จังหวะการเต้นของหัวใจ

๒๘ มีค.๕๗

เช้านี้ดูข่าว ช่วงข่าวบันเทิง มีผู้จัดรายการสองคนคุยกัน เป็นผู้หญิงกับผู้ชาย

ฝ่ายชม เอ่ยชื่นชมฝ่ายหญิงว่า ไปทำอะไร ผิวพรรณเนียน พร้อมกับเอามือไปลูบแขนฝ่ายหญิง

พิธีกรหญิงบอกว่า คงเป็นผลของสุขภาพ ไปเข้าคอสมาที่เยอรมัน หมอบอกว่า ตอนนี้จังหวะการเต้นของหัวใจ เหมือนอายุ ๑๕ ปี

พร้อมกับพูดต่อว่า สนนราคา ๑ ล้านบาท และบอกว่า รู้นะว่าจะถามอะไร

……..

เราฟังอยู่ พอดีเจ้านายออกมาจากห้องน้ำ เราบอกกับเจ้านายว่า ป๊าดดดด เสียเงินตั้งหนึ่งล้าน หัวใจเต้นแค่อายุ ๑๕ ปี

วลัยพรไม่ต้องเสียสักบาท เพียงทำความเพียรต่อเนื่อง จังหวะการเต้นหัวใจ เหมือนเด็กแรกเกิด คือ เคยนับจังหวะการเต้นของหัวใจ ช่วงที่เกิดสภาวะหัวใจเต้นแรง จับเวลาดูว่า๑ นาที เต้นกี่ครั้ง

หัวใจเด็กแรกเกิด จะเต้นตั้งแต่ ๑๔๐ ครั้งขึ้นไป ต่อ /๑ นาที (ใครทำงานห้องเด็กอ่อน น่าจะรู้เรื่องชีพจรของเด็กแรกเกิด)

ของวลัยพรที่จับได้ เต้นมากกว่า ๑๕๐ ครั้ง ต่อ ๑ นาที ระบบการหายใจ เดี่ยวนี้ เป็นคนหายใจช้า มักจะรู้ชัดถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ เกิดขึ้นเนืองๆ

สมาธิที่เกิดขึ้น มากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่เหตุปัจจัย ไม่ได้ให้ความสำคัญ รู้แค่ว่าเกิดขึ้น คลายตัว หายไป เท่านั้นเอง เป็นความปกติของสภาวะ เป็นผลของเหตุจาก การทำความเพียรต่อเนื่อง

ถ้าใครสนใจ อยากมีสุขภาพดี มีหัวใจเต้นเหมือนเด็กแรกเกิด ไม่ต้องเสียเงินสักบาท ไม่ต้องไปต่างประเทศ ทำความเพียรปกตินี่แหละ

วิธีการทำความเพียร มีหลากหลายรูปแบบ ถ้ายังไม่มั่นใจ ให้ไปวัดก่อน เข้าบรรยากาศก่อน จนความศรัทธามั่นคง ทีนี้แหละ ทำเองได้ ไม่ต้องมีใครมาคอยกระตุ้นเตือน

ผลของการทำความเพียร นอกจากหัวใจเต้นเหมือนเด็กแรกเกิดแล้ว อาการของโรคที่เป็นอยู่ จะทุเลาเบาบางลง เช่น

วลัยพรเป็นภูมิแพ้ เป็นหวัด น้ำมูกเขียวทั้งปี ป่วยกระเสาะกระแสะ ทำอะไรก็เหนื่อยง่าย ตอนนี้อาการแบบนั้น หายไปหมด สุขภาพแข็งแรงดี

เพียงแต่อาการของกระดูก เป็นไปตามเหตุปัจจัย หากสุขภาพแข็งแรง กินอาหารเสริมส่วนที่ร่างกายขาด อาการปวดกล้ามเนื้อ หรือ อาการเจ็บป่วยทางร่างกาย จะค่อยๆดีขึ้นเอง ไม่ได้ไปหาหมอ ไม่ต้องกินยาคลายเส้น รักษาตามอาการ

อันนี้แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคนด้วยนะ กรณีของวลัยพร พอดีมีความรู้เรื่องความเจ็บป่วย และการรักษาโรคที่เป็นอยู่ ทำให้ดูแลตัวเองได้ โดยไม่ต้องไปหาหมอ แต่รักษาไปตามอาการ และอาศัยการทำสมาธิ ช่วยรักษาความเจ็บป่วย ที่เป็นอยู่

การทำความเพียร(กรรมฐาน ในรูปแบบใดๆ ก็ได้) นอกจากเป็นเหตุปัจจัย ช่วยในด้านสุขภาพแล้ว

สิ่งที่สำคัญ ยิ่งกว่าสิ่งใด นั่นคือ ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง พร้อมทั้ง พยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

ผลของการสร้างเหตุแบบนี้ เป็นเหตุปัจจัยให้ ความเกิดขึ้นของภพชาติปัจจุบันสั้นลง และ การเวียนว่าย ตายเกิด ในวัฏฏสงสาร สั้นลง

โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสักบาทเดียว แต่เอาแรงใจเข้าสู้กับ เหตุปัจจัยที่มีอยู่ ได้แก่ ผัสสะ ที่เกิดขึ้น ทั้งภายนอก(สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งภายนอก(สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต)

และ ภายใน(สิ่งที่เกิดขึ้นภายใน ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่)

Advertisements

หัวใจเต้น แรง เร็ว

อาการหัวใจเต้น หรือ ใครจะเรียกว่า ตอดๆก็ไม่ผิด
เป็นรูปแบบของการทำกรรมฐานอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือ
รู้กาย เหมือนรู้ท้องพองยุบ ตามลมหายใจเข้าออก รู้ตามปกติของอาการที่เกิดขึ้นกับกาย

เพียงแต่ ไปรู้ที่อาการหัวใจเต้นตุ้บตั้บอยู่ เท่านั้นเอง
คือ รู้ชัดอาการที่เกิดขึ้นของกายตรงไหนได้ ก็รู้ไปตามนั้น

เพราะเหตุปัจจัย สร้างมาไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะปฏิบัติรูปแบบไหน
สุดท้ายก็รู้เหมือนๆกัน

การรู้จังหวะการเต้นของหัวใจ ไม่ใช่ความพิเศษอันใด
เหมือนพุทธโธ เหมือนพองหนอ ยุบหนอ เหมือนรูปแบบการปฏิบัติอื่นๆน่ะแหละ

ถ้าไม่ไปยึดติดในสภาวะที่เกิดขึ้น หรือคำเรียกต่างๆ

สักแต่ว่ารู้ว่า มีสภาวะนั้นๆเกิดขึ้น
สภาวะที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นั้น ย่อมเกิด ดับ เป็นเรื่องปกติ
มีสภาวะอื่นๆมาสอนต่อ มีหน้าที่คือ เรียนรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น

เหตุของความไม่รู้ชัดในสภาวะที่เกิดขึ้น
ทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น ในสภาวะที่เกิดขึ้น มีความยินดีกับสภาวะที่เกิดขึ้น

สภาวะที่เกิดขึ้น ที่เป็นความปกติ จึงเปลี่ยนสภาพเป็น อุปกิเลส
เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด อุปสรรค ในการปฏิบัติไปทันที

คือ แทนที่สภาวะจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
ก็จมแช่อยู่กับสภาวะนั้นๆ จนกว่ามีเหตุปัจจัยใหม่ ที่ทำให้หลุดจากสภาวะอุปกิเลสที่เกิดขึ้น

หากยังชอบสอนผู้อื่น ทั้งๆที่ผู้สอนก็ไม่รู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น
เหตุจาก การสร้างเหตุทำให้ผู้มีเหตุปัจจัยร่วม ทำให้ผู้นั้นหลงสภาวะ
คือ เชื่อตามคำบอกเล่า เกิดจาก มีเหตุปัจจัยต่อกัน ให้มาเชื่อกัน

ผลกระทบกลับมาหาผู้สอน คือ สภาวะการปฏิบัติไม่ก้าวหน้า หลงติดกับอุปกิเลส อยู่แค่นั้น
จนกว่าจะหยุดสร้างเหตุให้ผู้อื่นหลงสภาวะ

เมื่อนั้น จึงจะหลุดจากอุปกิเลส ที่ติดกับอยู่

 

หัวใจเต้น แรง รัว เร็ว

ความรู้ชัดในสภาวะ/สิ่งที่เกิดขึ้น

เรื่องราวของสภาวะ หากไม่รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นว่า เป็นความปกติ ของเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่

สภาวะอุปกิเลส ย่อมเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เหตุจาก ความยึดมั่นถือมั่น ในสภาวะที่เกิดขึ้น

การสอนของแต่ละสำนัก แตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัย

บางสำนักบอกว่า อาการแบบนี้นะ ถ้ารู้เห็นเนืองๆ เช่น
ขณะหายใจเข้า รู้สึกได้ถึงอาการท้องพองขึ้น ขณะหายใจออก รู้สึกได้ถึง อาการท้องยุบลง

รู้ว่า เกิดคนละขณะกัน รู้เห็นแบบนี้เนืองๆ เป็นจุลโสดาบันนะ คือ ตายไป ไปสู่สุคติอย่างแน่นอน
นี่เป็นอุบายในการสอน ให้เจริญกายาคสติ เมื่อถึงเวลาตาย จะได้ตายแบบมีสติ

หากขณะที่ หายใจเข้าออก แม้อยู่ในอิริยาบท ยืน เดิน นั่ง นอน หรือกระทำกิจอันใดอยู่ก็ตาม เห็นเนืองๆได้แบบนี้

บ่งบอกถึง จิตรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต จะไปทุคติได้อย่างไร ย่อมไปสุคติอย่างแน่นอน

อาการหัวใจเต้น บางสำนักบอกว่า ให้กำหนดรู้ไปตามอาการที่เกิดขึ้น คือ รู้หนอๆๆๆๆ
จนกว่าจะมารู้ชัดในอาการท้องพองยุบ ที่เกิดขึ้นแทน หรือกำหนดรู้ไปตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น

เรื่องอาการหัวใจเต้น หากสภาวะนี้เกิดขึ้นเนืองๆ คือ รู้เห็นเนืองๆ (ไม่ใช่เกิดแบบฟลุ๊คๆ แบบเกิดบางครั้ง เกิดบางขณะ)

เท่าที่วลัยพร ได้พบเจอกับตัวเองมา อาการหัวใจเต้น ที่เกิดขึ้นเนืองๆ
เป็นเสมือนตัวติดเบรค โลภะ โทสะ โมหะ ตัณหาความทะยานอยาก ที่กำลังเกิดขึ้น ให้ทุเลาลง

แทนที่จะทำให้เกิดการสร้างเหตุ ตามความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้น ทันทีทันใด
เมื่อมารู้สึกที่อาการหัวใจเต้น ที่กำลังเกิดขึ้นแทน

จิตที่กำลังจะถูก โลภะ โทสะ โมหะ เข้าครอบงำ เป็นแรงหนุน ให้เกิดการสร้างเหตุ
อาการหัวใจเต้น จะช่วยลดแรงเสียดทาน จากกิเลส ที่กำลังเกิดขึ้น

เช่น เวลาไปซื้อของ กำลังหยิบของที่จะซื้อ

มีอาการหัวใจเต้นขึ้นมา มือที่กำลังจะหยิบ จะหยุดชะงัก
พร้อมกับเกิดการคิดพิจรณาขึ้นมาว่า ที่จะซื้อนี่ จำเป็นมากไหม

คือ เป็นตัวถ่วง ในการตัดสินใจซื้อ ทำให้แทนที่จะซื้อทันที
กลับมาเป็นการใคร่ครวญถึงความจำเป็นก่อนที่จะซื้อ

แม้กระทั่ง เวลาโกรธ ก็จะรู้ชัดในอาการหัวใจที่เต้นแรง รัว เร็ว
ที่มีเกิดเพิ่มคู่กันกับความรู้สึกโกรธ คือ การสูบฉีดของโลหิต และอาการต่างๆที่เกิดขึ้นกับกาย

เมื่อรู้ชัดอยู่ตามอาการที่เกิดขึ้น ความรู้สึกโกรธ ที่เกิดขึ้น ย่อมถูกลดแรงเสียดทานลง
กลายเป็นแค่ รู้สึกไม่ชอบใจ ไม่มีการปรุงแต่งต่อ

ถ้าเป็นความโกรธ จะมีการปรุงแต่งต่อถึงขั้นกล่าว สาปแช่งอีกฝ่าย

นี่คือ คุณประโยชน์ของ อาการหัวใจเต้น ที่ได้เจอมาด้วยตนเอง

การเต้นของหัวใจ ในแต่ละครั้ง เท่าที่สังเกตุมา สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก

อาการหัวใจเต้น จะเกิดที่หัวใจ ลิ้นปี่ และตามจุดชีพจรต่างๆทั่วร่างกาย
การเต้นแต่ละครั้ง จะไม่เหมือนกัน คือ

ขณะยืน เดิน นั่ง ทำงานอยู่ แรกๆจะสงบเงียบก่อน
สักพัก จะรู้ชัดในอาการเต้นของหัวใจแรง รัว เร็ว เหมือนเด็กแรกเกิด
(เคยลองนับจังหวะการเต้นดู รู้สึกไปตามเสียงที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องใช้นิ้วแตะชีพจร)

บางครั้ง นั่งกินข้าวอยู่ อาการหัวใจเต้นจะเกิดขึ้นเอง แรง รัว เร็ว

เวลาเข้าห้องน้ำก็เป็น จะฉี่ จะถ่าย ก็เกิดขึ้นเอง

เวลานอน จะเกิดขึ้นก่อนสักพัก จนกระทั่ง รู้สึกวูบ คือ กำลังสมาธิที่เกิดขึ้น จนกระทั่งหลับไป

อาการหัวใจเต้นนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบทใด หรือ ทำกิจอะไรอยู่ก็ตาม
อาการหัวใจเต้นแรง รัว เร็ว จะเกิดสลับกับอาการหัวใจเต้น ที่เต้นปกติ เนิบๆ ไม่มีแรง รัว เร็ว

ซึ่ง วลัยพร มองว่า ก็เกิดเป็นปกติ เมือนสภาวะอื่นๆ
ที่รู้แบบนี้ เพราะ เกิดขึ้นเนืองๆ จนรู้สึกว่า เป็นเรื่องปกติ
ไม่ใช่เกิดแบบฟลุ๊คๆๆ อาจทำให้เกิดความสงสัยได้

วลัยพร ยังเคยคุยกับเจ้านายเลยว่า ดีนะ ยิ่งทำความเพียร การทำงานของหัวใจ ยิ่งเหมือนเด็กแรกเกิด(แข็งแรง)

ที่สำคัญ ช่วยทำให้รู้จักจับจ่าย เพราะมีเบรค(หัวใจเต้นแรง รัว เร็ว) มาช่วยในลดแรง ความทะยานอยาก ในการตัดสินใจซื้อ

และเวลาโกรธ มีตัวช่วยเบรค ทำให้ความรู้สึกโกรธ ลดกำลังลง เหลือแค่ ความรู้สึก ไม่พอใจ เกิดขึ้นแทน

เมื่อรู้สึกแค่ไม่พอใจ การผูกใจเจ็บ หรือ อาฆาต พยาบาทจองเวร อีกฝ่ายจึงไม่มี

เมื่อไม่มี คำกล่าวสาปแช่ง อีกฝ่าย จึงไม่มี

สำหรับอาการหัวใจเต้น ที่แรง รัว เร็ว เกิดขึ้นเนืองๆ แบบนี้

เท่าที่สังเกตุเห็นอยู่อย่างหนึ่งคือ จะรู้สึกถึง ความสงบ ที่เกิดขึ้นก่อน เกิดขึ้นนานบ้าง เร็วบ้าง ไม่แน่นอน

ต่อมา สภาวะหัวใจเต้นแรง รัว เร็ว เกิดขึ้นต่อ เกิดขึ้นนานบ้าง เร็วบ้าง ไม่แน่นอน

แล้วจะรู้สึกถึงอาการจิตเป็นสมาธิ(วูบหรือวาบ แล้วแต่จะเรียก) เกิดขึ้นต่อ จะเป็นแบบนั้น

ตอนนี้รู้แค่นี้ เห็นแต่ละสภาวะ เกิดขึ้นในแต่ละขณะ เป็นแบบนี้

สมาธิทั้งวัน(๓๐ สค.๕๖)

สิ่งที่เกิดขึ้นภายใน จิตเป็นสมาธิทั้งวัน มีความรู้สึก อยากนั่งแต่สมาธิ อยากทำความเพียรตลอด เดี่ยววึ๊ด เดี๋ยววึ๊ด ขึ้นมาแล้ว สุขเกิดขึ้นมาแล้ว บางครั้ง สงบ รู้ชัดภายในกาย

ดึงดัน

จิตที่รู้ กิเลสยังมี สองสิ่งต่างดึงกัน ความมีกิเลส อยากดูซีรีย์ อยากเล่นเกม สองสิ่งเกิดขึ้นพร้อมกัน อยู่ที่ว่า กำลังของสภาวะไหน จะแรงกว่ากัน

บางครั้ง กำลังของสมาธิแรงกว่า สุขเกิดขึ้นเยอะมาก เยอะจน ไม่อยากทำอย่างอื่น (ดูหนัง เล่นเกมส์) ต้องเลิกสิ่งเหล่านั้น กลับมาทำสมาธิแทน บางครั้งไม่กี่ชม. บางครั้ง หลายชม. ไม่แน่นอน

ช่วงกลางคืน สภาวะไม่แตกต่างกับช่วงกลางวัน มีหลายครั้ง ที่ต้องเปลี่ยนจากนอน มานั่งแทน สมาธิที่เกิดขึ้น เยอะมาก แต่ไม่ถึงกลับดิ่ง นั่งแล้ว สบายทั้งภายนอกและภายใน เดี๋ยวนี้ นั่งมากกว่านอนมากขึ้น

ยิ่งหยุด ยิ่งสงบ

ไม่วุ่นวายนอกตัว มากเท่าไหร่ สมาธิมักเกิดขึ้นเนืองๆ เหตุจาก นิวรณ์ต่างๆ ถูกระงับลงไป ตามเหตุปัจจัย ไม่มีเรื่องที่ต้องให้มาครุ่นคิดหรือกังวล อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น

หากมี ส่วนมาก เป็นเรื่องที่เคยทำผิดพลาดไว้ในอดีต เหตุจากความไม่รู้ที่มีอยู่ พอรู้เห็นแบบนี้แล้ว เกิดอาการ ขนลุก ขนชัน ในความน่ากลัวของการเวียนว่ายตายเกิด

ตอนนี้ก็เป็นนะ สุขเกิดตลอด

 

หัวใจเต้น 

จังหวะการเต้นของหัวใจเปลี่ยนไป เมื่อก่อนความดัน ค่อนข้างต่ำ ๑๐๐/๘๐ ชีพจร ๗๒-๗๖ ไม่เคยเต้นแรง แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปมากขึ้น เต้นแรง รู้สึกได้ชัด บางครั้ง เสียงหัวใจเต้นดัง เหมือนหัวใจ ที่กำลังเต้น แนบอยู่ข้างหู เสียงดังมาก ขนาดนั่งอยู่

ตอนนี้ จังหวะการเต้นของหัวใจ เต้นเหมือนเด็กแรกเกิด ใช้นิ้มจิ้มที่หัวใจ จับเวลาการเต้น บางครั้ง จำนวนการเต้น เหมือนเด็กแรกเกิด เต้นครั้งละ ๑๐ กว่าครั้ง ต่อ ๕ นาที

เต้นอยู่อย่างนั้นสักพัก แล้วค่อยลดลงเรื่อยๆ แต่ยังเต้นแรงเหมือนเดิม ลดแค่จังหวะการเต้น

ยิ่งทำความเพียร การทำงานของหัวใจ แข็งแรงมาก คือ เหมือนเด็ก ทั้งๆที่ ไม่ได้ออกกำลังกาย ทำงานบ้านก็เป็น หรืออยู่ในอิริยาบทอื่นๆ ก็เป็น

เมษายน 2018
พฤ อา
« มี.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: