โสดาปัตติยังคะ

เมื่อคืนเขียนเกี่ยวกับโสดาบัน ก็นำมาจากที่เคยเขียนไว้ แต่ทำให้ชัดเรื่องหนึ่งว่า

ต่อไป ผู้ปฏิบัติได้ปฏิบัติตามที่พระพุธเจ้าตรัสไว้ ทุกคนไม่ต้องให้ใครมาทำนายว่าคนไหนเป็นโสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์ เพราะสามารถรู้ด้วยตนเอง ทำกันเองได้นะ

อศัจรรย์มาก ที่เคยคิดว่า สัทธานุสารี สัทธาวิมุตบุคคล อาจจะไม่มีปรากฏขึ้นอีก เพราะไม่มีพระพุทธเจ้า

หลังจากเขียนเมื่อคืน ตอนนั้น มีภาพผุดขึ้นมาให้เห็น เรียงตามลำดับของการปฏิบัติ

.
โสตาปัตติยังคสูตร
โสตาปัตติยังคะ ๔ ประการ

[๑๖๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โสตาปัตติยังคะ ๔ ประการนี้
๔ ประการเป็นไฉน? คือ

การคบสัตบุรุษ ๑
การฟังธรรม ๑
การทำไว้ในใจโดยแยบคาย ๑
การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย โสตาปัตติยังคะ ๔ ประการนี้แล.
จบ สูตรที่ ๑๐

.

แบ่งออกเป็น 3

การคบสัตบุรุษ ๑ พระพุทธเจ้า
การฟังธรรม ๑ พระพุทธเจ้า

.

1. การทำไว้ในใจโดยแยบคาย ๑ .การปฏิบัติอนุปาทาปรินิพพาน
คนที่ปฏิบัติตามชื่อว่า สัทธานุสารี

การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑ สมถะและวิปัสสนา
เน้นการเจริญวิปัสสนามากกว่าสมถะ

.

2. การทำไว้ในใจโดยแยบคาย ๑ การปฏิบัติปฏิทาวรรค 2
คนที่ปฏิบัติตามชื่อว่า ธัมมานุสารี

การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑ สมถะและวิปัสสนา
เน้นการเจริญวิปัสสนาและสมถะ พอๆกัน

.

3. การทำไว้ในใจโดยแยบคาย ๑ การดูตามความเป็นจริง(ดับภพ)
คนที่ปฏิบัติตามชื่อว่า กายสักขี

การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑ สมถะและวิปัสสนา
เน้นการเจริญสมถะ-วิโมกข์ 8(สัมมาสมาธิ)มากกว่าวิปัสสนา

.

โดยเฉพาะคำว่า สมถะและวิปัสสนา ต้องตามกับสภาวะที่มีเกิดขึ้นตรงกับคำที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ไม่ใช่สมถะและวิปัสสนาแบบที่ใช้นิยมใช้กันในปัจจุบัน

แล้วแต่เหตุปัจจัย

การปฏิบัติ หากเป็นผู้ที่ไม่รู้ปริยัติ

เพียงทำความเพียรต่อเนื่อง และ หยุดสร้างเหตุนอกตัว

สารีบุตร ! อริยอัฏฐังคิกมรรค นี้นั่นแหละ ชื่อว่า กระแส

ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.

 

28 พย. 2016

1. นิพพาน ในแง่ของ การนำมาปฏิบัติ
เพื่อรู้ชัดในลักษณะอาการ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ของคำที่เรียกว่า นิพพาน

ข้อปฏิบัติ

1. สมถะ
ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ เป็นสมาธิ

สมาธิ มี 3 ชนิด

๑. มิจฉาสมาธิ

สมาธิที่ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่(รูปฌาน-อรูปฌาน)
เป็นเหตุปัจจัยให้ ไม่สามารถรู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม ได้อย่างต่อเนื่อง
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ช่วยกดข่มกิเลสไว้ หรือที่เรียกว่า “สมาธิหัวตอ”
(สมาธิบดบังกิเลส)

๒.สัมมาสมาธิ

สมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่(รูปฌาน-อรูปฌาน)
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น เป็นเหตุปัจจัยให้ สามารถรู้ชัดอยู่ภายใน
กาย เวทนา จิต ธรรม ได้อย่างต่อเนื่อง(ญาณ 16)

รูปฌาน รูปยังมีอยู่ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

อรูปฌาน รูปไม่ปรากฏ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

หากเป็นมิจฉาสมาธิ
วิญญาณ/ธาตุรู้ จะมีเกิดขึ้นไม่ได้เลย
จนกว่าสมาธิจะคลายตัวหรืออ่อนกำลังลง

ข้อปฏิบัติจากมิจฉาสมาธิ ให้เป็น สัมมาสมาธิ

โยนิโสมนสิการ(การกำหนดรู้)

เมื่อมีสิ่งเกิดขึ้น(ผัสสะ) ขณะจิตเป็นสมาธิ

พิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น

โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง

โดยความเป็นทุกข์

โดยความเป็นอนัตตา

กล่าวคือ

เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น(สิ่งที่มีเกิดขึ้น) ขณะจิตเป็นสมาธิ

สิ่งที่เกิดขึ้น(ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ) สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ

สภาพธรรมที่มีชื่อเรียกว่า วิปัสสนา
(ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา/ไตรลักษณ์)
ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

เป็นเหตุปัจจัยให้ สัมปชัญญะ(ความรู้สึกตัว) มีเกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
ขณะจิตเป็นสมาธิ(รูปฌานและอรูปฌาน)

เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ(ธาตุรู้) มีเกิดขึ้น

รูปฌาน รูปที่ปรากฏ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

อรูปฌาน รูปไม่ปรากฏ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

๓. สัมมาวิมุติ

2.วิปัสสนา

พิจารณาเห็นธรรมที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง

โดยความเป็นทุกข์

โดยความเป็นอนัตตา

ข้อปฏิบัติ

เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น(สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต) ขณะดำเนินชีวิต

สิ่งที่เกิดขึ้น(ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

ให้กำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ) เนืองๆ

สภาพธรรมที่มีชื่อเรียกว่า วิปัสสนา
(ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา/ไตรลักษณ์)
ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

3.โยนิโสมนสิการ(การกำหนดรู้)

กล่าวคือ

โยนิโส มาจาก โยนิ ซึ่งแปลว่าเหตุ

ข้อปฏิบัติ ดูตามความเป็นจริง ของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น(ผัสสะ)

คำว่า เหตุ หมายถึง เหตุปัจจัยที่มีอยู่

มนสิการ แปลว่า การทําในใจ

ข้อปฏิบัติ ให้กระทำไว้ในใจ

กล่าวคือ การสำรวม สังวร เฝ้าระวัง
ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา

สิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ) ในการดำเนินชีวิตและขณะจิตเป็นสมาธิ

สิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ) มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
เกิดจาก เหตุปัจจัยที่มีอยู่

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ) เนืองๆ
เป็นเหตุปัจจัยให้ประจักษ์แจ้งแก่ใจตนเองว่า

เพราะเหตุใด ทำไมสิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ) ในชีวิต แต่ขณะๆ
บางสิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ) จึงไม่มีผลกระทบทางใจ(รู้สึกเฉยๆ)

บางสิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ) จึงมีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

โยนิโสมนสิการ ไม่ใช่ปัญญา
แต่เป็นวิธีการกระทำ ที่เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิดปัญญา

โยนิโสมนสิการ(การกำหนดรู้)

๑๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี

ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เราจักแสดงปริยายว่าด้วยการสังวรอาสวะทั้งปวงแก่พวกเธอ
พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า
อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

[๑๑] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นอาสวะของภิกษุผู้รู้อยู่ เห็นอยู่
เราไม่กล่าวความสิ้นอาสวะของภิกษุผู้ไม่รู้อยู่ ไม่เห็นอยู่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสิ้นอาสวะจะมีได้แก่ภิกษุผู้รู้อะไร เห็นอยู่อะไร
ความสิ้นอาสวะจะมีได้แก่ภิกษุผู้รู้เห็นโยนิโสมนสิการและอโยนิโสมนสิการ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมนสิการโดยไม่แยบคาย
อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญขึ้น

เมื่อภิกษุมนสิการโดยแยบคาย อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดขึ้น
และที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมสิ้นไป

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะที่จะพึงละได้เพราะการเห็นมีอยู่
ที่จะพึงละได้เพราะการสังวรก็มี
ที่จะพึงละได้เพราะเสพเฉพาะก็มี
ที่จะพึงละได้เพราะความอดกลั้นก็มี
ที่จะพึงละได้เพราะเว้นรอบก็มี
ที่จะพึงละได้เพราะบรรเทาก็มี
ที่จะพึงละได้เพราะอบรมก็มี.

[๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุว่า
อาสวะเหล่าใด อันภิกษุใดพึงละได้เพราะการเห็น
อาสวะเหล่านั้น อันภิกษุนั้นละได้แล้ว
เพราะการเห็น

อาสวะเหล่าใดอันภิกษุใดพึงละได้เพราะการสังวร
อาสวะเหล่านั้น อันภิกษุนั้นละได้แล้ว
เพราะการสังวร

อาสวะเหล่าใด อันภิกษุใดพึงละได้เพราะการพิจารณาเสพ
อาสวะเหล่านั้น อันภิกษุนั้นละได้แล้ว
เพราะการพิจารณาเสพ

อาสวะเหล่าใด อันภิกษุใด พึงละได้เพราะความอดกลั้น
อาสวะเหล่านั้น อันภิกษุนั้นละได้แล้ว
เพราะความอดกลั้น

อาสวะเหล่าใด อันภิกษุใดพึงละได้เพราะการเว้นรอบ
อาสวะเหล่านั้นอันภิกษุนั้นละได้แล้ว
เพราะการเว้นรอบ

อาสวะเหล่าใด อันภิกษุใด พึงละได้เพราะการบรรเทา
อาสวะเหล่านั้น อันภิกษุนั้นละได้แล้ว
เพราะการบรรเทา

อาสวะเหล่าใด อันภิกษุใดพึงละได้เพราะการอบรม
อาสวะเหล่านั้น อันภิกษุนั้นละได้แล้ว
เพราะการอบรม

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่า
เป็นผู้สำรวมด้วยความสังวรในอาสวะทั้งปวงอยู่

ตัดตัณหาได้แล้ว ยังสังโยชน์ให้ปราศไปแล้ว

ได้ทำที่สุดแห่งทุกข์เพราะความตรัสรู้
ด้วยการเห็นและการละมานะโดยชอบ.

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสังวรปริยายนี้แล้ว
ภิกษุเหล่านั้นชื่นชมยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาค ฉะนี้แล.

สัพพาสวสังวรสูตร

 

 

 

องค์เครื่องโสดาปัตติยังคะ

เวรสูตรที่ ๑
[๒๓๑] ครั้งนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัส
กะอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า

ดูกรคฤหบดี ในกาลใดแล อริยสาวกสงบระงับภัยเวร ๕ ประการ
และประกอบด้วย โสตาปัตติยังคะ ๑- ๔ ประการ ในกาลนั้น
อริยสาวกนั้นหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองว่า เราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว มี
กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติและวินิบาตสิ้นแล้ว
เราเป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า ฯ

อริยสาวกสงบระงับภัยเวร ๕ ประการเป็นไฉน

ดูกรคฤหบดีบุคคลผู้มักฆ่าสัตว์ย่อมประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ
และย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ เพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย
อริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต
ย่อมไม่ประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ และไม่ได้เสวยทุกข
โทมนัสทางใจ อริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ย่อมสงบระงับภัยเวรนั้นด้วย
ประการอย่างนี้

ดูกรคฤหบดี บุคคลผู้มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ให้ ฯลฯ
ผู้มักประพฤติผิดในกาม ฯลฯ ผู้มักพูดเท็จ ฯลฯ
ผู้มักดื่มน้ำเมาคือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท
ย่อมประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ
และย่อมเสวยทุกข์โทมนัสทางใจ เพราะดื่มน้ำเมา คือ สุราและ
เมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาทเป็นปัจจัย

อริยสาวกผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา
คือสุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท ย่อมไม่ประสบภัยเวรแม้ใน
ปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ และย่อมไม่ได้เสวยทุกขโทมนัสทางใจ อริยสาวกผู้
งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท ย่อม
สงบระงับภัยเวรนั้นด้วยอาการอย่างนี้ อริยสาวกสงบระงับภัยเวร ๕ ประการนี้ ฯ

อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการเป็นไฉน
ดูกรคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว
องค์เป็นเครื่องบรรลุความเป็นพระโสดา ในพระพุทธเจ้าว่า
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น … เป็นผู้เบิก
บานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ๑

ย่อมประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว
ในพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว … อันวิญญูชนจะพึง
รู้ได้เฉพาะตน ๑

ย่อมประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว … เป็นนาบุญของโลก
ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ๑

ย่อมประกอบด้วยศีลอันพระอริยเจ้าพอใจ ไม่ขาด ไม่ทะลุ
ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาและทิฐิไม่ถูกต้อง
เป็นไปเพื่อสมาธิ ๑ อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการนี้ ฯ

ดูกรคฤหบดี ในกาลใดแล อริยสาวกสงบระงับภัยเวร ๕ ประการนี้
และประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการนี้

อริยสาวกนั้นหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองว่า เราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว
มีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย มีทุคติ และวินิบาตสิ้นแล้ว เป็นโสดาบัน มีอัน
ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=23&A=8632&Z=8670

เวรสูตรที่ ๒

[๒๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล อริยสาวกสงบระงับภัยเวร
๕ ประการ และประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการ ในกาลนั้น อริยสาวก
นั้นหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เรามีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์
ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ และวินิบาตสิ้นแล้ว เรา
เป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้อง
หน้า ฯ

ก็อริยสาวกสงบระงับภัยเวร ๕ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บุคคลผู้มักฆ่าสัตว์ ย่อมประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ และ
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ เพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย อริยสาวกผู้งดเว้น
จากปาณาติบาต ย่อมไม่ประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ และ
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ อริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ย่อมสงบระงับ
ภัยเวรด้วยประการอย่างนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขา
ไม่ให้ ฯลฯ ผู้มักประพฤติผิดในกาม ฯลฯ ผู้มักพูดเท็จ ฯลฯ

ผู้มักดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท ย่อมประสบภัยเวรแม้ใน
ปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ และย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ เพราะดื่มน้ำเมา
คือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท

อริยสาวกผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท ย่อมไม่ประสบภัย
เวรแม้ในปัจจุบัน แม้ในสัมปรายภพ และย่อมไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ
อริยสาวกผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความ
ประมาท ย่อมสงบระงับภัยเวรด้วยประการอย่างนี้ อริยสาวกย่อมสงบระงับภัย
เวร ๕ ประการนี้ ฯ

อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการเป็นไฉน ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่
หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ
เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่
หวั่นไหวในพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว ฯลฯ อันวิญญูชน
จะพึงรู้เฉพาะตน ๑ ประกอบด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า พระ
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มี
นาบุญอื่นยิ่งไปกว่า ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าพอใจ ไม่ขาด ไม่ทะลุ
ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาและทิฐิไม่ถูกต้อง
เป็นไปเพื่อสมาธิ ๑ อริยสาวกประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการนี้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล อริยสาวกสงบระงับภัยเวร ๕
ประการนี้ และประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการนี้

ในกาลนั้น อริยสาวกนั้นหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า

เราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว
มีอบาย ทุคติ และวินิบาตสิ้นแล้ว

เราเป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=23&A=8671&Z=8709

องค์เครื่องบรรลุโสดา

พ. สารีบุตร ที่เรียกว่า องค์ที่บรรลุโสดา องค์เครื่องบรรลุโสดา
องค์เครื่องบรรลุโสดา เป็นอย่างไร?

สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

สัปปุริสังเสวะ คือ การคบหา สัปปบุรุษ เป็นองค์เครื่อง บรรลุโสดา

สัทธรรมเสาวนะ คือ การฟังพระสัทธรรม เป็นองค์เครื่อง บรรลุโสดา

โยนิโสมนสิการ คือ การมนสิการ โดยแยบคาย เป็นองค์เครื่อง บรรลุโสดา

ธัมมานุธัมมะปฏิปัตติ คือ การปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม เป็นองค์เครื่อง บรรลุโสดา

พ. ดีละ ดีละ สารีบุตร
สัปปุริสังเสวะ เป็นองค์เครื่อง บรรลุโสดา
สัทธรรมเสาวนะ เป็นองค์เครื่อง บรรลุโสดา
โยนิโสมนสิการ เป็นองค์เครื่อง บรรลุโสดา
ธัมมานุธัมมะปฏิปัตติ เป็นองค์เครื่อง บรรลุโสดา

สารีบุตร ที่เรียกว่า โสดา
โสดา เป็นอย่างไร?

สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อริยมรรค มีองค์ ๘ คือ
สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี้แหละเป็น โสดา

พ. ดีละ ดีละ สารีบุตร อริยมรรค มีองค์ ๘ คือ
สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี้แหละเป็น โสดา

สารีบุตร ที่เรียกว่า บรรลุโสดา คือใคร?

สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผู้ใดประกอบด้วยอริยมรรค มีองค์ ๘ นี้ ผู้นี้เรียกว่า ผู้บรรลุโสดา
ท่านผู้นี้ มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้

พ. ดีละ ดีละ สารีบุตร ผู้ใดประกอบด้วยอริยมรรค มีองค์ ๘ นี้ ผู้นี้เรียกว่า ผู้บรรลุโสดา
ท่านผู้นี้ มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้

หมายเหตุ:

ถ้าแปลเป็นภาษาปัจจุบัน ก็สิ่งที่ได้เขียนๆให้อ่านกัน จากสภาวะ ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

พฤศจิกายน 2019
พฤ อา
« ก.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: