คำเรียกเดียวกัน แต่คนละความหมาย

30 เมย. 18

คำเรียกเดียวกัน แต่คนละความหมาย

.

คำว่า กำหนด ที่เราใช้พูดประจำนั้น
หมายถึง โยนิโสมนสิการ ได้แก่ ดูตามความเป็นจริง รู้ตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด ให้กำหนดรู้
รู้สึกนึกคิดอะไร หรืออย่างไร ให้กำหนดรู้

ไม่ใช่กำหนดรู้หนอ เห็นหนอฯลฯ อะไรแบบนั้น
พอมาพูดคุยกัน ก็เลยกลายเป็นคุยคนละเรื่อง
พูดยังไง ก็ไม่ลงรอยเดียวกันสักที

ปฏิบัติมาหลายปี ไตรลักษณ์ไม่เคยเห็นแบบแจ่มแจ้งแก่ใจ
แล้วจะทำให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดได้อย่างไร

.

สำหรับผู้ปฏิบัติ วันนี้ปฏิบัติ สภาวะที่เกิดขึ้นเป็นแบบไหน จดจำไว้
วันต่อๆไปในแต่ละวัน จะเหมือนเดิม ไม่เหมือนเดิม รายละเอียดแตกต่างกันไป
หากกำหนดรู้ตามความเป็นจริง จะเห็นว่า สภาวะแต่วันมีเปลี่ยนแปลง
บางครั้งดูเหมือนเดิม แต่มีรายละเอียดแตกต่างกัน

เมื่อทำแบบนี้เนืองๆ กำหนดรู้เนืองๆ
ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมประจักษ์แจ้งแก่ใจขึ้นมา
ที่ไตรลักษณ์ไม่ปรากฏให้เห็น เพราะมัวแต่ไปกำหนดผิดที่ ไปรู้หนอ เห็นหนอ
บริกรรมแค่ปาก แต่ไม่ลงไปถึงใจ คือไม่มีการจดจำ แค่มีเกิดขึ้นแล้วปล่อยให้ผ่านไป

.

บางคนยึดติดความรู้ ความเห็นเดิมๆที่เคยมี
พูดอะไรไป ก็วกกลับไปเรื่องเดิมๆ สภาวะเดิมๆ
พูดตามตรง ก็กลัวจะไม่ถูกใจเขา พูดอ้อมๆ เขาก็ไม่เข้าใจ
ความสนิทกันนี่ไม่ดีเลยนะ เพราะทำให้เกิดความเกรงใจกัน
ทำให้ต้องรักษาน้ำใจกัน

ไม่เหมือนกับผู้ปฏิบัติคนอื่นๆ ที่รู้จักกันเพราะเรื่องปฏิบัติ
ที่เขามาขอคำแนะนำ แล้วเราใยังคงห้คำแนะนำอยู่
อันนั้นพูดตามความเป็นจริงได้ ไม่ต้องเกรงใจกัน

สภาวะที่เกิดจากสมาธิ ไม่ใช่ความวิเศษหรือพิเศษอันใดเลย
มันเป็นเรื่องปกติ เป็นความปกติที่มีเกิดขึ้นจากผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

จะสันตติขาด ฆนบัญญติแตก ให้รู้ชัดขนาดไหน
จะเกิดความรู้ชัดขึ้นมาในใจ อยู่ในอิริยาบทไหน กระทบรู้ขึ้นมาในใจ
สิ่งเหล่านี้ ยังไม่สามารถนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้
เป็นแค่เรื่องปกติของสภาวะเท่านั้นเอง ตัวปัญญายังไม่เกิดเลย

กำหนดตั้งแต่หยาบ ยืน เดิน นั่ง นอน
จนถึงอิริยาบทย่อย กิน ดื่ม ถ่ายฯลฯ
ทำมานานแค่ไหน ไตรลักษณ์เป็นแค่เงา
ควรพิจรณาได้แล้วว่าเพราะอะไร
มันไม่ใช่เรื่องการทำไม่ต่อเนื่อง
แต่เป็นเพราะติดกับดักคำเรียก “กำหนดรู้หนอ เห็นหนอฯลฯ”
รู้หนอ เห็นหนอ ไม่ได้ผิดอะไรด้วย แต่ตัวผู้ปฏิบัติถือมั่นเอง
ติดกับดักสภาวะเดิมๆ ที่เป็นเรื่องของสภาวะที่เกิดจากจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
สภาวะมาสอนความไม่เที่ยง แต่ไม่รู้ไม่เห็น เพราะอโยนิโสมนสิการ

Advertisements

สะพานลอย

25-02-18

เนื่องมาจากสะพานลอย

เมื่อก่อน เดินข้ามสะพานลอยได้ปกติ
จะสูงแค่ไหน จะยาวแค่ไหน ก็เดินได้

ตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้น กลายเป็นกลัวการข้ามสะพานลอย
เพราะหัวใจจะวายตอนข้ามสะพานลอย

เรื่องของเรื่อง วันนั้นขึ้นรถผิด รถไปเกือบถึงบางโฉลง
พอรถลงทางด่วน ขอคนขับลง ตรงที่รถจอด มีสะพานลอย

ตอนขึ้นสะพานลอย แรกๆรู้สึกเหนื่อย จะสูงอะไรขนาดนั้น
พอขึ้นไปถึงข้างบน เดินตอนแรก พอจะเดินได้อยู่ เดินไปนิดเดียว
รู้สึกถึงสะพานมันแกว่ง ทั้งๆที่สะพานเป็นปูน มองไปสุดทาง
ประมาณขอบสนามฟุตบอลอีกฝั่ง ใจก็คิดว่า จะเดินไหวมั๊ย
ตอนนั้นหัวใจเต้นแรงมาก เหงื่ออกทั้งสองฝ่ามือ

พอจะก้าวเดิน ก้าวขาแทบไม่ออก ต้องยืนตัวงอ
เพราะรู้สึกว่าสะพานมันแกว่งแรงมาก เห็นว่าเดินไม่ได้แน่ จึงหยุด
มองไปข้างหลัง ที่เพิ่งเดินมา ใจก็คิดว่า น่าจะเดินกลับไป
ยอมเสียค่าแท็กซี่ดีกว่าจะเดินข้ามไปแบบนี้
ดีไม่ดี หัวใจวายขึ้นมาจะทำยังไง

คิดจะเดินกลับ ก็เดินไม่ดีอีก เพราะรู้สึกเหมือนสะพานไม่หยุดแกว่ง
ยืนอยู่ตรงนั้น คิดแค่ว่า รอให้ใจสงบกว่านี้ ค่อยเดินย้อนกลับไปทางเก่า
แปบนึง มีผู้ชายวัยรุ่นเดินมาถึงตรงที่เรายืน และกำลังจะเดินผ่านไป
เราเรียกเขา พร้อมกับบอกว่า ขอเดินไปด้วยคน

เขาบอกว่า เห็นยืนอยู่ เขาก็แปลกใจว่าทำไมถึงไม่เดิน
เราบอกว่า รู้สึกสะพานมันแกว่งได้ ทำให้ก้าวขาไม่ออก

เขาช่วยถือกระเป๋าและให้เราจับมือเขาไว้ พาเราเดินไปด้วย
ขนาดเดินจับมือเขา ขายังสั่นทุกย่างก้าวที่เดิน
เดินด้วยกันจนถึงทางลง ขอบคุณเขา และบอกเขาว่า ลงเองได้
เขาเดินนำหน้าพร้อมๆกับชะลอคอยมองเราตลอด
เราเกาะราวด้านข้างระหว่างเดินลง

เขาถามว่า ไม่เคยเดินขึ้นสะพานลอยเหรอ
เราบอกว่า เคยนะ แต่ไม่ไกลขนาดนี้ คือยาวมาก

.
ตอนอยู่ปากน้ำ เคยเดินข้ามสะพานลอยหน้าบิ๊กซี เดินได้ปกติ
ไปรอบนี้ เดินแทบไม่รอด ความรู้สึกเหมือนพื้นมันแกว่ง
ทั้งๆที่พื้นที่ดูแข็งแรง(บีทีเอส)

ตอนที่เดินข้ามที่แรก คิดว่าคงไม่เป็นไร
พอเดินไปถึงด้านบน เกิดอาการขาสั่น ขาอ่อน เดินหลบเข้าด้านใน
ค่อยๆก้าว ขาสั่นไปหมด ใจก็คิด ทำไมเป็นแบบนี้ ทั้งที่เคยเดิน
มาคราวนี้ ไหงมีอาการแบบนี้

.
ทุกวันนี้ อาการที่ยังเป็นอยู่
คือ ถ้านั่งอยู่ จะรู้ชัดที่หัวใจ มากกว่ารู้ชัดในส่วนอื่นๆ
เหมือนหัวใจงออกออกมาแขวนอยู่ด้านนอกตัว

วิบากแห่งสังขาร

25-02-18

ถ้าไม่ได้สมาธิคงจะแย่

วันก่อนฝนตก ได้กลิ่นฝุ่นละอองคละคลุ้งอยู่ในอากาศ

ใจก็คิดว่า ไม่น่าจะเป็นอะไร เพราะอยู่ในห้อง
ที่ไหนได้ ตกบ่ายเริ่มไอ แล้วก็ไอหนักขึ้น จิบน้ำเป็นระยะๆ

เมื่อทำสมาธิ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ช่วงนั้นไม่มีอาการไอแต่อย่างใด
พอกลับมารู้สึกตัว อาการไอเริ่มกลับมา
ไอแต่ละครั้ง รู้สึกกระเทือนที่ต้นคอ เจ็บต้นคอ
ค่อยๆลามขึ้นไปบนหัว อาการเหมือนไมเกรน
หัวใจเต้นกระะหน่ำ รู้สึกเจ็บที่หัวใจเป็นระยะๆ

ทั้งๆที่รู้ว่า ถ้ากินยา จะช่วยบรรเทาได้เยอะ
แต่ที่ไม่กินยา เพราะเห็นว่า ยังไม่ถึงขั้นหอบมาก
แค่หายใจดังวิ๊ดๆ มีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย

เราเป็นโรคกระดูกพรุน อยู่ในระยะอันตราย
เพราะกินยาเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ที่เป็นอยู่ กินมาตั้งแต่เด็ก
ยาแก้ไข้หวัด ลดน้ำมูก ลดไข้ ยาแก้ไอนี่แหละ
ไม่คิดว่าการกินยาระยะยาว จะส่งผลกระทบได้ขนาดนี้

ดีอย่างที่มีสมาธิเป็นตัวช่วย
ถ้าไม่ได้สมาธิ ก็ต้องกินยา

“วิบากแห่งสังขาร”

ประสพการณ์เกี่ยวกับ “ความตาย

ประสพการณ์เกี่ยวกับ “ความตาย”

.

เฉียดตาย ๒ ครั้ง

๑. เกือบโดนรถชนตาย
รอดมาได้ เพราะสติดี สมาธิดี และอาจยังไม่ถึงคราวตายด้วย

๒. ประจำเดือนมามากผิดปกติ เหมือนคนตกเลือด
ไม่ไปหาหมอ ไม่กินยา ใช้สมาธิรักษา

.

.

เวทนากล้า มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
กายแตก กายระเบิด ๒ ครั้ง

.

.

เห็นตัวตาย ๑ ครั้ง
มีเกิดขึ้นขณะนั่งสมาธิ

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนั้น
อาการเหมือนคนที่ขาดอากาศหายใจ
แรกๆดิ้นรน หาอากาศหายใจ
สุดท้ายปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายทุกเรื่องราว

เมื่อคิดพิจรณาดังนี้ หยุดดิ้นรน
รู้ชัดทุกอาการที่มีเกิดขึ้นก่อนหมดลมหายใจเฮือกสุดท้าย
ความรู้สึกดับลงไป

ต่อมารู้สึกเหมือนถูกดูดด้วยแรงดูดมหาศาล
สองข้างทางที่ผ่านเข้าไป มีภาพในอดีตชาติแต่ละชาติ
ผ่านไปไวมาก ดูไม่ทัน จึงไม่รู้ว่าเป็นชาติไหนบ้าง

เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ของสภาวะจิตดวงสุดท้ายก่อนทำกาละ

“รู้ชัดโดยความเป็นทุกข์”

ผัสสะและอริยสัจ ๔

[๒๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นทุกข์ แม้เหตุและปัจจัยเพื่อความ
เกิดขึ้นแห่งจักษุนั้นก็เป็นทุกข์ จักษุอันเกิดแต่เหตุที่เป็นทุกข์ ที่ไหนจักเป็นสุขเล่าฯลฯ

ใจเป็นทุกข์ แม้เหตุและปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งใจก็เป็นทุกข์ ใจอันเกิดแต่เหตุที่เป็นทุกข์ ที่ไหนจักเป็นสุขเล่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ แม้ในหู แม้ในจมูก แม้ในลิ้น แม้ในกาย แม้ในใจ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว
รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ

.

หัวใจวายตาย ๑ ครั้ง
ขณะที่เกิดอาการหัวใจวาย มีสติรู้ตัวตลอด
กำหนดรู้ไปตามอาการตามความเป็นจริง
เจ็บหัวใจมากจนทนไม่ไหว กำหนด รู้หนอๆๆ
เห็นกายและจิตแยกขาดออกจากกัน
(สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจที่รู้อยู่)

ความรู้สึกดับลงไป
รู้สึกตัวอีกที รู้ทั้งตัว รู้กายที่นอนอยู่

สภาวะที่มีเกิดขึ้นครั้งนี้
เป็นการตอกย้ำ ความรู้ชัดในสภาวะจิตดวงสุดท้าย

เมื่อความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ไม่มี
ที่ตั้งของวิญญาณ ย่อมไม่มี

“รู้ชัดโดยความเป็นทุกข์
แต่รู้ชัดโดยความเป็นอนัตตามากกว่า”

ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ ๔
อวิชชา สังขาร วิญญาณ

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าราคะในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุ ในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุ เป็นสิ่งที่ภิกษุละได้แล้ว.

เพราะละราคะได้
อารมณ์สำหรับวิญญาณก็ขาดลง
ที่ตั้งของวิญญาณก็ไม่มี
วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้น ก็ไม่งอกงาม
หลุดพ้นไป เพราะไม่ถูกปรุงแต่ง
เพราะหลุดพ้นไป ก็ตั้งมั่น
เพราะตั้งมั่น ก็ยินดีในตนเอง
เพราะยินดีในตนเอง ก็ไม่หวั่นไหว
เมื่อไม่หวั่นไหว ก็ปรินิพพานเฉพาะตน

ย่อมรู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้สำเร็จแล้ว
กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ดังนี้

เรียนรู้ใกล้ตัว

 

เจ้านายได้เรียนรู้สภาวะโดยตรงจากวลัยพร

กำลังดูหนังอยู่ จู่ๆรู้สึกหัวใจเต้นแรงมาก
เต้นกระหน่ำ แทบจะเด็นออกจากข้างใน

ถามเจ้านายว่า อยากรู้อาการหัวใจจะวายมั๊ย?
เขาตอบว่า อยากรู้

เราบอกว่า มานี่สิ เอามือทาบลงตรงตำแหน่งหัวใจของวลัยพร

เขาเอามือวางลงตรงตำแหน่งหัวใจ
พร้อมกับถามว่า ทำไมเต้นแรงและเร็วขนาดนี้

เราบอกว่า นี่เป็นอาการของบุคคล
ที่มีโอกาสหัวใจวายเฉียบพลัน

หัวใจที่เต้นกระหน่ำจนนับจังหวะชีพจรเต้นไม่ได้
ที่นับไม่ได้ เพราะเต้นเร็วมาก

พร้อมกับบอกเจ้านายว่า สมาธินี่ดีนะ
มันช่วยควบคุมอาการที่เกิดขึ้นภายในร่างกายได้
แบบผ่อนหนักให้เป็นเบา ไม่ต้องเป็นอะไรมาก

หลังจากนั้น มีอาการเจ็บจิ๊ดที่หัวใจ
แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้น รู้ไปแบบนั้น ไม่ต้องทำอะไร

จะมีรู้สึกชัดมากตรงที่หัวใจ
เหมือนเป็นแขน ขา ที่งอกยาวออกมาแบบนั้น

การที่ให้เจ้านายรับรู้เรื่องนี้
เมื่อถึงเวลาที่วลัยพรจะต้องตาย
เขาจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจ คือ ยอมรับได้

จะวันนี้ พรุ่งนี้ หรือวันไหนๆ
ที่แน่ๆ ต้องตาย เหมือนกันหมด

วลัยพรมีความอยากนะ
อยากเจอสภาวะความตายอีกครั้ง
ถึงจะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้

เพราะสภาวะความตาย
จะพบเจอได้ ต้องปราศจากกิเลส
คือ ไม่มีความอยาก ถึงเวลาจะเกิด ก็มีเกิดขึ้นเอง

ก็เจอมาตั้งแต่เกือบตายมาสองครั้ง
แล้วมาเจอสภาวะความตายอีกสองครั้ง

ทำให้รู้ชัดว่า วิญญาณ เมื่อไม่มีที่ตั้ง
ย่อมไม่มีการมาและการไป

“วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้น ก็ไม่งอกงาม
หลุดพ้นไปเพราะไม่ถูกปรุงแต่ง

เพราะหลุดพ้นไป ก็ตั้งมั่น
เพราะตั้งมั่น ก็ยินดีในตนเอง
เพราะยินดีในตนเอง ก็ไม่หวั่นไหว

เมื่อไม่หวั่นไหว
ก็ปรินิพพานเฉพาะตน

ย่อมรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว

กิจที่ควรทำได้สำเร็จแล้ว
กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก”

โรคหัวใจ

มันแปลกดีนะ

ตั้งแต่ทำความเพียร มักจะเจอเรื่องแปลกๆ
ไม่ใช่เรื่องอิทธิฤทธิ์ปฏิหารย์
แต่เป็นเรื่องจริง ที่เกิดขึ้นในชีวิต

บทความนี้

“บุคคลที่มีจิตเป็นสมาธิจะมีความดันอัตราการหายใจลดลง หัวใจเต้นช้าลง คลื่นสมองช้าและเป็นระเบียบขึ้น การเผาผลาญอาหารในร่างกายลดลง และความตึงตัวของกล้ามเนื้อลดลง”

ตรงนี้ น่าจะหมายถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ

————-

“จิตใจและร่างกายมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันจริง พร้อมทั้งเชื่อว่าการทำสมาธิสามารถทำให้จิตใจผ่อนคลายและไม่เครียด ทั้งรักษาโรคให้หายได้โดยไม่ต้องใช้ยาหรือใช้ยาลดลง โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง การทำสมาธิยังมีความสัมพันธ์กับสมองทั้งสองซีกและส่งผลให้เกิดสุขภาพดี”

ถ้าจะบอกว่า คนที่ทำสมาธิต่อเนื่อง จิตเป็นสมาธิเนืองๆ
วลัยพรนี่แหละ อยู่ในข่ายโรคความดันสูง
ความดันไม่คงที่

หากใจสงบ ไม่ได้ทำอะไร
ความดันจะปกติ

หากเดินไกลๆ เหรือเดินนาน
ความดันจะสูงเกิน 150/110

ชีพจร คงที่เต้นเกินปกติของคนทั่วๆไป
หัวใจเต้นแรงและเร็ว เหมือนเด็กแรกเกิด

ผิดกับเมื่อก่อน
หัวใจเต้นช้าและเบา

———–

ไม่แน่ว่า ที่หัวใจเต้นแรงและเร็วนั้น
จะเกิดจาก ไทรอยด์เป็นพิษ ที่กำลังเป็นอยู่หรือเปล่า

อาการหัวใจเต้นแรงและเร็วนี้
เป็นมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เริ่มเกิดสภาวะความรู้สึกตัว

จะรู้ทั่วทั้งกาย การสั่นสะเทือนตามร่างกาย
รู้ชัดการเต้นของชีพจร ตามจุดต่างๆของร่างกาย

แรกๆรู้ เล่นเอานอนไม่หลับ
มีรำคาญ เพราะอยากหลับเหมือนที่เคยหลับ
แต่ทำยังไงก็ไม่หลับ แค่รู้ไป

เสียงหัวใจเต้นดังก้องอยู่ในหู
เสียงชีพจรที่กำลังเต้น ดังอยู่ในหู
การรู้ชัดแบบนี้ ทำให้นอนไม่หลับ

กำหนดรู้อย่างเดียวว่า
ครูมาสอน เราต้องเรียน ไม่ต้องไปถามใคร
มีหน้าที่รู้อย่างเดียว

ต่อมา หลังจากที่นอนไม่หลับ
รู้ไปเรื่อยๆตามที่ชีพจรเต้นตามจุดต่างๆ
สักพัก จิตเป็นสมาธิ แล้ววูบลงไป

จึงทำให้รู้ว่า การนอนหลับ แบบที่เคยหลับ
จัดเป็นจิตเป็นสมาธิอย่างหนึ่ง
แต่เป็นสมาธิที่ขาดความรู้สึกตัว
ทำให้ไม่เคยรู้กายเวลาหลับ

พอเจ้าความรู้สึกตัวนี้มีเกิดขึ้นแล้ว
ตั้งแต่นั้นมา ไม่เคยรู้จัก “หลับ” แบบที่เคยหลับมาตั้งแต่เด็กจนโต

เวลานอน รู้กายปกติ
พอจิตเป็นสมาธิ มันจะวูบลงไปเอง

เวลาสมาธิคลายตัว
จึงเหมือนคนนอนไม่ค่อยหลับ

พอสักพัก มันก็วูบลงไปอีก
เป็นระยะๆ บางครั้ง ยาว บางครั้งสั้น

นี่เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นในเวลากลางคืน
จากวลัยพรที่ไม่รู้จัก “หลับ”
รู้จักแต่ จิตเป็นสมาธิ
แล้ววูบลงไป

————-

กลางวันก็เช่นกัน
ถ้ามันเริ่มรู้สึกหน่วงๆในใจ
ใจมันอยากทำสมาธิ ก็จะทำสมาธิ
บางครั้งหลายชม. บางครั้งไม่กี่ชม.

ถ้าจิตแจ่มๆ ตัวคิดพิจรณาจะเกิด
ครุ่นคิดเรื่องใดอยู่ จะมีวิตก วิจารณ์ขึ้นมาเอง

นับเป็นเวลา 7 ปี
กว่าที่จะเขียนรายละเอียด
ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า สมถะ-วิปัสสนา

ตอนนี้กำลังจะเขียน รายละเอียด
ลักาณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ

ที่เคยเขียนๆไว้
เป็นการเขียนแบบวิธีการนำไปปฏิบัติ
แต่ยังไม่ได้เขียนรายละเอียดอื่นๆ

สัญญา

ไม่หลับไม่นอน

ช่วงไหน สภาวะสัญญามีเกิดขึ้นต่อเนื่อง
คืนๆนั้น ไม่ต้องหลับกัน มันจะมีความคิดทบทวนสภาพธรรมต่างๆ

เมื่อคืน ล้มตัวลงนอน พอหลับตาลง สว่างพรึ่บทันที
นอนมองความว่างที่มีเกิดขึ้น

เริ่มรู้สึกถึงอาการหัวใจเต้นเหมือนเด็ก

รู้ไปตามนั้น มีปีติ สุข สงบ เกิดขึ้นเป็นระยะๆ
เพราะเคยเจอสภาพธรรมแบบนี้มาแล้ว
ใจก็คิดว่า ไม่ต้องหลับต้องนอนกันละคืนนี้

พอสิ้นสุดความคิด
สภาพธรรมต่างๆ ที่เคยพบประสพเจอ ขณะทำความเพียร
สัญญา ความรู้ต่างๆ ผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ
มีสิ่งใดเกิดขึ้น รู้ตามความเป็นจริง
ไม่มีความเห็นของตนเข้าแทรกแซง

รู้แบบนี้ไปสักระยะ
ก็รู้สึกวูบลงไป สงบจากความคิดต่างๆไปชั่วขณะ
แปบนึง กลับมาคิดๆๆๆๆๆ สัญญาต่างๆเกิดต่อ
เป็นแบบนี้ทั้งคืน ไม่ได้หลับไม่ได้นอน

เช้ามา นั่งสมาธิแปบนึง
ไม่มีความง่วงหาว จิตแจ่มใสดี

สัญญาที่มีเกิดขึ้นในครั้งนี้
เป็นเรื่องของ คำที่เรียกว่า วิปัสสนา
ที่มีรายละเอียดเพิ่มจากที่เคยรู้

วิปัสสนา ที่มีเกิดขึ้นจากการกำหนดรู้
ที่ใช้ในการดำเนินชีวิต ขณะผัสสะเกิด
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เพราะรู้ดีว่า เพราะอะไร สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต ในแต่ละขณะ
บางสิ่ง ทำให้มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เป็นเรื่อง กรรม/สิ่งเคยกระทำไว้ในอดีต(มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม)
ส่งมาให้รับผลในรูปของ ผัสสะ(สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต)

เมื่อรู้แล้ว จึงอดกลั่น กดข่มใจ
ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิด

(มีบางครั้ง ที่ความอดทนยังมีไม่มากพอ
ยังมีบ้าง ที่กระทำลงไป เหตุมี ผลย่อมมี)

เมื่อกำหนดรู้ดังนี้เนืองๆ สภาพธรรม
อนิจจัง

อนิจฺจนฺติ ขนฺธปญฺจกํ กสุมา?
อุปฺปาทวยญฺญถตฺตภาวนา หุตฺวา อภาวโต วา.

รูป,นาม ขันธ์ ๕ ชื่อว่า อนิจจัง
เพราะว่ามีการ วิปริตผิดแปลกเปลี่ยนไปโดยความเกิดดับ
หรืออีกนัยหนึ่ง เพราะมีแล้ว ไม่มี คือ เกิดขึ้น แล้วก็สูญสิ้นดับไปไม่มีเหลือ

ทุกขัง

ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขนฺติ วจนโต ตเทว ขนฺธปญฺจกํ

รูป,นาม ขันธ์ ๕ ชื่อว่า ทุกขัง
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ว่า
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์

เพราะรูป,นาม ขันธ์ ๕ ชื่อว่า
ถูกเบียดเบียนบีบคั้นอยู่เนืองๆ โดยความเกิดและความดับ

อนัตตา

นาม, รูป ขันธ์ ๕ นั้นแหละชื่อว่า อนัตตา
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ว่า
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

เพราะรูป,นาม ขันธ์ ๕
ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใดทั้งสิ้น

ทั้งหมดนี้
ย่อมมีเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย(หยุด)

================

ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป

วิปัสสนา ที่มีเกิดขึ้นในสมถะ(สัมมาสมาธิ)

ขณะทำความเพียร มีสภาพธรรมใดเกิดขึ้น
ให้กำหนดรู้ รู้สึกนึกคิดอย่างไร กำหนดรู้ไปตามนั้น
สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนเกิดจาก เวทนา ตัณหา อุปทาน ที่มีอยู่

ให้กำหนดรู้ สภาพธรรม(ผัสสะ) ที่มีเกิดขึ้น

อนิจฺจานุปัสสนา พิจรณาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น(รูป,นาม)
โดยอาการไม่เที่ยง

ทุกฺขานุปัสสนา พิจรณาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น(รูป,นาม)
โดยอาการเป็นทุกข์

อนัตตานุปัสสนา เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น(รูป,นาม)

ทั้งหมดนี้
ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย(กำหนดรู้)

เป็นที่มาของคำเรียกที่เรียกว่า วิปัสสนาญาณ ๙, วิปัสสนาญาณ ๑๐
ตามอภิธัมมัตถสังคหบาลี และวิปัสสนาญาณ ๑๖ ในวิสุทธิมัค

เป็นเรื่องของ การเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป

สังขารุเปกขาญาณ
เกิดจาก การปล่อยวาง โดยมีไตรลักษณ์เป็นเหตุปัจจัย

หลายๆคน ที่ทำความเพียรมาถึงจุดๆนี้
สภาวะไม่มีเพิ่มขึ้นไปมากกว่านี้

ในตำราเขียนแนะนำไว้ว่า
อาจเนื่องจาก เคยตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งความปราถนาพุทธภูมิไว้
คือ ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า

ให้ตั้งจิต ถอนคำอธิษฐานนั้นเสีย
เมื่อถอนคำอธิษฐานแล้ว
สภาพธรรมต่างๆ ที่ยังไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
จะมีเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย(ถอนคำอธิฐาน ความอยากเป็นพระพุทธเจ้า)

วิปัสสนา (สมถะ/สัมมาสมาธิและวิปัสสนาคู่กัน)

อนิจจลักขณะ

ทุกขลักขณะ

อนัตตลักขณะ

เกี่ยวเนื่องกับ

๑. สุญฺญตวิโมกฺข เห็นด้วยใจ ชัดเจนใน อนัตตลักขณะ มากที่สุด
เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้จิตเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรม(ผัสสะ)
ที่กำลังมีเกิดขึ้น

กล่าวคือ เห็นทุกข์ทางกายที่มีเกิดขึ้นก่อน(หัวใจวาย)

เมื่อไม่มีห่วง ไม่มีอาลัย
จึงปลงตกว่า ตายก็ตาย
ชั่วขณะนั้น จะเห็นการทำงานของรูป,นาม ที่แยกขาดออกจากกัน
สิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ) ใจที่รู้อยู่ แยกกันทำงาน
เช่น ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับกาย
กับใจที่รู้อยู่ แต่ไม่รู้สึกปวดตามที่กายกำลังเป็นอยู่

๒. อนิมิตฺตวิโมกฺข เห็นด้วยใจ ชัดเจนใน อนิจจลักขณะ มากที่สุด
เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้จิตเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรม(ผัสสะ)
ที่กำลังมีเกิดขึ้น

๓. อปฺปฌิตวิโมกฺข เห็นด้วยใจ ชัดเจนใน ทุกขลักขณะ มากที่สุด
เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้จิตเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรม(ผัสสะ)
ที่กำลังมีเกิดขึ้น

กล่าวคือ เห็นความเป็นกลุ่มก้อน ของทุกข์(ขาดใจตาย)
การกอดทุกข์เอาไว้(กลัวตาย)

เมื่อไม่มีห่วง ไม่มีอาลัย
จึงปลงตกว่า ตายก็ตาย
หลุดพ้นจากตัณหา ที่มีเกิดขึ้นชั่วคราว

สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นเหล่านี้
เป็นเรื่องของ จิตสุดท้าย ก่อนหมดลมหายใจ(ตาย)

จังหวะการเต้นของหัวใจ

๒๘ มีค.๕๗

เช้านี้ดูข่าว ช่วงข่าวบันเทิง มีผู้จัดรายการสองคนคุยกัน เป็นผู้หญิงกับผู้ชาย

ฝ่ายชม เอ่ยชื่นชมฝ่ายหญิงว่า ไปทำอะไร ผิวพรรณเนียน พร้อมกับเอามือไปลูบแขนฝ่ายหญิง

พิธีกรหญิงบอกว่า คงเป็นผลของสุขภาพ ไปเข้าคอสมาที่เยอรมัน หมอบอกว่า ตอนนี้จังหวะการเต้นของหัวใจ เหมือนอายุ ๑๕ ปี

พร้อมกับพูดต่อว่า สนนราคา ๑ ล้านบาท และบอกว่า รู้นะว่าจะถามอะไร

……..

เราฟังอยู่ พอดีเจ้านายออกมาจากห้องน้ำ เราบอกกับเจ้านายว่า ป๊าดดดด เสียเงินตั้งหนึ่งล้าน หัวใจเต้นแค่อายุ ๑๕ ปี

วลัยพรไม่ต้องเสียสักบาท เพียงทำความเพียรต่อเนื่อง จังหวะการเต้นหัวใจ เหมือนเด็กแรกเกิด คือ เคยนับจังหวะการเต้นของหัวใจ ช่วงที่เกิดสภาวะหัวใจเต้นแรง จับเวลาดูว่า๑ นาที เต้นกี่ครั้ง

หัวใจเด็กแรกเกิด จะเต้นตั้งแต่ ๑๔๐ ครั้งขึ้นไป ต่อ /๑ นาที (ใครทำงานห้องเด็กอ่อน น่าจะรู้เรื่องชีพจรของเด็กแรกเกิด)

ของวลัยพรที่จับได้ เต้นมากกว่า ๑๕๐ ครั้ง ต่อ ๑ นาที ระบบการหายใจ เดี่ยวนี้ เป็นคนหายใจช้า มักจะรู้ชัดถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ เกิดขึ้นเนืองๆ

สมาธิที่เกิดขึ้น มากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่เหตุปัจจัย ไม่ได้ให้ความสำคัญ รู้แค่ว่าเกิดขึ้น คลายตัว หายไป เท่านั้นเอง เป็นความปกติของสภาวะ เป็นผลของเหตุจาก การทำความเพียรต่อเนื่อง

ถ้าใครสนใจ อยากมีสุขภาพดี มีหัวใจเต้นเหมือนเด็กแรกเกิด ไม่ต้องเสียเงินสักบาท ไม่ต้องไปต่างประเทศ ทำความเพียรปกตินี่แหละ

วิธีการทำความเพียร มีหลากหลายรูปแบบ ถ้ายังไม่มั่นใจ ให้ไปวัดก่อน เข้าบรรยากาศก่อน จนความศรัทธามั่นคง ทีนี้แหละ ทำเองได้ ไม่ต้องมีใครมาคอยกระตุ้นเตือน

ผลของการทำความเพียร นอกจากหัวใจเต้นเหมือนเด็กแรกเกิดแล้ว อาการของโรคที่เป็นอยู่ จะทุเลาเบาบางลง เช่น

วลัยพรเป็นภูมิแพ้ เป็นหวัด น้ำมูกเขียวทั้งปี ป่วยกระเสาะกระแสะ ทำอะไรก็เหนื่อยง่าย ตอนนี้อาการแบบนั้น หายไปหมด สุขภาพแข็งแรงดี

เพียงแต่อาการของกระดูก เป็นไปตามเหตุปัจจัย หากสุขภาพแข็งแรง กินอาหารเสริมส่วนที่ร่างกายขาด อาการปวดกล้ามเนื้อ หรือ อาการเจ็บป่วยทางร่างกาย จะค่อยๆดีขึ้นเอง ไม่ได้ไปหาหมอ ไม่ต้องกินยาคลายเส้น รักษาตามอาการ

อันนี้แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคนด้วยนะ กรณีของวลัยพร พอดีมีความรู้เรื่องความเจ็บป่วย และการรักษาโรคที่เป็นอยู่ ทำให้ดูแลตัวเองได้ โดยไม่ต้องไปหาหมอ แต่รักษาไปตามอาการ และอาศัยการทำสมาธิ ช่วยรักษาความเจ็บป่วย ที่เป็นอยู่

การทำความเพียร(กรรมฐาน ในรูปแบบใดๆ ก็ได้) นอกจากเป็นเหตุปัจจัย ช่วยในด้านสุขภาพแล้ว

สิ่งที่สำคัญ ยิ่งกว่าสิ่งใด นั่นคือ ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง พร้อมทั้ง พยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

ผลของการสร้างเหตุแบบนี้ เป็นเหตุปัจจัยให้ ความเกิดขึ้นของภพชาติปัจจุบันสั้นลง และ การเวียนว่าย ตายเกิด ในวัฏฏสงสาร สั้นลง

โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสักบาทเดียว แต่เอาแรงใจเข้าสู้กับ เหตุปัจจัยที่มีอยู่ ได้แก่ ผัสสะ ที่เกิดขึ้น ทั้งภายนอก(สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งภายนอก(สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต)

และ ภายใน(สิ่งที่เกิดขึ้นภายใน ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่)

หัวใจเต้น แรง เร็ว

อาการหัวใจเต้น หรือ ใครจะเรียกว่า ตอดๆก็ไม่ผิด
เป็นรูปแบบของการทำกรรมฐานอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือ
รู้กาย เหมือนรู้ท้องพองยุบ ตามลมหายใจเข้าออก รู้ตามปกติของอาการที่เกิดขึ้นกับกาย

เพียงแต่ ไปรู้ที่อาการหัวใจเต้นตุ้บตั้บอยู่ เท่านั้นเอง
คือ รู้ชัดอาการที่เกิดขึ้นของกายตรงไหนได้ ก็รู้ไปตามนั้น

เพราะเหตุปัจจัย สร้างมาไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะปฏิบัติรูปแบบไหน
สุดท้ายก็รู้เหมือนๆกัน

การรู้จังหวะการเต้นของหัวใจ ไม่ใช่ความพิเศษอันใด
เหมือนพุทธโธ เหมือนพองหนอ ยุบหนอ เหมือนรูปแบบการปฏิบัติอื่นๆน่ะแหละ

ถ้าไม่ไปยึดติดในสภาวะที่เกิดขึ้น หรือคำเรียกต่างๆ

สักแต่ว่ารู้ว่า มีสภาวะนั้นๆเกิดขึ้น
สภาวะที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นั้น ย่อมเกิด ดับ เป็นเรื่องปกติ
มีสภาวะอื่นๆมาสอนต่อ มีหน้าที่คือ เรียนรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น

เหตุของความไม่รู้ชัดในสภาวะที่เกิดขึ้น
ทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น ในสภาวะที่เกิดขึ้น มีความยินดีกับสภาวะที่เกิดขึ้น

สภาวะที่เกิดขึ้น ที่เป็นความปกติ จึงเปลี่ยนสภาพเป็น อุปกิเลส
เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด อุปสรรค ในการปฏิบัติไปทันที

คือ แทนที่สภาวะจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
ก็จมแช่อยู่กับสภาวะนั้นๆ จนกว่ามีเหตุปัจจัยใหม่ ที่ทำให้หลุดจากสภาวะอุปกิเลสที่เกิดขึ้น

หากยังชอบสอนผู้อื่น ทั้งๆที่ผู้สอนก็ไม่รู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น
เหตุจาก การสร้างเหตุทำให้ผู้มีเหตุปัจจัยร่วม ทำให้ผู้นั้นหลงสภาวะ
คือ เชื่อตามคำบอกเล่า เกิดจาก มีเหตุปัจจัยต่อกัน ให้มาเชื่อกัน

ผลกระทบกลับมาหาผู้สอน คือ สภาวะการปฏิบัติไม่ก้าวหน้า หลงติดกับอุปกิเลส อยู่แค่นั้น
จนกว่าจะหยุดสร้างเหตุให้ผู้อื่นหลงสภาวะ

เมื่อนั้น จึงจะหลุดจากอุปกิเลส ที่ติดกับอยู่

 

หัวใจเต้น แรง รัว เร็ว

ความรู้ชัดในสภาวะ/สิ่งที่เกิดขึ้น

เรื่องราวของสภาวะ หากไม่รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นว่า เป็นความปกติ ของเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่

สภาวะอุปกิเลส ย่อมเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เหตุจาก ความยึดมั่นถือมั่น ในสภาวะที่เกิดขึ้น

การสอนของแต่ละสำนัก แตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัย

บางสำนักบอกว่า อาการแบบนี้นะ ถ้ารู้เห็นเนืองๆ เช่น
ขณะหายใจเข้า รู้สึกได้ถึงอาการท้องพองขึ้น ขณะหายใจออก รู้สึกได้ถึง อาการท้องยุบลง

รู้ว่า เกิดคนละขณะกัน รู้เห็นแบบนี้เนืองๆ เป็นจุลโสดาบันนะ คือ ตายไป ไปสู่สุคติอย่างแน่นอน
นี่เป็นอุบายในการสอน ให้เจริญกายาคสติ เมื่อถึงเวลาตาย จะได้ตายแบบมีสติ

หากขณะที่ หายใจเข้าออก แม้อยู่ในอิริยาบท ยืน เดิน นั่ง นอน หรือกระทำกิจอันใดอยู่ก็ตาม เห็นเนืองๆได้แบบนี้

บ่งบอกถึง จิตรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต จะไปทุคติได้อย่างไร ย่อมไปสุคติอย่างแน่นอน

อาการหัวใจเต้น บางสำนักบอกว่า ให้กำหนดรู้ไปตามอาการที่เกิดขึ้น คือ รู้หนอๆๆๆๆ
จนกว่าจะมารู้ชัดในอาการท้องพองยุบ ที่เกิดขึ้นแทน หรือกำหนดรู้ไปตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น

เรื่องอาการหัวใจเต้น หากสภาวะนี้เกิดขึ้นเนืองๆ คือ รู้เห็นเนืองๆ (ไม่ใช่เกิดแบบฟลุ๊คๆ แบบเกิดบางครั้ง เกิดบางขณะ)

เท่าที่วลัยพร ได้พบเจอกับตัวเองมา อาการหัวใจเต้น ที่เกิดขึ้นเนืองๆ
เป็นเสมือนตัวติดเบรค โลภะ โทสะ โมหะ ตัณหาความทะยานอยาก ที่กำลังเกิดขึ้น ให้ทุเลาลง

แทนที่จะทำให้เกิดการสร้างเหตุ ตามความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้น ทันทีทันใด
เมื่อมารู้สึกที่อาการหัวใจเต้น ที่กำลังเกิดขึ้นแทน

จิตที่กำลังจะถูก โลภะ โทสะ โมหะ เข้าครอบงำ เป็นแรงหนุน ให้เกิดการสร้างเหตุ
อาการหัวใจเต้น จะช่วยลดแรงเสียดทาน จากกิเลส ที่กำลังเกิดขึ้น

เช่น เวลาไปซื้อของ กำลังหยิบของที่จะซื้อ

มีอาการหัวใจเต้นขึ้นมา มือที่กำลังจะหยิบ จะหยุดชะงัก
พร้อมกับเกิดการคิดพิจรณาขึ้นมาว่า ที่จะซื้อนี่ จำเป็นมากไหม

คือ เป็นตัวถ่วง ในการตัดสินใจซื้อ ทำให้แทนที่จะซื้อทันที
กลับมาเป็นการใคร่ครวญถึงความจำเป็นก่อนที่จะซื้อ

แม้กระทั่ง เวลาโกรธ ก็จะรู้ชัดในอาการหัวใจที่เต้นแรง รัว เร็ว
ที่มีเกิดเพิ่มคู่กันกับความรู้สึกโกรธ คือ การสูบฉีดของโลหิต และอาการต่างๆที่เกิดขึ้นกับกาย

เมื่อรู้ชัดอยู่ตามอาการที่เกิดขึ้น ความรู้สึกโกรธ ที่เกิดขึ้น ย่อมถูกลดแรงเสียดทานลง
กลายเป็นแค่ รู้สึกไม่ชอบใจ ไม่มีการปรุงแต่งต่อ

ถ้าเป็นความโกรธ จะมีการปรุงแต่งต่อถึงขั้นกล่าว สาปแช่งอีกฝ่าย

นี่คือ คุณประโยชน์ของ อาการหัวใจเต้น ที่ได้เจอมาด้วยตนเอง

การเต้นของหัวใจ ในแต่ละครั้ง เท่าที่สังเกตุมา สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก

อาการหัวใจเต้น จะเกิดที่หัวใจ ลิ้นปี่ และตามจุดชีพจรต่างๆทั่วร่างกาย
การเต้นแต่ละครั้ง จะไม่เหมือนกัน คือ

ขณะยืน เดิน นั่ง ทำงานอยู่ แรกๆจะสงบเงียบก่อน
สักพัก จะรู้ชัดในอาการเต้นของหัวใจแรง รัว เร็ว เหมือนเด็กแรกเกิด
(เคยลองนับจังหวะการเต้นดู รู้สึกไปตามเสียงที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องใช้นิ้วแตะชีพจร)

บางครั้ง นั่งกินข้าวอยู่ อาการหัวใจเต้นจะเกิดขึ้นเอง แรง รัว เร็ว

เวลาเข้าห้องน้ำก็เป็น จะฉี่ จะถ่าย ก็เกิดขึ้นเอง

เวลานอน จะเกิดขึ้นก่อนสักพัก จนกระทั่ง รู้สึกวูบ คือ กำลังสมาธิที่เกิดขึ้น จนกระทั่งหลับไป

อาการหัวใจเต้นนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบทใด หรือ ทำกิจอะไรอยู่ก็ตาม
อาการหัวใจเต้นแรง รัว เร็ว จะเกิดสลับกับอาการหัวใจเต้น ที่เต้นปกติ เนิบๆ ไม่มีแรง รัว เร็ว

ซึ่ง วลัยพร มองว่า ก็เกิดเป็นปกติ เมือนสภาวะอื่นๆ
ที่รู้แบบนี้ เพราะ เกิดขึ้นเนืองๆ จนรู้สึกว่า เป็นเรื่องปกติ
ไม่ใช่เกิดแบบฟลุ๊คๆๆ อาจทำให้เกิดความสงสัยได้

วลัยพร ยังเคยคุยกับเจ้านายเลยว่า ดีนะ ยิ่งทำความเพียร การทำงานของหัวใจ ยิ่งเหมือนเด็กแรกเกิด(แข็งแรง)

ที่สำคัญ ช่วยทำให้รู้จักจับจ่าย เพราะมีเบรค(หัวใจเต้นแรง รัว เร็ว) มาช่วยในลดแรง ความทะยานอยาก ในการตัดสินใจซื้อ

และเวลาโกรธ มีตัวช่วยเบรค ทำให้ความรู้สึกโกรธ ลดกำลังลง เหลือแค่ ความรู้สึก ไม่พอใจ เกิดขึ้นแทน

เมื่อรู้สึกแค่ไม่พอใจ การผูกใจเจ็บ หรือ อาฆาต พยาบาทจองเวร อีกฝ่ายจึงไม่มี

เมื่อไม่มี คำกล่าวสาปแช่ง อีกฝ่าย จึงไม่มี

สำหรับอาการหัวใจเต้น ที่แรง รัว เร็ว เกิดขึ้นเนืองๆ แบบนี้

เท่าที่สังเกตุเห็นอยู่อย่างหนึ่งคือ จะรู้สึกถึง ความสงบ ที่เกิดขึ้นก่อน เกิดขึ้นนานบ้าง เร็วบ้าง ไม่แน่นอน

ต่อมา สภาวะหัวใจเต้นแรง รัว เร็ว เกิดขึ้นต่อ เกิดขึ้นนานบ้าง เร็วบ้าง ไม่แน่นอน

แล้วจะรู้สึกถึงอาการจิตเป็นสมาธิ(วูบหรือวาบ แล้วแต่จะเรียก) เกิดขึ้นต่อ จะเป็นแบบนั้น

ตอนนี้รู้แค่นี้ เห็นแต่ละสภาวะ เกิดขึ้นในแต่ละขณะ เป็นแบบนี้

Previous Older Entries

กรกฎาคม 2018
พฤ อา
« พ.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: