สัทธรรมปฏิรูป

มีเกิดขึ้นนานมาแล้ว และที่กำลังมีเกิดขึ้นในยุคนี้
เหตุและปัจจัยที่ทำให้ พระสัทธรรม กำลังจะค่อยๆเลือนหายไป

๑๓. สัทธรรมปฏิรูปกสูตร

[๕๓๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นพระมหากัสสปนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลถามว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย
ให้เมื่อก่อนสิกขาบทมีน้อย และภิกษุตั้งอยู่ในพระอรหัตผลมีมาก

และอะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้บัดนี้
สิกขาบทมีมาก และภิกษุตั้งอยู่ในพระอรหัตผลมีน้อย ฯ

[๕๓๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัสสป ข้อนั้นเป็นอย่างนี้คือ
เมื่อหมู่สัตว์เลวลง พระสัทธรรมกำลังเลือนหายไป
สิกขาบทจึงมีมากขึ้น ภิกษุที่ตั้งอยู่ในพระอรหัตผลจึงน้อยเข้า

สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใดตราบนั้น
พระสัทธรรมก็ยังไม่เลือนหายไป

และสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นในโลกเมื่อใด
เมื่อนั้นพระสัทธรรมจึงเลือนหายไป

ทองเทียมยังไม่เกิดขึ้นในโลก ตราบใด ตราบนั้นทองคำธรรมชาติก็ยังไม่หายไป
และเมื่อทองเทียมเกิดขึ้น ทองคำธรรมชาติจึงหายไป ฉันใด พระสัทธรรมก็ฉันนั้น

สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลก ตราบใด
ตราบนั้นพระสัทธรรมก็ยังไม่เลือนหายไป

เมื่อสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นเมื่อใด
เมื่อนั้นพระสัทธรรมจึงเลือนหายไป ฯ

[๕๓๓] ดูกรกัสสป ธาตุดินยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้ ธาตุ
น้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็ยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้

ที่แท้โมฆบุรุษในโลกนี้ต่างหาก เกิดขึ้นมา
ก็ทำให้พระสัทธรรมเลือนหายไป

เปรียบเหมือนเรือจะอัปปาง ก็เพราะต้นหนเท่านั้น
พระสัทธรรมยังไม่เลือนหายไปด้วยประการฉะนี้ ฯ

[๕๓๔] ดูกรกัสสป เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้
ย่อมเป็นไปพร้อม เพื่อความฟั่นเฟือน เพื่อความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม
เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการ เป็นไฉน คือ

ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
ในธรรมวินัยนี้ ไม่เคารพยำเกรง
ในพระศาสดา ๑
ในพระธรรม ๑
ในพระสงฆ์ ๑
ในสิกขา ๑
ในสมาธิ ๑

เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความฟั่นเฟือน
เพื่อความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม ฯ

[๕๓๕] ดูกรกัสสป เหตุ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อ
ความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม
เหตุ ๕ ประการเป็นไฉน คือ

ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
ในธรรมวินัยนี้ มีความเคารพยำเกรง
ในพระศาสดา ๑
ในพระธรรม ๑
ในพระสงฆ์ ๑
ในสิกขา ๑
ในสมาธิ ๑
เหตุ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความตั้งมั่น
ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม ฯ

๕. สัทธรรมสัมโมสสูตรที่ ๒
[๑๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้
ย่อมเป็นไปเพื่อความลบเลือนเสื่อมสูญแห่งสัทธรรม
ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่เล่าเรียนธรรม คือ
สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ นี้เป็นธรรมข้อที่ ๑
ย่อมเป็นไปเพื่อความลบเลือนเสื่อมสูญแห่งสัทธรรม

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายย่อมไม่แสดงธรรมตามที่ได้ฟังมา
ตามที่ได้เล่าเรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร นี้เป็นธรรมข้อที่ ๒
ย่อมเป็นไปเพื่อความลบเลือนเสื่อมสูญแห่งสัทธรรม

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายย่อมไม่บอกธรรมตามที่ได้ฟังมา
ตามที่ได้เล่าเรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร นี้เป็นธรรมข้อที่ ๓
ย่อมเป็นไปเพื่อความลบเลือนเสื่อมสูญแห่งสัทธรรม

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ย่อมไม่ทำการสาธยายธรรมตามที่ได้ฟังมา
ตามที่ได้เล่าเรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร นี้เป็นธรรมข้อที่ ๔
ย่อมเป็นไปเพื่อความลบเลือนเสื่อมสูญแห่งสัทธรรม

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายย่อมไม่ตรึกตรอง ไม่เพ่งดูด้วยใจ
ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมา ตามที่ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร นี้เป็นธรรมข้อที่ ๕
ย่อมเป็นไปเพื่อความลบเลือนเสื่อมสูญแห่งสัทธรรม

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล
ย่อมเป็นไปเพื่อความลบเลือนเสื่อมสูญแห่งสัทธรรม ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความตั้งมั่น
ไม่ลบเลือนเสื่อมสูญแห่งสัทธรรม
ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ

ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ
สุตตะ เคยยะ … อัพภูตธรรม เวทัลละ นี้เป็นธรรมข้อที่ ๑
ย่อมเป็นไปเพื่อความตั้งมั่น ไม่ลบเลือนเสื่อมสูญแห่งสัทธรรม

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายย่อมแสดงธรรมตามที่ได้ฟังมา
ตามที่ได้เล่าเรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร นี้เป็นธรรมข้อที่ ๒
ย่อมเป็นไปเพื่อความตั้งมั่น ไม่ลบเลือนเสื่อมสูญแห่งสัทธรรม

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายย่อมบอกธรรมตามที่ได้ฟังมา
ตามที่ได้เล่าเรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร นี้เป็นธรรมข้อที่ ๓
ย่อมเป็นไปเพื่อความตั้งมั่น ไม่ลบเลือนเสื่อมสูญแห่งสัทธรรม

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ย่อมทำการสาธยายธรรมตามที่ได้ฟังมา
ตามที่ได้เล่าเรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร นี้เป็นธรรมข้อที่ ๔
ย่อมเป็นไปเพื่อความตั้งมั่น ไม่ลบเลือนเสื่อมสูญแห่งสัทธรรม

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายย่อมตรึกตรอง เพ่งดูด้วยใจ
ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมา ตามที่ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร นี้เป็นธรรมข้อที่ ๕
ย่อมเป็นไปเพื่อความตั้งมั่น ไม่ลบเลือนเสื่อมสูญแห่งสัทธรรม

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แล
ย่อมเป็นไปเพื่อความตั้งมั่น ไม่ลบเลือนเสื่อมสูญแห่งสัทธรรม ฯ

Advertisements

สัทธรรมปฏิรูป

คำสอนของพระพุทธเจ้า 

วิธีปฏิบัติ เพื่อบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ตามคำสอนพระพุทธเจ้า

อุปัชฌายสูตร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า

เราทั้งหลายจักเป็นผู้คุ้มครองทวาร ในอินทรีย์ทั้งหลาย

เป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ

ประกอบความเพียร เป็นเครื่องตื่นอยู่ เห็นแจ้งกุศลธรรมทั้งหลาย

ประกอบการเจริญโพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย ทุกวัน ทุกคืน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v … 603&Z=1648

หมายเหตุ:

การเจริญโพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย ได้แก่
ขณะที่ผัสสะเกิด สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดต่างนานา

ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น(หยุดสร้างเหตุนอกตัว)
ชั่วขณะที่ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น
เป็นเหตุให้ สภาวะโพธิปักขิยธรรม จึงเกิดขึ้น ชั่วขณะ

ประกอบการเจริญโพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย ทุกวัน ทุกคืน

การหยุดสร้างเหตุนอกตัวเนืองๆ เป็นการเจริญโพธิปักขิยธรรม

แท้กับเทียม

พระไตรปิฎกแท้ จะมีแการถ่ายทอดคำสอน ของพระพุทธเจ้า

พระไตรปิฎกเทียม หรือ สอดไส้ แอบอ้างเข้ามา
จะมีแต่คำสอนของ อรรกถาจารย์ ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า

ญาณ ๑

ญาณ ๒ http://84000.org/tipitaka/read/?31/94-98

ญาณ ๓ http://84000.org/tipitaka/read/?31/99-102

ญาณ ๔ http://84000.org/tipitaka/read/?31/103-111

ญาณ ๕ http://84000.org/tipitaka/read/?31/112-114

ญาณ ๖ – ๘ http://84000.org/tipitaka/read/?31/115-119

ญาณ ๙ ๑๒ http://84000.org/tipitaka/read/?31/120-135

ญาณ ๑๓ http://84000.org/tipitaka/read/?31/136-142

ญาณ ๑๔ http://84000.org/tipitaka/read/?31/143-147

ญาณ ๑๕ http://84000.org/tipitaka/read/?31/148-151

ญาณ ๑๖ http://84000.org/tipitaka/read/?31/152-159

เรื่อง ญาณ ๑๖ ทั้งหมดนี้ แท้จริงแล้ว
เป็นความปกติของสภาวะ ของจิตเป็นสมาธิ ที่มีความรู้สึกตัว เกิดขึ้นร่วมด้วย

ไม่ใช่ความวิเศษอันใดเลย

เหตุของความไม่รู้ ขาดผู้แนะนำ ที่รู้ชัดในสภาวะ

เป็นเหตุให้ เกิดความหลง ในเรื่องราวของสิ่งที่เรียกว่า ญาณ ๑๖

ทั้งๆที่ เป็นความปกติของสิ่งที่เกิดขึ้น
ขณะจิตเป็นสมาธิ มีความรู้สึกตัว เกิดขึ้น ขณะนั้นๆอยู่

เมื่อไม่รู้ และมีเหตุปัจจัยร่วมกับผู้แนะนำ ซึ่งไม่รู้ชัดในสภาวะเช่นเดียวกัน
จึงกอดคอกันตาย(หลงสภาวะ) ทั้งผู้ให้คำแนะนำและผู้รับคำแนะนำ

สภาวะจึงไม่ก้าวหน้า จมแช่ ติดอยู่ในอุปกิเลส
ยึดติดในสิ่งที่เรียกว่า ญาณ ๑๖

ถ้ามาอ่านเจอแบบนี้ แล้วคิดว่า เรื่องญาณ ๑๖ นี้ มีอยู่ในพระไตรปิฎกจริง
ตายทันทีเลย(หลง) เพราะหลงคิดว่า เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

แท้จริงแล้ว เป็นคำสอนของ อรรถกถาจารย์

ที่นำคำสอนของพระพุทธเจ้า จับประยุคขึ้นมาใหม่
แล้วสอดไส้ลงไปในพระไตรปิฎก ทำเหมือนกับว่า เป็นพระไตรปิฎก

เป็นสัทธรรมปฏิรูป แบบสมบูรณ์

ตรงนี้ วลัยพร หมายถึง คนที่ทำให้เป็นพระไตรปิฎกขึ้นมา

ไม่ได้หมายถึง อรรถกถาจารย์

ที่สำคัญ เหตุที่ทำให้เป็นแบบนี้ เกิดจาก คำที่บอกเล่า ไม่ตรงกับต้นฉบับ

ตำราสอบอารมณ์ ที่วลัยพรมีอยู่ เป็นของทางพม่า

เนื้อหาของการนำมาเผยแผ่ เป็นลักษณะของการปฏิบัติ

ก็เหมือนที่เคยอ่านๆเจอกัน เรื่อง ญาณ ๑๖

เพียงมีจุดแต่งต่างกัน ตรงที่

คำสั่งที่พระอาจารย์รุ่นแรกๆ ท่านสั่งเสียไว้ ทำนองว่า
ต้องตั้งใจทำความเพียร ตั้งสติกำหนด อย่างแรงกล้า

ถ้าผู้ใดมีสภาวะเหล่านี้ เกิดขึ้นแล้ว ไม่ตกต่ำอย่างแน่นอน คือ
หากสิ้นชีวิตไปก่อน ไม่ไปอบาย และ การเวียนว่ายตายเกิด สั้นลง อย่างแน่นอน

เพียงแต่ รุ่นหลัง กลับมีคำว่า ญาณนี้เกิด เป็นจุลโสดา เป็นโสดาเป็นอนาคา เป็นอรหันต์ ใส่ลงไปในตำรา

ตำราที่วลัยพรได้มา ไม่มีเขียนแบบนั้นะ

เรื่องราวเกี่ยวกับ สภาวะญาณ ๑๖ จึงผิดเพี้ยนไปจากคำที่ท่านสั่งเสียไว้
คือ ท่านเพียงแค่บอกว่า ถ้าทำตามที่ท่านเขียนไว้ทั้งหมด และมีสภาวะเหล่านี้เกิดขึ้น
ถ้าทำสำเร็จ มีทั้งหมด ๔ รอบ เป็นอรหันต์แน่นอน

สิ่งที่ท่านเน้น เรื่องปฏิบัติ คือ สติปัฏฐาน ๔

กรกฎาคม 2018
พฤ อา
« พ.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: