สิ้นสงสัย

29-3-18

การทำกรรมฐาน เมื่อรู้ชัดในสภาวะทั้งหมด
เวลาที่ปฏิบัติ เดินจงกรมก็ดี สติกับสมาธิ มีกำลังพอๆกัน สัมปชัญญะย่อมเกิด วิญญาณหรือธาตุรู้ ย่อมมีเกิดขึ้น เป็นปัจจัยให้รู้ชัดทุกย่างก้าว ในแต่ละขณะ ขาดออกเป็นส่วนๆ มีอาการเสียวฝ่าเท้า รู้สึกวาบขึ้นมาในใจ

สภาวะเหล่านี้ เป็นเรื่องปกติ มิใช่ดีกว่าหรือรู้มากกว่าใครๆ แต่เป็นตัวบ่งบอกว่า กำลังของสติและสมาธิไม่ล้ำหน้ากัน เป็นปัจจัยให้สภาวะเหล่านี้มีเกิดขึ้น รู้ไว้ ดีกว่าไม่รู้ จะได้ไม่หลงสภาวะ

.

การทำกรรมฐานในอิริยาบทนั่งก็เช่นกัน
สภาวะใดที่เคยมีเกิดขึ้นแล้ว จำได้หมด ไม่เคยลืม

ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ธรรมารมณ์หรือความคิดสามารถมีเกิดขึ้นได้ ถ้าหากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นมีกำลังมาก ขณะที่มีอาการงุบๆลงไป โอภาสสว่างจ้า ความคิดจะดับหายไป

บางครั้งรู้ชัดกายในกาย รู้อาการที่มีเกิดขึ้นกับกาย เช่น กำลังเพ่ง ก็รู้ว่ากำลังเพ่ง หายใจแบบไหน ก็รู้ชัดว่าอาการที่มีเกิดขึ้นเป็นแบบไหน รู้ชัดทุกขณะ มีสภาวะใดเกิดขึ้น แค่รู้อย่างเดียว

บางวันไม่มีอาการเพ่งแต่อย่างใด แค่หายใจปกติ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

สภาวะเหล่านี้ เป็นเรื่องปกติ เมื่อรู้ชัดทั้งหมดแล้ว นิวรณ์ต่างๆ จึงไม่มี

.

รู้ชัดเวทนาในเวทนา เวทนาที่กำลังมีเกิดขึ้น ขาเริ่มเป็นเหน็บ รู้สึกขาเริ่มแข็ง แล้วมีอาการซ่าไปตามขา อาการเป็นเหน็บที่กำลังเป็นอยู่ ก็หายไป

บางครั้งปวดขา รู้สึกปวดมากทนไม่ไหว สมัยก่อนนี่ฝืนนะ ทนให้ถึงที่สุด จึงได้มีสภาวะกายแตก กายระเบิดเกิดขึ้น บางครั้ง จะปวดถึงที่สุด แล้วมีอาการซ่าไปตามตัว ตามขา แล้วเวทนาค่อยๆคลายตัวลง

ปัจจุบัน ไม่ฝืนแบบนั้นแล้ว สภาวะสามารถปรับเปลี่ยนเองได้ตลอด เพราะรู้แล้วว่า เมื่อพยายามอดทนจนถึงที่สุด จะเกิดอะไรขึ้น ก็เลยไม่คิดจะฝืนอีกต่อไป เปลี่ยนเป็นเหยียดขาออก สมาธิยังคงเกิดต่อเนื่อง ไม่ได้คลายตัวแต่อย่างใด

บางครั้ง รู้ชัดว่า กายเริ่มหายไปทีละส่วน จนกระทั่งหายไปหมด ยังคงมีสติรู้อยู่อย่างต่อเนื่อง

รู้ชัดจิตในจิต กิเลสต่างๆ สามารถมีเกิดขึ้นได้ แม้ขณะที่จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

วันไหนอยากพักยาว ก็นั่งบนโซฟา กำลังสมาธิที่เกิดขึ้นตรงนี้ เข้าสู่ความดับมากกว่า รู้กาย

สิ้นสงสัย ก็ดีอย่างนี้แหละ คือ “ใจปกติ”

Advertisements

สิ้นสงสัย

“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดอริยสาวกเห็นปฏิจจสมุปบาทนี้
เป็นปฏิจจสมุปปันธรรม(สิ่งที่อาศัยกันเกิดขึ้นตามหลักปฏิจจสมุปบาท) เหล่านี้ชัดเจนตามที่เป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบแล้ว

เมื่อนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่อริยสาวกนั้น จะแล่นเข้าหาที่สุดข้างต้น(ปุพพันตะ) คือสงสัยในชาติก่อน ว่า

“ในอดีตเราเคยมีหรือไม่หนอ ?
ในอดีตเราได้เคยเป็นอะไรหนอ ?
ในอดีตเราเคยเป็นอย่างไรหนอ ?
ในอดีตเราได้เป็นอะไรแล้วจึงได้มาเป็นอะไรหนอ ?”

หรือจะแล่นไปหาที่สุดข้างปลาย (อปรันตะ) คือสงสัยในชาติหน้าว่า

“ในอนาคตเราจักมีหรือไม่หนอ ?
ในอนาคตเราจักเป็นอะไรหนอ ?
ในอนาคตเราจักเป็นอย่างไรหนอ ?
ในอนาคตเราเป็นอย่างไรแล้ว จักได้เป็นอะไรอีกหนอ ?”

หรือจะสงสัยในปัจจุบันว่า

เรามีอยู่หรือไม่หนอ ?
เราคืออะไรหนอ ?
เราเป็นอย่างไรหนอ ?
สัตว์นี้มาจากไหนแล้ว
จักไปไหนอีกหนอ ? ดังนี้

ที่อริยสาวกไม่แล่นไปเช่นนี้ ก็เพราะได้เห็นปฏิจจสมุปบาทนี้ และปฏิจจสมุปปันนธรรมเหล่านี้ชัดเจนตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบ”
(สํ. นิ. ๑๖/๓๑-๓๒ ข้อ ๖๓)

 

หมายเหตุ:

เมื่อแจ้งสภาวะนิพพาน ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ย่อมสิ้นสงสัยในสิ่งเหล่านี้

เหตุจาก บุคคลที่แจ้งสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง ต้องผ่านประสพการณ์ ในแต่ละขณะ ที่กำลังจะตาย ขณะที่ จิตเป็นสมาธิอยู่ คือ ต้องเคยตาย ก่อนที่จะถึงเวลาที่จะตายจริง

เมื่อแจ้งในสภาวะขณะที่กำลังจะตาย ในแต่ละขณะ เมื่อผ่านไปได้ ย่อมสิ้นสงสัย ในสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด

กันยายน 2018
พฤ อา
« ส.ค.    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

คลังเก็บ

%d bloggers like this: