยี่ยวแตก เพราะความทุกข์ตัวเดียวแท้ๆ จึงทำให้เข็ดขยาด

การทำความเพียรในช่วงต้นๆ จึงเป็นยอมตาย ยอมมอบกายถวายชีวิต ตายเป็นตาย นี่แหละ เพราะความทุกข์ บีบคั้นตัวเดียวแท้ๆ จึงก่อให้เกิดการทำความเพียร ทำทั้งๆที่ น้ำตานองหน้า มันทุกข์ขนาดนั้นเลย

เพราะความเข็ดขยาด จึงไม่หลงไปกับความมี ความเป็น ความได้อะไรๆในสมมุติ มันไม่เอาเลย

ที่ไม่เอา เพราะไม่อยากทุกข์ ที่คิดว่ามี คิดว่าเป็น ไม่ได้ช่วยทำให้พ้นทุกข์

เป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคา เป็นอนาคามี ล้วนยังมีเหตุให้ต้องเกิด แล้วจะเป็นไปทำไม

เพราะเหตุนี้ ความหลงในความมี ความเป็นอะไรๆในสมุตติ จึงไม่มีกำลังมากพอ ที่จะครอบงำได้ คลาดแคล้วจากอุปกิเลสต่างๆมาได้ เพราะใจที่ละจากความมี ความเป็นนี่แหละ

อุปกิเลสต่อมา เจออีก สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ เกี่ยวกับความดับต่างๆ ที่ไม่ติดอุปกิเลสตรงนี้ เพราะใจไม่น้อมเข้าสู่ ความมี ความเป็นอะไรๆ แค่รู้ว่า มีเกิดขึ้นได้ เพราะกำลังของสมาธิ ที่รู้ชัด เพราะกำลังของสติ สัมปชัญญะ จึงไม่ถูกความหลงครอบงำเพราะเหตุนี้

อุปกิเลสต่อมา เจอสภาพธรรมบางอย่าง ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ เจอลักษณะอาการที่เหมือนกำลังจะหมดลมหายใจ กำลังจะขาดใจตายประมาณนั้น ชั่วขณะนั้น ใจมันระลึกว่า ตายก็ตายไปเลย จะได้ไม่ต้องเจอทุกข์อีก

พอคิดแบบนั้น มันเหมือนมีอะไรบางอย่าง เป็นแรงดูดมหาศาล ผ่านช่องทางบางอย่าง พอผลุบออกมา ความรู้สึกแรกคือ เหมือนเด็กแรกเกิด ที่คลอดจากแม่ ความรู้สึกเป็นแบบนั้นเลย

หลังจากนั้นมา มีคิดพิจรณาเนืองๆ ความตาย อยู่แค่ปลายจูกนี่เอง หากไม่มีความถือมั่นสิ่งใดอยู่ มันก็ไปอย่างสบาย ไม่อึดอัด ไม่ทรมาณ พอรู้ชัดแบบนี้แล้ว ไม่กลัวตาย

ที่ไม่ติดอุปกิเลสตรงนี้ เพราะใจไม่น้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น

ต่อมาภายหลัง จึงรู้ว่า ที่ไม่หลงสภาพธรรมต่างๆที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ เนื่องจาก ใจที่ไม่น้อมเข้าสู่ ความมี ความเป็น ตามคำเรียกต่างๆ

ต่อมา มักมีคำเรียกต่างๆ ที่เป็นพระธรรมคำสอน มีปรากฏขึ้นเป็นระยะๆ แรกๆหลงเหมือนกัน ตอนที่เจอพระธรรมคำสอน เกี่ยวกับคำเรียกนั้นๆ ยึดมั่นเลยนะ คิดว่าจะต้องเป็นแบบที่อ่านเจอ

ที่ไหนได้ มันมีเหตุให้เจอพระธรรมคำสอนต่อไปอีก ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันกับคำเรียกนั้นๆ

ทีนี้รู้ละว่า ไม่ใช่อย่างที่คิดละ ก็เริ่มเซฟเก็บไว้เรื่อยๆ จนกระทั่ง นำพระธรรมคำสอนทั้งหมดมารวมกัน ก็จะได้ ความหมาย และลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริงของ คำเรียกนั้นๆ

หลังจากศึกษาพระธรรมคำสอนมาได้สักพัก เริ่มแยกแยะความแตกต่างระหว่าง สัญญา กับปัญญา

สัญญา รู้แล้ว ยังหยุดสร้างเหตุนอกตัวไม่ได้

ปัญญา รู้แล้วเหมือนมีดิสเบรค พยายามที่จะหยุด มากกว่าคิดสร้างเหตุนอกตัว

วิญญาณ มารู้ที่หลังสุด

ไอ้ตัวร้าย

๑๙ กค.๕๗

ตัวที่คิดว่า รู้ นี่มันร้ายนักนะ เล่นกันแบบเนียนๆ ถึงแม้ไม่เอามัน แต่พอได้ช่อง มันเล่นงานเราทันที

การสนทนาตามเว็บบอร์ด อยากเลิกมาตั้งนานละ เพราะเห็นว่า ตัวเองจะเป็นเหตุปัจจัย ให้กับผู้อื่นเปล่าๆ ในเรื่องการสร้างเหตุ

เพราะว่า ผู้ที่สำคัญหมายมั่นว่า ตนรู้อะไร ได้อะไร เป็นอะไร ในคำเรียกนั้นๆ พวกนี้โมหะแรง มีแต่การสร้างเหตุแห่งวิวาทะ มากกว่าการสนทนาเพื่อหาทาง ดับเหตุแห่งทุกข์ ที่ยังมีอยู

เมื่อวลัยพรเข้าไปสนทนาด้วย เจ้าตัวข้างใน ที่เรียกมันว่า ไอ้ตัวแสบ นี่แสบจริงๆ เห็นพวกนั้นเป็นไม่ได้ จ้องจะแง่งกับเขา(เหมือนหมาจ้องจะกัดกัน) มีช่องเมื่อไหร่ เล่นทันที

หลังจากที่เล่นมานาน เกิดความเบื่อหน่าย ในสิ่งที่กระทำอยู่ ถึงแม้ไอ้ตัวแสบ อยากจะแง่ง แต่ตัวอื่นๆ เบื่อหน่ายมากกว่า ไม่อยากร่วมลงเล่นด้วย เจ้าตัวนี้ก็ได้แต่แง่งๆๆๆ อยู่ตัวเดียว แค่รู้ว่า มันมีอยู่

ตอนนี้ เริ่มมองเห็น การหาสาระอะไรอะไรไม่ได้ กับสัญญาต่างๆ ที่เป็นใบไม้นอกกำมือ นับวันยิ่งเฝือ เพราะหาแก่นสารสาระอันใดไม่ได้ มองเห็นแต่เหตุปัจจัย ที่ตนเอง เป็นเหตุให้ผู้อื่น สร้างเหตุแห่งทุกข์ ด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่ของผู้นั้น

เริ่มเบื่อหน่ายสัญญา ที่เป็นปัจจัย ให้เกิดการสร้างเหตุนอกตัว มากกว่า การกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ ที่ยังมีอยู่

เล่นนอกตัว มีปัญหา

เล่นในตัว เพียงคนเดียว ก็ไม่พ้นปัญหาจากนอกตัว ที่เกิดจาก เหตุปัจจัยที่มีต่อกัน

ช่วยไม่ได้ ยังชอบขีดเขียน ถึงจะเป็นสัญญา ถึงแม้จะไม่ใช่นำไปกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

เป็นเพียงสัญญา ที่มีเกิดขึ้นในคำเรียกต่างๆ นำไปใช้ตามอุทานที่ยังมีอยู่

เมื่อเห็นแต่เหตุที่ตนเอง เป็นเหตุปัจจัยให้ผู้อื่น สร้างเหตุแห่งทุกข์(ตามเว็บบอร์ด) ปัจจัยจาก ความไม่รู้ชัดในผัสสะ ของผู้นั้น วลัยพรจะพยายามระงับมือไม้ตัวเอง ไม่เข้าไปตามเว็บบอร์ด

แต่ยังอดที่จะขีดเขียนสัญญาต่างๆ ที่มีเกิดขึ้นยังไม่ได้ ยังคงขีดเขียน เรื่องราวผัสสะต่างๆ ที่มีเกิดขึ้นกับตัวเอง

เพราะการขีดเขียนสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ(ผัสสะ) เป็นปัจจัยให้ ได้รู้ชัดในเหตุปัจจัยที่วลัยพร ยังคงมีอยู่ และเป็นอยู่

กิเลส นับวัน ยิ่งละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ แฝงตัวทุกขณะ

เมื่อผัสสะเกิด จะพยายามเตือนตัวเองว่า อย่าไปยุ่ง เหตุของใคร ของคนนั้น อย่า และก็อย่า ดูสิว่า ระหว่างกิเลสที่เกิดขึ้น กับ สติ ตัวไหนจะมีแรงมากกว่ากัน

 

 

 

สัญญาเว้ยเฮ้ย

ไม่อยากรู้อะไรแล้ว เกิดขึ้นอยู่ได้ เบื่อจะตายชัก

แค่สิ่งที่ควรรู้ ก็พอแล้ว (ที่สามารถนำไปกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้)

เกินจากนั้น(คำเรียกต่างๆ) ก็แค่นั้นเอง เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังทำให้เกิดขึ้นใหม่ ด้วยความไม่รู้ของตัวเขา ทำกันขึ้นมาเอง

เบื่อ ไม่อยากเจอทุกข์

ชอบอยู่กับความสงบ รู้แต่สิ่งที่ตนเอง ยังมีเหตุปัจจัย ที่ทำให้เกิดการสร้างเหตุ จะได้ยับยั้งได้ทัน

สัญญาต่างๆ ที่เกินจากวิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
เบื่อ ไม่อยากรับรู้

เวลาไม่อยากรู้ เกิดขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ เกิดจนเบื่อ
ทีเวลาที่อยากรู้ เงียบสนิท ไม่มีสักแอะ

ทั้งๆที่รู้ว่า สัญญา ก็ไม่เที่ยง
แต่ก็ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายได้

สัญญา

๕ กค.๕๗

การรับรู้ เกิดการศึกษา เกิดการค้นหา จากสิ่งหนึ่ง ไปสู่สิ่งหนึ่ง

สัญญาจึงไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย

หากยึดมั่นถือมั่นในสัญญา(ความจำได้หมายรู้ ในผัสสะ)

เป็นปัจจัยให้ ตัณหาบดบังผัสสะ

เป็นปัจจัยให้ ไม่รู้ชัด สภาพธรรม ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของผัสสะ

สัญญา

สภาวะสัญญา คือ การเรียนรู้ปริยัติ เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
เป็นการเรียนรู้ทางจิต

ถ้ามีความอยาก หรือมีกิเลสแทรก จะไม่เห็นตามความเป็นจริง

ถ้าจิตสงบจากภายนอก รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ
มีสิ่งใดเกิดขึ้น สักแต่ว่ารู้ รู้ไปแบบปกติ สภาวะสัญญาจะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจัย

หลายวันมาแล้ว เคยเขียนไว้เกี่ยวกับความฝัน คำเรียกของนิพพานต่างๆ
เป็นคำสมมุติ ใช้ในการสื่อสารเรื่องสภาวะนิพพานที่เกิดขึ้น

รู้แค่ว่าฝัน ไม่ได้ใส่ใจอะไร
เพียงบอกกับเจ้านายว่า เดี๋ยวได้มีอะไรให้รู้แน่

การที่จะรู้ชัดในสภาวะสัญญาต่างๆ(คำเรียก) ที่เกิดขึ้น
ต้องเคยมีประสพการณ์เกี่ยวกับสภาวะเหล่านั้นมาก่อน

สิ่งที่วลัยพรได้รู้ ได้เห็น เกิดจากการเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก
ทุกคนถูกให้เรียนรู้สภาวะ โดยเรียนรู้จาก สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตทั้งหมด

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงไม่รู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต คือ การเรียนรู้
เพราะไม่รู้ จึงหลงสร้างเหตุทาง มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม
การดำเนินชีวิต จึงเป็นไปตามเหตุปัจจัย

เมื่อรู้แล้ว จึงหยุด เริ่มต้นจากพยายาม ที่จะหยุด
จนกระทั่ง หยุดแบบปกติ โดยไม่ต้องคิดพยายามที่จะหยุด

รู้ที่ใจ จบลงที่ใจ

ตั้งแต่เกิดสภาวะความรู้สึกตัวเกิดขึ้นเนืองๆ จิตมีคิดพิจรณาตลอด
บางสิ่ง เคยอ่านผ่านตา แต่นึกไม่ออกว่า เคยอ่านเจอที่ไหน
บางสิ่ง เคยเขียนไว้แล้ว แต่นึกไม่ออกว่า เคยเขียนไว้ตรงไหน

ไม่มีความพยายามที่จะคิดต่อ คิดแค่รู้ว่าคิด
รู้ดีว่า ถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม เดี๋ยวรู้เอง

เส้นผมบังภูเขา ติดอยู่แค่ปลายจมูก
พอรู้ปั๊บ ถึงบางอ้อทันที

อ่อ … คำเรียกนี้ คือ ตรงนี้
นิพพาน ที่เกิดจากไตรลักษณ์ มาจากไหน
มาจากตรงนี้นี่เอง สภาวะที่เกิดขึ้น มีลักษณะแบบนี้ๆ

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่
จึงมีการนำไปสร้างเหตุของการเกิดกันต่อไป แทนที่จะแค่รู้
กลับนำไปเผยแผ่ ตั้งตนเป็นอาจารย์ ผลคือ ติดแหงกกันอยู่แค่นั้น

มีเหตุ ย่อมมีผล
เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เป็นเรื่องธรรมดา

รู้แจ้งสภาวะสัญญาและนิพพาน

เมื่อรู้แจ้งสภาวะสัญญา

ภิกษุนั้น ย่อม รู้ชัดว่า “สัญญาคตะว่าอย่างนี้ ๆ ก็มีอยู่, สัญญาคตะว่าเลว ก็มีอยู่,
สัญญาคตะว่าประณีต ก็มีอยู่, และอุบายอันยิ่งเป็นเครื่องออกจากสัญญาคตะนี้ ก็มีอยู่” ดังนี้.

เมื่อเธอนั้นรู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ
แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ.

เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า “จิตหลุดพ้นแล้ว”.
เธอย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว
กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” ดังนี้.

ภิกษุ ท. ! ภิกษุนี้ เราเรียกว่า เป็นผู้ อาบแล้วด้วยเครื่องอาบอันเป็นภายใน, ดังนี้แล.
– มู. ม. ๑๒/๖๙/๙๗.

เมื่อรู้แจ้งสภาวะนิพพาน

ในกาลไหน ๆ ท่านเหล่าใด เห็นภัยในความยึดถือ อันเป็นตัวเหตุให้เกิดและให้ตายแล้ว

เลิกยึดมั่นถือมั่นหลุดพ้นไปได้ เพราะอาศัยนิพพานอันเป็นธรรมที่สิ้นไป แห่งความเกิดความตาย ;

เหล่าท่านผู้เช่นนั้น ย่อมประสพความสุข ลุพระนิพพานอันเป็นธรรมเกษม
เป็นผู้ดับเย็นได้ ในปัจจุบันนี้เอง ล่วงเวรล่วงภัยทุกอย่างเสียได้
และก้าวล่วงเสียได้ ซึ่งความเป็นทุกข์ทั้งปวง.
– อุปริ. ม. ๑๔/๓๔๖/๕๒๕.

สภาวะสัญญา

ขณะที่จิตเป็นสมาธิ ตั้งแต่กายหยาบหายไป ปรากฏแต่ความว่าง หรือ รู้ที่กายเป็นขณะ สภาวะที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ ไม่มีคำเรียกใดๆเกิดขึ้น จะมีแค่รู้อย่างเดียว

สมาธิคลายก็รู้ เกิดก็รู้ ดับสนิทก็รู้ คือ รู้ในแต่ละขณะๆๆๆๆ ส่วนคำเรียกต่างๆนั้น นำมาใส่เอง หลังจากผ่านสภาวะนั้นๆมา แล้วนำไปเปรียบเทียบกับตำราต่างๆ ที่มีเขียนไว้

ตัวอย่าง พระอานนท์ สนทนากับพระสารีบุตร

” อา. ดูกรท่านสารีบุตร ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุ
เป็นอารมณ์ ฯลฯ ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์
ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ก็การได้สมาธิเห็นปานนั้น พึงมีแก่ภิกษุได้อย่างไร ฯ

สา. ดูกรท่านอานนท์ สมัยหนึ่ง ผมอยู่ ณ ป่าอันธวัน ใกล้พระนคร
สาวัตถีนี้แหละ ณ ที่นั้น ผมเข้าสมาธิ โดยประการที่ผมมิได้มีความสำคัญใน
ปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์เลย มิได้มีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็น
อาโปธาตุเป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญในเตโชธาตุว่าเป็นเตโชธาตุเป็นอารมณ์
มิได้มีความสำคัญในวาโยธาตุว่าเป็นวาโยธาตุเป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญใน
อากาสานัญจายตนฌานว่าเป็นอากาสานัญจายตนฌานเป็นอารมณ์ มิได้มีความ
สำคัญในวิญญาณัญจายตนฌานว่าเป็นวิญญาณัญจายตนฌานเป็นอารมณ์ มิได้มี
ความสำคัญในอากิญจัญญายตนฌานว่าเป็นอากิญจัญญายตนฌานเป็นอารมณ์ มิได้
มีความสำคัญในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานว่าเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
เป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญในโลกนี้ว่าเป็นโลกนี้เป็นอารมณ์ มิได้มีความ
สำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าผมเป็นผู้มีสัญญา ฯ”

หมายเหตุ:

สิ่งที่พระสารีบุตร กล่าวว่า เป็นผู้มีสัญญา หมายถึง สิ่งทีเกิดขึ้น ขณะที่จิตเป็นสมาธิอยู่ ซึ่งมีผู้นิยมเรียกว่า ปัญญา

และสมาธิที่เกิดขึ้น ในแต่ละขณะนั้นๆ แค่รู้ว่ามีรายละเอียดต่างๆของสภาวะเกิดขึ้น ไม่มีคำเรียกปรากฏ

” อา. ก็ในสมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรเป็นผู้มีสัญญาอย่างไร ฯ
สา. ดูกรท่านผู้มีอายุ สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้นแก่ผมว่า การดับภพ
เป็นนิพพาน การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้แล สัญญาอย่างหนึ่งย่อมดับไป
ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อไฟมีเชื้อกำลังไหม้อยู่เปลวอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น เปลว
อย่างหนึ่งย่อมดับไป แม้ฉันใด ดูกรท่านผู้มีอายุ สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น
แก่ผมว่า การดับภพเป็นนิพพาน การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้ สัญญาอย่างหนึ่ง
ย่อมดับไป ฉันนั้นเหมือนกันแล ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็แลในสมัยนั้น ผมได้มี
สัญญาว่า การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้ ฯ”

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=24&A=186&Z=277

สัญญา กับ ปัญญา

การทำความเพียร

ในเรื่องของการปฏิบัติ การทำความเพียรในอิริยาบทต่างๆ ทำตามรูปแบบต่างๆ ซึ่งแล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน

ผลที่เกิดขึ้นเหมือนๆกันคือ สภาวะสัญญา จะมีความรู้ต่างๆผุดขึ้นมามาก น้อยในแต่ละครั้ง สภาวะเหล่านี้ ล้วนเป็นเพียงสัญญา ยังไม่ใช่ปัญญา

การรู้ จะค่อยๆรู้ไปทีละท่อน ทีละคำ เหมือนการผสมคำให้เกิดเป็นประโยคขึ้นมา

ไม่ว่าคำเรียกเหล่านั้น จะเรียกว่าอะไรก็ตาม หมายถึงสิ่งใดก็ตาม
รู้แล้ว ยังมีการสร้างเหตุนอกตัว ยามที่ผัสสะเกิด

รู้แล้ว ยังมีการสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้น รู้นั้นๆ เป็นสัญญา

ไม่ว่าคำเรียกเหล่านั้น จะเรียกว่าอะไรก็ตาม หมายถึงสิ่งใดก็ตาม
รู้แล้ว เป็นเหตุให้หยุดการกระทำต่อ ผัสสะ ที่กำลังเกิดขึ้น

ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกยินดี-ยินร้าย ที่เกิดขึ้น นั่นแหละคือ ปัญญาที่แท้จริง

รู้ตรงนี้

สัญญา

๗ มิย.๕๖

ถูกกระตุ้นเตือนด้วยสัญญา ถึงแม้ว่า ยังมีความขี้เกียจอยู่ก็ตาม
เมื่อเช้า ก่อนจะลุกขึ้นเตรียมอาหารให้เจ้านาย จิตคิดพิจรณาขึ้นมา เป็นภาพสมัยที่ทำงาน อยู่ในห้องทำงาน เห็นภาพตัวเอง ยืนเย็บผ้า ยืนเป็นชม. สลับกับการเดิน แล้วต่อด้วย นั่งที่พื้น หลบอยู่ด้านหลังโต๊ะทำงาน

ทำเพื่อตัวเอง

เช้านี้ รีดผ้าตั้งแต่ ๖ ครึ่ง จนถึง ๗ โมงครึ่ง ระหว่างรีดผ้า เล่าให้เจ้านายฟัง เกี่ยวกับสิ่งที่จิตคิดพิจรณา บอกกับเจ้านายว่า ที่ไม่เคี่ยวเข็นเจ้านาย เพราะเข้าใจความรู้สึกดี ต้องรู้ ต้องเห็น ด้วยตนเอง จิตไม่มีหวนกลับอีกแล้ว

เวลาติดขัดสภาวะไหนอยู่ จะมีสภาวะสัญญาเกิดขึ้นมาเอง เพื่อให้เห็นแนวทางของการทำความเพียรว่า ควรทำอย่างไรกับสภาวะที่เป็นอยู่ นี่ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว ยังไม่ขยับไปไหนเลย

ขณะที่กำลังรีดผ้าอยู่ มีสัญญาเกิดเรื่อง การทำเพื่อตัวเอง โอ้ … สภาวะกิเลสนี่ละเอียดจริงหนอ ทุกๆการกระทำ ล้วนมีตัวตัณหา ความทะยานอยากแทรกแซงอยู่เนืองๆ เพียงแต่ จะรู้ทันหรือไม่เท่านั้นเอง

การทำงาน การเลี้ยงลูก การเลี้ยงดูพ่อแม่ ทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้น มีการเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น หรือไม่เกี่ยวข้องกับใครก็ตาม ล้วนทำเพื่อตัวเอง

ถ้าแบบหยาบๆ การทำบุญ เราทำเพื่อตัวเอง หวังสวรรค์ หวังนิพพาน

เลี้ยงดูพ่อแม่ ให้พ่อแม่สบาย เราทำเพื่อตัวเอง ต่อไปเราก็สบาย ไม่ตกต่ำ เนื่องจากให้การเลี้ยงดูพ่อแม่

มีลูก เลี้ยงดูลูกให้ดี ลูกเป็นคนดี เราทำเพื่อตัวเอง ต่อไป เราก็สบาย

การทำงาน เราตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด เราทำเพื่อตัวเอง ไม่ต้องตกงาน

การปฏิบัติ ตั้งใจทำความเพียร ทำต่อเนื่อง เพราะไม่ต้องการเกิด หรือทำเพราะรู้ก็ตาม เราล้วนทำเพื่อตัวเอง

กิเลส ในการสร้างเหตุที่เป็นกุศล มีสภาวะที่ละเอียดมาก เพราะคำตอบสุดท้าย ที่ทำทุกๆสิ่ง ที่เป็นกุศล ล้วนทำเพื่อตัวเอง

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ เมื่อเกิดการยึดติด จึงเกิด มานะกิเลส(ตัวกู) ทันที

จริงๆแล้ว สภาวะสัญญา นี่คุณประโยชน์ เป็นอันมาก ถ้ารู้ทัน อย่างน้อยๆ สลัดความมีตัวกู ของกู ได้ชั่วครว เป็นเหตุให้ งดการสร้างเหตุชั่วคราว ผลคือ ภพชาติที่จะเกิดขึ้นใหม่ สั้นลง

อ่อ…. พอดีนึกถึงคำว่า นิพพุตา เกี่ยวกับการกระทำในแบบที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ สามี ภรรยา บุตร ญาติ พนักงาน หัวหน้า ล้วนเป็นที่เย็นใจให้กับบุคคลรอบข้าง อันนี้เป็นการอุปมาอุปมัย ให้เห็นภาพ

“นิพพุตา นูน สา มาตา
นิพพุโต นูนโส ปิตา
นิพพุตา นูน สา นารี
ยัสสายัง อีทิโส ปติ”

ถอดเป็นร้อยแก้วในภาษาไทยว่า “ผู้ใดได้เป็นพระราชมารดาและพระราชบิดาของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้นั้นจะมีความสุขดับทุกข์เข็ญ สตรีใดได้เป็นพระชายาสตรีนั้น ก็จะมีความสุขดับทุกข์เข็ญ”

ปริยัติ/สัญญา

สภาวะเกี่ยวปริยัติ ที่ขีดๆเขียนๆอยู่ตอนนี้ ล้วนเป็นเพียง สภาวะสัญญา สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าอ่าน ไม่นำไปสร้างเหตุกับผู้อื่น

ที่เขียนๆลงไปนั้น เป็นเพียงสภาวะ เมื่อรู้ชัดในเหตุและผลแล้ว ไม่เคยคิดให้ใครเชื่อ เพราะทุกสรรพสิ่ง ล้วนมีเหตุเป็นแดนเกิด

เมื่อรู้แล้ว ย่อมมุ่งดับเหตุของการเกิด มากกว่า สร้างเหตุของการเกิด

เมื่อยังมีความไม่รู้ จึงสร้างมากกว่าดับ เป็นเรื่องปกติ ของเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เดี๋ยวนี้ เวลาใครมาขอคำแนะนำเรื่องปฏิบัติ จะบอกเพียงแต่ วิธีการดับเหตุของการเกิด ได้แก่ ใช้หลักโยนิโสมนสิการ ในการดำเนินชีวิต

ส่วนการปฏิบัตินั้น เขาทำแบบไหน แล้วสมาธิเกิด ใช้ได้หมด สมาธิที่เกิดขึ้น มากน้อย ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แค่รู้ชัดในสภาวะ ที่เรียกว่า จิตเป็นสมาธิ ใช้ได้แล้ว สภาวะอื่นๆ ค่อยมาปรับเปลี่ยนทีหลัง

บางคน มาปรึกาาปัญหาชีวิต เมื่อก่อนนี้ เพราะ ความที่คิดไม่ถึงว่า เราแนะนำไปอย่างไร ผลเรานั้น เป็นคนรับ เพราะหลงสร้างออกไป เพราะคิดว่า ไม่มีผลต่อสภาวะ

กว่าจะรู้ว่า มีผลต่อสภาวะ ต้องเจอบททดสอบเดิมๆซ้ำๆ จนกว่าจะมีสติ ระลึกได้ว่า ผลที่เป็นแบบนี้ เหตุมาจากไหน

เรื่องการทำความเพียรก็เหมือนกัน เมื่อก่อนยังมีพูดว่า ถ้าไม่อยากทำ ทำแค่ ๕ นาที ก็ได้ โดนหมดนะ เข็ดจริงๆ

พอรู้แล้ว หยุดเลย เดี๋ยวนี้ ไม่ว่าใครจะพูดอะไรให้ฟัง จะบอกเพียงแต่ว่า หยุดสร้างเหตุนอกตัว ทำความเพียรต่อเนื่อง ทำได้แค่ไหน ทำแค่นั้น ตามสภาวะของตัวเอง

ถ้าทำได้ ชีวิตจะดีขึ้นจริงๆ อันนี้กล้ารับประกัน

ถ้าอยากรู้เรื่องของวลัยพร ก็อ่านในบล็อกเอาเอง อ่านแต่เรื่องปฏิบัติ เรื่องอื่นๆอย่าไปอ่าน เพราะ ตัวข้าพเจ้าเอง ก็ยังมีกิเลสอยู่

เพียงแต่ ไม่ชอบเก็บเรื่องต่างๆไว้ในใจ จึงขีดๆเขียนๆออกมา หยุดเขียนเรื่องนั้นเมื่อไหร่ นั่นคือ จบแล้ว หากยังมีเกิดขึ้นอีก ก็ยอมรับ เท่านั้นเอง ก็ยังเขียนอยู่ แต่ถ้าอยากจะอ่าน ก็ไม่หวงห้าม ตามสบาย

ที่ห้ามน่ะ ไม่ใช่อะไร คนเรา ตราบใดที่ยังมีกิเลส เวลาอ่าน มีชอบใจบ้าง ไม่ชอบใจบ้าง ล้วนเกิดจากการปรุงแต่งตามอุปทานที่มีอยู่ มีแต่เหตุของการเกิด จึงห้ามเพราะเหตุนี้

Previous Older Entries

กันยายน 2018
พฤ อา
« ส.ค.    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

คลังเก็บ

%d bloggers like this: