อุบาสก

3. ยังคงอยู่ในเรื่อง ศิลที่เป็นไทจากตัณหาและทิฏฐิ

.
๗. มหานามสูตร
ว่าด้วยเจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะ

[๑๐๓๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธาราม เขตกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้น เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร
บุคคลจึงชื่อว่าเป็นอุบาสก”

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
“มหาบพิตร บุคคลถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ
ถึงพระธรรมเป็นสรณะ และถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ บุคคลจึงชื่อว่าเป็นอุบาสก”

.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่าไร
อุบาสกจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล”

“มหาบพิตร อุบาสกเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์
เว้นขาดจากการลักทรัพย์
เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม
เว้นขาดจากการพูดเท็จ
และเว้นขาดจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อุบาสกจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล”

.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่าไร
อุบาสกจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา”

“มหาบพิตร อุบาสกในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีศรัทธา เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของตถาคตว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค’ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อุบาสกจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา”

.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่าไร
อุบาสกจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะ”

“มหาบพิตร อุบาสกในธรรมวินัยนี้มีใจปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน มีจาคะอันสละแล้ว มีฝ่ามือชุ่ม ยินดีในการสละ ควรแก่การขอ ยินดีในการให้ทานและการแจกทาน อยู่ครองเรือน ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อุบาสกจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะ”

.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่าไร
อุบาสกจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา”

“มหาบพิตร อุบาสกในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นทั้งความเกิดและความดับ อันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อุบาสกจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา”

มหานามสูตรที่ ๗ จบ

.

๘. วัสสสูตร
ว่าด้วยอุปมาด้วยฝนตก

[๑๐๓๔] “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อฝนเม็ดใหญ่ตกบนยอดภูเขา น้ำนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ทำซอกเขา ลำธาร และห้วยให้เต็ม ซอกเขา ลำธาร และห้วยเต็มแล้ว ทำหนองให้เต็ม หนองเต็มแล้ว ทำบึงให้เต็ม บึงเต็มแล้ว ทำแม่น้ำน้อยให้เต็ม แม่น้ำน้อยเต็มแล้ว ทำแม่น้ำใหญ่ให้เต็ม แม่น้ำใหญ่เต็มแล้ว ก็ทำมหาสมุทรให้เต็ม

แม้ฉันใด ธรรมเหล่านี้ของอริยสาวก คือ
ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า
ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม
ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์
และศีลที่พระอริยะชอบใจ

ไหลไปถึงฝั่งแล้วย่อมเป็นไป
เพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน”

โฆษณา

องค์เครื่องบรรลุโสดา

2. มาต่อกันเรื่อง สีลวิสุทธิ หรือศิลที่เป็นไทจากตัณหาและทิฏฐิ

ทิฏฐิในที่นี้ ได้แก่ มิจฉาทิฏฐิ

.

สภาวะศิล อันพระอริยะใคร่แล้ว อันไม่ขาด ไม่ทะลุ
ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญแล้ว
อันตัณหาและทิฐิไม่ลูบคลำแล้ว เป็นไปเพื่อสมาธิ ฯ

มีเหตุปัจจัยจาก การแทงตลอดในอริยสัจ 4
ได้แก่ อริยสัจ 4 กับ ผัสสะ
ซึ่งเคยนำมาพูดถึงบ่อยๆ

เป็นเรื่องของการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
ได้แก่ กายกรรม วจีกรรม

ซึ่งตรงนี้สามารถมีเกิดขึ้นได้โดย

1. แทงตลอดอริยสัจ 4ด้วยตนเอง

2. ไม่ได้แทงตลอดในอริยสัจ 4 ด้วยตนเอง
แต่เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อ อนุปาทาปรินิพพาน

.

๖. ปฐมอนาถปิณฑิกสูตร
ว่าด้วยอนาถบิณฑิกคหบดี สูตรที่ ๑

[๑๐๒๒] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี สมัยนั้น ท่านอนาถบิณฑิกคหบดีป่วย ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก ครั้งนั้น ท่านอนาถบิณฑิกคหบดีเรียกบุรุษคนหนึ่งมาสั่งว่า “มาเถิด พ่อมหาจำเริญ เจ้าจงเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ กราบเท้าทั้งสองของท่านด้วยเศียรเกล้าตามคำของเราว่า

‘พระคุณเจ้าผู้เจริญ ท่านอนาถบิณฑิกคหบดีป่วย ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก ท่านขอกราบเท้าทั้งสองของพระคุณท่านด้วยเศียรเกล้า’ และเจ้าจงกราบเรียนอย่างนี้ว่า ‘ขอท่านพระสารีบุตรโปรดอนุเคราะห์เข้าไปเยี่ยมท่านอนาถบิณฑิกคหบดีถึงนิเวศน์ด้วยเถิด”

บุรุษนั้นรับคำแล้ว เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ อภิวาทแล้ว นั่งณ ที่สมควร ได้กราบเรียนท่านพระสารีบุตรดังนี้ว่า

“พระคุณเจ้าผู้เจริญ ท่านอนาถบิณฑิกคหบดีป่วย ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก ท่านขอกราบเท้าทั้งสองของพระคุณท่านด้วยเศียรเกล้า และฝากมากราบเรียนอย่างนี้ว่า ‘ขอท่านพระสารีบุตรโปรดอนุเคราะห์เข้าไปเยี่ยมท่านอนาถบิณฑิกคหบดีถึงนิเวศน์ด้วยเถิด”
ท่านพระสารีบุตรรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ

ครั้นในเวลาเช้า ท่านพระสารีบุตรครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร มีท่านพระอานนท์เป็นปัจฉาสมณะ เข้าไปยังนิเวศน์ของท่านอนาถบิณฑิกคหบดี นั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้แล้วถามท่านอนาถบิณฑิกคหบดีดังนี้ว่า “

คหบดี ท่านยังสบายดีหรือ ยังพอเป็นอยู่ได้หรือ ทุกขเวทนาทุเลาลง ไม่กำเริบขึ้นหรือ อาการทุเลาปรากฏ อาการกำเริบไม่ปรากฏหรือ

ท่านอนาถบิณฑิกคหบดีตอบว่า
“กระผมไม่สบาย จะเป็นอยู่ไม่ได้ ทุกขเวทนามีแต่กำเริบหนักขึ้น ไม่ทุเลาลงเลย อาการกำเริบปรากฏ อาการทุเลาไม่ปรากฏขอรับ”

.
“คหบดี ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ

๑. ประกอบด้วยความไม่เลื่อมใสเช่นใดในพระพุทธเจ้า
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

ความไม่เลื่อมใสเช่นนั้นในพระพุทธเจ้า ย่อมไม่มีแก่ท่าน เพราะท่านมีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค’

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้านั้นว่ามีอยู่ในตน เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๒. ประกอบด้วยความไม่เลื่อมใสเช่นใดในพระธรรม
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

ความไม่เลื่อมใสเช่นนั้นในพระธรรม ย่อมไม่มีแก่ท่าน เพราะท่านมีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า ‘พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว ฯลฯ อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน’

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมนั้นว่ามีอยู่ในตน เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๓. ประกอบด้วยความไม่เลื่อมใสเช่นใดในพระสงฆ์
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

ความไม่เลื่อมใสเช่นนั้นในพระสงฆ์ ย่อมไม่มีแก่ท่าน เพราะท่านมีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า ‘พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้ปฏิบัติดี ฯลฯ เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก’

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์นั้นว่ามีอยู่ในตน เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๔. ประกอบด้วยความเป็นผู้ทุศีลเช่นใด
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

ความเป็นผู้ทุศีลเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน เพราะท่านมีศีลที่พระอริยะชอบใจ ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นศีลที่พระอริยะชอบใจนั้นว่ามีอยู่ในตน
เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๕. ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิเช่นใด
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

มิจฉาทิฏฐิเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน
เพราะท่านมีสัมมาทิฏฐิ

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นสัมมาทิฏฐินั้นว่ามีอยู่ในตน
เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๖. ประกอบด้วยมิจฉาสังกัปปะเช่นใด
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

มิจฉาสังกัปปะเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน
เพราะท่านมีสัมมาสังกัปปะ

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นสัมมาสังกัปปะนั้นว่ามีอยู่ในตน
เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๗. ประกอบด้วยมิจฉาวาจาเช่นใด
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

มิจฉาวาจาเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน
เพราะท่านมีสัมมาวาจา

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นสัมมาวาจานั้นว่ามีอยู่ในตน
เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๘. ประกอบด้วยมิจฉากัมมันตะเช่นใด
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

มิจฉากัมมันตะเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน
เพราะท่านมีสัมมากัมมันตะ

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นสัมมากัมมันตะนั้นว่ามีอยู่ในตน
เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๙. ประกอบด้วยมิจฉาอาชีวะเช่นใด
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

มิจฉาอาชีวะเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน
เพราะท่านมีสัมมาอาชีวะ

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นสัมมาอาชีวะนั้นว่ามีอยู่ในตน
เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๑๐. ประกอบด้วยมิจฉาวายามะเช่นใด
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

มิจฉาวายามะเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน
เพราะท่านมีสัมมาวายามะ

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นสัมมาวายามะนั้นว่ามีอยู่ในตน
เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๑๑. ประกอบด้วยมิจฉาสติเช่นใด
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

มิจฉาสติเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน
เพราะท่านมีสัมมาสติ

ก็ท่านพิจารณาเห็นสัมมาสตินั้นว่ามีอยู่ในตน
เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๑๒. ประกอบด้วยมิจฉาสมาธิเช่นใด
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

มิจฉาสมาธิเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน
เพราะท่านมีสัมมาสมาธิ

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นสัมมาสมาธินั้นว่ามีอยู่ในตน
เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๑๓. ประกอบด้วยมิจฉาญาณะเช่นใด
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

มิจฉาญาณะเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน
เพราะท่านมีสัมมาญาณะ

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นสัมมาญาณะนั้นว่ามีอยู่ในตน
เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๑๔. ประกอบด้วยมิจฉาวิมุตติเช่นใด
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

มิจฉาวิมุตติเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน
เพราะท่านมีสัมมาวิมุตติ

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นสัมมาวิมุตตินั้นว่ามีอยู่ในตน
เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน”

.
ขณะนั้น เวทนาของท่านอนาถบิณฑิกคหบดีได้สงบระงับไปโดยพลัน ท่านอนาถบิณฑิกคหบดีอังคาสท่านพระสารีบุตรและท่านพระอานนท์ด้วยอาหารที่เขาจัดไว้สำหรับตนแล้ว จึงเลือกนั่ง ณ ที่สมควรที่ใดที่หนึ่งซึ่งต่ำกว่า

เมื่อท่านพระสารีบุตรฉันเสร็จวางมือจากบาตรแล้ว
จึงอนุโมทนาด้วยคาถาเหล่านี้ว่า

“ผู้ใดมีศรัทธาในพระตถาคตตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว
มีศีลอันงามที่พระอริยะชอบใจ(และ)สรรเสริญ
มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ และมีความเห็นตรง
บัณฑิตทั้งหลายเรียกผู้นั้นว่า เป็นคนไม่ขัดสน
ชีวิตของเขาก็ไม่สูญเปล่า

เพราะเหตุนั้น ผู้มีปัญญา
เมื่อระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ควรหมั่นประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการเห็นธรรม”

ครั้นท่านพระสารีบุตรอนุโมทนาด้วยคาถาเหล่านี้แล้ว
ก็ลุกจากอาสนะจากไป

.

ต่อมา ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท่านพระอานนท์ดังนี้ว่า

“อานนท์เธอมาจากที่ไหนแต่ยังวัน”

ท่านพระอานนท์ทูลตอบว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระสารีบุตรกล่าวสอนท่านอนาถบิณฑิกคหบดีด้วยโอวาทนี้”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
“อานนท์ สารีบุตรเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก
ได้จำแนกองค์เครื่องบรรลุโสดาด้วยอาการ ๑๐ อย่าง”

โสดาบัน

ภิกษุ ท. ! ภิกษุไม่ละธรรม ๖ อย่างแล้ว
เป็นผู้ไม่ควรเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งทิฏฐิสัมปทา(ความเป็นโสดาบัน).

ไม่ละธรรม ๖ อย่าง เหล่าไหนเล่า ?
ไม่ละธรรมหกอย่างเหล่านี้ คือ

ไม่ละ สักกายทิฏฐิ ;
ไม่ละ วิจิกิจฉา ;
ไม่ละ สีลัพพตปรามาส ;

ไม่ละ อปายคมนิยราคะ (ราคะที่ควรแก่การถึงซึ่งอบาย) ;
ไม่ละ อปายคมนิยโทสะ (โทสะที่ควรแก่การถึงซึ่งอบาย) ;
ไม่ละ อปายคมนิยโมหะ (โมหะที่ควรแก่การถึงซึ่งอบาย) .

ภิกษุ ท. ! ภิกษุไม่ละธรรม ๖ อย่าง เหล่านี้แล
เป็นผู้ไม่ควรกระทำให้แจ้ง ซึ่งทิฏฐิสัมปทา.

 

หมายเหตุ;

ไม่ละ สักกายทิฏฐิ ;
ได้แก่ อโยนิโสมนสิการ

ไม่ละ วิจิกิจฉา ;
ได้แก่ มีความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย และนิพพาน

ไม่ละ สีลัพพตปรามาส ;
ได้แก่ ข้อปฏิบัติที่ไม่ใช่สภาวะศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

 

 

ภิกษุ ท. ! ภิกษุละธรรม ๖ อย่าง แล้ว
เป็นผู้ควรกระทำให้แจ้ง ซึ่งทิฏฐิสัมปทา
ละธรรม ๖ อย่างเหล่าไหนเล่า ?

ละธรรมหกอย่างเหล่านี้ คือ:

ละ สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าขันธ์ ๕ ของตน) ;
ละ วิจิกิจฉา
ละ สีลัพพตปรามาส

ละ อปายคมนิยราคะ (ราคะที่ควรแก่การซึ่งอบาย) ;
ละ อปายคมนิยโทสะ (โทสะที่ควรแก่การถึงซึ่งอบาย) ;
ละ อปายคมนิยโมหะ (โมหะที่ควรแก่การถึงซึ่งอบาย) .

ภิกษุ ท. ! ภิกษุละธรรม ๖ อย่างเหล่านี้แล้ว
เป็นผู้ควรกระทำให้แจ้งซึ่ง ทิฏฐิสัมปทา, ดังนี้แล.

 

หมายเหตุ;

ละ สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าขันธ์ ๕ ของตน) ;
ได้แก่ โยนิโสมนสิการ

ละ วิจิกิจฉา หมายถึง สิ้นสงสัยในพระรัตนตรัย และนิพพาน

ละ สีลัพพตปรามาส ได้แก่ ศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ
ข้อปฏิบัติ การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

ละ อปายคมนิยราคะ (ราคะที่ควรแก่การซึ่งอบาย) ;
ละ อปายคมนิยโทสะ (โทสะที่ควรแก่การถึงซึ่งอบาย) ;
ละ อปายคมนิยโมหะ (โมหะที่ควรแก่การถึงซึ่งอบาย) .

 

เพียรละเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ได้แก่ พยายามอดทน อดกลั้น กดข่มใจ
ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
ข้อปฏิบัติได้แก่ การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

และทำความเพียรต่อเนื่อง
ข้อปฏิบัติได้แก่ การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

 

เมื่อเจริญสมถะและวิปัสสนาเนืองๆ
เป็นเหตุปัจจัยให้ ละธรรมหกอย่าง เหล่านี้ได้

โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล

ปฏิบัติเพื่อโสดาปฏิมรรค โสดาปัตติผล

สัทธานุสารี

ธัมมานุสารี

ข้อปฏิบัติ ได้แก่

1. เจริญสมถะ มีวิปัสสนานำหน้า

2. เจริญวิปัสสนามีสมถะนำหน้า

3. เจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป

เนื่องจากความต่างของอินทรีย์ 5
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธิอินทรีย์ ปัญญินทรีย์

มี 2 ประเภท

1. บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมาบัติ
ล่วงรูปสมบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
หมายถึง ได้ฌาน(รูปสมาบัติ) แต่ไม่ได้วิโมกข์ 8

2. บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมบัติ
ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่และอาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
หมายถึง ได้วิโมกข์ 8

อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

สัทธาวิมุติ หลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ 5
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ความดับทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้ว ด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา แต่มิใช่เหมือนบุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ
บุคคลนี้เรียกว่าสัทธาวิมุต

.

[๒๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัทธาวิมุตบุคคลเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้
ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมบัติ
ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

อนึ่ง ความเชื่อในพระตถาคตของผู้นั้นตั้งมั่นแล้ว มีรากหยั่งลงมั่นแล้ว
บุคคลนี้เรากล่าวว่าสัทธาวิมุตบุคคล

ทิฎฐิปัตตะ หลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ 5
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ความดับทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา
บุคคลนี้เรียกว่า ทิฏฐิปัตตะ

.

[๒๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทิฏฐิปัตตบุคคลเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้
ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมาบัติ
ล่วงรูปสมบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่ตถาคตประกาศแล้ว
เป็นธรรมอันผู้นั้นเห็นแจ้งด้วยปัญญาประพฤติดีแล้ว
บุคคลนี้เรากล่าวว่า ทิฏฐิปัตตบุคคล

กายสักขี หลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ 5
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่
ทั้งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา
บุคคลนี้เรียกว่า กายสักขี

.

[๒๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กายสักขีบุคคลเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมบัติ
ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ และอาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
บุคคลนี้เรากล่าวว่ากายสักขีบุคคล

อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว
เพราะเห็นด้วยปัญญา

อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์
สุญญตวิโมกข์

ผลญาณ ๑๕

เมื่อมรรคญาณปรากฏขึ้นแล้ว ผลญาณก็ปรากฏตามมาทันที ไม่มีระหว่างกลางคั่นเลย มีข้อพึงทราบไว้ในที่นี้คือ มรรคญาณนี้จะเป็นมรรคชั้นใดก็ตาม ย่อมปรากฏขึ้นครั้งเดียวเท่านั้น

เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ทำการประหาณกิเลสต่างๆ ตามอำนาจของมรรคนั้นๆ เช่น ปฐมมรรคเกิดขึ้น ก็ทำการประหานกิเลสที่ปฐมมรรคมีอำนาจประหาณได้ เป็นต้น

สำหรับในที่นี้ มรรคญาณที่ปรากฏนี้ เรียกว่า ปฐมมรรค
ซึ่งทำการประหาณกิเลสได้ ๕ อย่าง

.

สักกายทิฏฐิ ๑

ทิฏฐิสังโยชน์ ทิฏฐิกิเลส ได้แก่ สักกายทิฏฐิ คือ
ความเข้าใจผิดในขันธ์ ๕ เข้าไปยึดมั่น ถือมั่นว่า
ปัญจขันธ์นี้เป็นของตน เป็นสัตว์ บุคคล เรา เขา

ความเข้าใจผิดเช่นนี้ชื่อว่า สักกายทิฏฐิ อันเป็นความเห็นผิด
ที่ทำให้ตนติดอยู่ในความหมุนเวียนของวัฏฏสงสาร

.

วิจิกิจฉา ๑

วิจิกิจฉากิเลส ๑
๑. สงสัยในพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้ามีจริงหรือ
ถ้าพระพุทธเจ้ามีจริง พระองค์ตัดกิเลสได้จริงหรือ
พระองค์ทรงคุณพิเศษ สามารถแสดงธรรมเพื่อตัดกิเลส
นำสัตว์ออกจากวัฏฏสงสารได้จริงหรือ

พระองค์ทรงพ้นจากทุกข์ในวัฏฏสงสาร
เสด็จเข้าสู่แดนอมตมหานฤพานได้จริงหรือ
ดังนี้เป็นต้น

.

๒. สงสัยในพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้นั้น จริงหรือ
พระธรรมอันเร้นลับ มองไม่เห็นต่างๆ เช่น เรื่องนรก สวรรค์
มรรค ผล นิพพาน เป็นต้นนั้น มีจริงอยู่หรือ

ถ้าปฏิบัติตามพระธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้
แล้วจะได้รับผลจริงหรือไม่ ดังนี้เป็นต้น

.

๓. สงสัยในพระอริยสงฆ์สาวกแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระอริยสงฆ์ มีจริงหรือ

ถ้ามีจริง พระอริยสงฆ์ ท่านสามารถดับกิเลสได้จริงหรือ
พระอริยสงฆ์ ท่านได้บรรลุมรรค ผล และเห็นพระนิพพานได้จริงหรือ ดังนี้เป็นต้น

.

สีลัพพตปรามาส ๑
สีลัพพตปรามาส คือ ความยึดถือว่าบุคคลจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ด้วยศีลและวัตร
ซึ่งไม่ใช่ศิลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

.

อปายคมนียกามราคะ ๑
อปายคมนียปฏิฆะ ๑

คำว่า อปายคมนียกามราคะ-ปฏิฆะ นั้น คือ
การนำไปสู่อบายได้โดยกามราคะและปฏิฆะนั่นเอง

กามราคะ ที่เป็นอปายคมนียะ คือ กามรมณ์ทั้ง ๕ มากระทบทวารทั้ง ๕ แล้วมีความยินดี พอใจ เป็นอย่างมาก จนถึงสามารถล่วงอกุศลกรรมบถได้ เช่น พอใจในรูปารมณ์ที่มากระทบ สามารถกระทำกรรมอันเป็นกาเมสุมิจฉาจารได้ เป็นต้น

ฉะนั้น เมื่อละสักกายทิฏฐิได้แล้ว กรรมใดที่เป็นทุจริต อันจะนำไปสู่อบาย ก็ย่อมไม่กระทำกรรมนั้น แต่ถึงแม้จะละสักกายทิฏฐิได้ ก็ยังไม่สามารถละมานะสังโยชน์ได้ แต่ก็ยังเห็นเป็นเราเป็นเขาอยู่ ความยินดีในอารมณืที่มากระทบ จึงยังมีอยู่
ปฏิฆะ ก็ทำนองเดียวกัน

กล่าวคือ ยังคงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ในการอดทน อดกลั้น กดข่มใจ
ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

.

ปฐมมรรค ทำการประหาณกิเลสนั้น ก็เป็นการประหานอย่างเด็ดขาดดุจสายฟ้าที่ผ่าลงบนต้นไม้ตั้งแต่ยอดตลอดถึงรากแก้ว
ซึ่งต้นไม้นั้นต้องเฉาตายลงไปทันที จะฟื้นขึ้นมาอีกไม่ได้

มรรคญาณที่ปรากฏ
ก็ประหาณกิเลสดังกล่าวให้อับเฉาสิ้นไปสิ้นเด็ดขาดดุจเดียวกัน

ปฐมมรรคที่กล่าวมานี้ เกิดขึ้นครั้งเดียว
ต่อจากนั้น ผลญาณ คือผลจิตก็เกิดขึ้นเรื่อยๆไป

มรรคญาณเป็นเหตุ จึงเกิดผลญาณขึ้น อารมณ์เป็นพระนิพพาน
ในการประหาณมี ๒ อย่าง คือ
การประหาณกิเลสในมรรคญาณนั้นเรียกว่า สมุจเฉทประหาน
ส่วนในผลญาณนั้นเรียกว่า ปฏิสัมภนปหาน

สังโยชนสูตร
บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหวเป็นอย่างไร ?
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓
เป็นพระโสดาบันมีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะได้ตรัสรู้ในข้างหน้า
อย่างนี้แล บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหว;

กันยายน 2019
พฤ อา
« ส.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: