สัมมาสติ

นี่ก็เป็นสิ่งที่เขียนค้างไว้ แบบนึกไม่ออกเหมือนกัน จึงเคยไว้เล่าไว้ว่า จิตมักจะทบทวนสภาวะเนืองๆ จึงทำให้รู้ชัดว่า สัมมาสติก็มีความแตกต่างกันระหว่างเสขะกับอเสขะ

.

แบบว่าลืมเขียนแยกสภาวะออกจากกัน โสดาบัน สกิทาคา อนาคามี และที่เขียนตกไปเรื่องการปฏิบัติไม่อดทน ๑ การปฏิบัติอดทน ๑ การปฏิบัติข่มใจ ๑ การปฏิบัติรระงับ ๑

เช่น หลังโสดาบันที่ยังไม่แจ้งนิพพาน ต้องทำยังไงต่อ ตรงนั้นเขียนไว้แล้ว ส่วนโสดาบันที่แจ้งนิพพาน ทำต่อ ยังไม่ได้เขียน

แต่ทั้งสองสภาวะ(ยังไม่แจ้งนิพพานและแจ้งนิพพาน) ก็เป็นเรื่องของมมรค ผล ในสกิทาคามี

หลังจากนั้น จะเป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพานโดยส่วนเดียว

เมื่อสภาวะดำเนินตามมรรค อนุโลญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ในอนาคามี จึงมีเกิดขึ้น เมื่ออินทรีย์ 5 ย่อมแจ้งนิพพานและอริยสัจ 4

ก็คิดว่า เดี๋ยวลบทิ้ง แล้วเขียนแยกสภาวะ เพื่อสะดวกสำหรับผู้ปฏิบัติจะได้รู้ว่า ติดขัดตรงไหนไว้ จะได้รู้ว่าควรทำยังไงต่อ

 

22 มีค. 62

8. รวมวิธีที่ใช้ในการกระทำเพื่อละอุปาทานขันธ์ 5

.

1. มนสิการโดยแยบคาย
พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สังขารเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล พวกเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายใน หรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่า หลุดพ้นแล้วรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ

.

2. มนสิการโดยแยบคาย
ข้อฏิบัติเพื่อ อนุปาทาปรินิพพาน

ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ คือ ย่อมได้ความวางเฉย(อุเบกขา) ว่า

ถ้ากรรมในอดีตไม่ได้มีแล้วไซร้
อัตตภาพในปัจจุบันก็ไม่พึงมีแก่เรา

ถ้ากรรมในปัจจุบันย่อมไม่มีไซร้
อัตตภาพในอนาคตก็จักไม่มีแก่เรา

เบญจขันธ์ที่กำลังเป็นอยู่ ที่เป็นมาแล้วเราย่อมละได้
เธอย่อมไม่กำหนัดในเบญจขันธ์อันเป็นอดีต
ไม่ข้องอยู่ในเบญจขันธ์อันเป็นอนาคต

ย่อมพิจารณาเห็นบทอันสงบระงับอย่างยิ่งด้วยปัญญาอันชอบ
ก็บทนั้นแล อันภิกษุนั้นทำให้แจ้งแล้ว โดยอาการทั้งปวง

อนุสัย คือมานะ อนุสัยคืออวิชชา เธอยังละ ไม่ได้โดยอาการทั้งปวง เธอย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่

.

3. โยนิสมนสิการ
สิ่งที่มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตและขณะทำกรรมฐาน
ให้ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น อย่าไปชอบ อย่าไปชัง รู้ลงไป อยู่กับมัน อย่าคิดเปลี่ยนแปลง อย่าคิดแก้ไข อย่าแทกแซงสภาวะ อย่าขัดขืน ดู รู้ อยู่กับมัน มีเท่านี้เอง มันเป็นเรื่องของไตรลักษณ์

ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

4. การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

บุคคลบางคนในโลกนี้
โดยปรกติเป็นคนมีราคะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นคนมีโทสะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นคนมีโมหะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์ เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ

ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

5. เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

บุคคลบางคนในโลกนี้ โดยปรกติไม่เป็นผู้มีราคะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้ไม่มีโทสะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้ไม่มีโมหะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถความไม่พยาบาท เป็นสมาธิ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญา เป็นสมาธิ ฯลฯ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่า พิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ด้วยประการดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้น เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

6. เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่

บรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งจิตในภายในเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป

บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้

บรรลุจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุขเพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติ บริสุทธิ์อยู่

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ด้วยประการดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

สัมมาทิฏฐิ

สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน
คือ ความเห็นดังนี้ว่า

ทานที่ให้แล้ว มีผล

ยัญที่บูชาแล้ว มีผล

สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล

ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่

โลกนี้มี โลกหน้ามี

มารดามี บิดามี

สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี

สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ
ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกมีอยู่

นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

.

ปริยัติ มรรคมีองค์ ๘

ปฏิบัติ สมถะและวิปัสสนา

ปฏิเวธ โยนิโสมนสิการ

.

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

อริยสัจ ๔ และผัสสะ

กล่าวโดยย่อ
จิต เจตสิก รูป นิพพาน

.

เขียนเหมือนจะสั้น
แต่การอธิบายรายละเอียดทั้งหมด ไม่สั้นเลย
ยาวมาก เกี่ยวกับเรื่อง

กรรม

เหตุเกิดของกรรม

กรรมเก่า

กรรมใหม่

เวมัตตตาแห่งกรรม

วิบากแห่งกรรม

กัมมนิโรธ

กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา

 

 

สัมมาทิฏฐิ

.
กัจจานโคตตสูตร
ว่าด้วยพระกัจจานโคตร

{๔๒} [๑๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี

ครั้งนั้น ท่านพระกัจจานโคตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่พระองค์ตรัสว่า
สัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ นี้
ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอจึงเรียกว่าสัมมาทิฏฐิ
{๔๓} กัจจานะ โดยมากโลกนี้อาศัยที่สุด ๒ อย่าง
คือ ความมี ๑ ความไม่มี ๑

ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดขึ้นของโลก
ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง
ความไม่มีในโลก ก็ไม่มี

เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก
ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว
ความมีในโลก ย่อมไม่มี

โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส
แต่พระอริยสาวก ย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบาย
และอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย
อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้

ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่า
ทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น
ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ

พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะ จึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ

.

{๔๔} ที่สุดอย่างที่ ๑ นี้ คือ
สิ่งทั้งปวงมีอยู่ ที่สุดอย่างที่ ๒ นี้ คือ สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่

ตถาคตไม่เข้าไปใกล้ที่สุดทั้ง ๒ อย่างนี้
ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลางว่า

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ฯลฯ
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้
อนึ่ง เพราะอวิชชาดับไปไม่เหลือด้วยวิราคะ สังขารจึงดับ
เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ฯลฯ
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้

กัจจานโคตตสูตรที่ ๕ จบ

.

.

ปริยัติ อริยมรรคมีองค์ ๘

ปฏิบัติ สมถะและวิปัสสนา

ปฏิเวธ เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ

.

อวิชชา สังขาร วิญญาณ

อริยสัจ ๔ และ ปฏิจจสมุปบาท

.
กล่าวโดยย่อ
จิต เจตสิก รูป นิพพาน

ความแตกต่าง มรรค-อริยมรรค

ความแตกต่างระหว่าง มรรค-อริยมรรค มีองค์ ๘
ระหว่าง พระเสขะ ผู้ที่ยังไม่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง
กับพระเสขะ ผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง

ซึ่งมีเขียนไว้แล้วก่อนหน้านี้
ผู้เหลือเชื้อ ๙ จำพวก
อนาคามี ๕ ประเภท
สกทาคามี
โสดาบัน ๓ ประเภท
(ที่รู้แจ้งอริยสัจและยังไม่รู้แจ้งอริยสัจ ด้วยตนเอง)

.

พระเสขะ ผู้ที่ยังไม่รู้แจ้งในอริสัจ ๔ ด้วยตนเอง

ข้อปฏิบัติ การปฏิบัติสมควรแก่ธรรม(โยนิโสมนสิการ)

สมถะ(สัมมาสมาธิ/สัมมาวิมุติ)
และวิปัสสนา(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)

ย่อมมีเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย(เพียรละ)

.

[๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะเป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาอาชีวะเป็น ๒ อย่าง คือ
สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑

สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรคอย่าง ๑ ฯ

.
[๒๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะ
ที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ

อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ย่อมละมิจฉาอาชีวะ เลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้ สัมมาอาชีวะ
ที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

.
ภิกษุนั้นย่อมพยายาม
เพื่อละมิจฉาอาชีวะ เพื่อบรรลุสัมมาอาชีวะ
ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ

ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาอาชีวะได้ มีสติบรรลุสัมมาอาชีวะอยู่
สติของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ

ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ
สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม
เป็นไปตามสัมมาอาชีวะของภิกษุนั้น ฯ

.
[๒๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น
สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน

ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ
ผู้มีสัมมาทิฐิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาทิฐิได้
ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดา
มีเพราะ มิจฉาทิฐิเป็นปัจจัยนั้น
ก็เป็นอันผู้มีสัมมาทิฐิสลัดได้แล้ว
และกุศลธรรมเป็นอเนก
ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์
เพราะสัมมาทิฐิเป็นปัจจัย ฯ
.
ผู้มีสัมมาสังกัปปะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสังกัปปะได้…
ผู้มีสัมมาวาจา ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวาจาได้…
ผู้มีสัมมากัมมันตะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉากัมมันตะได้…
ผู้มีสัมมาอาชีวะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาอาชีวะได้…
ผู้มีสัมมาวายามะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวายามะได้…
ผู้มีสัมมาสติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสติได้…
ผู้มีสัมมาสมาธิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสมาธิได้…
ผู้มีสัมมาญาณะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาญาณะได้…
ผู้มีสัมมาวิมุตติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวิมุตติได้
ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดามี

เพราะมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัยนั้น
ก็เป็นอันผู้มีสัมมาวิมุตติสลัดได้แล้ว
และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์
เพราะสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย”

.

.

กับ

พระสขะ ผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง

ข้อปฏิบัติ การเจริญสมถะ(สัมมาสมาธิ)
และวิปัสสนา(อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา)คู่กัน

ประกอบด้วย การปฏิบัติสมควรแก่ธรรม(โยนิโสมนสิการ)

.

[๒๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะของพระอริยะ
ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ความงด
ความเว้น

เจตนางดเว้น จากมิจฉาอาชีวะ ของภิกษุ
ผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้
พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ นี้แล

สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ
เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ

“[๒๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น
สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน

ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ
เมื่อมีสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาวายามะ สัมมาสติจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาสมาธิ สัมมาญาณะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติจึงพอเหมาะได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการนี้แล
พระเสขะผู้ ประกอบด้วยองค์ ๘

จึงเป็นพระอรหันต์
ประกอบด้วยองค์ ๑๐”

.

 

๗. มหาจัตตารีสกสูตร (๑๑๗)

[๒๕๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี
สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะ
อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ

[๒๕๓] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ
คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล
เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ
[๒๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น
สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน

ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุ
รู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิ
รู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิ
ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ

.

[๒๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ
ความเห็นดังนี้ว่า
ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล
ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล
สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผล
ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี
โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี
บิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี
สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ
ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง
เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มี
นี้มิจฉาทิฐิ ฯ

.
[๒๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น ๒ อย่าง คือ
สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑
สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ
.
[๒๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ
ความเห็นดังนี้ว่า
ทานที่ให้แล้ว มีผล
ยัญที่บูชาแล้ว มีผล
สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล
ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่
โลกนี้มี โลกหน้ามี
มารดามี บิดามี
สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี
สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ
ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง
เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่
นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ  ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

.
ภิกษุนั้นย่อมพยายาม
เพื่อละมิจฉาทิฐิ เพื่อบรรลุสัมมาทิฐิ
ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ

ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาทิฐิได้  มีสติบรรลุสัมมาทิฐิอยู่
สติของเธอนั้นเป็นสัมมาสติ ฯ

ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ
สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม
เป็นไปตามสัมมาทิฐิของภิกษุนั้น ฯ
.
[๒๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะ
ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ปัญญา
ปัญญินทรีย์
ปัญญาพละ
ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์

ความเห็นชอบ องค์แห่งมรรคของภิกษุ
ผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้
พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล

สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ
เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ
.

.
[๒๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น
สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน

ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุ
รู้จักมิจฉาสังกัปปะว่ามิจฉาสังกัปปะ
รู้จักสัมมาสังกัปปะว่าสัมมาสังกัปปะ
ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ

.

[๒๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาสังกัปปะเป็นไฉน คือ
ความดำริในกาม
ดำริในพยาบาท
ดำริในความเบียดเบียน
นี้มิจฉาสังกัปปะ ฯ
.
[๒๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาสังกัปปะเป็น ๒ อย่าง คือ
สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑
สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ

.
[๒๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน คือ

ความดำริในเนกขัมมะ
ดำริในความไม่พยาบาท
ดำริในความไม่เบียดเบียน
นี้สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

.
ภิกษุนั้นย่อมพยายาม
เพื่อละมิจฉาสังกัปปะ เพื่อบรรลุสัมมาสังกัปปะ
ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ

ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาสังกัปปะได้  มีสติบรรลุสัมมาสังกัปปะอยู่
สติของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ

ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ
สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม
เป็นไปตามสัมมาสังกัปปะ ของภิกษุนั้น ฯ
.
[๒๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะของพระอริยะ
ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ความตรึก
ความวิตก
ความดำริ
ความแน่ว
ความแน่
ความปักใจ

วจีสังขาร ของภิกษุ
ผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้
พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล

สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ
เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ

.
.

[๒๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็น
ประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุ
รู้จักมิจฉาวาจาว่ามิจฉาวาจา
รู้จักสัมมาวาจาว่าสัมมาวาจา
ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ

.

[๒๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาวาจาเป็นไฉน คือ
พูดเท็จ
พูดส่อเสียด
พูดคำหยาบ
เจรจาเพ้อเจ้อ
นี้ มิจฉาวาจา ฯ

.
[๒๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาวาจาเป็น ๒ อย่าง คือ
สัมมาวาจาที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑
สัมมาวาจาของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ
.
[๒๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ

เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ
งดเว้นจากการพูดส่อเสียด
งดเว้นจากการพูดคำหยาบ
งดเว้นจากการเจรจาเพ้อเจ้อ
นี้ สัมมาวาจา ที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ
ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาวาจาได้ มีสติบรรลุสัมมาวาจาอยู่
สติของเธอนั้นเป็นสัมมาสติ ฯ

ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ
สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม
เป็นไปตามสัมมาวาจาของภิกษุนั้น ฯ

.
[๒๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาของพระอริยะ
ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ความงด
ความเว้น
ความเว้นขาด
เจตนางดเว้น

จากวจีทุจริตทั้ง ๔ ของภิกษุ
ผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้
พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ นี้แล

สัมมาวาจาของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ
เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ
.

.
[๒๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน
ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุ
รู้จักมิจฉากัมมันตะว่า มิจฉากัมมันตะ
รู้จักสัมมากัมมันตะว่า สัมมากัมมันตะ
ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ

.

[๒๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉากัมมันตะเป็นไฉน คือ
ปาณาติบาตอทินนาทาน
กาเมสุมิจฉาจาร
นี้ มิจฉากัมมันตะ ฯ

.

[๒๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมากัมมันตะเป็น ๒ อย่าง คือ
สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑
สัมมากัมมันตะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ
.
[๒๗๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน คือ เจตนา
งดเว้นจากปาณาติบาต
งดเว้นจากอทินนาทาน
งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร
นี้สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

.
ภิกษุนั้นย่อมพยายาม
เพื่อละมิจฉากัมมันตะ เพื่อบรรลุสัมมากัมมันตะ
ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ

ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉากัมมันตะได้ มีสติบรรลุสัมมากัมมันตะอยู่
สติของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ

ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ
สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม
เป็นไปตามสัมมากัมมันตะของภิกษุนั้น ฯ
.
[๒๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะของพระอริยะ
ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรคเป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ความงด
ความเว้น

เจตนางดเว้น จากกายทุจริตทั้ง ๓ ของภิกษุ
ผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้
พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ นี้แล

สัมมากัมมันตะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ
เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ
.

.

[๒๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น
สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน

ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุ
รู้จักมิจฉาอาชีวะว่ามิจฉาอาชีวะ
รู้จักสัมมาอาชีวะว่าสัมมาอาชีวะ
ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ

.

[๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาอาชีวะเป็นไฉน คือ
การโกง
การล่อลวง
การตลบตะแลง
การยอมมอบตนในทางผิด
การเอาลาภต่อลาภ
นี้มิจฉาอาชีวะ ฯ
.

[๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะเป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาอาชีวะเป็น ๒ อย่าง คือ
สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑
สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรคอย่าง ๑ ฯ
.
[๒๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ

อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ย่อมละมิจฉาอาชีวะ เลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้ สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ
.
ภิกษุนั้นย่อมพยายาม
เพื่อละมิจฉาอาชีวะ เพื่อบรรลุสัมมาอาชีวะ
ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ

ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาอาชีวะได้ มีสติบรรลุสัมมาอาชีวะอยู่
สติของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ

ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ
สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม
เป็นไปตามสัมมาอาชีวะของภิกษุนั้น ฯ
.
[๒๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ
เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ความงด
ความเว้น

เจตนางดเว้น จากมิจฉาอาชีวะ ของภิกษุ
ผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้
พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ นี้แล

สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ
เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ
.

.
[๒๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็น
ประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ

ผู้มีสัมมาทิฐิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาทิฐิได้
ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดา
มีเพราะ มิจฉาทิฐิเป็นปัจจัยนั้น
ก็เป็นอันผู้มีสัมมาทิฐิสลัดได้แล้ว

และกุศลธรรมเป็นอเนก
ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์
เพราะสัมมาทิฐิเป็นปัจจัย ฯ

.
ผู้มีสัมมาสังกัปปะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสังกัปปะได้…
ผู้มีสัมมาวาจา ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวาจาได้…
ผู้มีสัมมากัมมันตะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉากัมมันตะได้…
ผู้มีสัมมาอาชีวะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาอาชีวะได้…
ผู้มีสัมมาวายามะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวายามะได้…
ผู้มีสัมมาสติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสติได้…
ผู้มีสัมมาสมาธิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสมาธิได้…
ผู้มีสัมมาญาณะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาญาณะได้…

ผู้มีสัมมาวิมุตติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวิมุตติได้
ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดามี

เพราะมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัยนั้น
ก็เป็นอันผู้มีสัมมาวิมุตติสลัดได้แล้ว

และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์
เพราะสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย
.
[๒๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น
สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน

ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ
เมื่อมีสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาวายามะ สัมมาสติจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาสมาธิ สัมมาญาณะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติจึงพอเหมาะได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการนี้แล
พระเสขะผู้ ประกอบด้วยองค์ ๘
จึงเป็นพระอรหันต์ประกอบด้วยองค์ ๑๐
.

สัมมาทิฏฐิสูตร(พระสารีบุตร)

[๑๑๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก-
*เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้น ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายแล้ว ภิกษุพวกนั้น
รับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ที่เรียกว่า
สัมมาทิฏฐิๆ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ อริยสาวกจึงจะชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไป
ตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ พวกภิกษุกล่าวว่า
ดูกรท่านผู้มีอายุ พวกกระผมมาจากที่ไกล ก็เพื่อจะรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตนี้ ในสำนักของท่าน
พระสารีบุตร ดังพวกกระผมขอโอกาส เนื้อความแห่งภาษิตนี้ จงแจ่มแจ้งกะท่านพระสารีบุตรเถิด
ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อท่านพระสารีบุตรแล้ว จักทรงจำไว้ ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ถ้าอย่างนั้น
จงฟังเถิด ท่านผู้มีอายุ จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุพวกนั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว.
[๑๑๑] ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใดอริยสาวกรู้ชัดซึ่ง
อกุศลและรากเหง้าอกุศล รู้ชัดซึ่งกุศลและรากเหง้าของกุศล แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่า
เป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้วประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่
พระสัทธรรมนี้ ก็อกุศลเป็นไฉน? ได้แก่ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ
พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ อยากได้ของผู้อื่น ปองร้ายเขา เห็นผิด อันนี้เรียกว่า
อกุศลแต่ละอย่างๆ รากเหง้าของอกุศลเป็นไฉน? ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ อันนี้เรียกว่ารากเหง้า
ของอกุศลแต่ละอย่างๆ กุศลเป็นไฉน? ได้แก่ ความเว้นจากฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิด
ในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ไม่อยากได้ของผู้อื่น ไม่ปองร้ายเขา
เห็นชอบ อันนี้เรียกว่า กุศลแต่ละอย่างๆ รากเหง้าของกุศลเป็นไฉน? ได้แก่ อโลภะ อโทสะ
อโมหะ อันนี้เรียกว่า รากเหง้าของกุศลแต่ละอย่างๆ ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใด อริยสาวกรู้ชัด
ซึ่งอกุศลและรากเหง้าของอกุศลอย่างนี้ๆ รู้ชัดซึ่งกุศลและรากเหง้าของกุศลอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น ท่านละ
ราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย ถอนทิฏฐานุสัย และมานานุสัยว่า เรามีอยู่โดยประการทั้งปวง
ละอวิชชา ยังวิชชาให้เกิด ย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันนี้เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้
อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอัน
แน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้
[๑๑๒] ภิกษุเหล่านั้นชื่นชม อนุโมทนาภาษิตของท่านพระสารีบุตรว่า สาธุ ท่านผู้มีอายุ
แล้วได้ถามปัญหากะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ จะพึงมีอยู่หรือปริยายแม้อย่างอื่น
ที่อริยสาวกซึ่งชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใส
อันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้.

 

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?book=1&bookZ=45&name=%CA%D1%C1%C1%D2%B7%D4%AF%B0%D4%CA%D9%B5%C3&book=12&bookZ=12

มรรค มีองค์ ๘ และ อริยมรรค มีองค์ ๘

เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี

พยายามระวังมากขึ้น แต่ไม่เครียด

นอกนั้น ไม่มีอะไร ไม่ได้อยากได้อะไรเป็นอะไร เพราะ ไม่อยากเกิด การเกิดน่ากลัวมากๆ

รู้แล้ว จึงไม่อยาก ไม่รู้จะอยากไปทำไม เพราะรู้ว่า เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม จะรู้เอง

หัวใจของการปฏิบัติ

จิ.เจ.รุ.นิ ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพาาน

รู้ชัดเรื่องจิต รู้ชัดเรื่องเจตสิก สิ่งที่เกิดขึ้นกับจิต บางคนเรียก กิริยาของจิต หมายถึง ฝ่ายกุศลและอกุศล และอุเบกขา ที่เกิดขึ้นกับจิต

รู้ชัดในเรื่องรูป ย่อมรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต หรือที่เรียกว่า ผัสสะ

รู้ชัดเรื่องนิพพาน ย่อมรู้วิธีการดับเหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ เหตุของการเกิดทั้งนอกและใน หมายถึง ภพชาติปัจจุบัน และการเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร

นั่นคือ มรรค มีองค์ ๘ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ ปัจจุบัน ขณะ หรือ เมื่อผัสสะเกิด ทุกๆขณะ หมายถึง สัมมาสติ ขณะผัสสะเกิด สามารถรู้ชัดอยู่ภายใน กาย เวทนา จิต ธรรม คือ รู้ชัดทั้งภายนอก(สิ่งที่เกิดขึ้นนอกตัว) ภายใน(สิ่งที่เกิดขึ้นในตัว)

เป็นเหตุของ ฝ่ายดับ การเกิดภพชาติปัจจุบัน(ปัจจุบัน ขณะ) เนื่องจาก เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ(มรรค มีองค์ ๘ เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ)

เหตุของฝ่ายเกิดภพชาติ ได้แก่ การสร้างเหตุทางมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ตามความรู้สึกยินดี/ยินร้าย/กิเลส(โลภะ โทสะ โมหะ) ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ โดยมีผัสสะ หรือสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ เป็นเหตุปัจจัย

อริยมรรค มีองค์ ๘ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ ปัจจุบันธรรม หมายถึง สัมมาสมาธิ หรือ ขณะจิตตั้งมั่นอยู่ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม

เป็นเหตุของ ฝ่ายดับ การเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

เหตุของฝ่ายเกิด ได้แก่ มิจฉาสมาธิ หมายถึง ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม(สัมปชัญญะ) ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่(อัปปนาสมาธิ/ฌาน)

กายในกาย หมายถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ สามารถรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นภายในกายได้ เช่น รู้ลมหายใจเข้าออก รู้ชัดที่จมูก โพรงจมูก ที่จมูก ปลายจมูก ท้องพองยุบ ตามลมหายใจเข้าออก รู้ชัดที่ลิ้นปี่ กำลังเคลื่อนไหว ตามลมหายใจเข้าออก รู้ชัดที่ชีพจรตามส่วนต่างๆของร่างกาย รู้ชัดที่กายนั่งอยู่ฯลฯ

หมายถึง ไม่ว่า มีอะไรเกิดขึ้นกับกาย จะรู้หมด อากาศร้อนเย็น ก็รู้ ลมพัดถูกกายก็รู้ ขึ้นอยู่กับ กำลังสมาธิและสติ ที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆ

เมื่อมีความสมดุลย์ ระหว่าง สมาธิกับสติ เป็นเหตุให้ สัปมชัญญะ หรือความรู้สึกตัวย่อมเกิดขึ้น เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายใน ขณะจิตตั้งมั่นอยู่

เวทนาในเวทนา หมายถึง ทุกขเวทนา ที่เกิดขึ้นกับกาย เช่น ความปวดเมื่อยที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

จิตในจิต หมาถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ กิเลส ก็สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น ความกำหนัดในกาม เกิดเอง ดับเอง ไม่ต้องไปกำหนดเพื่อให้หายแต่อย่างใด กิเลสนี้ เป็นสภาวะที่ละเอียด

ธรรมในธรรม หมายถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ ความคิด ก็สามารถเกิดขึ้นได้ สุดแต่ว่า มีเหตุปัจจัยอะไรอยู่ ขณะความคิดเกิด รู้ว่าคิด แต่ไม่รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด เกิดเอง ดับเอง ไม่ต้องไปกำหนดเพื่อให้หายแต่อย่างใด

เมื่อมีมิจฉาสมาธิ เป็นเหตุให้ สัมมาทิฏฐิ(อริยมรรค) ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เป็นเหตุให้ มีการเกิด เวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

ถ้าหมั่นสร้างเหตุของการดับ ณ ปัจจุบันขณะ หมายถึง มรรค มีองค์ ๘

อริยมรรค มีองค์ ๘ ย่อมเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

หยุดสร้างเหตุนอกตัว ทำความเพียรต่อเนื่อง นี่คือ หัวใจของการปฏิบัติทั้งในและนอก

นอกนั้น ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย ที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่

พึงสำรวม สังวร ระวัง เพราะ ชีวิตนี้ น้อยนัก จงใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเอง ก่อนที่จะหมดลมหายใจ โดยไม่คิดทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง

การทำบุญ ทำทาน ให้ประโยชน์สูงสุดแค่ สวรรค์ แต่เป็นเหตุของการลดความตระหนี่ถี่เหนียวของตนเอง

การหยุดสร้างเหตุนอกตัว ไม่ยอมทำตามกิเลสที่เกิดขึ้น และทำความเพียรต่อเนื่อง มากน้อย ตั้งใจทำ นี่คือ ประโยชน์สูงสุด ได้แก่ นิพพาน ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิด ให้ทุกข์อยู่ร่ำไป

ไม่ต้องใช้เงิน ใช้แค่กายที่มีอยู่และใช้ใจที่อดทน กดข่ม ไม่สร้างเหตุตามกิเลสที่เกิดขึ้น

การตัดภพชาติในวัฏสงสาร

มีวิธีเดียวเท่านั้น คือ การทำลายอนุสัยกิเลสหรือสังโยชน์ ๑๐ ที่มีอยู่ ที่เป็นสภาวะสมุทเฉจประหาน ได้แก่ สมถะ -วิปัสสนา

ซึ่งเกิดจากการฝึกจิตให้ตั้งมั่น ได้แก่  การเจริญอิทธิบาท ๔ สมาธิ (สมถะ)

แล้วจึงปรับอินทรีย์ระะหว่างสมาธิกับสติ  ให้เกิดความสมดุลย์

เป็นเหตุให้ สภาวะสัมปชัญญะ (ปัญญา) เกิด (สัมมาสมาธิ)  ส่วนวิริยะเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย

เมื่อสภาวะสัมมาสมาธิ (ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิ) เกิด

เป็นเหตุให้สภาวะสัมมาทิฏฐิเกิด ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม
(สัมมาสมาธิที่นำมาเรียกว่าวิปัสสนาญาณในปัจจุบัน ซึ่งได้แก่  สภาวะญาณ ๑๖ )

สภาวะทุกๆสภาวะจะดำเนินไปตามเหตุปัจจัยเอง โดยไม่ต้องทำความเพียรเพราะความทะยานอยากมี อยากได้ หรือแม้กระทั่งอยากเป็นอะไรๆในบัญญัติที่นำมาเรียกๆกัน

เหตุเพราะ เมื่อรู้ชัดตามความเป็นจริงภายในกายและจิต (สมถะ-วิปัสสนา)

เมื่อมาได้ศึกษาพระธรรมคำสอน เป็นเหตุให้รู้ว่าสภาวะสมถะ-วิปัสสนาในพระธรรมคำสอน

ความทะยานอยากที่มีอยู่จะลดน้อยลงไปเองตามเหตุปัจจัย   เหตุมี ผลย่อมมี

สภาวะทั้งหมดจบลงที่

หยุดสร้างเหตุภายนอก (ทำตามความรู้สึก/กิเลสที่เกิดขึ้นในจิต เพราะผัสสะเป็นเหตุปัจจัย)

หมั่นรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ (สมถะ-วิปัสสนา )

ลักษณะอาการหรือสภาวะที่เกิดขึ้นของสัมมาทิฏฐิ

สัมมาทิฎฐิ ความเห็นชอบ

ลักษณะอาการหรือสภาวะที่เกิดขึ้น

ความเห็นชอบ คือ ความเห็นที่เห็นตามความเป็นจริง โดยไม่มีตัวเราเข้าไปในการตัดสินในสิ่งที่เห็นนั้นๆ
ซึ่งเป็นเหตุให้จะไม่มีคำว่าถูกหรือผิดในความเห็นนั้นๆ

การที่มีความเห็นว่า สิ่งนั้นถูกหรือผิด ล้วนเกิดจากความเห็นที่มีเราหรือตัวตนของเราเข้าไปตัดสินแทนสภาวะที่เกิดขึ้น

แต่ไม่ใช่ตามความเป็นจริงของสภาวะที่เกิดขึ้นณขณะนั้นๆแต่อย่างใด นั่นหมายถึง ตราบใดที่ความเห็นนั้นๆมีคำว่าถูกหรือผิด ย่อมไม่ใช่สภาวะของสัมมาทิฏฐิแต่อย่างใดเลย

เหตุของการเกิดสัมมาทิฏฐิ

การเกิดสภาวะของสัมมาทิฏฐิ จะเกิดขึ้นได้ เมื่อมีการเห็นตามความเป็นจริงเท่านั้น

การเห็นตามความเป็นจริงนั้นมีลักษณะหรืออาการที่เกิดขึ้นอย่างไร?

การเห็นตามความเป็นจริง คือ การเห็นว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนแปรปรวนตลอดเวลา ไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอน แล้วจะไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่มากระทบได้อย่างไร
สภาวะเกิดแล้วก็ดับ ตามเหตุและผลของตัวสภาวะนั้นๆ

สิ่งต่างๆที่มีอยู่จริง เกิดขึ้นจริงๆ ถึงแม้ว่าจะไม่มีเรา สิ่งเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นอยู่แล้ว มันมีและมันเป็นของมันแบบนั้นอยู่แล้วชั่วนิรันดร์ ไม่ว่าจะมีเราหรือไม่มีก็ตาม

เมื่อเห็นได้ดังนี้แล้ว ย่อมไม่เอาตัวเราที่ยังมีอยู่ลงไปตัดสินแทนสภาวะที่เกิดขึ้นณขณะนั้นๆว่าสภาวะนั้นๆหรือสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นๆถูกหรือผิด

จะไปบอกว่าถูกหรือผิดได้อย่างไร ในเมื่อมันแปรปรวนตลอดเวลา ไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน แล้วจะไปยึดมั่นถือมั่นได้อย่างไร เพราะเหตุนี้จึงไม่มีการไปให้ค่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นว่าสิ่งนั้นถูก สิ่งนั้นผิด

มันจะเห็นแต่เหตุและผลว่า สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นเรื่องธรรมดา ตามเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน

แต่เพราะความไม่รู้ จึงเอาตัวเรา ตัวตนของเราที่ยังมีอยู่ ลงไปตัดสิน โดยให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นตามกิเลสและเหตุที่มีกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ผลคือ เหตุยืดยาวออกไป ย่อมดับลงไปไม่ได้ ยืดยาวเพราะตัวตัณหาอุปทาน ความทะยานอยากที่มีอยู่ จึงทำให้เกิดการปรุงแต่งตลอดเวลา

เหตุของการเกิดการเห็นตามความเป็นจริง

สภาวะของการเห็นตามความเป็นจริง จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีสัมมาสมาธิเท่านั้น

สัมมาทิฏฐิคืออะไร?

สัมมาทิฏฐิคืออะไร?

คือ ความเห็นชอบ

ความเห็นชอบคืออะไร?

คือเห็นตามความเป็นจริง

การเห็นตามความเป็นจริง คืออะไร?

เห็นตามความเป็นจริงที่มีอยู่จริงของทุกๆสรรพสิ่ง โดยสภาวะที่มีอยู่จริง
ไม่ใช่เกิดจากความคิดที่มีเราหรือตัวตนของเราเข้าไปเกี่ยวข้องในสภาวะนั้นๆแต่อย่างใด

การเห็นตามความเป็นจริงได้ เหตุเกิดจากอะไร?

เกิดจากสติ สัมปชัญญะและสมาธิทำงานร่วมกัน ( สัมมาสมาธิ )

จะเห็นเหตุของการเกิดสติ สัมปชัญญะและสมาธิทำงานร่วมกันได้นั้น ต้องทำอย่างไร?

ต้องเจริญสติ

เจริญสติแล้วได้อะไร?

ได้สัมมาสมติ

สัมมาสติเป็นเหตุของอะไร?

เป็นเหตุของสัมมาสมาธิ

ธันวาคม 2019
พฤ อา
« ก.ย.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: