พระอภิธัมปิฎก-คัมภีร์วิสุทธิมัค

ช่วงอยู่แพร่ ยืมหนังสือพระไตรปิฎกจากวัดมาอ่านที่บ้าน

หยิบหนังสือพระอภิธัมปิฎก เปิดอ่านเนื้อหา
ไม่แตกต่างกับอ่านหนังสือคัมภีร์วิสุทธิมัค

ต้นตอของการตีความคำว่า ชาติ ที่หมายจำเพราะว่า คือ การเกิด การคลอดออกมาจากท้องแม่ มาจากการอธิบายความของท่านพุทธโฆษาจารย์ ผู้แปลความภาษาบาลี

ท่านพุทธโฆษาจารย์ ได้เขียนอธิบายไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า ก่อนที่ท่านจะมาอธิบายความภาษาบาลีให้เป็นภาษาไทยนั้น ท่านยังไม่หยั่งลงในปฏิจจสมุปบาท แต่ได้เขียนอธิบายความตามที่ท่านได้ศึกษามา ท่านเขียนอธิบายเท่าที่ท่านรู้

Advertisements

หลักสำคัญและแนวทางการปฏิบัติ (ตอนที่ ๒๐)

หลักสำคัญในการปฏิบัติ

จิ.เจ.รุ.นิ.

แนวทางการปฏิบัติ

๑. ปฏิจจสมุปบาท

๒. โยนิโสมนสิการ

๓. สัมมาสติ

๔. การเจริญอิทธบาท ๔

๕. การปรับอินทรีย์

๖. สัมมาสมาธิ

๗. สัมมาทิฏฐิ (โลกียะ)

กล่าวโดยย่อ ได้แก่ ศิล สมาธิ ปัญญา

เหตุของการเกิดสภาวะของศิล ได้แก่ ปฏิจจสมุปบาท ๑ โยนิโสมนสิการ ๑ สัมมาสติ ๑

เหตุของการเกิดสมาธิ ได้แก่ การเจริญอทธิบาท ๔ และการปรับอินทรีย์

เหตุของการเกิดปัญญา ได้แก่ สัมมาสมาธิ

หมายเหตุ:

หลักสำคัญของการปฏิบัติ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหรือสภาวะที่สำคัญที่ควรรู้อย่างมากๆ ก่อนลงมือปฏิบัติ

คือ ควรอ่านก่อนลงมือทำ หรือศึกษาไปด้วย ปฏิบัติไปด้วย หรือไม่ต้องการรู้ ก็ตามสะดวก แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน

สติปัฏฐาน ๔ (ตอนที่ ๑๙)

“เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกขฺโทมนสฺสานํ อตถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา” ดังนี้เป็นต้น แปลเป็นใจความว่า

ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางสายเอก เป็นไปพร้อมเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความเศร้าโศกปริเทวนาการ เพื่อดับทุกข์ทางกาย ดับทุกข์ทางใจของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อบรรลุมรรคผล เพื่อกระทำให้แจ้งพระนิพพาน ทางนั้นคือ สติปัฏฐาน ๔ ดังนี้

จตุนฺนํ อริยสจฺจานํ ยลาภูตมทสฺสนา

สํสริตํ ทีฆมทฺธานํ ตาสุ ตาเสฺวว ชาตีสุ

การที่เราท่านทั้งหลาย ได้พากันเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสารตลอดกาลนานหลายหมื่นปีแสนปี ก็เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง

ยานิ เอเตนิ ทิฏฐฺฐานิ ภวเนตฺติ สมูหตา

อุจฺฉินฺมํ มูลํ ทุกฺขสฺส นตฺถีทานิ ปุนปภฺโว

อริยสัจ ๔ เหล่านั้น เราและท่านทั้งหลาย ได้เห็นแล้ว ได้ถอนตัณหาที่จะนำไปสู่ภพแล้ว ตัดมูลรากของทุกข์ให้หมดสิ้นไป บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีกแล้ว

เย ทุกฺขํ นปฺปชานนฺติ อโถ ทุกฺขสฺส สมฺภวํ

ยตฺถ จ สพฺพโส ทุกฺขํ อเสสํ อุปรุชฺฌติ

ตญฺจ มคฺคํ น ชานนฺติ ทุกฺขูปสมคามินํ

เจโตวิมุตฺติ หีนา เต อโถ ปญฺญาวิมุตฺติยา

อภพฺพา เต อนฺตกิริยาย เต เว ชาติชรูปคา.

ชนเหล่าใด ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ความดับทุกข์โดยประการทั้งปวง ไม่รู้มรรคอันเป็นทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ไม่สามารถจะทำที่สุดแห่งทุกข์ในวัฏฏะได้ จึงต้องเข้าถึงความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตลอดไป

เย จ ทุกฺขํ ปชานนฺติ อโถ ทุกฺขสฺส สมฺภวํ

อตฺถ จ สพฺพโส ทุกฺขํ อเสสํ อุปรุชฺฌติ

ตญฺจ มคฺคํ ปชานนฺติ ทุกฺขูปสมคามินํ

เจโตวิมุตฺติสมุปนฺนา อโถ ปญฺญาวิมุตฺติยา

ภพฺพา เต อนฺตกิริยาย น เต เว ชาติชรูปคา.

ชนเหล่าใด รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดของทุกข์ รู้ความดับทุกข์โดยประการทั้งปวง รู้มรรค ๘ อันเป็นทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ชนเหล่านั้นถึงพร้อมด้วยเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ สามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ในวัฏฏะได้ ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตลอดไป

เอสว มคฺโค นตฺถญฺโญ ทสฺสนสฺส วิสุทฺธิยา

เอเตญฺหิ ตุมฺเห ปฏิปชฺชถ มารสฺเสตํ ปโมหนํ

ทางนี้เท่านั้นที่เป็นไปเพื่อมรรคผล ทางอื่นไม่มีเลย ท่านทั้งหลาย จงดำเนินไปตามเส้นทางนี้เถิด เพราะเส้นทางนี้เป็นที่ลุ่มหลง แห่งมารและเสนามาร

เอตญฺหิ ตุมฺเห ปฏิปนฺนา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสถ

อกฺขาโต โว มยา มคฺโค อญฺญาย สลฺสตฺถนํ

เมื่อท่านทั้งหลาย ดำเนินไปตามทางนี้แล้ว จักทำทุกข์ในวัฏฏสงสารทั้งสิ้นให้เด็ดขาดลงไปไม่มีเหลือ เราได้ทราบทางนี้ว่าเป็นที่สลัดออกซึ่งลูกศรทั้งหลาย มีราคะเป็นต้น ด้วยตนเองอย่างแน่นอนแล้ว จึงได้บอกแก่พวกท่าน

ตุมฺเหหิ กิจิจํ อาตปฺปํ อกฺขาตาโร ตถาคตา

ปฏิปนฺนา ปโมกิขนฺติ ฌายิโน มารพนฺธนา

ท่านทั้งหลาย จงรีบทำความเพียร เพื่อเผากิเลสให้สิ้นไปจากขันธสันดาน เพราะพระตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้ชี้บอกทางให้เท่านั้น

เมื่อชนเหล่าใดปฏิบัติตามทางที่ตถาคตชี้บอกไว้แล้ว เพ่งด้วยฌานทั้ง ๒ คือ [b]อารัมมนูปนิชฌาน ลักขนูปนิชฌาน ได้แก่ เจริญสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน[/b] ชนเหล่านั้น ย่อมหลุดพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร กล่าวคือ วัฏฏะเป็นในภูมิ ๓

ปญฺจ กิเลสกฺขนฺธาภิสงฺขารเทวปุตฺตมจฺจุมาเร อภญ์ชิ

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกำจัดมารทั้ง ๕

มารมี ๕ คือ

๑. กิเลสมาร มาร คือ กิเลส

๒. ขันธมาร มาร คือ ขันธ์ ๕

๓. อภิสังขาร มาร คือ อภิสังขาร ๆ นั้น มีอยู่ ๓ คือ

ปุญญาภิสังขาร ได้แก่ บุญ

อปุญญาภิสังขาร ได้แก่ บาป

อเนญชาภิสังขาร ได้แก่ ปัญจมฌาน

๔. เทวปุตตมาร มาร คือ เทพบุตรผู้มุ่งร้าย

๕. มัจจุราชมาร มาร คือ ความตาย

สมโถ ภิกิขเว ภาวิโต กิมตฺถมนุโภติ จิตฺตํ ภาวิยติ จิติตํ ภาวิตํ กิมตฺถมนุโภติ โย ราโค โส ปหียติ

ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย บุคคลเจริญสมถกรรมฐาน แล้วจะได้ประโยชน์อะไร? ได้การอบรมจิต? จิตที่บุคคลอบรมดีแล้ว จะได้ประโยชน์อะไรเล่า? ได้ประโยชน์คือ ละราคะได้

วิปสฺสนา ภิกฺขเว ภาวิตา กิมตฺถมุโภติ ปญฺญา ภาวิยติ ปญฺญา ภาวิตา กิมตฺถมนุโภติ ยา อวิชฺชา สา ปหียติ

ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย บุคคลเจริญวิปัสสนากรรมฐานแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร? ได้การอบรมปัญญา ปัญญาที่บุคคลอบรมดีแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร? ได้ประโยชน์คือ ละอวิชชาได้

ธมฺมารา ธมฺมรโต ธมฺมํ อนุวิจินฺตย

ธมฺมํ อนุสฺสรํภิกฺขุ สทฺธมฺมา น ปริหายติ

“ภิกษุ มีธรรมคือ สมถะและวิปัสสนาเป็นที่มา ยินดียิ่งในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนา คิดถึงอยู่บ่อยๆ นึกถึงอยู่บ่อยๆ กระทำไว้ในใจบ่อยๆ อนุสรณ์ถึงอยู่บ่อยๆ

ซึ่งสมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมไม่เสื่อมจากโพธิปักขยธรรม ๓๗ ประการ และไม่เสื่อมจากโลกุตรธรรม ๙ คือ มรร๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

สำหรับ โยคีบุคคลโดยทั่วไป ถ้าปราศจากพระอาจารย์ที่คอยให้คำแนะนำพร่ำสอนแล้ว จะไม่สามารถปฏิบัติให้เจริญก้าวหน้าในการบำเพ็ญตามหลักของสมถะ-วิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ ได้เลย

ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยในอดีตที่ทำไว้ และเหตุที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นมาใหม่

สติปัฏฐาน ๔-มหาสติปัฏฐาน ในปัจจุบัน

สติปัฏฐานสูตร

[๑๓๒] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง. หนทางนี้คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ.

๔ ประการเป็นไฉน?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑

พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก
เสียได้ ๑

พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑

พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑.

ดูเนื้อความทั้งหมดที่

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.p … 754&Z=2150

มหาสติปัฏฐานสูตร

[๒๗๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในกุรุชนบท มีนิคมของชาวกุรุ ชื่อว่า กัมมาสทัมมะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส

เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ

๔ ประการ เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ
มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑

พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑

พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑ ฯ

ดูเนื้อความทั้งหมดที่

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.p … 257&Z=6764

หมายเหตุ:

ไม่แตกต่างกับคำเรียก วิปัสสนากับวิปัสสนาญาณ ที่มีปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

หนังสือเรื่อง รู้หนอ

http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=630272

 

เดิมทีตั้งใจเขียนหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติทั้งหมดที่ผ่ามา และผลที่ได้รับจากการปฏิบัติ

ต่อมามีเหตุให้เขียนหนังสืออีกเล่มเรื่องน้ำตาหยดสุดท้าย ตั้งใจไว้ว่าจะทำเป็นที่ระลึกในงานศพของตนเองหรือของหมู่ญาติถ้าผู้ใดตกตายไปก่อน

แต่นับวันสภาวะมีรายละเอียดมากขึ้น สิ่งต่างๆที่เคยเขียนไว้ มีสภาวะที่กระชับมากขึ้น จึงมองเห็นบางสิ่งที่ควรเพิ่มเติม คือการปฏิบัติต้องมีทั้ง ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ

จึงแยกหนังสือออกเป็น ๒ เล่ม หนังสือเรื่องรู้หนอ จะเขียนสภาวะแต่ละสภาวะที่นำมาใช้เรียกๆกัน เช่น สัมมาสมติ สัมมาสมาธิ ญาณ ๑๖ฯลฯ

คือ เรื่องต่างๆที่เขียนไว้ในรู้หนอตั้งแต่แรกทั้งหมด ต้องนำมาแก้ไขบทความใหม่ ให้กระชับและสั้นลง อ่านแล้วเข้าใจง่ายมากขึ้น

ส่วนแนวทางการปฏิบัติและปริยัติที่มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก จะนำลงในหนังสือเรื่อง น้ำตาหยดสุดท้าย เรียกว่าใช้หนังสือทั้งเล่มเป็นทั้งปริยัติ ปฏิบัติและปฏิเวธ

เพียงแต่แยกไว้เพื่อสะดวกในการค้นหาความหมายของคำ ตลอดจนสภาวะที่เกิดขึ้น และลักษณะอาการของสภาวะที่เกิดขึ้น

การหลีกเว้นและการคบหา

โดยหลีกเว้นบุคคลผู้ไม่มีสมาธิ

การหลีกเว้นเสียอย่างห่างไกล ซึ่งบุคคลทั้งหลายจำพวกที่ไม่เคยก้าวขึ้นสู่เนกขัมมปฏิปทา คือ ไม่เคยปฏิบัติปฏิปมาที่ให้ออกจากกาม มัวแต่วิ่งวุ่นอยู่ในกิจการเป็นอันมาก มีใจฟุ้งเฟ้อไปในกิจการนั้นๆ ชื่อว่า หลีกเว้นคนผู้ไม่มีสมาธิ

โดยคบหาบุคคลผู้มีสมาธิ

การเข้าไปคบหาสมาคมกับบุคลลทั้งหลาย จำพวกที่ปฏิบัติเนกขัมมปฏิปทา ได้สำเร็จสมาธิโดยกาลอันควรตลอดกาล ชื่อว่า สมาคมกับบุคคลผู้มีสมาธิ

โดยน้อมจิตไปในสมาธินั้น

ความน้อมจิตไปในอันที่จะทำสมาธิให้บังเกิดขึ้น คือ ความหนักในสมาธิ ความน้อมไปในสมาธิ ความทุ่มเทไปในสมาธิ ชื่อว่า น้อมจิตไปในสมาธินั้น โยคีบุคคลพึงทำอัปปนาโกศลให้เกิดขึ้นโดยบริบูรณ์ ด้วยประการฉะนี้

ต้องทำให้ชำนาญด้วยวสี ๕

ก็แหละโยคีบุคคลผู้แรกทำกัมมัฏฐาน ซึ่งได้บรรลุปฐมฌาน แม้กระทั่งฌานอื่นๆตามเหตุปัจจัยที่เคยกระทำมา ต้องฝึกเข้าฌานให้มากๆ แต่อย่าพิจรณาองค์ฌานให้มาก

เพราะเมื่อพิจรณามาก องค์ฌานทั้งหลายก้จะปรากฏเป็นสภาวะที่หยาบมีกำลังน้อย และเพราะเหตุปรากฏด้วยอาการอย่างนั้น องค์ฌานเหล่านั้นก็จะถึงซึ่งความเป็นปัจจัยแก่ความขวนขวายเพื่อภาวนาเบื้องสูงไปเสีย

เมื่อเธอสาละวนขวนขวายอยู่ในฌานที่ยังไม่คล่องแคล่ว เธอจะเสื่อมจากฌานปฐมฌานหรือฌานที่เกิดตามเหตุปัจจัยที่เคยทำไว้ ไม่สามารถเพื่อที่จะบรรลุซึ่งทุติยฌานหรือแม้กระทั่งฌานอื่นๆนั้นด้วย

เปรียบเหมือนแม่โคโง่ไม่ชำนาญภูเขา

ภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างแม่โคที่ชอบเที่ยวไปตามภูเขา ตัวที่โง่ไม่ชำนาญไม่รู้เขตที่หากิน ไม่ฉลาดเพื่อท่องเที่ยวไปตามภูเขาอันไม่ราบเรียบ

แม่โคนั้น จะพึงคิดอย่างนี้ว่า ทำอย่างไรหนอเราจะพึงไปทิศที่ยังไม่เคยไป จะพึงได้กัดกินหญ้าที่ยังไม่เคยกัดกิน จะพึงได้ดื่มน้ำที่ยังไม่เคย

ครั้นแล้วมันยังไม่ทันได้เหยียบเท้าหน้าไว้ให้ได้ทีเสียก่อน แล้วยกเท้าหลังขึ้น มันก็จะไม่พึงไปทิศที่ตนไม่เคยไป ไม่พึงได้กัดกินหญ้าที่ตนยังไม่เคยกัดกิน และไม่พึงได้ดื่มน้ำที่ตนยังไม่เคยดื่ม

มิหนำซ้ำ มันยังไม่พึงกลับคืนมาโดยสวัสดียังสถานที่เดิมที่มันยืนคิดอยู่ว่า ทำอย่างไรหนอ เราจะพึงไปถึงทิศที่ยังไม่เคยไป จะพึงได้กัดกินหญ้าที่ยังไม่เคยกิน จะพึงได้ดื่มน้ำที่ยังไม่เคยดื่ม ฉะนี้ด้วย ข้อนั้นเพราะมีอะไรเป็นเหตุเล่า?

ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุว่า แม่โคที่ชอบเที่ยวไปตามภูเขานั้น มันโง่ มันไม่ชำนาญ มันไม่รู้จักเขตที่หากิน มันไม่ฉลาดเพื่อที่จะท่องเที่ยวไปตามภูเขาอันไม่เรียบราบโดยแท้ ฉันใด

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ก็ฉันเดียวกันนั่นเทียว คือ เป็นคนโง่ เพราะ ไม่ได้ส้องเสพสมถนิมิต เป็นคนไม่ชำนาญ เพราะไม่ทำสมาธิให้เจริญขึ้นซึ่งปฐมฌาน อันมีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากความสงัดอยู่

เพราะสงัดแล้วแน่นอนจากกามทั้งหลาย เพราะสงัดแล้วแน่นอนจากอกุศลธรรมทั้งหลาย ภิกษุนั้นไม่ได้ส้องเสพนิมิต (เครื่องหมายหรือสภาวะ คนละอย่างกับนิมิตแสง สี เสียง ภาพ) นั้น ไม่ทำให้นิมิตนั้นให้เจริญขึ้น ไม่ทำให้มากๆเข้า ไม่ทำให้ตั้งอยู่ด้วยดี

ถึงเธอจะมีความคิดอย่างนี้ว่า ทำอย่างไรหนอ เราจะพึงบรรลุซึ่งทุติยฌานอันเป็นภายใน ประกอบด้วยความเลื่อมใสแห่งใจ มีภาวะที่ให้ธรรมอันประเสริฐเกิดขึ้น

ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไปแล้ว มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ เธอก็ไม่สามารถเพื่อที่จะบรรลุซึ่งทุติยฌาน …. นั้นได้

ถึงเธอจะมีความคิดขึ้นอย่างนี้ว่า ทำอย่างไรหนอ เราจะพึงบรรลุถึงซึ่งปฐมฌาน อันมีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขซึ่งเกิดแต่ความสงัดอยู่

เพราะสงัดแล้วแน่นอนจากกามทั้งหลาย เพราะสงัดแล้วแน่นอนจากอกุศลกรรมทั้งหลาย เธอก็ไม่สามารถเพื่อที่จะบรรลุซึ่งปฐมฌาน ….. นั้นได้

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่า เป็นผู้พลัดตกเสียแล้วจากฌานทั้ง ๒ เป็นผู้เสื่อมสูญแล้ว จากฌานทั้ง ๒ เปรียบเหมือนแม่โคที่ชอบเที่ยวไปตามภูเขา ซึ่งเป็นสัตว์โง่ไม่ชำนาญ ไม่รู้จักขอบเขตที่หากิน ไม่ฉลาดเพื่อท่องเที่ยวไปตามภูเขาอันไม่ราบเรียบนั้น

เพราะเหตุฉะนี้ อันโยคีบุคคลนั้น จำเป็นต้องเป็นผู้สั่งสมวสี คือ ความสามารถด้วยอาการ ๕ อย่าง ในปฐมฌานนั้นนั่นเทียวเสียก่อน

สันโดษ

ถ้าจำแนกออกไปโดยพิศดารมีอยู่ ๕๐ อย่าง คือ สันโดษในเครื่องนุ่งห่ม ๒๐ สันโดษในอาหาร ๑๕ สันโดษในที่อยู่อาศัย ๑๕

สันโดษทั้ง ๕๐ นี้ เมื่อจะย่อสั้นๆ ก็มีเพียง ๓ เท่านั้น คือ ยถาลาภสันโดษ ๑ ยภาพลสันโดษ ๑ ยถาสารุปปสันโดษ ๑

ยถาลาภสันโดษ

ได้แก่ ความยินดีตามมีตามได้ พอใจใช้สอยเท่าที่ตนได้ เท่าที่ตนมีอยู่

ยภาพลสันโดษ

ได้แก่ ยินดีตามกำลัง เช่น รู้จักใช้ปัจจัย ๔ ของตนเท่าที่หามาได้ ให้ใช้เพียงพอแก่กำลังทรัพย์

ยถาสารุปปสันโดษ

ได้แก่ ยินดีตามสมควร เช่น รู้จักประมาณในรายรับ รายจ่าย รู้จักเก็บรักษาพอเหมาะพอควร ในทางศาสนาสอนไว้ว่า ทรัพย์ที่หามาได้นั้น ให้แบ่งออกเป็นส่วนๆ

๑. เอาไปใช้หนี้เก่า คือ เลี้ยงพ่อแม่ของตน

๒. เอาไปให้เขากู้ คือ เลี้ยงลูกของตน

๓. เอาไปฝัง คือ ทำบุญทำทาน

๔. เก็บไว้ใช้จ่าย ในคราวจำเป็น เช่น ในคราวเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นต้น

สันโดษนี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์ตรัสไว้ในมงคลสูตรว่า เป็นมงคลอันสูงสุดประการหนึ่งในมงคล ๓๘ ประการ เพราะเหตุดังนี้ คือ เป็นมหากุศล ตัดกังวลต่างๆ ออกห่างจากอกุศล ทำตนให้สบาย คลายความทุกข์ ได้รับแต่ความสุข

ปลุกตนให้ตื่น ไม่ฝืนทำชั่ว ไม่เกลือกกลั้วอธรรม นำทางถูก ปลูกศิลธรรม จำเริญเป็นนิตย์ มีจิตเข้มแข็ง แทงตลอดสัจธรรม นำตนให้พ้นทุกข์ ถึงสุขอันไพบูลย์ กล่าวคือ นฤพาน

ตัวอย่างเช่น พระเถระผู้ทรงผ้าบังสกุลเป็นวัตรรูปหนึ่ง ท่านตั้งใจจะไปไหว้พระเจดีย์ในเจติยบรรพตวิหาร ครั้นเดินทางไปถึงแล้ว ได้เข้าไปพักในวิหารนั้น วันหนึ่ง ท่านเห็นผ้าสาฎกที่มนุษย์เอามาทิ้งไว้ เพราะเปื้อนอุจจาระ

มีแมลงวันหัวเขียวไต่ตอมเป็นจำนวนมาก ท่านจึงประคองอัญชลีขึ้นน้อมระลึกถึงสมเด็จพระชินสีห์ผู้พระบิดา ในคราวที่พระพุทธองค์ทรงสลัดหนอนออกจากผ้าห่อศพนางปุณณทาสี แล้วซักผ้ามหาบังสุกุลจนถึงกับแผ่นดินไหว

ใจของท่านก็เกิดปีติโสมนัส ยืนเจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่ที่นั้นเอง จนได้บรรลุโสดปัตติผล สกทาคามิผล และอนาคามิผล แล้วจึงถือเอาผ้าสาฎกนั้น ไปทำเป็นจีวรห่ม ไปสู่ปาจีนขัณฑราชีวิหาร เจริญวิปัสสนากรรมฐานต่อ จนได้บรรลุพระอรหัตตมรรค พระอรหัตตผล เป็นอเสกขบุคคล ผู้เลิศประเสริฐสุดในพระพุทธศาสนา

หมายเหตุ:-

ขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำมา ใช่ว่าทำแล้วจะได้รับผลเหมือนกันหมดทุกคน เฉกเช่นกับคำที่กล่าวไว้ว่า

“เดินทางเดียว (ไม่)อย่าเหยียบซ้ำรอยกัน” ได้แก่ ทุกคนมุ่งไปทางเดียวกันหมด คือ พระนิพพาน เพียงแต่เหตุที่ทำมาหรือสร้างขึ้นมาแตกต่างกันไป เส้นทางการปฏิบัติหรือแนวทางการปฏิบัติของแต่ละคนจึงมีข้อปลีกย่อยแตกต่างกันไป

การปฏิบัติอาจจะทำตามรูปแบบ ถึงแม้จะเป็นรูปแบบเดียวกัน แต่สภาวะที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ฉะนั้นทางที่เดินจึงไม่(อย่า)เหยียบซ้ำรอยกันเพราะเหตุนี้ จึงควรมีผู้รู้นำทางเพราะเหตุนี้

ส่วนจะได้ผู้รู้ที่มีความชำนาญในเส้นทางมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำมาและที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ด้วยของตัวเราเองด้วย ฉะนั้นจึงไม่ควรกล่าวโทษกัน เวลาที่ปฏิบัติแล้วไม่ได้ผลดั่งใจ

ควรให้ความเมตตาและให้อภัยต่อความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ แล้วหมั่นรู้ในกายและจิตให้เนืองๆ วิถีหรือแนวทางการปฏิบัติหรือเส้นทางของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัยของบุคคลนั้น

อริยุปวาท ๑

กายทุจริต มีความหมายว่า กรรมที่บุคคลประพฤติแล้วชั่วช้าเลวทราม หรือ กรรมชั่วช้าเวลทารมที่บุคคลประพฤติแล้ว เพราะเป็นกรรมเน่าด้วยกิเลส เหตุนั้น กรรมนั้นจึงชื่อว่า ทุจริต

ทุจริตทางกายหรือทุจริตที่เกิดขึ้นแก่ทางกาย ชื่อ กายทุจริต แม้ในบททอกจากนี้ก็มีความหมายอย่างนี้เหมือนกัน

คำว่า ประกอบแล้ว คือ เป็นผู้พรือมเพรียง

คำว่า เป็นผู้เข้าไปว่ากล่าวพระอริยะทั้งหลาย คือ เป็นผู้มุ่งความฉิบหายแก่พระอริยะ คือ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวกของพระพุทธเจ้า โดยที่สุกแม้แต่คฤหัสถ์ผู้เป็นโสดาบัน เป็นผู้เข้าไปว่ากล่าว มีอธิบายว่า

ด่าแดกดันด้วยอันติมวุตถุ หรือด้วยการกำจัดเสียซึ่งคุณงามความดี ใน ๒ อย่างนั้น เมื่อเธอพูดว่า “แม้ธรรมสำหรับสมณะก็ไม่มีแก่ท่านเหล่านั้น ท่านเหล่านั้นไม่ใช่สมณะเลย” ดังนี้ พึงทราบว่า ด่าด้วยอันติมวัตถุ

เมื่อเธอพูดคำเป็นต้นว่า “ฌานวิโมกข์ มรรค ผล” ไม่มีแก่คนเหล่านี้ พึงทราบว่า ด่าด้วยมุ่งหวังที่จะกำจัดคุณงามความดี ก็ผู้นั้นรู้อยู่ก็ดี ไม่รู้ก็ดียังขืนด่า จัดว่าเป็นอริยุปวาททั้ง ๒ อย่างแล

กรรมนั้นเป็นกรรมหนัก เช่นเดียวกับอนันตริยกรรม ห้ามสวรรค์ ห้ามมรรคผลนิพพาน แต่ก็ยังพอเยียวยาได้ เพื่อจะทำเนื้อความนั้นให้แจ่มแจ้ง นักศึกษาควรทราบเรื่องนี้เป็นตัวอย่าง

เล่ากันมาว่า

พระเถระกับภิกษุหนุ่มไปบิณพบาตด้วยกันในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง พอเดินถึงบ้านหลังแรกเท่านั้น พระทั้ง ๒ รูป ก็ได้รับบิณฑบาตเป้นข้าวยาคูร้อนกระบวยหนึ่ง

พระเถระเกิดมีลมเสียดแทงขึ้นในท้อง ท่านจึงคิดว่า ข้าวยาคูนี้ช่างเหมาะแก่โรคของเราเสียจริง เราจักดื่มมันตอนที่ยังอุ่นๆ นี่แหละ ท่านจึงดื่มบนท่อนไม้ที่พวกคนชาวบ้านนำมาเพื่อทำธรณีประตู

ฝ่ายภิกษุหนุ่มเกิดความรังเกียจท่านจึงกล่าวติเตียนว่า “พระแก่นี่ หิวจัดเต็มทีตะกละมาก ทำให้เราได้รับความอับอาย”

พระเถระเที่ยวไปในบ้านแล้วกลับมายังวัด จึงถามภิกษุหนุ่มนั้นว่า “ผู้มีอายุ เธอมีที่พึ่งในพระศาสนานี้หรือยังล่ะ?”

พระภิกษุหนุ่มตอบว่า “มีซิครับ ก็ผมเป็นพระโสดาบัน”

พระเถระพูดว่า “ถ้าอย่างนั้น เธออย่าได้ทำความพยายามเพื่อมรรคผลชั้นสูงๆต่อไปเลย”

พระภิกษุหนุ่มย้อนถามว่า “เพราะเหตุไรครับ?”

พระเถระตอบว่า “ก็เพราะว่าเธอได้ว่าร้ายพระขีณาสพแล้วสิ”

ภิกษุหนุ่มนั้นได้สำนึกผิด ขอขมาพระเถระแล้วด้วยการขอขมานั้น กรรมของเธอจึงได้เป็นปกติดังเดิม เพราะเหตุนั้น ผู้ใดผู้หนึ่งไปว่าร้ายพระอริยเจ้า ผู้นั้นต้องไปขอขมาท่านเสีย

ถ้าตนแก่พรรษากว่า พึงนั่งกระโหย่งไม่ต้องไหว้ กล่าวคำขอขมาว่า

“อหํ อายสฺมน์ตํ อิทญฺจิทญฺจ อวจํ, ตมฺเม ขมาหิ ฉันได้กล่าวถ้อยคำอย่างนี้กะเธอ ขอเธอจงยกโทษนั้นแก่ฉันเถิด”

ถ้าตนอ่อนพรรษากว่า ต้องไหว้แล้วนั่งกระโหย่งประคองอัญชลีขอขมาว่า “อหํ ภนฺเต ตุมฺเห อิทญฺจิทญํจ อวจํ, ตมฺเม ขมถ ท่านขอรับ กระผมได้กล่าวถ้อยคำอย่างนี้อย่างนี้กะท่าน ขอท่านได้โปรดยกโทษนั้นแก่กระผมด้วยเถิด”

ถ้าท่านหลีกไปที่อื่นเสียแล้ว พึงไปขอขมาด้วยตนเองหรือส่งผู้อื่นไปแทนได้ ภิกษุเหล่าใดอยู่ในวัดนั้น พึงไปสู่สำนักของภิกษุเหล่านั้น

ถ้าอ่อนพรรษากว่าพึงนั่งกระโหย่ง

ถ้าแก่พรรษากว่า พึงปฏิบัติตามนัยแห่งวัตรที่พึงทำในท่านผู้แก่พรรษาดังกล่าวนั่นแล แล้วกล่าวขอขมาว่า

“อหํ ภนฺเต อสุกํ นาม อายสฺมนฺตํ อิทญฺจิทญฺจ อวจํ, ขมตุ เม โส อายสฺมา ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าได้กล่าวคำนี้ๆกะท่านผู้มีอายุชื่อโน้น ขอท่านผู้มีอายุรูปนั้นจงยกโทษแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด”

แม้เธอไม่ขอขมาต่อหน้า พึงทำการขอขมาดังว่ามานี้นั่นแล

หากท่านเป็นภิกษุเที่ยวไปผู้เดียว ไม่ปรากฏที่อยู่ ไม่ปรากฏที่ไป พึงไปหาบัณฑิตรูปหนึ่งแล้วพึงกล่าวว่า

” ท่านขอรับ กระผมได้กล่าวถ้อยคำอย่างนี้ๆ กะท่านผู้มีอายุชื่อโน้น บัดนี้ความเดือดร้อนในใจเกิดมีแก่กระผมทุกครั้งที่นึกถึงท่าน นี่กระผมจะทำอย่างไรดี?”

ภิกษุผู้บัณฑิตนั้นจะกล่าวว่า “อย่าไปคิดเลยคุณ พระเถระท่านไม่ถือเป็นโทษดอก จงสบายใจเสียเถิด”

ฝ่ายภิกษุผู้นั้นพึงผินหน้าไปทางที่พระอริยเจ้าท่านไป แล้วประคองอัญชลีกล่าวว่า “ขอท่านจงยกโทษให้แก่กระผมเถิด”

หากพระเถระรูปนั้นปรินิพพานเสียแล้ว ก็ควรไปยังที่ใกล้เตียงนอนปรินิพพานของท่าน ถึงจะไปยังป่าช้าก็ให้ท่านยกโทษให้แก่ตน เมื่อทำได้ ดังนี้ กรรมนั้นไม่เป็นอันห้ามสวรรค์และไม่กั้นมรรคผลนิพพาน ก็จะกลับเป้นปกติได้ดังเดิม

อริยุปวาท ๒

คำว่า เป็นคนมิจฉาทิฏฐิ คือ เป็นคนมีความเห็นวิปริต

คำว่า สมาทานกรรมของมิจฉาทิฏฐิ คือ ผู้มีกรรมหลายอย่างที่ตนยึดมั่นถือมั่นไว้ด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ ทั้งยังจะชักชวนคนอื่นๆ ไปในทางกายกรรมเป็นต้น อันมีมิจฉาทิฏฐิเป็นเหตุอีกด้วย

อนึ่ง ในอธิการนี้พึงทราบว่า แม้เมื่ออริยุปวาท ท่านสงเคราะห์แล้วด้วยศัพท์ คือ วจีทุจริต และเมื่อมิจฉาทิฏฐิท่านสงเคราะห์แล้วด้วยศัพท์ คือ มโนทุจริตก็ดี การกล่าวทั้ง ๒ บทนี้ไว้อีก เพื่อแสดงถึงว่า กรรมทั้ง ๒ เหล่านี้มีโทษมาก

จริงอยู่ อริยุปวาทมีโทษมากเพราะ เป็นเช่นเดียวกับอนันตริยกรรม จริงอย่างนั้น ถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสคำนี้ไว้ว่า

สารีบุตร ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศิล ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ถึงพร้อมด้วยปัญญา พุงบรรลุพระอรหันตในภพนี้ได้เลย ฉันใด สารีบุตร เรากล่าวอุปมัยนี้ว่าเหมือนอย่างนั้น คือ เป็นที่แน่นอนทีเดียว

คนที่ไม่ละวาจานั้น ไม่ละจิตนั้น ไม่ละทิฏฐินั้น จะต้องถูกวาจา จิต และทิฏฐินั้นฝังแล้ว เหมือนถูกนายนิรยบาลฝังไว้แล้วในนรก ฉะนั้น ก็ความชั่วอย่างอื่นที่จะชื่อว่าโทษมากกว่ามิจแาทิฏฐินั้นเห็นจะไม่มีแน่

สมดัง ที่พระองค์ตรัสไว้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เคยเห็นธรรมอย่างอื่นแม้แต่สักอย่างเดียว ที่จะไม่มีโทษมากยิ่งเหมือนมิจฉาทิฏฐินี้เลยนะภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย โทษทั้งหลาย มีมิจฉาทิฏฐิเป็นยอดของโทษ

คำว่า เพราะกายแตก คือ เพราะสละอุปทินนขันธ์

คำว่า เบื้องหน้าแต่ตาย คือ การถือเอาขันธ์ซึ่งเกิดใหม่ในลำดับแห่งอุปทินนขันธ์นั้น

อีกอย่างหนึ่ง เพราะกายแตก คือ เพราะชีวิตินทรีย์ขาดสิ้นไป

คำว่า เบื้องหน้าแต่ตาย คือ ต่อจากจุติจิตไป (ตาย)

คำว่า อบาย เป็นต้น ทุกคำใช้เป็นคำเรียกแทน นรกนั่นเอง

จริงอยู่ นรกได้ชื่อว่า อบาย เพราะปราศจากความเจริญ ซึ่งสมมติว่า เป็นบุญอันเป็นเหตุแห่งสวรรค์และนิพพาน หรือเพราะไม่มีความเจริญแห่งสุขทั้งหลาย

อบายนั้นเป็นที่ถึงทุกข์ คือ เป้นที่พำนักแห่งทุกข์ เหตุนั้น จึงชื่อว่า ทุคติ

ชื่อว่า ทุคติ เพราะ เป็นคติที่เกิดด้วยกรรมชั่ว เพราะเป็นผู้มากด้วยโทษ ผู้ทำชั่วย่อมตกไปในที่นั้น โดยปราศจากอำนาจกีดขวาง เหตุนั้น ที่นั้นจึงชื่อว่า วินิบาต

หรือ ผู้ทำชั่วย่อมย่อยยับตกไปในที่นี้ มีองค์อวัยวะน้อยใหญ่แตกสลาย แม้เพราะเหตุนี้ จึงชื่อว่า วินิบาต

ความเจริญที่รู้ได้ด้วยความแช่มชื่น ไม่มีในที่นี้ เหตุนั้นที่นี้จึงชื่อว่า นิรยะ

อีกอย่างหนึ่ง ท่านแสดงถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานด้วยศัพท์ว่า อปาย

จริงอยู่ กำเนิดสัตว์ดิรัจแานชื่อว่า อปาย เพราะ ปราศจากสุคติ แต่กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานนี้ไม่จัดเป็นทุคติ เพราะ เป็นที่สมภพแห่งดิรัจฉานจำพวกที่มีศักดาใหญ่ เช่น นาคราช เป็นต้น

ท่านแสดงถึงแหล่งที่อยู่ของเปรต ไว้ด้วยศัพท์ว่า ทุคติ

จริงอยู่ แห่ลงที่อยู่ของเปรตนั้น ได้ชื่อว่า อบายด้วย และชื่อว่า ทุคติด้วย เพราะ ปราศจาก สุคติ และเพราะเป็นที่ถึงความทุกข์

แต่ก็ไม่ชื่อว่า วินิบาต เพราะ เปรตวิสัยนั้น ไม่ได้ตกไปอย่างย่อยยับเช่นกับอสุรกาย

ท่านแสดงอสุรกายไว้ด้วยศัพท์ว่า วินิบาต

จริงอยู่ อสุรกายนั้นชื่อว่า อบายและทุคติตามความหมายที่ได้กล่าวไว้แล้ว และท่านเรียกว่า วินิบาต เพราะอสุรกายนั้น ตกไปจากความเจริญแห่งสมบัติทุกประการ ท่านแสดงถึงนรกนั่นเอง อันมีหลายอย่างเช่น อเวจีมหานรกเป็นต้น

ด้วยศัพท์คำว่า นรก คำว่า เข้าถึงแล้ว คือ เข้าไปแล้ว อธิบายว่า เกิดเฉพาะแล้วในอบายเป็นต้นนั้น

ฝ่ายที่ดี นักศึกษาพึงทราบโดยปริยายที่ตรงกันข้ามจากฝ่ายชั่วที่กล่าวมานั้นเถิด ส่วนข้อความที่แปลกกัน มีดังต่อไปนี้

ก็ในที่นั่น ท่านสงเคราะห์แม้คติของมนุษย์ไว้ ด้วยศัพท์ คือ สุคติ

ถึงเทวคติ ก็สงเคราะห์อย่างเดียวกันด้วยศัพท์ว่า สวรรค์

ในบทเหล่านี้ พึงทราบอรรถวิเคราะห์ดังต่อไปนี้ว่า

ชื่อว่า สุคติ เพราะ ดำเนินไปอย่างงดงาม

ชื่อว่า สวรรค์ เพราะ ภาวะที่เลิศด้วยดี ด้วยอารมณ์มีรูปารมณ์ เป็นต้น

สวรรค์แม้ทั้งหมดนั้น ท่านเรียกว่า โลก เพราะ อรรถว่า มีอันต้องทรุดโทรมไป

พลวอุทยพยญาณ หรือ อุทยพยญาณอย่างแก่

หากมีคำถามว่า กระทำโยคะในอุทยพยญาณต่อไป มีประโยชน์อะไร?

(ตอบว่า) มีประโยชน์ในการกำหนดรู้(พระไตรลักษณ์) ลักษณ์ เพราะว่า อุทยพยญาณในตอนต้นๆนั้น (อย่างอ่อน) เป็นญาณที่ถูกอุปกิเลส ๑๐ ทำให้มัวหมอง ไม่สามารถกำหนดรู้พระไตรลักษณ์โดยหน้าที่ของตนตามเป็นจริงได้

แต่อุทยพยญาณ (อย่างแก่) ที่พ้นจากอุปกิเลสแล้ว สามารถกำหนดรู้ (พระไตรลักษณ์) ได้ เพราะฉะนั้น โยครวจรจึงต้องทำโยคะในอุทยพยญาณต่อไปอีก เพื่อกำหนดรู้ (พระไตร) ลักษณ์

(ถามว่า) แต่ทว่า พระไตรลักษณ์ทั้งหลาย ก็ยังมิปรากฏ เพราะอะไรปิดบังไว้? เพราะไม่มนสิการอะไร?

(ตอบว่า) ก่อนอื่น อนิจจลักษณะ ไม่ปรากฏ เพราะ สันตติปิดบังไว้ เพราะไม่มนสิการความเกิดและความดับ

ทุกขลักษณะ ไม่ปรากฏ เพราะ อิริยาบททั้งหลายปิดบังไว้ เพราะไม่มนสิการความเบียดเบียนเฉพาะหน้าเนืองๆ

อนัตตลักษณะ ไม่ปรากฏ เพราะ แท่ง (หรือก้อน) ปิดบังไว้ เพราะไม่มนสิการถึงความสลายตัวของธาตุต่างๆ

แต่ว่า เมื่อโยคาวจร กำหนดรู้ความเกิดและดับ แล้วเพิกถอนสันตติออกไป อนิจจลักษณะก็ปรากฏ โดยหน้าที่ของตนตามเป็นจริง

เมื่อมนสิการความเบียดเบียนเฉพาะหน้าเนืองๆ แล้วเพิกถอนอิริยาบท ทุกขลักษณะก็ปรากฏ โดยหน้าที่ของตนตามจริง

เมื่อทำการกระจายความเป้นก้อน (เป็นแท่ง เป็นกลุ่ม) ออกไป อนัตตลักษณะก็ปรากฏ

ลักษณะทั้ง ๓ มีดังนี้คือ:-

๑. อนิจจะ ความไม่เที่ยง

๒. อนิจจลักษณะ ลักษณะของความไม่เที่ยง

๓. ทุกขะ ความเป็นทุกข์

๔. ทุกขลักษณะ ลักษณะของความเป็นทุกข์

๕. อนัตตา ความไม่มีอัตตา

๖. อนัตตลักษณะ ลักษณะของความไม่มีอัตตา

๑. ขันธ์ ๕ ชื่อว่า อนิจจะ (ถาม) เพราะเหตุไร?

(ตอบ) เพราะ เกิดขึ้น ดับไป และมีความเป็นอย่างอื่น หรือว่า เพราะมีแล้วหามีไม่ (ได้แก่ เพราะเกิดแล้วดับไป)

๒. ความเกิดขึ้น ดับไป และความเป็นอย่างอื่น เป็น อนิจจลักษณะ หรือว่า อาการพิการ

กล่าวคือ ความมีแล้วหามีไม่ (เกิดแล้วดับไป) เป็นอนิจจลักษณะ

๓. แต่ขันธ์ ๕ นั้นแล เป็นทุกขะ เพราะมีพระพุทธดำรัสอยู่ว่า “ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ” – สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ เพราะเหตุไร?

เพราะเบียดเบียนเฉพาะหน้าเนืองๆ

๔. อาการเบียดเบียนเฉพาะหน้าเนืองๆ เป็น ทุกขลักษณะ

๕. และขันธ์ ๕ นั้นนั่นเอง ชื่อว่าเป็น อนัตตา เพราะมีพุทธดำรัสว่า “ยํ ทุกขํ ตทนตฺตา” – สิ่งใดเป้นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา เพราะเหตุไร?

เพราะไม่เป็นไปในอำนาจ

๖. อาการไม่เป็นไปในอำนาจ เป็น อนัตตลักษณะ

Previous Older Entries

พฤศจิกายน 2018
พฤ อา
« ต.ค.    
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: