นึกไม่ออก

บางครั้งก็นึกไม่ออกว่า จะเขียนถึงอะไรที่ยังค้างไว้ เกี่ยวกับคำทำนาย

ทำไมผู้ที่ให้คำทำนาย ส่วนมากจะฝันเห็นเหมือนๆกัน คือ

“จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง”

“หลวงปู่จันทร์เรียน วัดถ้ำสหาย เทศน์สอนศิษย์ ช่วงฉันปานะ. ประมาณปี 2553 ว่า. “…พระศรีอารย์ ท่านเกิดที่โลกนี้นี่ละ. ศาสนาท่านไม่ได้นุ่งห่ม ปฏิบัติแบบนี้. ” หลวงปู่ ดึงผ้าอังสะท่าน. ประมาณได้ว่า. ศาสนาพระศรีอารย์ ไม่ได้ห่มเหลือง ไม่ได้ถือปฏิบัติเช่นศาสนาพุทธกาลนี้”

และคำทำนายต่างๆ เกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ไว้

เกี่ยวกับคำทำนายอนาคามี สกทาคามี โสดาบัน ช่วงสืบต่อพระดำรงพระสัทธรรม บอกได้ว่า เป็นผู้หญิง

.

ทำให้นึกถึงพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

“พรหมจรรย์ไม่ตั้งอยู่นาน

[๕๑๘] ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า พระนางมหาปชาบดีโคตมี ยอมรับครุธรรม ๘ ประการแล้ว พระมาตุจฉาของพระผู้มีพระภาค อุปสมบทแล้ว

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ก็ถ้าสตรีจักไม่ได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์จักตั้งอยู่ได้นานสัทธรรมจะพึงตั้งอยู่ได้ตลอดพันปี
ก็เพราะสตรีออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว บัดนี้ พรหมจรรย์จักไม่ตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจักตั้งอยู่ได้เพียง ๕๐๐ ปีเท่านั้น

ดูกรอานนท์ สตรีได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยใด ธรรมวินัยนั้นเป็นพรหมจรรย์ไม่ตั้งอยู่ได้นาน เปรียบเหมือนตระกูลเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีหญิงมาก มีชายน้อย ตระกูลเหล่านั้นถูกพวกโจรผู้ลักทรัพย์กำจัดได้ง่าย
อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนหนอนขยอกที่ลงในนาข้าวสาลีที่สมบูรณ์ นาข้าวสาลีนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนเพลี้ยที่ลงในไร่อ้อยที่สมบูรณ์ ไร่อ้อยนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน

ดูกรอานนท์ บุรุษกั้นทำนบแห่งสระใหญ่ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้น้ำไหลไป แม้ฉันใด เราบัญญัติครุธรรม ๘ ประการแก่ภิกษุณี เพื่อไม่ให้ภิกษุณีละเมิดตลอดชีวิต ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ”

โฆษณา

สติปัฏฐาน ๔-มหาสติปัฏฐาน ในปัจจุบัน

สติปัฏฐานสูตร

[๑๓๒] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง. หนทางนี้คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ.

๔ ประการเป็นไฉน?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑

พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก
เสียได้ ๑

พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑

พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑.

ดูเนื้อความทั้งหมดที่

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.p … 754&Z=2150

มหาสติปัฏฐานสูตร

[๒๗๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในกุรุชนบท มีนิคมของชาวกุรุ ชื่อว่า กัมมาสทัมมะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส

เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ

๔ ประการ เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ
มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑

พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑

พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑ ฯ

ดูเนื้อความทั้งหมดที่

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.p … 257&Z=6764

หมายเหตุ:

ไม่แตกต่างกับคำเรียก วิปัสสนากับวิปัสสนาญาณ ที่มีปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

การหลีกเว้นและการคบหา

โดยหลีกเว้นบุคคลผู้ไม่มีสมาธิ

การหลีกเว้นเสียอย่างห่างไกล ซึ่งบุคคลทั้งหลายจำพวกที่ไม่เคยก้าวขึ้นสู่เนกขัมมปฏิปทา คือ ไม่เคยปฏิบัติปฏิปมาที่ให้ออกจากกาม มัวแต่วิ่งวุ่นอยู่ในกิจการเป็นอันมาก มีใจฟุ้งเฟ้อไปในกิจการนั้นๆ ชื่อว่า หลีกเว้นคนผู้ไม่มีสมาธิ

โดยคบหาบุคคลผู้มีสมาธิ

การเข้าไปคบหาสมาคมกับบุคลลทั้งหลาย จำพวกที่ปฏิบัติเนกขัมมปฏิปทา ได้สำเร็จสมาธิโดยกาลอันควรตลอดกาล ชื่อว่า สมาคมกับบุคคลผู้มีสมาธิ

โดยน้อมจิตไปในสมาธินั้น

ความน้อมจิตไปในอันที่จะทำสมาธิให้บังเกิดขึ้น คือ ความหนักในสมาธิ ความน้อมไปในสมาธิ ความทุ่มเทไปในสมาธิ ชื่อว่า น้อมจิตไปในสมาธินั้น โยคีบุคคลพึงทำอัปปนาโกศลให้เกิดขึ้นโดยบริบูรณ์ ด้วยประการฉะนี้

ต้องทำให้ชำนาญด้วยวสี ๕

ก็แหละโยคีบุคคลผู้แรกทำกัมมัฏฐาน ซึ่งได้บรรลุปฐมฌาน แม้กระทั่งฌานอื่นๆตามเหตุปัจจัยที่เคยกระทำมา ต้องฝึกเข้าฌานให้มากๆ แต่อย่าพิจรณาองค์ฌานให้มาก

เพราะเมื่อพิจรณามาก องค์ฌานทั้งหลายก้จะปรากฏเป็นสภาวะที่หยาบมีกำลังน้อย และเพราะเหตุปรากฏด้วยอาการอย่างนั้น องค์ฌานเหล่านั้นก็จะถึงซึ่งความเป็นปัจจัยแก่ความขวนขวายเพื่อภาวนาเบื้องสูงไปเสีย

เมื่อเธอสาละวนขวนขวายอยู่ในฌานที่ยังไม่คล่องแคล่ว เธอจะเสื่อมจากฌานปฐมฌานหรือฌานที่เกิดตามเหตุปัจจัยที่เคยทำไว้ ไม่สามารถเพื่อที่จะบรรลุซึ่งทุติยฌานหรือแม้กระทั่งฌานอื่นๆนั้นด้วย

เปรียบเหมือนแม่โคโง่ไม่ชำนาญภูเขา

ภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างแม่โคที่ชอบเที่ยวไปตามภูเขา ตัวที่โง่ไม่ชำนาญไม่รู้เขตที่หากิน ไม่ฉลาดเพื่อท่องเที่ยวไปตามภูเขาอันไม่ราบเรียบ

แม่โคนั้น จะพึงคิดอย่างนี้ว่า ทำอย่างไรหนอเราจะพึงไปทิศที่ยังไม่เคยไป จะพึงได้กัดกินหญ้าที่ยังไม่เคยกัดกิน จะพึงได้ดื่มน้ำที่ยังไม่เคย

ครั้นแล้วมันยังไม่ทันได้เหยียบเท้าหน้าไว้ให้ได้ทีเสียก่อน แล้วยกเท้าหลังขึ้น มันก็จะไม่พึงไปทิศที่ตนไม่เคยไป ไม่พึงได้กัดกินหญ้าที่ตนยังไม่เคยกัดกิน และไม่พึงได้ดื่มน้ำที่ตนยังไม่เคยดื่ม

มิหนำซ้ำ มันยังไม่พึงกลับคืนมาโดยสวัสดียังสถานที่เดิมที่มันยืนคิดอยู่ว่า ทำอย่างไรหนอ เราจะพึงไปถึงทิศที่ยังไม่เคยไป จะพึงได้กัดกินหญ้าที่ยังไม่เคยกิน จะพึงได้ดื่มน้ำที่ยังไม่เคยดื่ม ฉะนี้ด้วย ข้อนั้นเพราะมีอะไรเป็นเหตุเล่า?

ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุว่า แม่โคที่ชอบเที่ยวไปตามภูเขานั้น มันโง่ มันไม่ชำนาญ มันไม่รู้จักเขตที่หากิน มันไม่ฉลาดเพื่อที่จะท่องเที่ยวไปตามภูเขาอันไม่เรียบราบโดยแท้ ฉันใด

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ก็ฉันเดียวกันนั่นเทียว คือ เป็นคนโง่ เพราะ ไม่ได้ส้องเสพสมถนิมิต เป็นคนไม่ชำนาญ เพราะไม่ทำสมาธิให้เจริญขึ้นซึ่งปฐมฌาน อันมีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากความสงัดอยู่

เพราะสงัดแล้วแน่นอนจากกามทั้งหลาย เพราะสงัดแล้วแน่นอนจากอกุศลธรรมทั้งหลาย ภิกษุนั้นไม่ได้ส้องเสพนิมิต (เครื่องหมายหรือสภาวะ คนละอย่างกับนิมิตแสง สี เสียง ภาพ) นั้น ไม่ทำให้นิมิตนั้นให้เจริญขึ้น ไม่ทำให้มากๆเข้า ไม่ทำให้ตั้งอยู่ด้วยดี

ถึงเธอจะมีความคิดอย่างนี้ว่า ทำอย่างไรหนอ เราจะพึงบรรลุซึ่งทุติยฌานอันเป็นภายใน ประกอบด้วยความเลื่อมใสแห่งใจ มีภาวะที่ให้ธรรมอันประเสริฐเกิดขึ้น

ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไปแล้ว มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ เธอก็ไม่สามารถเพื่อที่จะบรรลุซึ่งทุติยฌาน …. นั้นได้

ถึงเธอจะมีความคิดขึ้นอย่างนี้ว่า ทำอย่างไรหนอ เราจะพึงบรรลุถึงซึ่งปฐมฌาน อันมีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขซึ่งเกิดแต่ความสงัดอยู่

เพราะสงัดแล้วแน่นอนจากกามทั้งหลาย เพราะสงัดแล้วแน่นอนจากอกุศลกรรมทั้งหลาย เธอก็ไม่สามารถเพื่อที่จะบรรลุซึ่งปฐมฌาน ….. นั้นได้

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่า เป็นผู้พลัดตกเสียแล้วจากฌานทั้ง ๒ เป็นผู้เสื่อมสูญแล้ว จากฌานทั้ง ๒ เปรียบเหมือนแม่โคที่ชอบเที่ยวไปตามภูเขา ซึ่งเป็นสัตว์โง่ไม่ชำนาญ ไม่รู้จักขอบเขตที่หากิน ไม่ฉลาดเพื่อท่องเที่ยวไปตามภูเขาอันไม่ราบเรียบนั้น

เพราะเหตุฉะนี้ อันโยคีบุคคลนั้น จำเป็นต้องเป็นผู้สั่งสมวสี คือ ความสามารถด้วยอาการ ๕ อย่าง ในปฐมฌานนั้นนั่นเทียวเสียก่อน

พระอาจารย์นโมอรหันต์ ๘ ( อรหันตอธิษฐาน )

พระอรหันต์อริยเจ้าผู้ทรงคุณวิเศษสุดในพระพุทธศาสนา เมื่อถึงคราที่ท่านจะดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานไปนั้น ท่านมีใจกรุณาปรารถนาจะให้ผู้คนทั้งหลาย เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาโดยยิ่ง

ทั้งต้องการแสดงให้เห็นว่า พระบวรพุทธศาสนาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประดิษฐานไว้นี้ เป็นศาสนาที่มีธรรมวิเศษทรงไว้ซึ่งความมหัศจรรย์ ยากที่คนชั้นสามัญชนทั่วไปจะเข้าใจได้ทั่วถึง

หรือองค์พระอรหันต์ท่านจะปรารภเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตามที ก่อนหน้าที่ท่านจะดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน ท่านย่อมจะตั้งจิตอธิษฐานเพื่อให้เกิดปาฏิหารย์ ด้วยประธานกถาว่า ปาฏิเหรฺ โหตุ

ซึ่งแปลว่า ขอให้ปาฏิหารย์จงบังเกิดมี แก่สรีระศพของเรา แล้วท่านก็จะสำรวมจิตอธิษฐานให้สรีระศพของท่านเกิดปาฏิหารย์เป็นอัศจรรย์ต่างๆ สุดแต่ว่าท่านจะปรารถนาให้มีปาฏิหารย์เป็นประการใด

ในพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา แสดงเรื่องปาฏิหารย์คราวดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานของพระอรหันต์ไว้มากมายหลายกรณี เช่น

พระอรหันต์บางท่าน อธิษฐานให้ศพของตนยืนอัญชลีประณมหัตถ์ นมัสการไปทางทิศที่เป็นที่สถิตอยู่ของสมเด็จพระบรมครูเจ้าก็มี

พระอรหันต์บางท่าน อธิษฐานให้ศพของตนนั่งท่ามกลางมหาสันนิบาตก็มี

และพระอรหันต์บางท่านเข้าเานอภิญญา แล้วเหาะทะยานขึ้นฟ้าไปประดิษฐานบนนภากาศ อธิษฐานให้เกิดเตโชธาตุเผาไหม้ศพของตนบนนภากาศนั่นเอง

ในกรณีนี้ พึงเห็นอุทาหรณ์ เช่น การอธิษฐานของพระอรหันต์อานัทเถรเจ้า เมื่อคราวที่ท่านดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานบนนภากาศเหนือแม่น้ำโรหิณีมหานที ท่านอธิษฐานให้เกิดเตโชธาตุลุกขึ้นเผาไหม้บรมศพของท่าน

จนเหลือแต่อัฐธาตุตกจากนภากาศลงมา ณ สองฝั่งริมแม่น้ำโรหิณีมหานที เป็นปาฏิหารย์มหัศจรรย์ นี่คืออำนาจอรหันตอธิษฐาน

พระอาจารย์นโมอรหันต์ ๗ ( เทวดาอธิษฐาน )

ปวงเทวัญชั้นฟ้าผู้สัมมาทิฏฐิทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเทพบุตรหรือเทพนารี บรรดาที่มีจิตรักใคร่ห่วงใยในพระพุทธศาสนา เมื่อได้ทราบด้วยทิพปัญญาว่า พระอรหันต์ขีณาสพเจ้าองค์ใด

ท่านดับขันธ์นิพพานไปเฉยๆ โดยมิได้อธิษฐานจิตให้เกิดปาฏิหารย์ไว้แต่ประการใดเลย บรมศพของท่านปรากฏแก่คนทั้งหลาย เหมือนกับซากศพของคนที่ถึงกาลกิริยาตายไปตามธรรมดาน่าอนาถใจ

เทวดาผู้มีสัมมาทิฏฐิน้ำใจงามนั้น ต้องการจะยกย่องพระบวรพุทธศาสนา ให้ปวงเทวัญชั้นฟ้าและบรรดามนุษย์ เกิดศรัทธาปสันนาการโดยยิ่ง จึงเข้าไปนมัสการถวายสักการะบูชาบรมศพพระอรหันต์นั้น

ตั้งจิตอธิษฐานด้วยประธานกถาแล้ว ก็สำรวมจิตอธิษฐานให้บรมศพพระอรหันต์ บังเกิดปาฏิหารย์เป็นมหัศจรรย์ต่างๆ สุดแต่ว่าเทวดานั้นจะปรารถนาให้มีปาฏิหารย์เป็นประการใด

ในกรณีที่เทวดาสัมมาทิฏฐิอธิษฐาน เพื่อให้บรมศพพระอรหันต์เกิดมีปาฏิหารย์นี้ พึงเห็นอุทาหรณ์ เช่น

การอธิษฐานของสมเด็จพระอมรินทราธิราชผู้เป็นเทวาธิบดีในสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งทรงอธิษฐานให้เกิดเตโชธาตุเผาไหม้บรมศพของท่านพระอัญญาโกณทัญญอรหันต์ ผู้เป็นพระปฐมเวไนยมหาสาวกใหญ่เป็นหนึ่งในพระพุทธศาสนา

เมื่อครั้งที่ท่านดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน ณ ฟากฟ้าป่าหิมวันต์ นี่คืออำนาจเทวดาอธิษฐาน

พระอาจารย์นโมอรหันต์ ๖ ( มนุษย์อธิษฐาน )

แท้จริงพระอรหันต์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพระอรหันต์ผู้ได้ฌานอภิญญา หรือพระอรหันต์ผู้สุกขวิปัสสกะธรรมดา เมื่อถึงคราที่ท่านดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน ย่อมเกิดปาฏิหารย์แก่บรมศพของท่านได้ ด้วยอำนาจอธิษฐาน ๓ ประการ

คือ มนุษย์อธิษฐาน ๑ เทวดาอธิษฐาน ๑ อรหันตอธิษฐาน ๑ ซึ่งมีอรรถอธิบายดังต่อไปนี้

มนุษย์สัตบุรุษหญิงชายหรือบรรพชิตทั้งหลาย ที่มีใจกอปรด้วยคุณธรรม ปรารถนาจะยกย่องพระบวรพุทธศาสนา เมื่อทราบข่าวว่ามีพระอรหันต์ท่านดับขันเข้าสู่พระนิพพาน จึงถือเอาดอกไม้ธูปเทียนสุมาลัย เข้าไปถวายสักการะ ณ ที่ประดิษฐานศพพระอรหันต์นั้น

แล้วสำรวมจิตอธิษฐานว่า ข้าแต่พระอรหันต์ผู้ทรงคุณใหญ่ ด้วยเดชะแห่งน้ำใจอันเปี่ยมด้วยความเลื่อมใสในพระอรหันต์ของข้านี้ หากว่าสรีระร่างที่ประดิษฐานอยู่เบื้องหน้านี้ เป้นบรมศพของพระอรหันต์มหาขีณาสวเจ้าแท้จริงแล้วไซร้

ขอจงให้มีปาฏิหารย์เป็นมหัศจรรย์ขึ้นในกาลบัดนี้ด้วยเถิดประเพณีธรรมอันประเสริฐจักจำเริญยิ่งใหญ่ ปวงเทวัญชั้นฟ้าและบรรดามนุษย์ที่ได้เห็นปาฏิหารย์ จักเกิดศรัทธาปสันนาการโดยยิ่ง

ครั้นสำรวมจิตอธิษฐานด้วยประธานกถาฉะนี้ แล้วตั้งจิตอธิษฐาน ให้เกิดปาฏิหารย์ต่างๆ สุดแต่ว่าจะปรารถนาให้เกิดอย่างใด เช่น ปรารถนาจะให้บรมศพพระอรหันต์เกิดปาฏิหารย์ลอยขึ้นไปบนนภากาศก็ตั้งจิตอธิษฐานต่อไปว่า

“ขอให้ซากศพของพระอรหันต์มหาขีนาสวเจ้านี้ จงมีปาฏิหารย์ลอยขึ้นไปบนนภากาศอยู่นาน จนกว่าผู้คนและเทวดาทั้งหลายได้เห็นเป็นอัศจรรย์แล้ว จึงลอยกลับลงมาประดิษฐาน ณ ที่เดิม”

กาลเมื่อจบคำอธิษฐานของมนุษย์ผู้มีใจงามนั้น ฉับพลันบรมศพของพระอรหันต์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ย่อมจะเกิดปาฏิหารย์ไปบนนภากาศตามคำอธิษฐานทุกประการ จะได้ประดิษฐานนิ่งเฉยอยู่ธรรมดา

หรือว่าจะมีอาการผิดแผกแตกต่างไปจากคำอธิษฐานนั้นไม่ได้ ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ย่อมเป็นเครื่องชี้ขาดให้เห็นความแตกต่างกันระหว่างบรมศพพระอรหันต์แท้กับซากศพพระอรหันต์เถื่อน

คือ หากว่าเป็นซากศพพระอรหันต์เถื่อนหรือพระอรหันต์เทียม ซึ่งได้แก่ซากศพของผีที่ยังเป็นปถุชนคนธรรมดาสามัญอยู่แท้ๆ แต่เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่เข้าใจว่าตนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ หรือซากศพของผีที่ถูกคนโง่เขลาเบาปัญญา

พากันแต่งตั้งให้เป็นพระอรหันต์ ซากศพของผีอรหันต์เถื่อนเหล่านี้ แม้จะมีมนุษย์สัตบุรุษกอปรด้วยน้ำใจงามเป็นหมื่นเป็นพัน พากันเข้าไปนมัสการแล้วอธิษฐานต่อหน้าศพ เพื่อให้เกิดปาฏิหารย์ตามที่กล่าวมา

แม้จะอธิษฐานด้วยจิตแรงกล้าเพียงไร ซากศพผีตายพระอรหันต์เถื่อนนั้น ก็ย่อมมีสภาพการณ์เหมือนกับเป็นผีดื้อ นอนทื่อมะลื่อเฉยอยู่อย่างนั้น จะเกิดปาฏิหารย์เคลื่อนไหวให้ชื่นใจบ้าง แม้แต่สักนิดนึงก็หามิได้

โดยนัยตรงกันข้าม คือ หากว่าเป็นบรมศพพระอรหันต์ที่แท้จริงแล้ว ก็ย่อมจะเกิดมีปาฏิหารย์ตามคำมนุษย์อธิษฐานทุกประการ นี่คืออำนาจมนุษย์อธิษฐาน

บรรดาอธิษฐานตามที่กล่าวมานี้ คือ มนุษย์อธิษฐาน เทวดาอธิษฐาน และอรหันตอธิษฐานนั้น เตโชธาตุที่เกิดขึ้นเผาไหม้ท่านพระอาจารย์นโมเถรอรหันต์ จนสรีระกายของท่านย่อยยับยุบลงไปโดยพลัน นับได้ว่าเป็นเตโชธาตุที่เกิดจากอรหันตอธิษฐานอันศักสิทธิ์โดยแท้

คือ เมื่อท่านอาจารย์พระนโมเถระบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานอยู่ในถ้ำ จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วออกไปแสดงธรรมเทศนาที่วิหารทุกวันธรรมสวนะ เพื่อทดแทนคุณของชาวบ้านที่อุตส่าห์นำภัตตาหารไปถวายท่านเป็นเวลานานหลายปี

แต่จะมีผู้ใดใครคนหนึ่งซึ่งรู้ว่าท่านเป็นพระอรหันต์ ก็ไม่มีเลย เพื่อที่จะเฉลยให้ผู้มีบุญคุณเหล่านั้นได้ทราบว่าท่านเป็นพระอรหันต์ จะได้เกิดศรัทธาปสันนาการในทานที่พวกเขาอุตส่าห์กระทำมา และเกิดศรัทธาปสันนาการในพระพุทธศาสนายิ่งขึ้นไป

จวบจนอายุของท่านก็กษัยกาลลงพอดี ในราตรีปฐมยามนั้น ก่อนจะดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน ท่านจึงกระทำอรหันตอธิษฐานอันศักดิ์สิทธิ์ ให้เตโชธาตุเกิดขึ้นเผาไหม้สรีระกาย เพื่อให้ผู้คนทั้งหลายได้เห็นปาฏิหารย์มหัศจรรย์

ก็เมื่อเตโชธาตุอันเกิดจากอรหันตอธิษฐานอันศักดิ์สิทธิ์ฉะนี้ บรรดาผู้ที่วิ่งเข้าไปเพื่อจะช่วยดับไฟเตโชธาตุนั้น ใครเล่าจะวิ่งถลันเข้าไปดับทัน

ยุคพระเขมมหาเถรอภิญญา ๑

กาลเมื่อวิปัสสนาวงศ์ ประดิษฐานมั่นคงอยู่ในแผ่นดินสุวรรณภูมิ ยั่งยืนมาเป็นเวลาช้านานนับได้เกือบ ๒๐๐๐ ปี ตั้งแต่สองพระอรหันต์ท่านพระโสณะอรหันต์และพระอุตตระอรหันต์นำมาประดิษฐานไว้เป็นเบื้องแรก เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๕ เป็นต้นมา

บรรดาพุทธบริษัทศิษยานุศิษย์ผู้มีจิตหวั่นเกรงภัยในวัฏสงสาร ปรารถนาจะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ก็พากันอุตสาหะบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานสืบต่อวิปัสสนาวงศ์ตลอดมาไม่ขาดสาย

จวบจนถึงสมัยพระธรรมทัสสีอรหันต์ ทำการยกย่องปกป้องพระพุทธศาสนา และขยายวิปัสสนาวงศ์ให้กว้างขวางออกไปในปีพุทธศักราช ๑๕๔๑ ซึ่งในตอนนี้นิยมเรียกวิปัสสนาวงศ์ดั้งเดิม เพิ่มเติมเป็นว่า วิปัสสนาวงศ์พระอรหันต์

แล้วก็มีพระสงฆ์เถรานุเถระพากันสืบต่อวิปัสสนาวงศ์นั้น โดยเข้มงวดกวดขันตลอดมาอีกเป็นลำดับ ตราบเท่าจนถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าสุธรรมราชามหาบดี แห่งกรุงรตนปุระธานี

เมื่อปีพุทธศักราช ๒๑๘๓ ก็ยังปรากฏนามพระสงฆ์ที่สืบเชื้อสายวิปัสสนาวงศ์พระอรหันต์ ในราชทินนามที่สมเด็จพระเจ้าสุธรรมราชามหาบดีผู้เป็นใหญ่พระราชทานให้ว่า พระชมพูทีปธชมหาเถระ

ครั้นพระชมพูทีปธชมหาเถระล่วงลับดับขันธ์ไป บรรดาพระสงฆ์ที่สืบเชื้อสายวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะ ก็ยังคงมีกระจัดกระจายในประเทศต่างๆ แถบสุวรรณภูมิอยูบ้าง เช่น เหล่าพระสงฆ์สำนักจตุภูมิกวิหาร

คือ วิหารสี่ชั้น ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่ริมฝั่งอิรวดีมหานทีในปีพุทธศักราช ๒๑๙๐ เป็นต้น แต่ไม่มีผลการปฏิบัติวิปัสสนาปรากฏให้เป็นที่ประจักษ์ชัดออกมาเลยว่า ท่านเหล่านั้นปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จนได้บรรลุมรรคผลสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นนั้นชั้นนี้

ซึ่งเป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปของวิปัสสนาธุระ ว่ามีสภาวะค่อยเสื่อมถอยน้อยลงไปทุกที มิหนำซ้ำ ในช่วงระยะเวลานี้ ความเป็นไปด้สนคันถธุระกลับมีสภาวะเจริญขึ้นแพร่หลายขยายเป็นวงกว้างออกไป

ทั้งนี้ ก็เพราะว่า บรรดามหาชนตลอดจนสมเด็จพระราชาธิบดีในประเทศทั้งหลาย ต่างพอใจสนับสนุนยกย่องพระสงฆ์ที่เอาใจใส่ในด้านคันถธุระ

พระสงฆ์รูปใดมีอุตสาหะศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฎกบาลีอรรถกถาจนมีความรู้สามารถเป็นที่ประจักษ์แล้ว ท่านรูปนั้นย่อมไม่แคล้วที่จะได้รับเกียรติยศชื่อเสียงและลาภสักการะใหญ่

ในระยะนี้ จึงปรากฏว่าพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาทุกรูปทุกนาม ต่างก็ทำความพยายามในด้านคันถธุระ จนบางท่านมีสมรรถนะสูงเด่นเป็นผู้ทรงจำพระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ไว้ได้

และบางท่านมีปัญญาแจ่มใสสามารถปริวรรตบาลีภาษาออกมาเป็นภาษาของตนๆ ตลอดจนบางท่านสามารถรจนาพระคัมภีร์ไว้ให้เป็นประโยชน์ในพระพุทธศาสนา เช่นนี้ก็มีอยู่

เมื่อเจ้ากูทั้งหลายกลับมาเห็นค่านิยมในคันถธุระยิ่งกว่าวิปัสสนาธุระไปเสียอย่างนี้ จึงหาผู้ที่สนใจในการบำเพ็ญวิปัสสนาได้ยากเต็มที สภาพการณ์เช่นนี้นานวันเข้า วิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะก็ค่อยซบเซาเสื่อมลงไปและเสื่อมลงไป แล้วในที่สุดก็เสื่อมลงไปจนเกือบไร้ร่องรอย

เมื่อเอ่ยถึงวิปัสสนาขึ้นมาคราใด ก็พลอยให้เกิดความพิศวงสงสัยขึ้นในใจว่า วิปัสสนาวงศ์คงจะเสื่อมสูญไปจากโลกนี้แล้วหรือไฉน

พระอาจารย์นโมอรหันต์ ๕

เมื่อสดับความจากพระอาจารย์ใหญ่ดั่งนี้ พระนโมภิกขุ ผู้มีวาสนาบารมีที่อบรมสั่งสมมาแต่ปางก่อน ก็จำต้องบทจรเดินทางไปพบพระติรงคมหาเถระอีกครั้งหนึ่ง แต่พอไปถึงก็แทบสิ้นศรัทธา

ด้วยว่าบรรดาศิษยานุศิษย์ของพระมหาเถระต่างพากันกีดกันไม่ให้เข้าพบ โดยบอกเป็นคำขาดว่า เข้าพบไม่ได้ พระมหาเถระท่านสั่งไว้ ไม่ให้ใครเข้าพบรบกวน เนื่องด้วยท่านกำลังบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานงานใหญ่

พระนโมภิกขุผู้มีปัญญาไว จึงให้เข้าไปกราบเรียนท่านว่า ที่มาขอเข้าพบนี่ ก็เพราะมีกิจสำคัญเนื่องด้วยวิปัสสนากรรมฐานงานใหญ่เหมือนกัน ไม่ทันนานเท่าใด ก็มีคำสั่งจากพระติรงคมหาเถรคณาจารย์ใหญ่อนุญาตให้เข้าพบได้

เมื่อได้สนทนาปราศรัยทราบความเป็นไปโดยตลอดแล้ว พระนโมภิกขุก็ฝากตัวเป็นศิษย์ขอเรียนกรรมฐานกับท่านทันที พระติรงคมหาเถระก็มีจิตกรุณาสั่งสอนวิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแบบวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะ

ที่ตนรับมาจากท่านพระเขมมหาเถระผู้ทรงอภิญญาญาณนั้นไว้ด้วยความเต็มใจ พระนโมภิกขุปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่นี่นไม่นานเท่าใด พิจรณาเห็นว่าไม่เป็นที่สัปปายะ จึงนมัสการลาพระอาจารย์ติรงคมหาเถระผู้มีพระคุณใหญ่

เดินมุ่งหน้าไปแวะสำนักมหาวิหารของพระอาจารย์เฒ่าบอกเล่าความเป็นไปให้ท่านหายห่วงใยก่อน แล้วจึงบทจรบ่ายหน้าไปยังวิหารปัจจันตชนบทที่ตนเคยพักอาศัยเป็นสุขสบาย ด้วยความตั้งใจว่า จะเข้าถ้ำบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานให้สำเร็จผลจงได้

ครั้นเดินทางมาถึงวิหารนั้นแล้ว ก็แจ้งความให้พระมิงกุลโตผู้เป็นศิษย์และประชาชนชาวบ้านได้ทราบทั่วกัน พร้อมกับขอความกรุณาให้ช่วยอนุเคราะห์ในเรื่องอาหารบิณพบาตเหมือนเช่นเดิม แล้วก็รีบเข้าถ้ำที่เคยอยู่มา เริ่มปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานทันที

ทิวาราตรีล่วงไปช้านาน นับได้ประมาณ ๗ ปี วันนี้ เป็นวันธรรมสวนะ ที่วิหารปัจจันตชนบทใกล้ถ้ำนั้น มีชาวบ้านทายกทายิกาพากันมาทำบุญทำทานมากมาย ในขณะที่เขาเหล่านั้น กำลังจัดแจงภัตตาหารล้วนแต่ประณีต

เพื่อนำไปถวายพระนโมเถระผู้เป็นเจ้าที่เข้ากรรมฐานอยู่ในถ้ำ อันเป็นกิจวัตรประจำวันที่ช่วยกันทำมานานหลายปี

แล้วอยู่ๆพวกเขาได้เห็นเจ้ากูพระนโมเถระนั้น ท่านเดินเข้ามายังวิหารด้วยอาการผ่องใส ก็เกิดโกลาหลตื่นเต้นยินดีปรีดากันยกใหญ่ ต่างพากันเข้าไปกราบนมัสการท่านอย่างชลมุนวุ่นวาย บ้างก็ไต่ถามความเป็นไปอยู่อึงคะนึง

เมื่อทำการถวายทานให้พระสงฆ์ฉันภัตตาหารเสร็จสิ้นลงแล้ว ท่านก้บอกว่า ต่อไปนี้ ทุกๆวันธรรมสวนะ ท่านจะออกจากถ้ำมาแสดงธรรมแก่ชาวบ้าน ณ ที่นี้ เพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณ ที่เฝ้าผลัดเปลี่ยนเวียนเวรส่งภัตตาหารไปให้ท่าน

เป็นเวลานานหลายปี และโดยเหตุที่พระธรรมเทศนาที่จะแสดงนี้ จะมีประโยชน์แก่ชาวโลกต่อไปในวันข้างหน้า ฉะนั้น จึงขอให้พระมิงกุลโตญศิษย์ของท่าน ช่วยจดบันทึกข้อความสำคัญในพระธรรมเทศนานั้นด้วย

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พอถึงวันธรรมสวนะ ท่านพระอาจารย์นโมเถระก็ออกจากถ้ำมาแสดงพระธรรมเทศนาว่าด้วยเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนา ตามวิธีการวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะ ซึ่งมีใจความที่เป็นสาระสำคัญว่า

เมื่อโยคีบุคคลผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแล้ว พระวิปัสสนาญาณจักเกิดขึ้นในขันธสันดานตามลำดับ นับตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณ จนถึงมรรคผลญาณและปัจจเวกขณญาณเป็นที่สุด

แล้วพระพุทธบุตรนโมเถระก็อธิบายสภาวะแห่งวิปัสสนาญาณเหล่านั้น ออกไปอย่างกว้างขวางพิศดารยิ่งนัก โดยยกเอาคัมภีร์วิสุทธิมรรค และข้อความที่ปรากฏมีในพระบาลีมหาสติปัฏฐานสูตรพร้อมทั้งอรรถกถาฎีกามาเป็นหลักใหญ่

แล้วก็ลงท้ายด้วยคำว่าพระปริยัติและพระปฏิบัติธรรมต้องตรงกัน พระปฏิเวธธรรมคือมรรคผลนิพพานจึงจะบังเกิดขึ้นได้

ชาวบ้านปัจจันตชนบททั้งหลายที่ประณมมือแต้ ฟังพระธรรมเทศนาว่าด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอันลึกซึ้งอยู่นั้น ก็ฟังรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ว่าฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเสียมากกว่า ก็ไม่มีใครเคยปฏิบัติวิปัสสนา จะให้ฟังเรื่องวิปัสสนาและสภาวะแห่งพระวิปัสสนาญาณรู้เรื่องได้อย่างไร

ถึงกระนั้น พวกเขาก็ไม่ว่าอะไร พยายามสดับรับฟังอยู่ได้ทุกวัน ด้วยความเคารพเลื่อมใสในองค์พระอาจารย์นโมเถระเป็นสำคัญ

ในวันธรรมสวนะสุดท้าย เมื่อจบการแสดงพระธรรมเทศนาแล้ว พระอาจารย์นโมเถระก็กวักมือเรียกพระมิงกุลโตญผู้เป็นศิษย์ ให้นำเอาบันทึกพระธรรมเทศนาเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนา ที่ท่านแสดงติดต่อกันหลายวันธรรมสวนะนั้น มาพิจรณาตรวจตราแก้ไขจนถูกต้องดีแล้ว ก็บอกว่า จงเก็บรักษาไว้ให้ดี นี่คือวิธีการปฏิบัติวิปัสสนาพระอรหันตะ

แล้วก็หันมาถามชาวบ้านที่มาประชุมกันอยู่ที่นั่นว่า บรรดาท่านทั้งหลายเคยได้ยินคำว่าพระอรหันต์บ้างหรือไม่ ครั้นได้รับคำตอบว่าเคยได้ยิน

ท่านจึงถามต่อไปว่า แล้วท่านทั้งหลาย มีใครเคยเห็นองค์พระอรหันต์กันบ้างหรือไม่ เมื่อได้รับคำตอบว่าไม่เคยเห็น ท่านจึงถามต่อไปว่า อยากจะเห็นองค์พระอรหันต์หรือไม่

เขาเหล่านั้นตอบพร้อมกันว่า อยากเห็น ท่านจึงบอกว่า ถ้าเช่นนั้น เพลาปฐมราตรีนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายไปประชุมกันดูที่ปากถ้ำ ก็คงจะได้เห็นองค์พระอรหันต์

ราตรีนั้น ครั้นถึงเพลาปฐมยาม ท่านพระมิงกุลโตญพร้อมกับประชาชนชาวบ้านมากหลาย ได้พากันมายืนอออยู่ที่ปากถ้ำ สนทนาไต่ถามกันอยู่พึมพัมอยู่ว่า องค์พระอรหันต์ที่ท่านอาจารย์พระนโมเถระบอกให้มาคอยดูนั้น จะเป็นท่านผู้ใด มาจากไหน รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร

บางคนก็ว่าคงเป็นพระอรหันต์ท่านเหาะมาจากฟ้าป่าหิมพานต์โพ้น และบางคนก็ว่า ไม่ใช่ คงจะเป็นท่านอาจารย์นโมเถระพระผู้เป็นเจ้าของเราเสียละกระมัง เพราะเท่าที่สังเกตุ วันนี้เห็นเจ้ากูมีกายินทรีย์ผ่องใสยิ่งนัก

ในขณะที่ชาวบ้านกำลังวิพากย์วิจารณ์กันอยู่นั้น ก็ให้มีอันเป็นเกิดโอภาสแสงสว่างจ้าขึ้นมาในบริเวณถ้ำ แล้วในท่ามกลางแสงสว่างนั้น ก็พลันปรากฏร่างของพระอาจารย์นโมเถระ กำลังนั่งตั้งกายตรงดำรงสติมั่น และหลับตาในท่านั่งกรรมฐานอยู่

แลดูงามสง่าน่าเคารพบูชาเลื่อมใสยิ่งนัก ปรากฏให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แก่ตามหาชนอยู่ชั่วครู่ใหญ่ แล้วก็เกิดเตโชธาตุคือไฟ ลุกขึ้นลามเลียมชายจีวรและกายท่านอย่างน่าตกใจ ผู้คนทั้งหลายเห็นเหตุร้ายเช่นนั้น ก็พากันวิ่งถลันเข้าไปเพื่อจะช่วยดับไฟ

แต่ก็สายไปเสียแล้ว ด้วยว่า เตโชธาตุนั้น เมื่อตั้งขึ้นและเลียมไหม้อยู่ชั่วอึดใจแล้ว ก็ไพโรจน์โชติช่วงชัชวาลเข้าสังหารเผาผลาญสรีระร่างกายของท่านอาจารย์นโมเถระพระผู้เป็นเจ้า ให้ย่อยยับยุบลงโดยเร็วพลันทันใด

เมื่อผู้คนทั้งหลายวิ่งเข้าไปถึงนั้น ก็ได้เห็นแต่เพียงอัฐิธาตุของท่านเหลือเป็นกองขาวโพลนอยู่ ในกรณีนี้ ถึงแม้ว่าผู้คนเหล่านั้น จะพากันวิ่งถลันเข้าไปทันการ ก็คงไม่สามารถที่จะช่วยกันดับไฟที่เผาไหม้ได้อย่างเด็ดขาด

เพราะเตโชธาตุนั้นมิใช่ไฟธรรมดา แต่เป็นเตโชธาตุที่เกิดจากปาฏิหารย์ของพระอรหันต์ ที่ท่านอธิษฐานไว้ก่อนจะดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน

พระอาจารย์นโมอรหันต์ ๔

เมื่อถึงแล้วก็เข้าไปที่สำนักจตุภูมิกะวิหาร พบหมู่สงฆ์ที่นั่นไต่ถามได้ความว่า เป็นพระสงฆ์ที่สืบเชื้อสายวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะแท้จริงแล้ว ก็ให้ดีอกดีใจ ยิ่งเมื่อได้สนทนากันถึงเรื่องวิชาความรู้ทางพระพุทธศาสนา

ก็เห็นว่าท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีปัญญาว่องไว สามารถทรงจำพระไตรปิฎกโดยเฉพาะพระวินัยปิฎกไว้ได้ทั้งสิ้น

แต่เมื่อไต่ถามถึงวิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแบบวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะ ว่ามีวิธีการปฏิบัติกันอย่างไร พระสงฆ์เหล่านั้นก็ให้มีอาการซื่อบื้อ คือ นั่งอัดอั้นตันปัญญา ไม่สามารถหาคำตอบมาให้ได้ด้วยกันทุกรูป

ครั้นค่อยสอบถามความเป้นไปว่าเหตุไรจึงไม่ทราบ ก็ได้ความว่า พระสงฆ์ในจตุภูมิกะวิหาร แม้จะเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะก็จริง แต่บัดนี้ต่างก็พากันมาละทิ้งวิปัสสนาธุระเสียนานแล้ว ทุกรูปหันมาสนใจในคันถธุระ

ไม่มีผู้ใดปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามเยี่ยงท่านบุรพาจารย์เลย เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่ทราบว่าวิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแบบวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะนั้น ท่านทำกันอย่างไร

ครั้นได้ความอย่างนี้ พระนโมภิกขุจึงต้องแบกเอาความผิดหวัง เดินทางกลับมายังมหาวิหารตามคำสั่งของพระอาจารย์อีกครั้งหนึ่ง แล้วกราบเรียนให้ท่านทราบทุกประการ

พระอาจารย์มหาเถระเฒ่าผู้มีจิตกรุณานั่งนิ่งฟังความจบแล้ว จึงกล่าวว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นก็แล้วไป แต่ไม่เป็นไรอย่าเพิ่งท้อถอย เราอยู่ทางนี้ก็พยายามสืบถามอยู่ บังเอิญมีผู้มาบอกว่า พระอาจารย์ติรงคมหาเถระผู้มีเกียรติยศใหญ่

เป็นคณะปาโมกข์ปกครองสงฆ์อยู่ที่วิหารไกลโพ้น และเป็นสหายกับเรา บัดนี้ เขาปลงภาระในด้านคันถธุระเสียทั้งสิ้น หันมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างเข้มงวดกวดขัน นัยว่าได้อาจารย์ดีถึงขั้นพระอรหันต์ ผู้ทรงอภิญญาเหาะเหินเดินอากาศได้ มาแนะวิธีการปฏิบัติวิปัสสนาให้

ถ้ากระไร เธอจงรีบเดินทางไปพบพระติรงคมหาเถระสหายเรานั้นเถิด บางทีอาจจะได้วิธีการปฏิบัติวิปัสสนาที่แท้จริงก็ได้

พระอาจารย์นโมอรหันต์ ๓

กาลครั้งนั้น ยังมีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่ง นามว่า พระนโมภิกขุ อายุเพิ่งได้ ๒๕ พรรษา ๕ เป็นผู้มีวาสนาบารมีที่สั่งสมอบรมมาแต่ปางบรรพ์ นับเป็นเวลานานได้เป็นพันมหากัปขึ้นไป

เกิดมาในชาตินี้ จึงได้มีโอากาสเข้าบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา หลังจากเรียนเอาพระไตรปิฎกบาลีอรรถกถา จนมีความรู้เชี่ยวชาญดี

แล้ววาสนาบารมีที่เคยสั่งสมไว้ก็เข้ามาตักเตือนใจ ให้มีความปรารถนาใคร่จะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จึงออกเดินทางจากมหาวิหารเมืองใหญ่ในอมรปุระธานี มุ่งหน้าไปยังปัจจันตชนบท เพื่อแสวงหาสถานที่สำหรับปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

พบเห็นถ้ำใกล้วิหารแห่งหนึ่ง จึงกำหนดไว้ในใจ แล้วเข้าไปในวิหารเพื่อขอาศัยพักชั่วคราว

พระภิกษุเจ้าถิ่นที่อยู่ในวิหารนั้นมีนามว่า พระมิงกุลโตญภิกขุ ซึ่งยังเป็นพระนวกะอยู่ เมื่อเห็นพระอาคันตุกะมาขอพักอาศัย ก็ให้การต้อนรับด้วยความยินดี

ต่อมา พอได้ทราบว่า พระนโมภิกขุที่มาขอพักอาศัยนั้น ท่านเป็นผู้มีความรู้สูงระดับพระอาจารย์ ผ่านการศึกษาพระบาลีไตรปิฎกอรรถกถามาแล้ว ก็ยิ่งยินดีปรีดาฝากตัวเป็นศิษย์เรียนพระธรรมวินัยและมอบถวายความเป็นใหญ่ในวิหารนั้นให้ท่านด้วยความเต็มใจ

ท่านพระนโมภิกขุซึ่งมีแผนการอย่างหนึ่งอยู่ในใจ เมื่อรับมอบความเป็นใหญ่ในวิหารแห่งนั้นแล้ว ก็อุตสาหะทำหน้าที่เผยแพร่พระพุทธศาสนา ด้วยการแสดงพระธรรมเทศนาในบุญกิริยาวัตถุกถาเป็นต้น

บอกทางกุศลและทางสวรรค์ให้แก่ชาวบ้านปัจจันตชนบทถิ่นนั้นอยู่เนืองๆ โดยเหตุที่ท่านเป็นผู้มีความรู้สูง ทั้งมีปฏิภาณโวหารกล้าในการแสดงพระธรรมเทศนา

ไม่ช้านานเท่าใด ประชาชนพุทธบริษัทในละแวกบ้านนั้นก็มีความเคารพเลื่อมใสท่านอย่างสนิทใจ พากันออกปากปวารณาว่า

หากพระผู้เป็นเจ้าต้องการสิ่งใด ขอจงอย่าได้เกรงอกเกรงใจ จงกรุณาบอกมาเถิด จะจัดการถวายให้ตามความประสงค์ทั้งสิ้น ท่านก็น้อมรับคำปวารณาไว้ด้วยความยินดี

วันหนึ่งเมื่อถึงกาลอันสมควรแล้ว พระนโมภิกขุ จึงจัดให้มีการประชุมชาวบ้านทายกทายิกาพร้อมหน้า แล้วบอกความประสงค์ว่า การที่ท่านเดินทางมานี่ มีความประสงค์จะเข้ไปบำเพ็ญวิปัสสนาอยู่ในถ้ำใหญ่ใกล้วิหาร แต่ขัดข้องด้วยอาหารบิณฑบาต

หากญาติโยมพุทธบริษัทเป็นคุณงามความดีของท่านอยู่บ้างแล้ว ขอจงสงเคราะห์ท่าน ด้วยการผลัดเปลี่ยนเวียนเวรกันนำอาหารบิณฑบาตไปให้ที่ถ้ำนั้น จงทุกวันเถิด จะได้หรือไม่

ชาวบ้านทั้งหลายที่เคยปวารณาไว้ ก็พากันให้คำตอบว่า การเพียงเท่านี้จะเป็นไรไปเล่า ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าจงเข้าถ้ำไปบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานตามประสงค์เถิด เรื่องอาหารบิณฑบาตนั้นไม่ต้องห่วง จะช่วยกันจัดส่งไปถวายทุกวันมิให้ขาด

ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา พระอาจารย์นโมภิกขุก็เดินทางเข้าถ้ำไปบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานง่วนอยู่เพียงองค์เดียว

ทิวาวารผ่านไปประมาณ ๓ ปี พระนโมภิกขุผู้มีวิริยะอุตสาหะในการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานก็ออกจากถ้ำมายังวิหาร ด้วยอาการหม่นหมองของคนผิดหวัง เพราะการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานของท่านไม่ประสบผลสำเร็จสมความมุ่งหมาย

คือว่า ไม่ได้ผล พระวิปัสสนาญาณแม้แต่สักญาณหนึ่งเดียวไม่บังเกิดขึ้นเลย ก็จะเกิดขึ้นอย่างไรได้เล่า เพราะท่านปฏิบัติเอาเอง ไม่มีครูบาอาจารย์แนะนำให้ จริงอยู่ แม้ท่านจะมีความรู้สูง เรียนจบพระบาลีไตรปิฎกอรรถกถา

แต่นั่นเป็นเรื่องคันถธุระ สำหรับวิปัสสนาธุระแล้ว จะต้องมีครูบาอาจารย์แนะนำหลักการปฏิบัติที่ถูกต้องให้ จึงจะปฏิบัติได้ผลสมความมุ่งหมาย

เมื่อได้พักผ่อนที่วิหารนั้นพอสมควรแล้ว พระนโมผู้มีจิตมุมานะไม่ท้อถอยก็ออกเดินทางจากวิหารปัจจันตชนบทนั้น มุ่งหน้าไปหาพระอาจารย์ของตน ณ มหาวิหารในเมืองอมรปุระ เล่าเรื่องของท่านให้ฟังโดยตลอดแล้ว

ก็กราบเรียนถามว่า จะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างไร จึงจะได้ผลสมใจ

ท่านพระคณาจารย์ใหญ่ผู้มีวัยชราอายุเกือบ ๘๐ พรรษา ก็ตอบว่า เราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ได้ฟังมานานแล้วว่า พระสงฆ์ที่สืบเชื้อสายวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะ พากันอาศัยอยู่ในวิหารจตุภูมิกะริมแม่น้ำอิรวดี

เธอจงเดินทางไปสืบความที่วิหารจตุภูมิกะ กรุงรตนปุระนั่นเถิด อาจจะพบวิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ตามแบบวิปัสสนาวงศ์อรหันตะก็ได้ ไปสืบถามได้ความอย่างไรแล้ว จงกลับมาแจ้งแก่เราด้วย

พระนโมภิกขุ ผู้มีความปรารถนาจะได้วิธีการบำเพ็ญวิปัสสนาฐาน ก็จำต้องเดินทางจากสำนักมหาวิหารตามคำแนะนำของพระอาจารย์ มุ่งหน้าไปยังกรุงรตนปุระธานี

Previous Older Entries

มิถุนายน 2019
พฤ อา
« พ.ค.    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

คลังเก็บ

%d bloggers like this: