หิริ โอตัปปะ

25-3-18

ยิ่งผู้ที่รู้จักกิเลส รู้ชัดในสภาวะของกิเลส
จะทำให้รู้สึกจงชัง จนถึงขั้นรังเกียจตัวเอง
ในโลภะ โทสะ โมหะ ที่ตนมีอยู่ และเป็นอยู่

.
ข้อความตรงนี้ บางคนอาจจะอ่านแล้วไม่เข้าใจ
จึงให้ค่าให้ความหมายตามความเห็นของตนว่า
เห็นทุกข์ จึงเห็นธรรม

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงบอกว่า
อันนี้ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยในแต่ละคนนะ เลือกกันเอง

.

สำหรับผู้ที่ตามอ่านสิ่งที่เราขีดเขียนมาตลอด
รวมทั้งผู้ที่ให้คำแนะนำนี้อยู่ ย่อมรู้ถึงสิ่งที่สือถึงนั้นไปในทางเดียวกัน

กล่าวคือ ผู้ที่รู้ชัดในสภาวะกิเลส ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
จะทำให้รู้สึกจงชัง จนถึงขั้นรังเกียจตนเอง ในโลภะ โทสะ โมหะ ที่มีอยู่
หลงกระทำตามตัณหา ปล่อยกาย ใจ ให้ไหลตามกิเลสที่มีเกิดขึ้น
จนถึงขั้น สร้างเหตุออกไปทางกาย วาจา ให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก

และเป็นอยู่ หมายถึง ยังคงกระทำอยู่
ถึงแม้จะเพียรละก็ตาม

ด้วยเหตุปัจจัยนี้
บางคนจึงรู้สึกจงชังกิเลสที่มีอยู่ จนถึงขั้นทำให้รังเกียจตนเอง
นี่เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด
ที่เป็นแบบนี้ เกิดจาก หิริ โอตัปปะ มีกำลังมาก
คนที่ไม่มีหิริ โอตัปปะ จะมารู้สึกแบบนี้ไม่ได้หรอก
ก็ว่าไปเรื่อย พูดไปเรื่อย ทำไปเรื่อย มีแต่ตามใจตัณหา

.

เมื่อเพียรละเนืองๆ สติ สัมปชัญญะ ย่อมมีกำลังมากขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ชัดในเรื่องกรรมและผลของกรรม

ผลจากการพยายามเพียรละ ถึงแม้จะมีความประมาทพลาดพลั้งก็อยู่ก็ตาม ก็ยังดีกว่า ไม่รู้จักกิเลส ไม่รู้ชัดกิเลส ยังคงกระทำแต่กรรมเดิมๆซ้ำๆ สร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นเนืองๆ ก็ยังไม่รู้สึกตัว

สำหรับผู้ที่เพียรละ ย่อมกำหนดรู้
ชอบใจ ไม่ชอบใจ ก็กำหนดรู้
รู้สึกนึกคิดอย่างไร ก็กำหนดรู้
เพียงแต่การเป็นผู้ไม่ปกปิดตนเอง จึงได้ประโยชน์มากแก่ผู้นั้น
เพราะเรื่องราวของสภาวะ ต้องพูดตามความเป็นจริง
ไม่ใช่เรื่องราวสมมุติขึ้นมา

 

Advertisements

สติสูตร-หิริ โอตัปปะ

สติวรรคที่ ๔
สติสูตร

[๑๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสติสัมปชัญญะไม่มี หิริและโอตตัปปะ
ชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีสติและสัมปชัญญะวิบัติกำจัดเสียแล้ว

เมื่อหิริและโอตตัปปะไม่มี
อินทรียสังวรชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีหิริและโอตตัปปะวิบัติกำจัดเสียแล้ว

เมื่ออินทรียสังวรไม่มี
ศีลชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีอินทรียสังวรวิบัติกำจัดเสียแล้ว

เมื่อศีลไม่มี
สัมมาสมาธิชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีศีลวิบัติกำจัดเสียแล้ว

เมื่อสัมมาสมาธิไม่มี
ยถาภูตญาณทัสนะชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีสัมมาสมาธิวิบัติกำจัดเสียแล้ว

เมื่อยถาภูตญาณทัสนะไม่มี
นิพพิทาวิราคะชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มียถาภูตญาณทัสนะวิบัติกำจัดเสียแล้ว

เมื่อนิพพิทาวิราคะไม่มี
วิมุตติญาณทัสนะ ชื่อว่ามีเหตุอันบุคคลผู้มีนิพพิทาวิราคะวิบัติกำจัดเสียแล้ว

เปรียบเหมือนต้นไม้มีกิ่งและใบวิบัติแล้ว แม้กะเทาะของต้นไม้นั้น ย่อมไม่บริบูรณ์ แม้เปลือก
แม้กระพี้ แม้แก่นของต้นไม้นั้นก็ย่อมไม่บริบูรณ์ ฉะนั้น ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสติสัมปชัญญะมีอยู่ หิริและโอตตัปปะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์
ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยสติและสัมปชัญญะ

เมื่อหิริและโอตตัปปะมีอยู่ อินทรียสังวรชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์
ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยหิริและโอตตัปปะ

เมื่ออินทรียสังวรมีอยู่ ศีลชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์
ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยอินทรียสังวร

เมื่อศีลมีอยู่ สัมมาสมาธิชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์
ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล

เมื่อสัมมาสมาธิมีอยู่ ยถาภูตญาณทัสนะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์
ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยสัมมาสมาธิ

เมื่อยถาภูตญาณทัสนะมีอยู่ นิพพิทาวิราคะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์
ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยยถาภูตญาณทัสนะ

เมื่อนิพพิทาวิราคะมีอยู่ วิมุตติญาณทัสนะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์
ย่อมมีแก่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยนิพพิทาวิราคะ

เปรียบเหมือนต้นไม้ที่มีกิ่งและใบสมบูรณ์ แม้กะเทาะของต้นไม้นั้นก็ย่อมบริบูรณ์
แม้เปลือก แม้กระพี้ แม้แก่นของต้นไม้นั้น ก็ย่อมบริบูรณ์ ฉะนั้น ฯ

จบสูตรที่ ๑

http://84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=23&A=7143&Z=7168

กรกฎาคม 2018
พฤ อา
« พ.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: