การรักษา

30 ตค.

ความรู้สึกเหมือนกำลังทำวิทยานิพนธ์
เรื่อง รู้กายใจด้วยสมถะและวิปัสสนา

เกี่ยวกับกายและจิต ในภาวะปกติและขณะเจ็บป่วย
การรับมือกับสภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้น แบ่งออกเป็น 4

การทำความเพียร เจริญสมถะและวิปัสสนา ให้เป็นกรณีศึกษา

การดำเนินชีวิต ขณะที่มีชีวิตอยู่ ให้เป็นกรณีศึกษา

ชีวิตตอนเจ็บป่วย ให้เป็นกรณีศึกษา

ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ให้เป็นกรณีศึกษา

 

1 พย.61

กราบขอบพระคุณ คุณหมอ สมศักดิ์ เอกปรัชญากุล รพ.รามคำแหง

และคุณหมอชนกพร เปี่ยมพริ้ง รพ.จุฬาภรณ์

คุณหมอสมศักดิ์ ให้การรักษาตั้งแต่แรก จนกระทั่งค่าใช้จ่ายรับมือไม่ไหว ทำให้หาทางเลือกใหม่ โดยการเสริชกูเกิ้ล เจอรพ.จุฬาภรณ์ หรือศูนย์วิจัยจุฬาภรณ์ จึงไปลองติดต่อดู พร้อมกับบอกเหตุผลว่า ที่ไม่รักษาที่รพ.รามต่อเพราะอะไร และบอกอีกว่า แนวทางการรักษาขั้นต่อไป คุณหมอได้บอกไว้แล้วว่า จะต้องตรวจอะไรเพิ่ม และทำอะไรต่อ

.

พอไปถึงรพ.จุฬาภรณ์ สิ่งแรกที่ประทับใจ ห้องน้ำสะอาด แอร์เย็นฉ่ำ โดยเฉพาะที่ศูนย์หัวใจ แอร์เย็นมาก จนท.ให้บริการดีมาก แล้วได้คุณหมอชนกพร เปี่ยมพริ้ง เป็นแพทย์ประจำตัว

ตอนที่เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คุณหมอฟัง
คุณหมอถามว่า มีประกันมั๊ย มีสิทธิพิเศษอะไรมั๊ย

เราบอกว่า มีบัตรทองของแพทย์ปัญญา ซึ่งจนท.แนะนำว่า สามารถให้ทางรพ.แพทย์ปัญญาส่งตัวมารักษาได้

แต่แล้วต้องผิดหวัง พอไปสอบถามข้อมูล
ปรากฏว่า รพ.แพทย์ปัญญา ได้ถอนตัวจากคลีนิคที่ใช้บริการอยู่ ตอนนี้ขึ้นกับรพ.พระมงกุฏ

ได้โทรฯติดต่อกับจนท.ศูนย์หัวใจรพ.พระมงกุฏ ซึ่งบอกว่า ที่พระมงกุฏ ก็มีศูนย์หัวใจ จึงไม่สามารถออกใบส่งตัวให้ได้

พอนัดเจอครั้งต่อมา ได้บอกกับคุณหมอชนกพรว่า
ต้องการรักษากับคุณหมอต่อ ไม่อยากเปลี่ยนหมออีก

คุณหมอชี้แจงคร่าวๆว่า ต้องทำอะไรบ้าง
แล้วให้พยาบาล ไปสอบถามเรื่องค่าใช้จ่ายมาให้
สรุป ค่าใช้จ่ายประมาณหนึ่งหมื่นบาท

คุณหมอถามว่า พอจะไหวมั๊ย
เราบอกว่า ไหวค่ะ

คุณหมอจึงนัดวันตรวจ และต้องนอนรพ. 1 คืน

.

การรักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจเต้นระริก(AF) หรือหัวใจเต้นพริ้ว การช๊อตไฟฟ้าที่หัวใจ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการรักษา

หมอจะนัดล่วงหน้า นอนรพ. 1 คืน
พร้อมทั้งบอกการเตรียมตัวล่วงหน้า
เช่นงดน้ำงดอาหารตั้งแต่กี่โมง

.
วิธีการช๊อตไฟฟ้า

ขั้นแรก ให้กลืนกล้อง ผ่านหลอดอาหาร
เพื่อตรวจดูหัวใจว่า มีลิ่มเลือดออกหรือเปล่า

หากมี จะไม่สามารถทำการช๊อตได้
หากไม่มี ก็สามารถช๊อตได้
การช๊อต วัตถุประสงค์เพื่อให้หัวใจกลับมาเต้นปกติ

.

หลังจากส่องกล้องดูหัวใจแล้ว
ก่อนช๊อตไฟฟ้า หมอจะให้ยานอนหลับ
แล้วให้ยาลดการเต้นของหัวใจ รอจังหวะที่ช่วงหัวใจหยุดเต้น
หมอจึงใช้เครื่องช๊อตที่หัวใจในตอนนั้น

เครื่องสำหรับช๊อต
ก็เครื่องที่ใช้ซ๊อตช่วยชีวิตในกรณีที่ผู้ป่วยหัวใจวาย

.
การรักษาด้วยการช๊อต เป็นสเต็ปแรก
คือ ใช้เครื่องปั๊มหัวใจ แบบที่เคยเห็นในหนัง
ค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมทั้งนอนรพ. ประมาณหนึ่งหมื่นบาท

ถ้าไม่หาย หมอจึงจะใช้วิธีที่ 2 เรียกว่า จี้ไฟฟ้า
วิธีการทำก็คนละอย่าง ราคาตรงนี้ไม่รู้นะ แบบไม่ได้ถามจนท.

.

หลังช๊อตไฟฟ้า

ระหว่างอยู่รพ. จะมีเครื่องกระตุ้นหัวใจติดตัว
ตรวจจังหวะหรือกระตุ้นก็ไม่รู้นะ เห็นคนไข้มีติดตัวทุกคน

มีใส่เข็มให้น้ำเกลือแบบลอยๆไว้
ถ้าไม่มีน้ำเกลือ ก็ใส่ไว้แบบนั้น ถึงเวลากลับบ้าน
พยาบาลจะถอดหัวเข็มออกให้

.

แนวทางการรักษา อ่านเจอมาเยอะมากว่ารักษาแล้วไม่ได้ผล

สิ่งที่สำคัญมาก หวังพึ่งหมอฝ่ายเดียวไม่ได้
ตัวเราเองต้องจดบันทึกทุกอย่างเกี่ยวกับอาการทางกายและใจ และพฤติกรรมการบริโภคส่วนตัว เช่น กรณที่เป็นไทรอยด์ด้วย อาจมีนน.ตัวขึ้น หรือนน.ลดลงมากผิดปกติ รักษาไปมากลับกลายเป็นอ้วนฉุ

.
เมื่อกลับมาอยู่บ้าน

1. ควรมีเครื่องวัดความดันติดบ้านไว้
เพราะต้องตรวจวัดความดัน และดูการเต้นของหัวใจตลอด

2. ตั้งแต่เริ่มกินยา กินแล้วมีอาการอย่างไร

3. ควรมีสมุดจดบันทึกอาการทั้งหมด เวลาไปหาหมอ หมอจะได้รู้รายละเอียดทั้งหมด ช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

4. อาหารเสริมทุกชนิด ให้งด เพราะอาหารเสริมบางชนิดส่งผลกระทบต่อการเต้นของหัวใจ ยาที่หมอใช้รักษาจึงไม่ได้ผล หรือเห็นผลไม่ชัดเจน

5. ยาสมุนไพรทุกชนิดให้งด เช่นเดียวกับอาหารเสริม

6. เวลาหมอถามว่า มีอาการใจสั่นมั๊ย
อาการใจสั่นหมายถึง รับรู้ได้ถึงการเต้นของหัวใจ โดยไม่ต้องใช้หูฟัง จะรู้ชัดขึ้นมาเอง บางครั้งรัวเหมือนปืนกล บางครั้งเต้นช้า ตุ้บหนึ่งแล้วหายไปนาน เต้นไม่สม่ำเสมอ บางคืนไม่หลับไม่นอนเพราะได้ยินเสียงหัวใจเต้นทั้งคืน บางครั้งส่งแรงสะเทือนไปทั้งตัว บางคนมีเรียกว่า จิตตื่น ระวังให้ดีนะ จิตตื่น แต่ร่างกายไม่ตื่น กายส่งสัญญาณว่า กำลังป่วยแล้วนะ

.

เรื่องอาหารเสริม ปกติจะกินแคลแม็กดี เพื่อให้แคลเซี่มกับร่างกาย กินวิตมินซีสะกัดจากผลอะเซเรอร่าเชอร์รี่ กินเลซิติน มีกินสามตัวนี้แหละ ที่งดเอง โดยดูจากค่าของความดัน และการเต้นของหัวใจ พอหยุดสามตัวนี้ ความดันและหัวใจกลับมาเต้นจังหวะปกติ ผลการตรวจหัวใจด้วยคลื่นไฟฟ้า ออกมาดี ไม่มีลักษณะของหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ

ส่วนโปรตีนที่ผสมกับน้ำผลไม้ ตัวนี้ไม่มีผลกระทบกับยา

.

ตอนที่หมออ่านสมุดรายงานเกี่ยวกับอาการทั้งหมด ที่เราจดบันทึกทุกวัน หมอบอกว่า เราสองคนคุยกันได้นะเนี่ย

คือเราไม่ได้บอกกับหมอว่า เคยประกอบวิชาชีพใดมาก่อน
เราอาศัยพื้นฐานด้านการรักษาหรือความรู้ พร้อมทั้งประสพการณ์ที่ผ่านมาจากการดูแลคนไข้ มาใช้กับตัวเอง

ประกอบกับได้แนวทางมาจากการทำกรรมฐานของตัวเอง การจดบันทึกรายละเอียดของสภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้น ทำให้เกิดความเคยชินที่จะทำแบบนี้ โดยที่หมอไมไ่ด้แนะนำให้ทำ

.

แล้วก็มีข่าวดี หมอบอกว่า ตอนนี้หัวใจเรากลับมาเต้นปกติ
แต่ยังต้องกินยาเพื่อปรับระดับการเต้นของหัวใจไปก่อน

หมอนัดอีกที วันที่ 29 พย.’61 หมอบอกว่า ต่อไปไม่ต้องทำ EKG หมอใช้หูฟังเพียงอย่างเดียวได้

ที่ว่าข่าวดีก็คือ หมอบอกว่า ถ้าเราสามารถจัดการเรื่องยาและการเต้นของหัวใจด้วยตนเองได้ หมอาจจะให้งดยา ไม่ต้องกินยาอีกต่อไป ถ้าเกิดเป็นอีก ให้กินยาหัวใจที่หมอให้มา กินทีเดียว 2 เม็ด การเต้นของหัวใจจะกลับมาปกติเอง

Advertisements

หัวใจเต้นระริก(AF)

15 ตค.

วันนี้จนท.จากแผนกหัวใจโทรฯมาแจ้งว่า วันที่ 25 ตค.นี้ เดิมนัดทำแอคโค เพียงอย่างเดียว แล้วนัดอีกครั้งวันที่ 30 ตค. เพื่อส่องกล้อง หากไม่เจอลิ่มเลือดให้หัวใจ จะช๊อตไฟฟ้า เพื่อให้หัวใจกลับมาเต้นปกติ ไม่ใช่แบบปัจจุบันที่เป็นอยู่(โรค AF)

หมอเปลี่ยนแปลงการนัด ทำทุกอย่างในวันที่ 25 ตค.
การเตรียมตัว งดน้ำ งดอาหาร หลังเที่ยงคืน นอนรพ.ห้องไอซีญู 1 คืน แล้วหากต้องมีการรักษาอย่างไรต่อ หมอจะบอกอีกที

.
ตกลงสิทธิบัตรทองของรพ.แพทย์ปัญญาใช้ไม่ได้ เพราะคลีนิคที่เคยรักษาอยู่ รพ.แพทย์ปัญญาได้ถอนคอนแทคออก ตอนนี้คลีนิคที่ใช้รักษาอยู่ มีคอนแทคกับรพ.พระมงกุฏ

เรารู้ดีว่ารพ.รัฐบาลนั้นเป็นอย่างไร
หากไม่มีคนที่รู้จักในรพ.นั้น อะไรๆค่อนข้างทุลักทุเล
กล่าวคือ ถ้าไม่อับจนหนทางจริงๆ ไม่คิดจะไปรักษา

.
นับว่าเป็นเหตุดีอีกอย่าง ที่ในปัจจุบันมีรพ.จุฬาภรณ์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ถึงแม้จะต้องเสียเงินเองก็ตาม อย่างน้อย ค่ายาและค่ารักษา ยังพอเหมาะพอควร พอที่จ่ายได้ ซึ่งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเหมือนรพ.เอกชน

ในความรู้สึกส่วนตัว รพ.เอกชน เหมาะสำหรับการใช้งานแบบฉุกเฉิน แต่ถ้ามีการรักษาระยะยาว ต้องเปลี่ยนรพ. เพราะค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เหมือนที่เราทำในตอนนี้

.

สำหรับฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ เกี่ยวกับประวัติส่วนตัวของท่าน ตรงนั้นไม่สนใจ ตราบใดที่ยังมีกิเลส ทุกคนจะอยู่สูงหรืออยู่ต่ำ มีค่าเท่ากัน ไมแ่แตกต่างกัน แตกต่างแค่ฐานะหรือเปลือกที่ห่อหุ้มอยู่

แต่ท่านใช้วิกฤติเป็นโอกาส โดยการคิดค้นหาวิธีการรักษาการเจ็บป่วยที่ท่านเป็นอยู่ ประชาชนแบบเราๆก็เลยได้รับอานิสงส์ตรงนั้นไปด้วย

.

เรื่องการพึ่งพาคนอื่น ไม่ว่าจะพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ลูก หรือเพื่อนฝูง อย่างที่เคยบอกไว้ พึ่งพาใครไม่ได้ ซึ่งมีเหตุเดียวคือ เพราะไม่เคยคิดจะพึ่งพาใคร จะสู้ด้วยตัวเอง ยืนบนลำแข้งตัวเองมาตลอด จะคิดพึ่งพานอกตัวก็ต่อเมื่อจนหนทางแล้วจริงๆ

ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่ว่าจะแม่ ญาติพี่น้อง ลูก หรือเพื่อน ที่เราสามารถพึ่งพาได้นั้น มีอยู่นะ ไม่ใช่ไม่มี บางที่คำพูดที่เราพูด อาจดูเหมือนว่าไม่มีใคร ตามความเป็นจริงไม่ใช่แบบนั้น

เพียงจะบอกว่า การทำความเพียร เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง เวลาทำอะไร จะคิดพิจรณาตลอด หากคิดยืมจมูกคนอื่นหายใจ เวลาเจอปัญหา ก็คิดแต่ถึงคนอื่น มากกว่าเรียนรู้ด้วยตนเอง แล้วเมื่อไหร่ ใจจะเป็นอิสระจากบ่วงต่างๆได้

เห็นทุกข์ จึงเห็นธรรม

 

16 ตค.

เห็นอัตภาพร่างกายนี้ โดยความเป็นทุกข์

.
เช้านี้ จู่ๆ เจ็บหัวใจ ตามมาด้วยแน่นกลางอก ทนสักพัก จนกระทั่งทุเลา จึงไปรพ.ราม หาหมอคนเดิม ตามที่นัดไว้ อีกอย่าง อยากจะถามเรื่องยาด้วย หน้าอกก็มาเจ็บวันนี้พอดี มีเหตุจริงๆ

ก่อนพบหมอ ได้ทำ EKG ตอนพบหมอ หมอบอกว่า การเต้นหัวใจยังเหมือนเดิม ไม่ดีขึ้นเลย

เล่าอาการเมื่อเช้าให้หมอฟัง หมอสั่งเจาะเลือดว่ามีหัวใจตีบหรือเปล่า พอได้ผลเลือดมา หมอบอกว่า ค่าบอกว่า ไม่มีเส้นเลือดหัวใจตีบ น่าจะเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ

นำยาที่หมอหัวใจและหมอไทรอยด์ ให้กิน บอกหมอว่า หมอไทรอยด์ ให้งดยาเก่าทั้งหมด ให้กินยาตัวใหม่ methimazone 5 mg 3 เม็ด หลังอาหารเช้า

หมอถามว่า ค่าไทรอยด์ขึ้นเหรอ
เราบอกว่า เห็นหมอไทรอยด์บอกว่า ปกติ แล้วเปลี่ยนยาตัวใหม่ ยาตัวเก่าptu ให้งด รวมทั้งยาลดการเต้นของหัวใจinderal หมอบอกว่า ใจไม่สั่น ไม่ต้องกิน

หมอฟังแล้ว พูดว่า ทำไมมางดยาของหมออื่น อีกอย่าง ยาตัวใหม่ไทรอยด์น่ะ ยาตัวนี้เป้นยาstep 2 เตรียมสำหรับคนกลืนแร่ ยาที่หมอให้เรากิน เป็นยาstep1 ถ้าไทรอยด์ดีขึ้นหรือปกติ ก็ลดจำนวนกินลง ไม่ใช่ไปเพิ่มขนาดของยาให้แรงขึ้น

สรุป หมอให้กินยาไทรอยด์ตัวเดิม แต่ลดเหลือ 3 เม็ด กินมื้อเดียวในตอนเช้า ยาลดการเต้นของหัวใจให้กินต่อ ห้ามงด และยาตัวใหม่ที่หมอหัวใจที่จุฬาภรณ์สั่งเพิ่มมา ให้กินต่อ สังเกตุด้วยว่า ถ้าความดันต่ำกว่า 90 ให้หยุดยาชั่วคราว หรือชีพจรเต้นต่ำกว่า 50 ก็ให้หยุดยาชั่วคราว เพราะยาัวนี้ทั้งลดความดันและลดการเต้นของหัวใจ อาจมีผลข้างเคียงได้

เราบอกว่า ขอรักษาไทรอยด์กับหมอเหมือนเดิม ส่วนเรื่องการตรวจหัวใจที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก เราสู้ไม่ไหว ขอรักษาที่จุฬาภรณ์

หมอบอกว่า ได้นะ ขอผลการตรวจมาให้หมอดูด้วยนะ

คือได้เล่าให้หมอฟังว่า หมอที่จุฬาภรณ์ นัดวันที่ 25 นี้ ทำแอคโค่ แล้ววันที่ 30 นัดส่องกล้อง ถ้าไม่มีลิ่มเลือด จะช๊อตไฟฟ้า เพื่อให้หัวใจกลับมาเต้นปกติ นอนรพ. 1 คืน

.

วันนี้ค่าตรวจ ค่าแล็ป ค่าบริการ ไม่มียากิน เพราะยายังมีอยู่เยอะ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 1938 บาท ก็ยังดีกว่ามียานะ ราคายาต่างกันมาก คือ ก็เข้าใจนะว่า นี่เป็นเอกชน อย่างน้อย ราคาค่ารักษายังถูกกว่าที่เวชาธานี

.
รู้สึกเหนื่อยใจ พรุ่งนี้ต้องไปติดต่อรพ.แพทย์ปัญญา เพื่อขอใบส่งตัวไปรับการรักษาที่รพ.จุฬาภรณ์ ดีนะที่ยังมีบัตรทอง ถ้าไม่มีล่ะก็ ต้องเสียเงินอีกเยอะ

รู้สึกขอบคุณ รัฐบาลคุณทักษิณ ที่มีหมออยู่ในกลุ่มด้วย  คุณหมอสงวน  จึงได้มีโครงการณ์นี้เกิดขึ้น

 

 

18 ตค.

สิ่งที่ได้จากการรักษาตัวคือ การทำกรรมฐาน รักษาทุกโรค
โรคต่างๆ ล้วนเกิดจากใจเป็นหลัก กายเป็นรอง
หากรักษาใจได้ การเจ็บป่วยทางกายไม่ใช่ปัญหา
ค่อยๆใช้สติ ปัญญาในการแก้ไข คิดพิจรณาเนืองๆ
เพื่อหาทางที่จะอยู่กับสภาวะนั้นๆได้

.

การรักษามี 2 ประเภท

1. รักษา เพราะความกลัว กลัวเป็นนั่นนี่

2. รักษา เพื่อบรรเทา ไม่มีความกลัวแต่อย่างใด

การที่เรารับการรักษานั้น เพื่อบรรเทา ไม่ได้กลัว
รักษาเท่าที่รักษาได้ แบบไม่ต้องมาทรมาณสังขาร

.
เริ่มต้นจากความไม่รู้ ต้องเสียค่าครูก่อน
คือเสียทรัพย์สิจะมีอะไร แบบเอาสะดวกไว้ก่อน
ทีนี้เริ่มจะรับมือไม่ไหวกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
หาทางออกให้กับตัวเอง เริ่มหาข้อมูลในทางเลือกอื่นๆ

เจอทางเลือกใหม่ ก็ติดขัดอีก
เกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ถึงจะไม่มากเหมือนที่เก่าก็ตาม
กลับมาเริ่มใหม่ทีละขั้น ติดต่อสิทธิบัตรทองก่อน
ปรากฏว่า รพ. แพทย์ปัญญา ได้ถอนคอนแทคกับคลีนิคนี้ไปแล้ว
ตอนนี้ต้องขึ้นตรงกับรพ.พระมงกุฏอย่างเดียว

สิ่งแรกต้องเข้าใจก่อนว่า รพ.พระมงกุฏ เป็นของรัฐบาล
คนไข้เยอะมาก ที่เคยเจอมาเรื่องการจองบัตรคิวเข้าตรวจ
จะยุคสมัยไหน เหมือนกันหมด ถ้าไม่เรียงตามคิว คงวุ่นวาย
แต่ก็มีพวกใช้สิทธิพิเศษลัดคิวไปก็มี

วันนี้โทรฯติดต่อกับสายด่วนศูนย์หัวใจสิริธร
ตรงนี้ติดต่อได้ไว เพราะเป็นมือถือ

สอบถามข้อมูลทั้งหมดกับจนท.
ปรากฏว่า จะเข้ารพ.อื่นได้ ต้องเป็นกรณีฉุกเฉินเท่านั้น
เพราะทางรพ.พระมงกุฏ สามารถรักษาโรคนี้ได้
นึกถึงคิวอันยาวเหยียด นึกถึงต้องเปลี่ยนหมอใหม่
นึกถึงยา ที่อาจถูกเปลี่ยนใหม่อีก แล้วส่งผลกระทบต่อร่างกาย
เหมือนเริ่มต้นรักษาใหม่อีกครั้ง ไม่อยากให้ซ้ำรอยเดิม กับสิ่งที่เพิ่งเจอผ่านมา

.
ตัดสินใจว่า เอาละ ต้องคุยกับคุณหมอที่รักษาอยู่
โทรฯถามเรื่องค่าใช้จ่ายว่า พอที่จะรับมือได้มั๊ย
ถ้าไม่ไหว ขอเลือกกินยาเพื่อประทังอาการไว้ก่อน

ช่วงนี้ ออกจะดูวุ่นๆกับการเจ็บป่วย
กรรมฐานน่ะยังเหมือนเดิม
แต่เริ่มยืนกับเดินระหว่างวันมากขึ้น

อาหาร หลักๆ เค็มน้อย
หลีกเลี่ยงแบบสำเร็จรูป ทำอาหารกินเอง
ของที่กินทุกอย่าง ดูส่วนประกอบของเกลือเป็นหลัก

มาม่า ราเม็ง ก๋วยเตี๋ยวตามร้าน มีเกลือสูง ให้หลีกเลี่ยง
แต่ถ้าอยากกินจริงๆ ไม่กินบ่อย

ชาไทย ชาเขียว หากอยากกินจริงๆ
อาทิตย์หนึ่งค่อยกินสักครั้ง

โปรตีน เน้นไข่เป็นหลัก กินเหมือนที่เคยกิน ไม่เพิ่มปริมาณ ไข่ วันละ 3-4 ฟอง ถือว่า พอแล้ว ดื่มโปรตีนเสริม วันละหนึ่งช้อน

ข้าว ปกติหุงกินเอง
เป็นข้าวกล้องผสมกับข้าวกล้องงอก และควินัว

 

คำเรียกเดียวกัน แต่คนละความหมาย

30 เมย. 18

คำเรียกเดียวกัน แต่คนละความหมาย

.

คำว่า กำหนด ที่เราใช้พูดประจำนั้น
หมายถึง โยนิโสมนสิการ ได้แก่ ดูตามความเป็นจริง รู้ตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด ให้กำหนดรู้
รู้สึกนึกคิดอะไร หรืออย่างไร ให้กำหนดรู้

ไม่ใช่กำหนดรู้หนอ เห็นหนอฯลฯ อะไรแบบนั้น
พอมาพูดคุยกัน ก็เลยกลายเป็นคุยคนละเรื่อง
พูดยังไง ก็ไม่ลงรอยเดียวกันสักที

ปฏิบัติมาหลายปี ไตรลักษณ์ไม่เคยเห็นแบบแจ่มแจ้งแก่ใจ
แล้วจะทำให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดได้อย่างไร

.

สำหรับผู้ปฏิบัติ วันนี้ปฏิบัติ สภาวะที่เกิดขึ้นเป็นแบบไหน จดจำไว้
วันต่อๆไปในแต่ละวัน จะเหมือนเดิม ไม่เหมือนเดิม รายละเอียดแตกต่างกันไป
หากกำหนดรู้ตามความเป็นจริง จะเห็นว่า สภาวะแต่วันมีเปลี่ยนแปลง
บางครั้งดูเหมือนเดิม แต่มีรายละเอียดแตกต่างกัน

เมื่อทำแบบนี้เนืองๆ กำหนดรู้เนืองๆ
ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมประจักษ์แจ้งแก่ใจขึ้นมา
ที่ไตรลักษณ์ไม่ปรากฏให้เห็น เพราะมัวแต่ไปกำหนดผิดที่ ไปรู้หนอ เห็นหนอ
บริกรรมแค่ปาก แต่ไม่ลงไปถึงใจ คือไม่มีการจดจำ แค่มีเกิดขึ้นแล้วปล่อยให้ผ่านไป

.

บางคนยึดติดความรู้ ความเห็นเดิมๆที่เคยมี
พูดอะไรไป ก็วกกลับไปเรื่องเดิมๆ สภาวะเดิมๆ
พูดตามตรง ก็กลัวจะไม่ถูกใจเขา พูดอ้อมๆ เขาก็ไม่เข้าใจ
ความสนิทกันนี่ไม่ดีเลยนะ เพราะทำให้เกิดความเกรงใจกัน
ทำให้ต้องรักษาน้ำใจกัน

ไม่เหมือนกับผู้ปฏิบัติคนอื่นๆ ที่รู้จักกันเพราะเรื่องปฏิบัติ
ที่เขามาขอคำแนะนำ แล้วเราใยังคงห้คำแนะนำอยู่
อันนั้นพูดตามความเป็นจริงได้ ไม่ต้องเกรงใจกัน

สภาวะที่เกิดจากสมาธิ ไม่ใช่ความวิเศษหรือพิเศษอันใดเลย
มันเป็นเรื่องปกติ เป็นความปกติที่มีเกิดขึ้นจากผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

จะสันตติขาด ฆนบัญญติแตก ให้รู้ชัดขนาดไหน
จะเกิดความรู้ชัดขึ้นมาในใจ อยู่ในอิริยาบทไหน กระทบรู้ขึ้นมาในใจ
สิ่งเหล่านี้ ยังไม่สามารถนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้
เป็นแค่เรื่องปกติของสภาวะเท่านั้นเอง ตัวปัญญายังไม่เกิดเลย

กำหนดตั้งแต่หยาบ ยืน เดิน นั่ง นอน
จนถึงอิริยาบทย่อย กิน ดื่ม ถ่ายฯลฯ
ทำมานานแค่ไหน ไตรลักษณ์เป็นแค่เงา
ควรพิจรณาได้แล้วว่าเพราะอะไร
มันไม่ใช่เรื่องการทำไม่ต่อเนื่อง
แต่เป็นเพราะติดกับดักคำเรียก “กำหนดรู้หนอ เห็นหนอฯลฯ”
รู้หนอ เห็นหนอ ไม่ได้ผิดอะไรด้วย แต่ตัวผู้ปฏิบัติถือมั่นเอง
ติดกับดักสภาวะเดิมๆ ที่เป็นเรื่องของสภาวะที่เกิดจากจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
สภาวะมาสอนความไม่เที่ยง แต่ไม่รู้ไม่เห็น เพราะอโยนิโสมนสิการ

สะพานลอย

25-02-18

เนื่องมาจากสะพานลอย

เมื่อก่อน เดินข้ามสะพานลอยได้ปกติ
จะสูงแค่ไหน จะยาวแค่ไหน ก็เดินได้

ตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้น กลายเป็นกลัวการข้ามสะพานลอย
เพราะหัวใจจะวายตอนข้ามสะพานลอย

เรื่องของเรื่อง วันนั้นขึ้นรถผิด รถไปเกือบถึงบางโฉลง
พอรถลงทางด่วน ขอคนขับลง ตรงที่รถจอด มีสะพานลอย

ตอนขึ้นสะพานลอย แรกๆรู้สึกเหนื่อย จะสูงอะไรขนาดนั้น
พอขึ้นไปถึงข้างบน เดินตอนแรก พอจะเดินได้อยู่ เดินไปนิดเดียว
รู้สึกถึงสะพานมันแกว่ง ทั้งๆที่สะพานเป็นปูน มองไปสุดทาง
ประมาณขอบสนามฟุตบอลอีกฝั่ง ใจก็คิดว่า จะเดินไหวมั๊ย
ตอนนั้นหัวใจเต้นแรงมาก เหงื่ออกทั้งสองฝ่ามือ

พอจะก้าวเดิน ก้าวขาแทบไม่ออก ต้องยืนตัวงอ
เพราะรู้สึกว่าสะพานมันแกว่งแรงมาก เห็นว่าเดินไม่ได้แน่ จึงหยุด
มองไปข้างหลัง ที่เพิ่งเดินมา ใจก็คิดว่า น่าจะเดินกลับไป
ยอมเสียค่าแท็กซี่ดีกว่าจะเดินข้ามไปแบบนี้
ดีไม่ดี หัวใจวายขึ้นมาจะทำยังไง

คิดจะเดินกลับ ก็เดินไม่ดีอีก เพราะรู้สึกเหมือนสะพานไม่หยุดแกว่ง
ยืนอยู่ตรงนั้น คิดแค่ว่า รอให้ใจสงบกว่านี้ ค่อยเดินย้อนกลับไปทางเก่า
แปบนึง มีผู้ชายวัยรุ่นเดินมาถึงตรงที่เรายืน และกำลังจะเดินผ่านไป
เราเรียกเขา พร้อมกับบอกว่า ขอเดินไปด้วยคน

เขาบอกว่า เห็นยืนอยู่ เขาก็แปลกใจว่าทำไมถึงไม่เดิน
เราบอกว่า รู้สึกสะพานมันแกว่งได้ ทำให้ก้าวขาไม่ออก

เขาช่วยถือกระเป๋าและให้เราจับมือเขาไว้ พาเราเดินไปด้วย
ขนาดเดินจับมือเขา ขายังสั่นทุกย่างก้าวที่เดิน
เดินด้วยกันจนถึงทางลง ขอบคุณเขา และบอกเขาว่า ลงเองได้
เขาเดินนำหน้าพร้อมๆกับชะลอคอยมองเราตลอด
เราเกาะราวด้านข้างระหว่างเดินลง

เขาถามว่า ไม่เคยเดินขึ้นสะพานลอยเหรอ
เราบอกว่า เคยนะ แต่ไม่ไกลขนาดนี้ คือยาวมาก

.
ตอนอยู่ปากน้ำ เคยเดินข้ามสะพานลอยหน้าบิ๊กซี เดินได้ปกติ
ไปรอบนี้ เดินแทบไม่รอด ความรู้สึกเหมือนพื้นมันแกว่ง
ทั้งๆที่พื้นที่ดูแข็งแรง(บีทีเอส)

ตอนที่เดินข้ามที่แรก คิดว่าคงไม่เป็นไร
พอเดินไปถึงด้านบน เกิดอาการขาสั่น ขาอ่อน เดินหลบเข้าด้านใน
ค่อยๆก้าว ขาสั่นไปหมด ใจก็คิด ทำไมเป็นแบบนี้ ทั้งที่เคยเดิน
มาคราวนี้ ไหงมีอาการแบบนี้

.
ทุกวันนี้ อาการที่ยังเป็นอยู่
คือ ถ้านั่งอยู่ จะรู้ชัดที่หัวใจ มากกว่ารู้ชัดในส่วนอื่นๆ
เหมือนหัวใจงออกออกมาแขวนอยู่ด้านนอกตัว

วิบากแห่งสังขาร

25-02-18

ถ้าไม่ได้สมาธิคงจะแย่

วันก่อนฝนตก ได้กลิ่นฝุ่นละอองคละคลุ้งอยู่ในอากาศ

ใจก็คิดว่า ไม่น่าจะเป็นอะไร เพราะอยู่ในห้อง
ที่ไหนได้ ตกบ่ายเริ่มไอ แล้วก็ไอหนักขึ้น จิบน้ำเป็นระยะๆ

เมื่อทำสมาธิ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ช่วงนั้นไม่มีอาการไอแต่อย่างใด
พอกลับมารู้สึกตัว อาการไอเริ่มกลับมา
ไอแต่ละครั้ง รู้สึกกระเทือนที่ต้นคอ เจ็บต้นคอ
ค่อยๆลามขึ้นไปบนหัว อาการเหมือนไมเกรน
หัวใจเต้นกระะหน่ำ รู้สึกเจ็บที่หัวใจเป็นระยะๆ

ทั้งๆที่รู้ว่า ถ้ากินยา จะช่วยบรรเทาได้เยอะ
แต่ที่ไม่กินยา เพราะเห็นว่า ยังไม่ถึงขั้นหอบมาก
แค่หายใจดังวิ๊ดๆ มีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย

เราเป็นโรคกระดูกพรุน อยู่ในระยะอันตราย
เพราะกินยาเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ที่เป็นอยู่ กินมาตั้งแต่เด็ก
ยาแก้ไข้หวัด ลดน้ำมูก ลดไข้ ยาแก้ไอนี่แหละ
ไม่คิดว่าการกินยาระยะยาว จะส่งผลกระทบได้ขนาดนี้

ดีอย่างที่มีสมาธิเป็นตัวช่วย
ถ้าไม่ได้สมาธิ ก็ต้องกินยา

“วิบากแห่งสังขาร”

ประสพการณ์เกี่ยวกับ “ความตาย

ประสพการณ์เกี่ยวกับ “ความตาย”

.

เฉียดตาย ๒ ครั้ง

๑. เกือบโดนรถชนตาย
รอดมาได้ เพราะสติดี สมาธิดี และอาจยังไม่ถึงคราวตายด้วย

๒. ประจำเดือนมามากผิดปกติ เหมือนคนตกเลือด
ไม่ไปหาหมอ ไม่กินยา ใช้สมาธิรักษา

.

.

เวทนากล้า มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
กายแตก กายระเบิด ๒ ครั้ง

.

.

เห็นตัวตาย ๑ ครั้ง
มีเกิดขึ้นขณะนั่งสมาธิ

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนั้น
อาการเหมือนคนที่ขาดอากาศหายใจ
แรกๆดิ้นรน หาอากาศหายใจ
สุดท้ายปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายทุกเรื่องราว

เมื่อคิดพิจรณาดังนี้ หยุดดิ้นรน
รู้ชัดทุกอาการที่มีเกิดขึ้นก่อนหมดลมหายใจเฮือกสุดท้าย
ความรู้สึกดับลงไป

ต่อมารู้สึกเหมือนถูกดูดด้วยแรงดูดมหาศาล
สองข้างทางที่ผ่านเข้าไป มีภาพในอดีตชาติแต่ละชาติ
ผ่านไปไวมาก ดูไม่ทัน จึงไม่รู้ว่าเป็นชาติไหนบ้าง

เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ของสภาวะจิตดวงสุดท้ายก่อนทำกาละ

“รู้ชัดโดยความเป็นทุกข์”

ผัสสะและอริยสัจ ๔

[๒๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นทุกข์ แม้เหตุและปัจจัยเพื่อความ
เกิดขึ้นแห่งจักษุนั้นก็เป็นทุกข์ จักษุอันเกิดแต่เหตุที่เป็นทุกข์ ที่ไหนจักเป็นสุขเล่าฯลฯ

ใจเป็นทุกข์ แม้เหตุและปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งใจก็เป็นทุกข์ ใจอันเกิดแต่เหตุที่เป็นทุกข์ ที่ไหนจักเป็นสุขเล่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ แม้ในหู แม้ในจมูก แม้ในลิ้น แม้ในกาย แม้ในใจ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว
รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ

.

หัวใจวายตาย ๑ ครั้ง
ขณะที่เกิดอาการหัวใจวาย มีสติรู้ตัวตลอด
กำหนดรู้ไปตามอาการตามความเป็นจริง
เจ็บหัวใจมากจนทนไม่ไหว กำหนด รู้หนอๆๆ
เห็นกายและจิตแยกขาดออกจากกัน
(สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจที่รู้อยู่)

ความรู้สึกดับลงไป
รู้สึกตัวอีกที รู้ทั้งตัว รู้กายที่นอนอยู่

สภาวะที่มีเกิดขึ้นครั้งนี้
เป็นการตอกย้ำ ความรู้ชัดในสภาวะจิตดวงสุดท้าย

เมื่อความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ไม่มี
ที่ตั้งของวิญญาณ ย่อมไม่มี

“รู้ชัดโดยความเป็นทุกข์
แต่รู้ชัดโดยความเป็นอนัตตามากกว่า”

ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ ๔
อวิชชา สังขาร วิญญาณ

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าราคะในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุ ในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุ เป็นสิ่งที่ภิกษุละได้แล้ว.

เพราะละราคะได้
อารมณ์สำหรับวิญญาณก็ขาดลง
ที่ตั้งของวิญญาณก็ไม่มี
วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้น ก็ไม่งอกงาม
หลุดพ้นไป เพราะไม่ถูกปรุงแต่ง
เพราะหลุดพ้นไป ก็ตั้งมั่น
เพราะตั้งมั่น ก็ยินดีในตนเอง
เพราะยินดีในตนเอง ก็ไม่หวั่นไหว
เมื่อไม่หวั่นไหว ก็ปรินิพพานเฉพาะตน

ย่อมรู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้สำเร็จแล้ว
กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ดังนี้

เรียนรู้ใกล้ตัว

 

เจ้านายได้เรียนรู้สภาวะโดยตรงจากวลัยพร

กำลังดูหนังอยู่ จู่ๆรู้สึกหัวใจเต้นแรงมาก
เต้นกระหน่ำ แทบจะเด็นออกจากข้างใน

ถามเจ้านายว่า อยากรู้อาการหัวใจจะวายมั๊ย?
เขาตอบว่า อยากรู้

เราบอกว่า มานี่สิ เอามือทาบลงตรงตำแหน่งหัวใจของวลัยพร

เขาเอามือวางลงตรงตำแหน่งหัวใจ
พร้อมกับถามว่า ทำไมเต้นแรงและเร็วขนาดนี้

เราบอกว่า นี่เป็นอาการของบุคคล
ที่มีโอกาสหัวใจวายเฉียบพลัน

หัวใจที่เต้นกระหน่ำจนนับจังหวะชีพจรเต้นไม่ได้
ที่นับไม่ได้ เพราะเต้นเร็วมาก

พร้อมกับบอกเจ้านายว่า สมาธินี่ดีนะ
มันช่วยควบคุมอาการที่เกิดขึ้นภายในร่างกายได้
แบบผ่อนหนักให้เป็นเบา ไม่ต้องเป็นอะไรมาก

หลังจากนั้น มีอาการเจ็บจิ๊ดที่หัวใจ
แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้น รู้ไปแบบนั้น ไม่ต้องทำอะไร

จะมีรู้สึกชัดมากตรงที่หัวใจ
เหมือนเป็นแขน ขา ที่งอกยาวออกมาแบบนั้น

การที่ให้เจ้านายรับรู้เรื่องนี้
เมื่อถึงเวลาที่วลัยพรจะต้องตาย
เขาจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจ คือ ยอมรับได้

จะวันนี้ พรุ่งนี้ หรือวันไหนๆ
ที่แน่ๆ ต้องตาย เหมือนกันหมด

วลัยพรมีความอยากนะ
อยากเจอสภาวะความตายอีกครั้ง
ถึงจะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้

เพราะสภาวะความตาย
จะพบเจอได้ ต้องปราศจากกิเลส
คือ ไม่มีความอยาก ถึงเวลาจะเกิด ก็มีเกิดขึ้นเอง

ก็เจอมาตั้งแต่เกือบตายมาสองครั้ง
แล้วมาเจอสภาวะความตายอีกสองครั้ง

ทำให้รู้ชัดว่า วิญญาณ เมื่อไม่มีที่ตั้ง
ย่อมไม่มีการมาและการไป

“วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้น ก็ไม่งอกงาม
หลุดพ้นไปเพราะไม่ถูกปรุงแต่ง

เพราะหลุดพ้นไป ก็ตั้งมั่น
เพราะตั้งมั่น ก็ยินดีในตนเอง
เพราะยินดีในตนเอง ก็ไม่หวั่นไหว

เมื่อไม่หวั่นไหว
ก็ปรินิพพานเฉพาะตน

ย่อมรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว

กิจที่ควรทำได้สำเร็จแล้ว
กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก”

โรคหัวใจ

มันแปลกดีนะ

ตั้งแต่ทำความเพียร มักจะเจอเรื่องแปลกๆ
ไม่ใช่เรื่องอิทธิฤทธิ์ปฏิหารย์
แต่เป็นเรื่องจริง ที่เกิดขึ้นในชีวิต

บทความนี้

“บุคคลที่มีจิตเป็นสมาธิจะมีความดันอัตราการหายใจลดลง หัวใจเต้นช้าลง คลื่นสมองช้าและเป็นระเบียบขึ้น การเผาผลาญอาหารในร่างกายลดลง และความตึงตัวของกล้ามเนื้อลดลง”

ตรงนี้ น่าจะหมายถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ

————-

“จิตใจและร่างกายมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันจริง พร้อมทั้งเชื่อว่าการทำสมาธิสามารถทำให้จิตใจผ่อนคลายและไม่เครียด ทั้งรักษาโรคให้หายได้โดยไม่ต้องใช้ยาหรือใช้ยาลดลง โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง การทำสมาธิยังมีความสัมพันธ์กับสมองทั้งสองซีกและส่งผลให้เกิดสุขภาพดี”

ถ้าจะบอกว่า คนที่ทำสมาธิต่อเนื่อง จิตเป็นสมาธิเนืองๆ
วลัยพรนี่แหละ อยู่ในข่ายโรคความดันสูง
ความดันไม่คงที่

หากใจสงบ ไม่ได้ทำอะไร
ความดันจะปกติ

หากเดินไกลๆ เหรือเดินนาน
ความดันจะสูงเกิน 150/110

ชีพจร คงที่เต้นเกินปกติของคนทั่วๆไป
หัวใจเต้นแรงและเร็ว เหมือนเด็กแรกเกิด

ผิดกับเมื่อก่อน
หัวใจเต้นช้าและเบา

———–

ไม่แน่ว่า ที่หัวใจเต้นแรงและเร็วนั้น
จะเกิดจาก ไทรอยด์เป็นพิษ ที่กำลังเป็นอยู่หรือเปล่า

อาการหัวใจเต้นแรงและเร็วนี้
เป็นมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เริ่มเกิดสภาวะความรู้สึกตัว

จะรู้ทั่วทั้งกาย การสั่นสะเทือนตามร่างกาย
รู้ชัดการเต้นของชีพจร ตามจุดต่างๆของร่างกาย

แรกๆรู้ เล่นเอานอนไม่หลับ
มีรำคาญ เพราะอยากหลับเหมือนที่เคยหลับ
แต่ทำยังไงก็ไม่หลับ แค่รู้ไป

เสียงหัวใจเต้นดังก้องอยู่ในหู
เสียงชีพจรที่กำลังเต้น ดังอยู่ในหู
การรู้ชัดแบบนี้ ทำให้นอนไม่หลับ

กำหนดรู้อย่างเดียวว่า
ครูมาสอน เราต้องเรียน ไม่ต้องไปถามใคร
มีหน้าที่รู้อย่างเดียว

ต่อมา หลังจากที่นอนไม่หลับ
รู้ไปเรื่อยๆตามที่ชีพจรเต้นตามจุดต่างๆ
สักพัก จิตเป็นสมาธิ แล้ววูบลงไป

จึงทำให้รู้ว่า การนอนหลับ แบบที่เคยหลับ
จัดเป็นจิตเป็นสมาธิอย่างหนึ่ง
แต่เป็นสมาธิที่ขาดความรู้สึกตัว
ทำให้ไม่เคยรู้กายเวลาหลับ

พอเจ้าความรู้สึกตัวนี้มีเกิดขึ้นแล้ว
ตั้งแต่นั้นมา ไม่เคยรู้จัก “หลับ” แบบที่เคยหลับมาตั้งแต่เด็กจนโต

เวลานอน รู้กายปกติ
พอจิตเป็นสมาธิ มันจะวูบลงไปเอง

เวลาสมาธิคลายตัว
จึงเหมือนคนนอนไม่ค่อยหลับ

พอสักพัก มันก็วูบลงไปอีก
เป็นระยะๆ บางครั้ง ยาว บางครั้งสั้น

นี่เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นในเวลากลางคืน
จากวลัยพรที่ไม่รู้จัก “หลับ”
รู้จักแต่ จิตเป็นสมาธิ
แล้ววูบลงไป

————-

กลางวันก็เช่นกัน
ถ้ามันเริ่มรู้สึกหน่วงๆในใจ
ใจมันอยากทำสมาธิ ก็จะทำสมาธิ
บางครั้งหลายชม. บางครั้งไม่กี่ชม.

ถ้าจิตแจ่มๆ ตัวคิดพิจรณาจะเกิด
ครุ่นคิดเรื่องใดอยู่ จะมีวิตก วิจารณ์ขึ้นมาเอง

นับเป็นเวลา 7 ปี
กว่าที่จะเขียนรายละเอียด
ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า สมถะ-วิปัสสนา

ตอนนี้กำลังจะเขียน รายละเอียด
ลักาณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ

ที่เคยเขียนๆไว้
เป็นการเขียนแบบวิธีการนำไปปฏิบัติ
แต่ยังไม่ได้เขียนรายละเอียดอื่นๆ

สัญญา

ไม่หลับไม่นอน

ช่วงไหน สภาวะสัญญามีเกิดขึ้นต่อเนื่อง
คืนๆนั้น ไม่ต้องหลับกัน มันจะมีความคิดทบทวนสภาพธรรมต่างๆ

เมื่อคืน ล้มตัวลงนอน พอหลับตาลง สว่างพรึ่บทันที
นอนมองความว่างที่มีเกิดขึ้น

เริ่มรู้สึกถึงอาการหัวใจเต้นเหมือนเด็ก

รู้ไปตามนั้น มีปีติ สุข สงบ เกิดขึ้นเป็นระยะๆ
เพราะเคยเจอสภาพธรรมแบบนี้มาแล้ว
ใจก็คิดว่า ไม่ต้องหลับต้องนอนกันละคืนนี้

พอสิ้นสุดความคิด
สภาพธรรมต่างๆ ที่เคยพบประสพเจอ ขณะทำความเพียร
สัญญา ความรู้ต่างๆ ผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ
มีสิ่งใดเกิดขึ้น รู้ตามความเป็นจริง
ไม่มีความเห็นของตนเข้าแทรกแซง

รู้แบบนี้ไปสักระยะ
ก็รู้สึกวูบลงไป สงบจากความคิดต่างๆไปชั่วขณะ
แปบนึง กลับมาคิดๆๆๆๆๆ สัญญาต่างๆเกิดต่อ
เป็นแบบนี้ทั้งคืน ไม่ได้หลับไม่ได้นอน

เช้ามา นั่งสมาธิแปบนึง
ไม่มีความง่วงหาว จิตแจ่มใสดี

สัญญาที่มีเกิดขึ้นในครั้งนี้
เป็นเรื่องของ คำที่เรียกว่า วิปัสสนา
ที่มีรายละเอียดเพิ่มจากที่เคยรู้

วิปัสสนา ที่มีเกิดขึ้นจากการกำหนดรู้
ที่ใช้ในการดำเนินชีวิต ขณะผัสสะเกิด
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เพราะรู้ดีว่า เพราะอะไร สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต ในแต่ละขณะ
บางสิ่ง ทำให้มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เป็นเรื่อง กรรม/สิ่งเคยกระทำไว้ในอดีต(มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม)
ส่งมาให้รับผลในรูปของ ผัสสะ(สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต)

เมื่อรู้แล้ว จึงอดกลั่น กดข่มใจ
ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิด

(มีบางครั้ง ที่ความอดทนยังมีไม่มากพอ
ยังมีบ้าง ที่กระทำลงไป เหตุมี ผลย่อมมี)

เมื่อกำหนดรู้ดังนี้เนืองๆ สภาพธรรม
อนิจจัง

อนิจฺจนฺติ ขนฺธปญฺจกํ กสุมา?
อุปฺปาทวยญฺญถตฺตภาวนา หุตฺวา อภาวโต วา.

รูป,นาม ขันธ์ ๕ ชื่อว่า อนิจจัง
เพราะว่ามีการ วิปริตผิดแปลกเปลี่ยนไปโดยความเกิดดับ
หรืออีกนัยหนึ่ง เพราะมีแล้ว ไม่มี คือ เกิดขึ้น แล้วก็สูญสิ้นดับไปไม่มีเหลือ

ทุกขัง

ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขนฺติ วจนโต ตเทว ขนฺธปญฺจกํ

รูป,นาม ขันธ์ ๕ ชื่อว่า ทุกขัง
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ว่า
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์

เพราะรูป,นาม ขันธ์ ๕ ชื่อว่า
ถูกเบียดเบียนบีบคั้นอยู่เนืองๆ โดยความเกิดและความดับ

อนัตตา

นาม, รูป ขันธ์ ๕ นั้นแหละชื่อว่า อนัตตา
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ว่า
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

เพราะรูป,นาม ขันธ์ ๕
ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใดทั้งสิ้น

ทั้งหมดนี้
ย่อมมีเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย(หยุด)

================

ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป

วิปัสสนา ที่มีเกิดขึ้นในสมถะ(สัมมาสมาธิ)

ขณะทำความเพียร มีสภาพธรรมใดเกิดขึ้น
ให้กำหนดรู้ รู้สึกนึกคิดอย่างไร กำหนดรู้ไปตามนั้น
สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนเกิดจาก เวทนา ตัณหา อุปทาน ที่มีอยู่

ให้กำหนดรู้ สภาพธรรม(ผัสสะ) ที่มีเกิดขึ้น

อนิจฺจานุปัสสนา พิจรณาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น(รูป,นาม)
โดยอาการไม่เที่ยง

ทุกฺขานุปัสสนา พิจรณาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น(รูป,นาม)
โดยอาการเป็นทุกข์

อนัตตานุปัสสนา เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น(รูป,นาม)

ทั้งหมดนี้
ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย(กำหนดรู้)

เป็นที่มาของคำเรียกที่เรียกว่า วิปัสสนาญาณ ๙, วิปัสสนาญาณ ๑๐
ตามอภิธัมมัตถสังคหบาลี และวิปัสสนาญาณ ๑๖ ในวิสุทธิมัค

เป็นเรื่องของ การเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป

สังขารุเปกขาญาณ
เกิดจาก การปล่อยวาง โดยมีไตรลักษณ์เป็นเหตุปัจจัย

หลายๆคน ที่ทำความเพียรมาถึงจุดๆนี้
สภาวะไม่มีเพิ่มขึ้นไปมากกว่านี้

ในตำราเขียนแนะนำไว้ว่า
อาจเนื่องจาก เคยตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งความปราถนาพุทธภูมิไว้
คือ ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า

ให้ตั้งจิต ถอนคำอธิษฐานนั้นเสีย
เมื่อถอนคำอธิษฐานแล้ว
สภาพธรรมต่างๆ ที่ยังไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
จะมีเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย(ถอนคำอธิฐาน ความอยากเป็นพระพุทธเจ้า)

วิปัสสนา (สมถะ/สัมมาสมาธิและวิปัสสนาคู่กัน)

อนิจจลักขณะ

ทุกขลักขณะ

อนัตตลักขณะ

เกี่ยวเนื่องกับ

๑. สุญฺญตวิโมกฺข เห็นด้วยใจ ชัดเจนใน อนัตตลักขณะ มากที่สุด
เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้จิตเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรม(ผัสสะ)
ที่กำลังมีเกิดขึ้น

กล่าวคือ เห็นทุกข์ทางกายที่มีเกิดขึ้นก่อน(หัวใจวาย)

เมื่อไม่มีห่วง ไม่มีอาลัย
จึงปลงตกว่า ตายก็ตาย
ชั่วขณะนั้น จะเห็นการทำงานของรูป,นาม ที่แยกขาดออกจากกัน
สิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ) ใจที่รู้อยู่ แยกกันทำงาน
เช่น ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับกาย
กับใจที่รู้อยู่ แต่ไม่รู้สึกปวดตามที่กายกำลังเป็นอยู่

๒. อนิมิตฺตวิโมกฺข เห็นด้วยใจ ชัดเจนใน อนิจจลักขณะ มากที่สุด
เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้จิตเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรม(ผัสสะ)
ที่กำลังมีเกิดขึ้น

๓. อปฺปฌิตวิโมกฺข เห็นด้วยใจ ชัดเจนใน ทุกขลักขณะ มากที่สุด
เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้จิตเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรม(ผัสสะ)
ที่กำลังมีเกิดขึ้น

กล่าวคือ เห็นความเป็นกลุ่มก้อน ของทุกข์(ขาดใจตาย)
การกอดทุกข์เอาไว้(กลัวตาย)

เมื่อไม่มีห่วง ไม่มีอาลัย
จึงปลงตกว่า ตายก็ตาย
หลุดพ้นจากตัณหา ที่มีเกิดขึ้นชั่วคราว

สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นเหล่านี้
เป็นเรื่องของ จิตสุดท้าย ก่อนหมดลมหายใจ(ตาย)

จังหวะการเต้นของหัวใจ

๒๘ มีค.๕๗

เช้านี้ดูข่าว ช่วงข่าวบันเทิง มีผู้จัดรายการสองคนคุยกัน เป็นผู้หญิงกับผู้ชาย

ฝ่ายชม เอ่ยชื่นชมฝ่ายหญิงว่า ไปทำอะไร ผิวพรรณเนียน พร้อมกับเอามือไปลูบแขนฝ่ายหญิง

พิธีกรหญิงบอกว่า คงเป็นผลของสุขภาพ ไปเข้าคอสมาที่เยอรมัน หมอบอกว่า ตอนนี้จังหวะการเต้นของหัวใจ เหมือนอายุ ๑๕ ปี

พร้อมกับพูดต่อว่า สนนราคา ๑ ล้านบาท และบอกว่า รู้นะว่าจะถามอะไร

……..

เราฟังอยู่ พอดีเจ้านายออกมาจากห้องน้ำ เราบอกกับเจ้านายว่า ป๊าดดดด เสียเงินตั้งหนึ่งล้าน หัวใจเต้นแค่อายุ ๑๕ ปี

วลัยพรไม่ต้องเสียสักบาท เพียงทำความเพียรต่อเนื่อง จังหวะการเต้นหัวใจ เหมือนเด็กแรกเกิด คือ เคยนับจังหวะการเต้นของหัวใจ ช่วงที่เกิดสภาวะหัวใจเต้นแรง จับเวลาดูว่า๑ นาที เต้นกี่ครั้ง

หัวใจเด็กแรกเกิด จะเต้นตั้งแต่ ๑๔๐ ครั้งขึ้นไป ต่อ /๑ นาที (ใครทำงานห้องเด็กอ่อน น่าจะรู้เรื่องชีพจรของเด็กแรกเกิด)

ของวลัยพรที่จับได้ เต้นมากกว่า ๑๕๐ ครั้ง ต่อ ๑ นาที ระบบการหายใจ เดี่ยวนี้ เป็นคนหายใจช้า มักจะรู้ชัดถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ เกิดขึ้นเนืองๆ

สมาธิที่เกิดขึ้น มากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่เหตุปัจจัย ไม่ได้ให้ความสำคัญ รู้แค่ว่าเกิดขึ้น คลายตัว หายไป เท่านั้นเอง เป็นความปกติของสภาวะ เป็นผลของเหตุจาก การทำความเพียรต่อเนื่อง

ถ้าใครสนใจ อยากมีสุขภาพดี มีหัวใจเต้นเหมือนเด็กแรกเกิด ไม่ต้องเสียเงินสักบาท ไม่ต้องไปต่างประเทศ ทำความเพียรปกตินี่แหละ

วิธีการทำความเพียร มีหลากหลายรูปแบบ ถ้ายังไม่มั่นใจ ให้ไปวัดก่อน เข้าบรรยากาศก่อน จนความศรัทธามั่นคง ทีนี้แหละ ทำเองได้ ไม่ต้องมีใครมาคอยกระตุ้นเตือน

ผลของการทำความเพียร นอกจากหัวใจเต้นเหมือนเด็กแรกเกิดแล้ว อาการของโรคที่เป็นอยู่ จะทุเลาเบาบางลง เช่น

วลัยพรเป็นภูมิแพ้ เป็นหวัด น้ำมูกเขียวทั้งปี ป่วยกระเสาะกระแสะ ทำอะไรก็เหนื่อยง่าย ตอนนี้อาการแบบนั้น หายไปหมด สุขภาพแข็งแรงดี

เพียงแต่อาการของกระดูก เป็นไปตามเหตุปัจจัย หากสุขภาพแข็งแรง กินอาหารเสริมส่วนที่ร่างกายขาด อาการปวดกล้ามเนื้อ หรือ อาการเจ็บป่วยทางร่างกาย จะค่อยๆดีขึ้นเอง ไม่ได้ไปหาหมอ ไม่ต้องกินยาคลายเส้น รักษาตามอาการ

อันนี้แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคนด้วยนะ กรณีของวลัยพร พอดีมีความรู้เรื่องความเจ็บป่วย และการรักษาโรคที่เป็นอยู่ ทำให้ดูแลตัวเองได้ โดยไม่ต้องไปหาหมอ แต่รักษาไปตามอาการ และอาศัยการทำสมาธิ ช่วยรักษาความเจ็บป่วย ที่เป็นอยู่

การทำความเพียร(กรรมฐาน ในรูปแบบใดๆ ก็ได้) นอกจากเป็นเหตุปัจจัย ช่วยในด้านสุขภาพแล้ว

สิ่งที่สำคัญ ยิ่งกว่าสิ่งใด นั่นคือ ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง พร้อมทั้ง พยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

ผลของการสร้างเหตุแบบนี้ เป็นเหตุปัจจัยให้ ความเกิดขึ้นของภพชาติปัจจุบันสั้นลง และ การเวียนว่าย ตายเกิด ในวัฏฏสงสาร สั้นลง

โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสักบาทเดียว แต่เอาแรงใจเข้าสู้กับ เหตุปัจจัยที่มีอยู่ ได้แก่ ผัสสะ ที่เกิดขึ้น ทั้งภายนอก(สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งภายนอก(สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต)

และ ภายใน(สิ่งที่เกิดขึ้นภายใน ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่)

Previous Older Entries

พฤศจิกายน 2018
พฤ อา
« ต.ค.    
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: