การอธิษฐานและความสุข

เวลาคนอธิษฐานขอนั่นขอนี่ ส่วนมากจะขอให้ตัวเองตลอดจนขอให้คนอื่นๆว่า ขอให้ตัวเอง ขอให้คนนั้นคนนี้มีสุขภาพแข็งแรง ขอให้ร่ำรวย ขอให้เป็นคนรวย สวย ดี มีปัญญาฯลฯ

การอธิษฐาน คือ การตั้งจิตที่จะทำ ไม่ใช่การขอ การขอนั่นคือคำอวยพรที่อีกฝ่ายให้ด้วยความปรารถนาดีที่เกิดขึ้นในจิต

คำขอต่างๆที่คิดให้กับคนอื่นๆนั้น ขออะไรจะสู้ขอให้ทุกคนจงมีความสุข เพราะความสุขใครๆก็อยากได้ ไม่ว่าจะชาติไหน ภาษาไหน เพศไหนฯลฯ
การที่เราขอว่า ขอให้เกิดมารวย สวย ดี เกิดมามีปัญญา หรือขอให้คนนั้นคนนี้ ขอสิ่งดีๆให้กับคนอื่นๆ สิ่งต่างๆเหล่านั้น ล้วนเกิดจากเหตุที่แต่ละคนทำมาทั้งสิ้น ไม่ใช่เกิดจากการอธิษฐานจิตขอให้เป็นนั่นเป็นนี่แต่อย่างใดเลย สร้างเหตุมาอย่างไร ย่อมรับผลเช่นนั้น เพราะความไม่รู้จึงหลงขอไปเช่นนั้น ถ้ารู้แล้วจะไม่ไปขอแบบนั้นเลย

ต่อให้เป็นไปตามคำขอ ทั้งๆที่บอกได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เหตุต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคนนั้น ล้วนเป็นผลของเหตุที่ได้ทำกันไว้ต่างหาก ถึงแม้จะเป็นไปตามคำขอจะด้วยเหตุใดก็ตาม คำขอต่างๆเหล่านั้น ล้วนมีความทุกข์แฝงไว้ทั้งสิ้น สภาวะความทุกข์สอดแทรกอยู่ทุกๆสภาวะตลอดเวลา เพียงแต่ว่า จะรู้หรือเห็นกันบ้างหรือไม่เท่านั้นเอง

เวลาแผ่เมตตา ควรขอให้ทุกคนมีความสุข เพราะความสุขใครๆก็อยากได้ ตลอดจนเหตุปัจจัยในการที่จะทำให้เกิดความสุขของแต่ละคนนั้นแตกต่างไปตามเหตุที่แต่ละคนกระทำมา สุขมาก สุขน้อย ยอู่ที่อุปทานให้ค่าต่อสภาวะที่เกิดขึ้น แต่มันก็คือ ความสุขสำหรับคนๆนั้น เราจึงไม่ควรไปว่ากันหรือนำไปเปรียบเทียบว่า ใครคนไหนมีความสุขหรือความทุกข์มากกว่ากัน มันอยู่ที่เหตุที่ทำมา และอุปทานที่เกิดขึ้นต่างหาก สุขและทุกข์ของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป

ตัวเราเองทุกวันนี้มีความสุขนะ ความสุขของเรานั้นเกิดจากการเจริญสติ เป็นเหตุให้รู้อยู่ รู้ชัดในรูป,นามได้ดี ถึงจะมีอุปทานการให้ค่าบ้างในบางครั้ง อย่างน้อยมันก็คือความสุขทางใจที่หาได้ยากยิ่งนัก เพราะความสุขนี้สะอาด บริสุทธิ์ บริบูรณ์

ที่ว่าสะอาดบริสุทธิ์ บริบูรณ์นั้น สภาวะเป็นอย่างไร

ความสุขชนิดนี้ ไม่ได้มีเหตุเกิดจากอุปทานแต่อย่างใด สุขชนิดนี้เกิดจากการเจริญสติ ทำให้รู้อยู่กับปัจจุบัน ไม่ไหลไปอดีต ไปปรุงแต่งไปอนาคต จิตจะอิ่มเอิบตลอดเวลา สุขชนิดนี้เป็นเหตุให้เกิดความเพียร เกิดสติ เกิดสัมปชัญญะ เกิดสมาธิ เกิดปัญญาและปัญญาญาณ คือ รู้แจ้ง รู้ชัดตามความเป็นจริง

แล้วจะไม่ใช่ความสุขที่สะอาด บริสุทธ์ บริบูรณ์ไปได้อย่างไร เพราะสภาวะที่เกิดขึ้น ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วย ศิล สมาธิ ปัญญา นี่แหละความสุขที่แท้จริง ที่หาได้ยากยิ่งนัก พราะปราศจากอุปทานและการปรุงแต่งใดๆ

วันนี้ได้ฟังข่าวที่เป็นมงคลอย่างยิ่ง เราถือว่าข่าวเกี่ยวกับคนที่หลงในสงสารหรือในภพชาติน้อยลงนั่นคือ ข่าวที่เป็นมงคลยิ่งกว่าข่าวใดๆ น้องที่ทำงานที่เรามองว่า ต่อไปเขาจะเป็นหัวหน้าที่ดีของทุกๆคนที่ได้มาคลุกคลีกับเรา เปลี่ยนแปลงทางจิตในเหตุที่ก่อภพก่อชาติน้อยลง จะไม่ให้รู้สึกยินดีได้อย่างไร

ระหว่างที่ยืนรอรถบริษัท น้องคนที่ยืนรอรถด้วยประจำ คนนี้อีกคนที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ที่มองเห็นได้ชัด จิตเขาใฝ่ในธรรมะมากขึ้น ยิ่งไปเจอน้องอีกคน คนที่เรากล่าวถึง มันเหมือนการถ่ายทอดสภาวะจากอีกคนไปสู่อีกคน ซึ่งตรงนี้เรื่องจริง ตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน

น้องคนนี้ได้พูดคุยกับน้องคนนั้นถึงเรื่องชู้สาวของคนในที่ทำงาน ซึ่งเขาแค่เปรยๆ เขาบอกว่าเขาไม่ได้คิดอะไร แล้วน้องอีกคนบอกว่า อย่าแม้แต่จะคิด ทุกอย่างมันส่งผลหมด ให้ระวังให้ดี

ซึ่งน้องคนนี้ได้นำมาถามเราอีกทีว่า มันเป็นแบบนั้นจริงๆหรือ ทั้งๆที่เขาไม่ได้มีเจตนาคิดไม่ดีหรือไปคิดว่าอะไร เราบอกว่า ทุกๆการกระทำแม้แต่ความคิด ล้วนส่งผลหมด ไม่มีข้อยกเว้น

น้องบอกว่า ตายเลย คิดไม่ถึงจริงๆ แค่อยากจะเล่าให้ฟังเท่านั้นเอง คือ มันต้องดูนะว่าที่เล่าน่ะ เล่าแบบไหน เล่าอย่างไร จิตนี่สำคัญมากๆ แต่จะรู้ทัน ดูทันไหมเท่านั้นเอง

นี่แหละข่าวดีที่เป็นมงคลมากๆสำหรับตัวเราเองในเช้านี้ สำหรับในช่วงบ่าย มีอีกคนเข้ามาหา คนนี้สมถะแรง กำลังปรับเรื่องอินทรีย์อยู่ แต่เขายังทำได้แบบกระท่อนกระแท่น เพราะเขากลัวการเห็นวิญญาณ ตัวสามีเขาเองก็สมถะแรง เรียกว่าสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆที่คนทั่วๆไปมองไม่เห็น แต่เขาสองสามีภรรยาสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงมักจะเจอวิญญาณมาขอส่วนบุญบ่อยๆ มาในรูปแบบต่างๆ

เราได้อธิบายเรื่องจิตกับการสร้างภาพของจิตให้เขาฟัง จิตของแต่ละคนจะมองเห็นภาพอีกภพไม่เหมือนกัน แตกต่างไปตามจิตของแต่ละคน ตอนนี้เขาหันกลับมาเจริญสติใหม่ เพราะเขารู้ดีว่า ต่อให้ชอบสวดมนต์ ชอบนั่งสมาธิ ไม่สามารถทำให้เขาพ้นจากความทุกข์ต่างๆไปได้ ไม่เหมือนการเจริญสติ ถึงแม้ว่าเขาจะทำบ้าง ไม่ทำบ้าง แต่มันเห็นผลที่ได้รับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง วันนี้เขาจึงได้กลับมาหาเราใหม่อีกครั้ง

หลังจากที่ห่างเหินกันไปนานมากๆ เหตุมี ผลย่อมมี ใช่ว่าการเจริญสติทุกคนจะทำได้หมด แล้วแต่เหตุที่ทำมานะ รูปแบบ แนวทางการปฏิบัติจึงแตกต่างกันไป เพียงแต่การปฏิบัตินั้นๆจะเป็นเหตุให้รู้เท่าทันกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตได้หรือไม่เท่านั้น หากรู้เท่าทันได้จริง ย่อมดับเหตุได้ไว คือ ดับที่ตัวเอง ไม่ไปก่อให้เกิดการกระทำที่เป็นเหตุใหม่อันเป็นการสร้างภพชาติอีกต่อไป จะมีแต่มุ่งสละออก มีแต่ให้กับให้จนหมดใจ ให้โดยไม่หวังผลตอบแทนกลับมาแต่อย่างใดเลย

โฆษณา

สุขยิ่งนัก

รู้ชัดในรูป,นามมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งสุขใจ อิ่มเอิบใจยิ่งนัก จิตไม่ซัดส่ายออกไปรู้นอกกาย มันจะรู้อยู่ในรูป,นามได้ดี สมาธิแนบแน่นดี จิตนี้สำคัญยิ่งนัก ขอเพียงมีจิตที่ตั้งมั่น แน่วแน่มั่นคง สภาวะจะเป็นไปได้ดีด้วยตัวของสภาวะเอง สภาวะจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

ตอนนี้สภาวะของเราเป็นแบบนี้ สุขทางโลก มีแค่ประเดี๋ยวประด๋าว
สุดท้ายจิตกลับมารู้ชัดในกายเหมือนเดิม สุขยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งปวง รู้สึกอิ่มเอิบใจยิ่งนัก

ยิ่งให้ ยิ่งได้จริงๆ ได้แบบไม่ต้องไปมีการคาดหวังผล หรือต้องไปมีความหวังใดๆเลย
สิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับคืนมาคือ จิตที่สะอาดมากขึ้นเรื่อยๆ ธุลีที่มีอยู่ในใจเบาบางมากขึ้น

จิตชำนาญเส้นทางมากขึ้นเรื่อยๆ เขาดำเนินไปตามสภาวะเอง โดยที่เราไม่ต้องไปมีส่วนร่วมกับการทำงานของจิตแต่อย่างใด แค่รู้ แค่ดู แค่ยอมรับตามความเป็นจริง ที่เป็นอยู่และยังมีอยู่

ทำหน้าที่ที่ควรทำและต้องทำต่อเนื่องคือ เจริญสติ เดินกับนั่ง ขาดไม่ได้เลย มันมีเท่านี้จริงๆ นอกนั้น แล้วแต่จะมีเวลาเก็บเกี่ยวเอาเอง สะสมหน่วยกิตไปเรื่อยๆ ให้หมดใจได้มากเท่าไหร่ จิตสะอาดมากขึ้นเท่านั้น

กิเลสมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเรารู้จักนำมาใช้ กิเลสจะเป็นโทษก็ต่อเมื่อ เราปล่อยให้จิตไหลไปตามกิเลส เราจึงต้องมาเจริญสติเพราะเหตุนี้ เพื่อรู้จักกิเลสที่แท้จริงในใจของเรา และรู้จักนำกิเลสมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เหตุเกิดจากที่ไหน ก็ต้องดับที่เหตุ

เหตุเกิดจากกิเลส ก่อนที่จะดับกิเลสได้ ต้องเรียนรู้กิเลสก่อน ต้องรู้จักสภาวะของกิเลสที่แท้จริงที่มีอยู่ในใจของตัวเราเอง รู้ให้เท่าทันและเป็นหนึ่งกับกิเลสที่มีอยู่ แต่ไม่ไหลหรือคล้อยตามกิเลสที่เป็นอยู่หรือมีอยู่จริง

รู้ชัดในรูป,นามมากเท่าไหร่ ยิ่งรู้ชัดกิเลส รู้จักกิเลสที่แท้จริงที่มีอยู่ในใจ ย่อมเป็นเหตุให้ เป็นหนึ่งกับกิเลสและอยู่กับกิเลสนั้นๆได้ โดยที่ไม่ไหลตามหรือคล้อยตาม แค่รู้ แค่ดู เฝ้าดู ยอมรับ ไม่คิดเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆ แล้วท้ายสุดกิเลสนั้นๆยังคงมี

แต่ทว่า กิเลสนั้นๆ ไม่มีผลกระทบใดๆหรือส่งผลใดๆต่อการทำงานของจิต ทุกอย่างแยกขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง มันจะเป็นไปตามสภาวะ รู้โดยสภาวะ แต่ไม่ไหลตามสภาวะแต่อย่างใด มีแต่ แค่รู้ แค่ดู มีเท่านี้เอง แล้วจะเอาเหตุมาจากไหน เมื่อไม่มีเหตุ ผลย่อมไม่มี

ถูกทดสอบ ” สุขไม่มีประมาณ “

 
สภาวะตอนนี้ ถูกทำข้อสอบเกือบทุกวันเลย 2-3 วันมานี่ ถูกทำข้อสอบในเรื่องสมาธิและสภาวะที่เกิดขึ้น
สมาธิเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนสมาธิจะมีกำลังแรงมากๆ จะมีแต่เรื่องอภินิหาร สภาวะแปลกๆเกิดขึ้นบ่อยๆ
 
สภาวะสมาธิในปัจจุบัน กำลังของสมาธิแนบแน่นดี มีกำลังมากขึ้น รู้อยู่กับรูปนามได้ดี
แต่ที่เปลี่ยนไปคือ สภาวะ " สุข " เกิดสภาวะสุขแบบสุขมากๆ สุขแบบบอกไม่ถูก
จิตเสพสมาธิสูงตลอด ดูจากเรื่องลมหายใจจะละเอียดมากๆ จนจับไม่ได้เลย แม่กระทั่งท้องพองยุบนี่จับไม่ได้
จะรู้ที่อกเคลื่อนไหวตามลมหายใจเข้าออก รู้อยู่อย่างนั้นได้ต่อเนื่อง
 
มีสภาวะสุขเกิดแบบสุขมากๆ สุขกว่าทุกๆครั้งที่เจอ แล้วเกิดนานมากๆ เรียกว่านั่งนานเท่าไหร่ก็ได้
แต่พอครบหนึ่งชั่วโมง สมาธิเขาจะคลายตัวเอง ถ้าเรายังจะนั่งต่อ จิตจะเข้าสู่สมาธิได้ต่อทันที แล้วสภาวะสุขก็จะเกิดขึ้นอีก
บางครั้งรู้สึกถึงความเย็นที่แผ่ออกมาจากทรวงอก แล้วรู้สึกเย็นไปทั้งตัว เหมือนเราไปนั่งในตู้เย็น ความเย็นจะเป็นแบบนั้น
 
ยิ่งเวลาแผ่เมตตา กรวดน้ำ ความเย็นจะแผ่ออกมาจากอกและกระจายไปทั่วตัว บางครั้งมีโอภาสร่วมด้วย
ตอนนี้ขณะที่นั่ง โอภาสเกิดน้อยลงกว่าเมื่อก่อน แต่ยังคงมีอยู่
 
วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่มีความสุขใจในการปฏิบัติ เพราะสภาวะที่รู้อยู่กับรูปนามได้ดี
ไม่มีการซัดส่ายหรือส่งจิตออกไปนอกกาย มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับกายได้ดี ชัดเจน
ระหว่างปฏิบัติ และเมื่อปฏิบัติเสร็จแล้วจึงมีแต่ความสุขใจ มีแต่ความอิ่มเอิบใจอย่างเห็นได้ชัด
 
สุขใจในการแผ่เมตตาไม่มีประมาณให้กับคนอื่นๆ โดยไม่หวังผลตอบแทนกลับมาแต่อย่างใด
มีแต่การให้อภัยกับผู้ที่ยังไม่รู้ ที่ยังหลงอุปทานก่อเหตุใหม่ไปด้วยความไม่รู้เนืองๆ
 
เพราะผ่านมาหมดแล้ว รู้จักซอกเล็กซอกน้อย ส่วนลึกสุดๆของจิตตัวเองดีว่าเป็นอย่างไร
จึงเป็นเหตุให้เข้าใจถึงจิตของคนอื่นๆว่าเป็นอย่างไร เพราะไม่ว่าจะจิตเรา จิตเขา หรือจิตใครๆ
ล้วนไม่มีความแตกต่างกันเลยแม้แต่สักนิดเดียว เหมือนกันทุกๆดวงจิต กิเลสมีเหมือนๆกันหมด
 
แต่ที่ทำให้แตกต่าง ล้วนเกิดจากเหตุที่แต่ละคนกระทำลงไปตามกิเลสของตัวเอง เหตุที่ได้สร้างกันขึ้นมา
เป็นเหตุให้แต่ละคนมีกิเลสแต่ละตัวมีมากมีน้อย ทำให้ดูแตกต่างกันไป ตามกิเลสนั้นๆที่สั่งสมมา
 
นรชน ผู้มีปัญญา เป็นภิกขุ มีความเพียร มีปัญญา เครื่องบริหาร
ตั้งตนไว้ในศิล แล้วทำสมาธิจิต และ ปัญญา ให้เจริญอยู่ เธอจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้
 

กันยายน 2019
พฤ อา
« ส.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: