สภาวะจิตดวงสุดท้าย ครั้งที่ 1(มรรค ผล)

โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล

สภาวะจิตดวงสุดท้าย ครั้งที่ 1
หรือที่เรียกตามปริยัติชื่อว่า อนุโลม มรรคญาณ ผลญาณ

ขณะกำลังจะหมดลมหายใจ(ขาดใจตาย) สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นนี้จะปรากฏขึ้นเสมือนมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงๆ เป็นสภาพธรรมที่ไม่สามารถบังคับบัญชาใดๆได้
เป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึกที่เกี่ยวกับ ความกลัวตาย ที่มีอยู่ตามความเป็นจริง

ความรู้สึกครั้งแรกของทุกคน รู้ชัดเหมือนๆกัน
ก่อนที่จะเกิด จะรู้ชัดว่าจะเหมือนหายใจไม่ออก
เหมือนจะตาย ถ้ายอมตาย แล้วจะมีสภาวะต่อมาเกิดขึ้น
คือ ถูกแรงดูดที่มีแรงมหาศาล ของถูกดูดเข้าไปในหลุมหรือรู

จากสภาวะทั้งหมด สรุปได้ว่า การเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่แรก(1) ทุกคนต้องยอมตาย บ้างคนอาจจะมีสติดี กรณีของคนที่ 1 ที่ปล่อยเลย

ทั้งสภาวะทุกหมด สรุปได้ว่า ทุกคนที่ก่อนถูกแรงดูดมหาศาลดูดเข้าไป ต้องเจอสภาวะหายใจไม่ออกหรือทำให้รู้สึกเหมือนจะตาย เป็นการรู้ชัดในสภาวะทุกข์

ขณะเกิดสภาวะ อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

เมื่อวุฏฐาคามินีวิปัสสนากำลังดำเนินไปอยู่นั้น ย่อมจะเห็นรูป,นาม แสดงความเป็นทุกข์ ให้ปรากฏเห็นชัดเจน แล้วก็เข้าสู่มรรคเลย ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ คือหลุดพ้นจากทางทุกขัง

ขณะที่เกิด จะเหมือนเรื่องเกิดขึ้นในชีวิตจริงๆ

.

คนที่ 1

ก่อนเกิดสภาวะบอกว่า จะรู้สึกเหมือนจะตาย แต่ไม่ได้เล่าว่า เจออะไร ถึงได้พูดว่า เหมือนจะตาย แล้วเล่าต่อว่า ก็นั่งอยู่ จะตายได้ไง จึงคิดว่า ไปเลยจะได้รู้ว่าเป็นไร เจอเหมือนโดนดูดเข้าไปในรู ตอนหลังบอกว่า จะเข้ารู ต้องเข้าถูก คือ รูธรรม

.

คนที่ 2

“สามวันมันจี้เอาปางตาย ทำอะไรไม่ได้เลยค่ะ แต่ละปั้บลงนี่ยังกะโดนเครื่องปั๊มหัวใจช็อตเอาประมาณนั้นมั้ง (จากแต่ก่อนที่เคยเป็นคล้ายอาการแทง กรีด คว้าน และเฉือนอยู่ภายใน) นั่นภายในมันดิ้นกันพล่านเลยจนหมดแรง ร่อแร่แล้วนี่ ตรงที่เห็นขณะเกิดดับก่อนจะเหมือนกระแสบางอย่างถูกดูดลงหลุมดำ (แอบประมาณเรียกเอง)”

.

คนที่ 3

“เจออาการร่างกายปวด ตัวหวิวใจหวิว พยายามประคองสติใว้ อาการทั้งตัวเหมือนโดนน้ำท่วมสำลักหรือเป็นลมแดดหูอื้อตาลาย แต่สติยังแข็งมาก รับรู้ได้ทุกอย่าง เหมือนโดนดูดเข้าไปในท่อดำมืดอะไรสักอย่าง มีอาการเจ็บปวดเหมือนตัวจะขาดจากกัน กระดูกเนื้อหนังเหมือนแตกไปทั้งร่าง หมุนติ้วๆอยู่ไม่มีบนล่างกำหนดทิศทางกำหนดหนักเบาร้อนเย็นอ่อนแข็งอะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น ไม่มีอะไรให้ยึดจับทั้งนั้น

พอตกใจจิตถอนออกก็สงบสว่างอยู่พักนึง พอเริ่มสบายสติผ่อนคลายหายกระเพื่อมก็โดนอีก คราวนี้เหมือนโดนกระชากตัวพุ่งพรวดลงไปในเหว ตัดสินใจยอมเจ็บยอมตาย มันดิ่งก็ดิ่งตามไปด้วย ผ่านไปสักพักก็โล่ง มีแต่สว่างขาวโพลงอยู่ ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรอยู่อย่่างนั้น แต่ไม่กลัวอะไรเลย มันโล่งไปหมด สบายสุดๆ ก็จับอารมณ์ตรงหน้ามาพิจารณาต่อ สักพักก็ไม่คิดอะไรอีก อาการอิ่มใจหายไปอารมณ์แน่นกว่าเดิม พอเย็นอิ่มใจนานๆไปก็สงบสุดๆอารมณ์แน่นขึ้นอีก สักพักเหลือแต่นิ่งอยู่อารมณ์แน่นขึ้นแล้ว ถึงขั้นนี้ไปไม่เป็นแล้ว ลมหายใจก็ไม่มี มันดับหมด

.

คนที่ 4

“พี่น้ำ…
เหมือนเคยเจอสภาวะนี้ ครั้งนึงค่ะ หลายปีมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร ตอนนั้นไปปฎิบัติธรรมที่วัด นั่งในวิหารรวม มีสติ กำหนดตามรู้สภาวะ ไปเรื่อยๆ มาถึงจุดนึงจะมีสภาวะของการบีบคั้น กดดัน เหมือนจะจมน้ำตาย ตอนนั้้นก็ยอมตาย ตายก็ตายค่ะ เลยปล่อยให้สภาวะมันเป็นไป(ไม่ปล่อยก็ต้องปล่อย)

เหมือนมีแรงดูดมหาศาล ดูดและหมุนๆเข้าไป นึกไปถึงที่ีพี่น้ำบอกว่า เหมือนตอนคลอดแล้วโดนดูดออกมา มันเหมือนเป็นความรู้สึกนั้นเลย หลังจากดูดเสร็จแล้ว สภาวะก็จะเหมือนเราแหวกออกมาจากอะไรไม่รู้ซักอย่างนึงค่ะ มันอธิบายไม่ถูกเหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะเปรียบกับอะไร หลังจากนั้น ก็เข้าไปเห็นสภาวะอะไรก็ไม่รู้ที่มันว่างๆ โปร่งๆเบาๆ สบายๆ แต่ยังมีสิ่งที่เข้าไปรู้อยู่ค่ะ แต่ไม่รู้ว่ารู้อะไร หลังจากนั้น(ไม่นานในความรู้สึก) สภาวะทั้งหมดก็คลายตัว แล้วระลึกได้ถึงการกลับมามีตัวตนที่นั่งอยู่ในวิหารค่ะ แต่กายมันสั่น ฟันกระทบกัน กึกๆ เหมือนไปผ่านจุดเยือกเเข็งมาค่ะ

.

คนที่ 5 วลัยพร
ขณะกำลังกรรมฐานอยู่ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนั้น อาการเหมือนคนที่ขาดอากาศหายใจ แรกๆดิ้นรน หาอากาศหายใจ สุดท้ายปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายทุกเรื่องราว

เมื่อคิดพิจรณาดังนี้ หยุดดิ้นรน รู้ชัดทุกอาการที่มีเกิดขึ้นก่อนหมดลมหายใจเฮือกสุดท้าย ความรู้สึกดับลงไป

ต่อมารู้สึกเหมือนถูกดูดด้วยแรงดูดมหาศาล สองข้างทางที่ผ่านเข้าไป มีภาพในอดีตชาติแต่ละชาติ ผ่านไปไวมาก ดูไม่ทัน จึงไม่รู้ว่าเป็นชาติไหนบ้าง เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัส ชีวิตแรกเกิด ตอนที่ออกจากท้องแม่ คลอดโดยใช้เครื่องดูดช่วยดูดออก ที่รู้ชัด เพราะเคยทำงานอยู่ตึกสูติ รู้โดยอาชีพ เมื่อมาเจอกับตนเอง จึงรู้ชัด

 

ตอนที่เราเจอ ช่วงถูกดูดเข้าไป ตอนนั้นสว่างมากๆๆๆ จะเหมือนในภาพ

 

10365948_749535668419489_4519154480165733809_n

โฆษณา

สัจจานุโลมิกญาณ

พระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
มีปรากฏเป็นหลักฐานเกี่ยวกับจิตดวงสุดท้าย

ซึ่งเป็นที่มาของอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
กล่าวโดยย่อ สัจจานุโลมิกญาณ

.

๓. ปฐมพลสูตร ๓

[๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๗ ประการนี้
๗ ประการเป็น ไฉน

คือ ศรัทธาพละ
วิริยพละ
หิริพละ
โอตตัปปพละ
สติพละ
สมาธิพละ
ปัญญาพละ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๗ ประการนี้แล.

ศรัทธาพละ วิริยพละ หิริพละ โอตตัปปพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละเป็นที่ ๗

ภิกษุผู้มีพละด้วยพละ ๗ ประการนี้ เป็นบัณฑิต
ย่อมอยู่เป็นสุข พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคาย

ย่อมเห็นอรรถแห่งธรรมชัดด้วยปัญญา
ความ หลุดพ้นแห่งจิต คือ ความดับของภิกษุนั้น
ย่อมมีได้ เหมือนความดับแห่งประทีป ฉะนั้น.

.

.
๔. ทุติยพลสูตร [๔]

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๗ ประการนี้ ๗ ประการ เป็นไฉน
คือ ศรัทธาพละ วิริยพละ หิริพละ โอตตัปปพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ

.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ศรัทธาพละเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา
คือ เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า

แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ฯลฯ
เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม
นี้เรียกว่า ศรัทธาพละ.

.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิริยพละเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่น มั่นคง ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย
นี้เรียกว่า วิริยพละ.

.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็หิริพละเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความ
ละอาย คือ ละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
ละอายต่อการจักต้องอกุศลธรรมอันลามกทั้งหลาย
นี้เรียกว่า หิริพละ.

.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็โอตตัปปพละเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีความสะดุ้งกลัว

คือ สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
สะดุ้งกลัวต่อการถูก ต้องอกุศลธรรมอันลามกทั้งหลาย
นี้เรียกว่า โอตตัปปพละ.

.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สติพละเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีสติ
คือ ประกอบด้วยสติเครื่อง รักษาตนอย่างยิ่ง
ย่อมระลึกนึกถึงแม้สิ่งที่ทำคำที่พูดไว้นานได้
นี้เรียกว่า สติพละ.

.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิพละเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน
นี้ เรียกว่า สมาธิพละ.

.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปัญญาพละเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา
คือ ประกอบด้วยปัญญา ที่กำหนดความเกิดและความดับ
เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึง ความสิ้นทุกข์โดยชอบ
นี้เรียกว่า ปัญญาพละ

.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๗ ประการนี้แล.
ศรัทธาพละ วิริยพละ หิริพละ โอตตัปปพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละเป็นที่ ๗

ภิกษุผู้มีพละด้วยพละ ๗ ประการนี้ เป็นบัณฑิต
ย่อมอยู่เป็นสุข พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคาย
ย่อมเห็นอรรถแห่งธรรมชัดด้วยปัญญา
ความหลุดพ้นแห่งจิต คือ ความดับของภิกษุนั้น
ย่อมมีได้ เหมือนความดับแห่งประทีป ฉะนั้น

 

 

27-3-18

ความมั่นคงทางใจ

.
ตราบใดที่ยังมีอุปทานขันธ์ ๕ กิเลสก็ยังทำงานปกติ ให้กำหนดรู้

เมื่อกำหนดรู้ อย่างน้อย ใจสงบลงไปได้
ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา …

ก็เป็นการดับรอบเฉพาะตน คือ ดับตัณหา
ไม่ไหลตามตัณหา จนถึงขั้นสร้างเหตุนอกตัว
ให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก

เมื่อเพียรละเนืองๆ โดยการกำหนดรู้ สติ สัมปชัญญะ ย่อมมีกำลังมากขึ้น จะเริ่มเป็นอัตโนมัติ คือ กระทบ รู้ ไม่ต้องมาคอยกำหนด หรือใช้ความอดกลั้น กดข่มใจ แบบตอนแรกๆ

สมัยก่อน ตอนที่รู้ชัดและรู้จักว่ากิเลสคืออะไร เราก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆ ใช้การกำหนดรู้ ใช้เรี่ยวแรงอย่างมาก ในการอดทน อดกลั้นกดข่มใจ ไม่ปล่อยให้เกิดการกระทำตามแรงผลักดันของตัณหา

ถึงจะมีความประมาทพลาดพลั้ง หลงกระทำไปบ้าง แต่เมื่อรู้ชัดในเรื่องกรรมและผลของกรรม การยับยั้งชั่งใจก็มีมากขึ้น
สติ สัมปชัญญะก็มีมากขึ้น จนปัจจุบันนี้ ไม่ต้องกำหนด
ไม่ต้องใช้เรี่ยวแรงมากมายในการอดทน แบบก่อนๆ

รู้แล้วจะมีแต่ความเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่ คือ กรรม(การกระทำ)และผลของกรรม

เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด คือ ไม่ปล่อยใจไหลตามตัณหา กิเลสที่มีเกิดขึ้น รู้แค่ว่ามีเกิดขึ้น ไม่ทำให้เกิดความทุกข์ใจ เหมือนตอนที่แรกรู้ชัดเรื่องกิเลส

ตรงนี้คนละเรื่องคนละอย่างกับทางโลก
ทางโลกจะบอกว่าเข็ด ไม่เอาแล้ว นั่นเกิดจากความกลัว พอผ่านไป ก็ทำอีก

แต่ตรงนี้เป็นเรื่องของความเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด สิ่งที่เกิดขึ้นทางใจ มันต่างกันมากเหมือนหน้ามือกับหลังมือ

ถ้าถามว่า แล้วยังมีหลุดสร้างเหตุนอกตัวมั่งมั๊ย คำตอบคือ ยังมีอยู่ แต่น้อยมาก และก็ไม่ทำให้เกิดความทุกข์ใจเหมือนก่อนๆ ก็ทำไปแล้วนี่ ยอมรับผลที่ตามมาก็แล้วกัน ไม่นำมาวิตกหรือกังวลแต่อย่างใด

อีกอย่างที่ไม่วิตกกังวล เพราะรู้ชัดด้วยตนเองว่า เมื่อถึงเวลาทำกาละ เรื่องราวเหล่านี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาวะจิตดวงสุดท้าย จึงไม่รู้สึกกังวลเพราะเหตุนี้ และการไม่โกหกตัวเอง ไม่ปกปิดตนเอง ตัวเราย่อมรู้จักตัวเองมากที่สุด

.

อุปทานขัธ์ ๕ จะละขาดได้หมดสิ้นไม่มีเหลือ ก็มีแต่พระอรหันต์เท่านั้น

ตัวแปรของสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายใน
กายในกาย
เวทนาในเวทนา
จิตในจิต
ธรรมในธรรม

จะเรียกว่า มหาสติปัฏฐาน ๔ ก็ได้
หรือจะเรียกว่า วิปัสสนาญาณ ๙ ในปฏิสัมภิทามรรค ก็ได้

กล่าวคือ เป็นลักษณะเด่นเฉพาะที่มีเกิดขึ้นในสัมมาสมาธิเท่านั้น

.
ฉะนั้น การรู้ชัดอยู่ภายใน
กายในกาย ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
เวทนาในเวทนา ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
จิตในจิต ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
ธรรมในธรรม ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ

มีผลกระทบต่อสภาวะจิตดวงสุดท้าย

.

และมีตัณหา เป็นตัวแปรที่สำคัญอันดับต่อมา
ประกอบกับมีเกิดมาการคิดพิจรณาเนืองๆ
หรือเห็นตามความเป็นจริงของสภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้นว่า

เห็นว่าไม่งามในกาย ๑
(เช่น เห็นว่ากายนี้ไม่งาม เต็มไปด้วยมูตร คูถ ต้องชำระล้าง)

มีความสำคัญว่าเป็นของปฏิกูลในอาหาร ๑
(เช่น กินแล้วก็ถ่าย ถ่ายแล้วก็กิน กินเพื่ออยู่ เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต ไม่มีความติดในในรสชาติของอาหาร)

มีความสำคัญว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ๑
(เช่น ไม่เห็นความอภิรมย์ หรือความน่ายินดีใดๆในโลก)

พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑
(เช่น สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เที่ยง แปรปรวน ตามเหตุและปัจจัย ยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้ ย่อมทำให้เกิดความเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด)

มีมรณสัญญาปรากฏขึ้นด้วยดี ณ ภายใน ๑
(เช่น ไม่มีความสะดุ้งหวาดกลัว แม้ยามที่มีภัยมา อาจทำให้ถึงแก่ชีวิต)

กล่าวคือ มีเกิดขึ้นเนืองๆ แม้ขณะมีชีวิตอยู่ และมีเกิดขึ้นอัตโนมัติ ขณะทำกาละ ตัณหา ย่อมไม่สามารถทำงานได้ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี

ถ้าตัณหาเกิด กิเลสต่างๆ(สังโยชน์ที่มีอยู่) ย่อมมีเกิดขึ้นทันที
วิญญาณ ฐีติ ๗ และอายตนะ ๒ ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย
(กรรมและการให้ผลของกรรม)

๑. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกมนุษย์ และพวกเทพบางพวก พวกวินิบาตบางพวก นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๑

๒. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพ ผู้นับเนื่องในชั้นพรหม ผู้บังเกิดด้วยปฐมฌาน และสัตว์ผู้เกิดในอบาย ๔ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๒

๓. สัตว์มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกเทพชั้นอาภัสสร นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๓

๔. สัตว์ที่มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพ ชั้นสุภกิณหะ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๔

๕. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆะสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๕

๖. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๖

๗. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร
เพราะล่วงชั้นวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๗

ส่วนอายตนะอีก ๒ คือ อสัญญีสัตตายตนะ (ข้อที่ ๑)
และข้อที่ ๒ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ

.

.

ถ้าถามว่า แล้วผู้ที่ยังไม่มีสัมมาสมาธิเกิดขึ้น แต่ทำความเพียรโดยการกำหนดรู้มาตลอด จะมีผลอย่างไร ขณะทำกาละ

คำตอบ ตรงนี้ ผู้ถามยังไม่เข้าใจเรื่องสัมมาสมาธิ
สัมมาสมาธิมีเกิดขึ้นได้ ๒ ลักษณะ

๑. เกิดจากการทำกรรมฐาน

๒. เกิดจากการทำความเพียรโดยใช้การกำหนดรู้
ผู้ที่เพียรดับหรือเพียรละเหตุแห่งทุกข์ ด้วยการกำหนดรู้
ขณะที่จิตปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นในผัสสะที่มีเกิดขึ้น
จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ นี่ก็เป็นสัมมาสมาธิเช่นกัน

เห็นโดยความเป็นอนิจจัง ละความยึดมั่นถือมั่น
แล้วปล่อยวางจากผัสสะ จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เรียกว่า อนิมิตตสมาธิ

เห็นโดยความเป็นทุกขัง ละความยึดมั่นถือมั่น
แล้วปล่อยวางจากผัสสะ จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เรียกว่า อัปณิหิตสมาธิ

เห็นโดยความเป็นอนัตตา ละความยึดมั่นถือมั่น
แล้วปล่อยวางจากผัสสะ จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เรียกว่า สุญญตสมาธิ

เพียงแต่ตัวแปรจะเปลี่ยนไป คือ ไม่ใช่สัมมาสมาธิ
แต่เป็นตัณหาเพียงอย่างเดียว

และต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้เกิดขึ้นด้วย คือ อาจจะเกิดจากการคิดพิจรณา หรือเกิดจากเห็นตามความเป็นจริงของสภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้นด้วยตนเองว่า

เห็นว่าไม่งามในกาย ๑
มีความสำคัญว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ๑
พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑
มีมรณสัญญาปรากฏขึ้นด้วยดี ณ ภายใน ๑

กล่าวคือ มีเกิดขึ้นเนืองๆ แม้ขณะมีชีวิตอยู่
และมีเกิดขึ้นอัตโนมัติ ขณะทำกาละ
ตัณหา ย่อมไม่สามารถทำงานได้ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี

ถ้าตัณหาเกิด กิเลสต่างๆ(สังโยชน์ที่มีอยู่) ย่อมมีเกิดขึ้นทันที
วิญญาณ ฐีติ ๗ และอายตนะ ๒ ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย
(กรรมและการให้ผลของกรรม)

ความตาย

28-02-18

คำว่า ตายแล้วเกิด ไม่ได้หมายถึง
การตาย และเกิดใหม่ ในสังสารวัฏ เพียงอย่างเดียว

แต่หมายถึง การตายและเกิดใหม่ในภพชาติปัจจุบันนี้
กล่าวคือ เป็นผู้ที่มีสติ สัมปชัญญะ ขณะทำกาละ
เป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะ ขณะกำลังเกิด

ขณะที่กำลังเขียนเรื่องนี้
ก็ค้นหาคำเรียกที่มีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน
ไปๆมาๆ เจอพระสูตรที่เนื่องด้วยพระอรหันต์ “ชราสุตตนิทเทสที่ ๖.”

อ่านไป อ่านมา คิดพิจรณาถึงสอุปาทิเสนิพพานธาตุ
ที่เคยเขียนไว้เกี่ยวกับ อุภโตภาควิมุติ ปัญญาวิมุติ
สมณบุณฑริก สมณสระปทุม สมณะผู้ละเอียดอ่อน
ซึ่งในตอนนั้น ที่เขียนๆไป ยังออกจะมีงงๆ เกี่ยวกับคำเรียก
คือ ยังไม่สามารถแยกแยะสภาวะ รายละเอียดออกมาเฉพาะได้

แค่รู้ว่ามาตลอด ไม่ค้นหา
เพราะสภาวะที่ผ่านๆมา สอนให้รู้ว่า
เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม เดี่ยวมีเหตุปัจจัยให้รู้เอง

.

เมื่อวาน นั่งอ่านเรื่องพระสุสิมะขโมยธรรม
อ่านไปพิจรณาไปด้วย อ่านแล้วมีแปลกใจเหมือนกัน
ตอนที่พระสุสิมะ ได้ถามกับพระภิกษุที่เป็นพระอรหันต์ว่า

สุ. ผมไม่เข้าใจเนื้อความแห่งคำที่ท่านทั้งหลายกล่าวโดยย่อนี้โดยพิสดารได้ ขอท่านทั้งหลายจงกล่าวแก่ผม เท่าที่ผมจะพึงเข้าใจเนื้อความแห่งคำที่ท่านทั้งหลายกล่าวโดยย่อนี้ โดยพิสดารเถิด ฯ

ภิ. ท่านสุสิมะ ท่านพึงเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม แต่ผมทั้งหลายก็หลุดพ้นได้ด้วยปัญญา ฯ

.

ที่ว่าแปลกใจ คือ สภาวะต่างๆ ไม่จำเป็นต้องรู้เห็นเหมือนกันหมด
เป็นเรื่องเหตุปัจจัยของผู้นั้น แต่ทำไมภิกษุเหล่านั้น จึงพูดทำนองว่า
“ผมทั้งหลายหลุดพ้นด้วยปัญญา” นี่แหละที่แปลกใจ

และที่ทำให้แปลกใจยิ่งขึ้นไปอีก ตอนที่พระสุสิมะนำไปสอบถามกับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงสอบอารมณ์พระสุสิมะ คำที่ทรงตรัสเหมือนกับที่ภิกษุพูดกับพระสุสิมะ และที่ทำให้แปลกใจยิ่งขึ้น ตรงที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “พ. ดูกรสุสิมะ คำตอบนี้ และการไม่เข้าถึงธรรมเหล่านี้มีอยู่ในเรื่องนี้ ในบัดนี้ เรื่องนี้เป็นอย่างไรแน่ ฯ”

คำตรงนี้ที่ทำให้แปลกใจมาก รู้สึกฉงนว่าพลาดตรงไหนไป
ย้อนกลับไปอ่าน ก็ไม่มีตรงไหนพลาด

.
มาวันนี้ ได้คำตอบทั้งหมด ก็จากการที่ได้อธิบายในสอุปาทิเสสะนิพพานธาตุนี้แหละ ที่เขียนไว้มีอุภโตภาควิมุติมาเกี่ยวข้อง

จากที่เคยอ่านๆมา เข้าใจว่า อภโตภาควิมุติบุคคล หมายถึงพระอรหันต์
จุดสังเกตุ ตรงคำว่า บุคคล ซึ่งมีอยู่ในบุคคลบัญญัติ

เออหนอ เป็นอย่างนี้เองหนอ
บุคคลบัญญัติ เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นจาก
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
จึงมีชื่อเรียกว่า บุคลบัญญัติ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้

จาก อุภโตภาควิมุติบุคคล เมื่อเป็นพระอรหันต์เต็มตัว
จะเป็นสมณะสระปุทม

จากปัญญาวิมุติบุคคล เมื่อเป็นพระอรหันต์เต็มตัว
จะเป็นสมณะบุณฑริก

พระอรหันต์ ที่เป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อน
หมายถึง พระพุทธเจ้า

อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

 

อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

.

มุดรู หลวงพ่อเยื้อน เท่าที่ได้ฟังมา มีท่านนี้ท่านเดียว

สภาวะจิตดวงสุดท้าย วลัยพร

.

ชื่อเรียกทั้งสอง ตั้งขึ้นมาเอง ตามความรู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ที่เรีกแตกต่าง ขึ้นอยู่กับจะตั้งชื่อขึ้นมา ตามความรู้ชัดของบุคคลนั้น ตามความเป็นจริง เป็นสภาวะเดียวกัน ซึ่งมีชื่อตามคำเรียกของปริยัติว่า อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

หลวงพ่อเยื้อน ท่านปฏิบัติเพราะศรัทธาในครูอาจารย์ เวลาท่านแสดงธรรม ท่านจะพูดถึงเรื่องความศรัทธา และความศัรทธาที่ท่านมีต่อครูอาจารย์ สภาวะที่ท่านพูดชัดเจนคือ จะตายได้ยังไง ก็นั่งอยู่ ท่านก็เลยปล่อย แล้วมีแรงดูดเกิดขึ้น เหมือนถูกดูดเข้าไปในรู ท่านจึงตั้งชื่อเองว่า มุดรู

.

วลัยพร ปฏิบัติเพราะทุกข์ ไม่อยากทุกข์ แรกเริ่ม ปฏิบัติด้วยตนเอง เรียนรู้ทุกสภาวะด้วยตนเอง ไม่ได้นำไปถามใคร

มีช่วงหนึ่ง ความที่ว่าเริ่มอ่านหนังสือ เริ่มรู้ปริยัติ สงสัยคำว่า อุทยัพพยญาณ เคยถาม แต่เจอคำตอบประมาณว่า เหมือนการกินอาหาร คนไหนกินคนนั้นอิ่ม เราฟังแล้ว คิดนะ ถ้าไม่รู้ ก็บอกว่าไม่รู้ ไม่ต้องมาทำท่าเหมือนรู้หรอก ซึ่งเรามารู้ด้วยตนเองจากสภาวะและจากหนังสือวิปัสสนาทีนีฎีกา เกี่ยวกับอุปกิเลส จึงถึงบางอ้อ แหม่ หลงซะตั้งนาน

ที่ตอนนั้น อ่านแล้วไม่เข้าใจ เพราะมัวสงสัยว่าคืออะไร แม้กระทั่งภังคญาณเช่นกัน จะอ่านเข้าใจและแทงตลอดสภาวะนั้นๆได้ ต้องหลังจาก อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ มีเกิดขึ้นแล้ว จึงจะอ่านหนังสือวิปัสสนาทีปนีฎีกา จึงจะเข้าใจ ถ้ายังไม่ผ่าน อ่านไม่รู้เรื่องหรอก

อีกครั้ง เจอที่สำนักหนึ่ง ถามเรื่องสังขารในขันธ์ ๕ เหตุที่ถาม เพราะมีพระท่านหนึ่ง ท่านแสดงธรรมให้ผู้ปฏิบัติฟังว่า สังขารคือ ความคิด ซึ่งเราคิดว่า มันไม่ใช่ มันเป็นการปรุงแต่ง ก็เลยเดินเข้าไปถามที่นี่

สำนักนี้บอกว่า มาเรียนที่นี่ จะได้รู้วิธีเป็นโสดาบัน นี่ก็ผีบ้า ถามเรื่องสังขาร ในขันธ์ ๕ ว่าหมายถึงการปรุงแต่งใช่มั๊ย ดันผ่ามาพูดแบบนี้ เราขอบคุณตามมารยาท เดินออกมา ไม่เคยคิดจะเดินกลับเข้าไปอีก ไม่อยากเป็นผีบ้า หอบสังขาร

ครั้งแรกที่เกิดสภาวะ อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ตอนนั้น ยังไม่รู้อะไรหรอก ตั้งชื่อเอง ตามความรู้ชัดในสภาวะที่มีเกิดขึ้น

ขณะอยู่ในอิริยาบทนั่ง ตอนนั้นทำสมาธิอยู่ สภาวะที่กำลังมีเกิดขึ้น เหมือนคนจมน้ำ ขาดอากาศหายใจ แรกๆดิ้นรน พยายามสูดอากาศ พยายามหายใจ เห็นความทุกข์ ความบีบคั้น แล้วปลงตก คือ รู้ว่ายังไงก็ต้องตาย ก็เลยคิดว่า ตายก็ดีเหมือนกัน ชีวิตน่าเบื่อเหลือเกิน แล้วเหมือนมีแรงดูดมหาศาล ดูดเข้าไป ระหว่างที่ถูกดูดเข้าไป เหมือนในหนังนะ ที่เขาเรียกว่าหลุมดำ แต่สว่างนะ ไม่มืด สองฝังด้านข้าง เป็นเรื่องราวในแต่ละอดีตชาติ ดูไม่ทันหรอก แค่รู้ว่าเป็นเรื่องราวเหล่านั้น แล้วหลุดผั่วะออกมา

หลังจากผ่านสภาวะนั้มาแล้ว ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกนะว่า คืออะไร และมีคำเรียกว่าอะไร รู้แต่ว่า ด้วยอาชีพที่เคยทำมา อาการที่ถูกดูดเข้าไปนั้น อาการเหมือนหมอเวลาทำคลอด แล้วใช้เครื่องดูด ช่วยในการทำคลอด ความรู้สึกจึงเหมือน คลอดออกมา อะไรประมาณนั้น คือ เหมือนตาย แล้วเกิดใหม่ทันที จึงเรียกเองว่า สภาวะจิตดวงสุดท้าย

ก็เพิ่งมาเปลี่ยนคำเรียกเมื่อไม่มีชม.มานี่เอง เรียกว่า อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

มรรคญาณ หมายถึง วิโมกข์ ๓
ผลญาณ ความรู้ชัดในสภาวะสักกายะทิฏฐิ ที่ถูกประหาณเป็นสมุจเฉทประหาณ คือ กรณะของวลัยพร เป็นไทจากตัณหา ประกอบกับ ในสมัยนั้น เป็นผู้ได้วิโมกข์ ๘ จึงมีชื่อเรียกว่า กายสักขี

หลังจากนั้น มีเหตุปัจจัยให้กำลังสมาธิ ที่มีอยู่ เสื่อมหายไปหมดสิ้น เกิดจาก การคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ไปรู้จักกับพวกถ่ายเทสมาธิ แต่ไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้ เจอนักถ่ายเทสมาธิ เล่นเอาสมาธิที่มีอยู่ หายไปหมดสิ้น แรกๆคือ โกรธมาก ที่โกรธ เพราะเสียดาย กว่าจะทำได้ ไม่ใช่ง่ายๆ ปฏิบัตินี่ น้ำตานองหน้าตลอด แล้วคนอื่นมาเอาไปแบบหน้าตาเฉย จะไม่ให้โกรธได้ยังไง

แต่เพราะสภาวะนี้ จึงทำให้รู้ชัดคำที่เรียกว่า กิเลส ทำให้รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า กิเลส เป็นครั้งแรกในชีวิต ต่อมา ทำให้รู้ชัดคำว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ถึงแม้สมาธิจะเสื่อมหายไปหมด ไม่มีท้อถอย หรือเลิกปฏิบัติ ยังคงทำความเพียรต่อเนื่อง ทำเพราะชื่อว่า จะทำให้ไม่ต้องทุกข์ แล้วก็เป็นตามนั้นจริงๆ ดูจากชีวิตในปัจจุบัน ต้องใช้เวลา ใช้ความเพียรเข้าแรก ใช้ความอดทน อดกลั้น เข้าแรก อดทนต่อทุกความชอบใจ และไม่ชอบใจ โดยเฉพาะความไม่ชอบใจ ที่ผู้อื่นกระทำกับเรา ตรงนี้แรกๆ ใช้ความอดทน อดกลั้นมาก ถ้าทนไม่ไหว เอาเหมือนกันนะ พอกรรมส่งผล บอกตัวเองว่า ไม่น่าเลยเรา ต้องอดทน อดกลั้นให้มากกว่านี้ แค่เจ็บใจ ไม่ตายหรอก

นี่เป็นสภาวะสมัยก่อน ก่อนที่จะมีสภาวะจิตดวงสุดท้าย เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ ๒

.

กำลังจะเขียนเรื่อง การแทงตลอดในสภาวะสักกายทิฏฐิ จึงต้องเล่าเรื่องราวสภาวะก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะมามีเหตุปัจจัยให้แทงตลอดในสภาวะสักกายทิฏฐิ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ไม่ใช่เกิดการการอ่าน การฟังผู้อื่น แต่รู้ชัดด้วยตนเอง

สภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่ ๑ ยังไม่รู้ว่าคืออะไร

สภาวะจิตดวงสุดท้ายที่ ๒ รู้ชัดและแทงตลอดในสภาวะสักกายทิฏฐิ

สภาวะปัจจุบัน ไม่ได้ทำความเพียรตามรูปแบบ ปฏิบัติตามสัปปายะ
ทำตามความสะดวก ชอบนั่งโซฟามากกว่านั่งพื้น
จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเนืองๆ
แม้ในอิริยาบทนอน คำว่าหลับ ไม่เคยมีเกิดขึ้นนานมากแล้ว
จะรู้ชัดจิตเป็นสมาธิ หากกำลังสมาธิที่เกิดขึ้นไม่มากพอ
คืนนั้นจะรู้สึกตัวทั้งคืน จิตมีคิดพิจรณาทบทวนสภาวะต่างๆทั้งคืน
บางครั้ง กำลังสมาธิมีมาก จะดับวูบลงไปเอง
.

เพราะสภาวะเดิม มีเกิดขึ้นอีกครั้ง คือ รู้ชัดในสภาวะจิตดวงสุดท้าย เพียงแต่ครั้งนี้ไม่เปลี่ยน ไม่ได้เกิดขึ้น ขณะทำความเพียร แต่มีเกิดขึ้น ขณะกำลังนั่งทำงานอยู่ รู้สึกเจ็บที่หัวใจมาก ทนไม่ไหว เดินไปนอน จนกระทั่งสภาวะจิตดวงสุดท้ายมีเกิดขึ้น ครั้งนี้ เหมือนตอกย้ำสภาวะสักกายทิฏฐิ ให้จดจำได้แม่นยำ ไม่มีลืม

ความรู้ชัดความทุกข์ เหมือนครั้งแรก แต่น้อยกว่า รู้ชัดในสภาวะกายและจิตแยกขาดออกจากกัน กายส่วนกาย จิตส่วนจิต สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจที่รู้อยู่  รู้ชัดในอันตตา มีชื่อเรียกว่า สุญญตวิโมกข์  สภาวะที่มีเกิดขึ้นในครั้งนี้ รู้ชัดใน อวิชชา สังขาร วิญญาณ กล่าวคือ เหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

สภาวะจิตดวงสุดท้ายที่มีเกิดขึ้นครั้งที่ ๒ นี้ ถ้ากล่าวตามปริยัติ เป็นสภาวะอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ได้แก่ สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล เรียกว่า สกทาคมีบุคคล

สำหรับสกทาคามีบุคคล โดยอำนาจแห่งสกทาคามิมรรค ซึ่งได้ประหาณกิเลสเป็นครั้งที่ ๒ ถึงแม้ว่า ไม่ได้ประหาณกิเลสใดๆ เป็นสมุจเฉทเพิ่มขึ้นจากโสดาปัตติมรรคก็ดี แต่ก็ได้ประหาณให้เป็นตนุกระ คือ ให้เบาบางลง

ฉะนั้น ความพอใจในอารมณ์ที่มากระทบ แม้ยังมีอยู่ก็เบาบางมาก
จึงประหาณกามราคะ ที่ไม่เป็นอปายคมนียะ ที่เป็นอย่างหยาบได้อย่างเด็ดขาด ปฏิฆะ ก็ทำนองเดียวกัน

กล่าวคือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น จะมีเกิดขึ้นในใจพอประมาณ จึงใช้ความพยายามน้อยลง ในการอดกลั้น อดทน กดข่มใจ การที่ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

ตรงนี้อย่าเหมารวมวลัยพรเข้าไปในนะ เพราะไม่สนใจเรื่องความมีความเป็น เพราะมีหลักอยู่ข้อหนึ่ง เพราะรู้ชัดในทุกข์ ระลึกอดีตชาติที่เคยเกิดในชาติก่อนๆได้ ถึงไม่กี่ชาติ แต่ทำให้รู้ว่า ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร ล้วนเป็นทุกข์

หุหุ ชาติที่เกิดเป็นกษัตริย์ ทำกรรมหนักมากที่สุด ยืนอยู่บนกำแพง สั่งเผาเมือง ฆ่าคน เพราะเหตุปัจจัยนี้ บุคคลที่มีอำนาจอยู่ในมือ เมื่อยังมีอวิชชา จึงถูกตัณหาครอบงำง่าย มีโอกาส สร้างกรรมใหม่ เพราะโลภะ โทสะ โมหะ ได้ง่ายที่สุด ทีนี้จะไปว่ากันก็ไม่ได้ เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของผู้นั้น

มีอยู่สถานที่หนึ่ง มักไปประจำ เป็นสถานไม่มีคน ไม่มีอะไรสักอย่างเดียว มีแต่แสงสว่าง จะไม่เดินต่อ นั่งลง แล้วกำหนด จะกลับมารู้ที่กาย

อนุโลมญาณและโคตรภูญาณ

เมื่อวุฏฐาคามินีวิปัสสนา คือ ยอดสังขารุเปกขาญาณกับอนุโลมญาณรวมกัน
ดำเนินไปจนหมดความรู้สึกครั้งสุดท้าย ก็คือถึงสุดยอดของอนุโลมญาณแล้ว

เพราะในการปฏิบัติคือ การกำหนดสังขารอารมณ์นั้น
ความรู้สึกจะมีอยู่ได้เพียงอนุโลมญาณนี้เท่านั้น
ต่อจากนั้นก็เข้าเขตของโคตรภูญาณ

 

นำมาเฉพาะเนื้อหาที่ควรรู้
จากหนังสือ วิปัสสนาทีปนีฎีกา(หลวงพ่อภัททันตระ)

สุญญตา อนัตตา

 

คำเรียกต่างกัน สุญญตา อนัตตา เรือนว่าง

สภาพธรรมที่ปรากฏ เป็นตัวเดียวกัน
แตกต่างกันที่ เหตุปัจจัยที่ทำให้มีเกิดขึ้น

สุญญตา เรือนว่าง อนัตตา
มีลักษณะอาการเกิดขึ้นเหมือนๆกัน

กล่าวคือ เป็นอาการที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
มีเกิดขึ้นเฉพาะ สัมมาสมาธิ(รูปฌานและอรูปฌาน)

ได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้น ใจที่รู้
แยกขาดออกจากกัน ไม่ปนกัน กายส่วนกาย จิตส่วนจิต

 

เมื่อก่อน รู้จักและรู้ชัด ด้วยตนเอง(ทำความเพียร)
สภาวะที่เรียกว่า สุญญตา เรือนว่าง(กายส่วนกาย จิตส่วนจิต)
มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ(สัมมาสมาธิ)

 

วันนี้ รู้จักและรู้ชัด ด้วยตนเอง(ทำความเพียร)
สภาวะที่เรียกว่า อนัตตา

ซึ่งเกิดจากจิตที่เกิดการปล่อยวาง
เป็นสภาวะที่ ละเอียดกว่า สุญญตา เรือนว่าง
เป็นเรื่องของ อนุสัยกิเลส ที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน

 

ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ หรือสภาวะที่เรียกว่า ทุกขัง

สามารถรู้ได้จาก ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตและขณะทำความเพียร
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ
สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ ความเป็นทุกข์(ทุกขัง)

เมื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

ขณะทำความเพียร
สภาพธรรมต่างๆ(สภาวะที่มีเกิดขึ้น) ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ
สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)

มื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

ขณะจิตเป็นสมาธิ
สภาพธรรมต่างๆ(สภาวะที่มีเกิดขึ้น) ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ
สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)

มื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

แยกรูป แยกนาม
กายส่วนกาย จิตที่รู้อยู่

ทุกข์ที่มีเกิดขึ้นทางกาย ใจที่รู้
แต่ไม่รู้สึกทุกข์ตามกายไปด้วย

พูดให้เห็นภาพชัดมากขึ้น

เช่น ขณะทำสมาธิ เกิดเวทนาที่ขา ปวดขา
จะรู้ตั้งแต่ กำลังเริ่มปวด กำลังปวด และกำลังคลายความปวด
โดยมีใจที่รู้อยู่ โดยไม่ได้รู้สึกปวดตามกายที่มีเวทนาเกิดขึ้นอยู่

 

ความไม่เที่ยงหรือสภาวะที่เรียกว่า อนิจจัง

สามารถรู้ได้จาก ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต และขณะทำความเพียร
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ

สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)

มื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

ขณะทำความเพียร
สภาพธรรมต่างๆ(สภาวะที่มีเกิดขึ้น) ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ
สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)

มื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

ขณะจิตเป็นสมาธิ
สภาพธรรมต่างๆ(สภาวะที่มีเกิดขึ้น) ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เนืองๆ
สภาพธรรมที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ย่อมมีเกิดขึ้น
ได้แก่ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)

เช่น เมื่อมีนิมิต โอภาส หรือสภาพธรรมต่างๆเกิดขึ้น

เมื่อกำหนดรู้เนืองๆ
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

เป็นเหตุปัจจัยให้ ไม่ติดอุปกิเลส

 

เคยอ่าน วิปัสสนาทีปนีฎีกา
มีแปลกใจเหมือนกันว่า

ทำไมสภาวะ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)
และสภาวะทุกขัง

มีการอธิบายรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับ อนิจจัง ทุกขัง

แต่อนัตตา มีคำอธิบายไว้นิดเดียว

 

อนิจฺจนฺติ ขนฺธปญฺจกํ กสฺมา?

อุปฺปาทวยญฺญถตฺตภาวา หุตฺวา อภาวโต วา.

รูป, นาม ขันธ์ ๕ ชื่อว่า อนิจจัง
เพราะมีการ วิปริต ผิดแปลก เปลี่ยนไป
โดย ความดับ

หรือ อีกนัยหนึ่ง

เพราะ มีแล้ว ไม่มี
คือ เกิดขึ้นแล้ว ก็สูญสิ้น ดับไม่มีเหลือ

 

อนิจจลักขณะ

อุปฺปาทวยญฺญถตฺตํ อนิจฺจลกฺขณํ

หุตฺวา อาภวสงฺขาโต วา อาการวิกาโร

ความเกิดขึ้น เสื่อมไป และเป็นอย่างอื่น ชื่อว่า อนิจจลักขณะ

หรือ อีกนัยหนึ่ง

อาการที่เกิดขึ้นแล้ว ก็สูญสิ้น ดับไปไม่มีเหลือ ชื่อว่า อนิจจลักขณะ

 

 

ทุกขัง

วิสุทธิมัคอรรถกถากล่าวว่า

ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขฺติ วจนโต ปน ศเทว ขนธฺปญฺจกํ ทุกฺขํ กสฺมา?

อภิณฺหปฏิฬนา

รูป,นาม ขันธ์ ๕ นั้นแหละชื่อว่า ทุกขัง
สมดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงไว้ว่า
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์

เพราะ รูป,นาม ขันธ์ ๕
ถูกเบียดเบียน บีบคั้นอยู่เนืองๆ
โดยความเกิด และความดับ

 

ทุกขลักขณะ

อภิณฺหปฏิปีฬนาคาโร ทุกฺขลกฺขณํ

อาการถูกเบียดเบียน บีบคั้น อยู่เนืองๆ ชื่อว่า ทุกขลักขณะ

 

 

อนัตตา

วิสุทธมัคอรรถกถากล่าวว่า

ยํ ทุกขํ ตทนตฺตาติ ปน วจนโต ตเทว ขนฺธปญฺจกํ อนตฺตา. กสฺมา?
อสวตฺตนโต

นาม,รูป ขันธ์ ๕ นี้แหละชื่อว่า อนัตตา
สมดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงไว้ว่า

สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
เพราะ รูป,นาม ขันธ์ ๕ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใดทั้งสิ้น

 

อนัตตลักขณะ

อาการที่ไม่เป็นไปในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใด
ชื่อว่า อนัตตลักขณะ

 

คำว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา
ได้แก่ รูป,นาม ขันธ์ ๕,นิพพาน,บัญญัติ

กับคำว่า

ตเทว ขนฺธปญฺจกํ อนตฺตา
ได้แก่ รูป,นาม ขันธ์ ๕

ทั้งสองบทนี้ ล้วนเป็นแต่ พุทธภาษิต ทั้งสิ้น

แต่องค์ธรรม ไม่เหมือนกัน
การเป็นดังนี้ เพราะ

เนื่องมาจากการแสดงธรรมเทศนาของพระพุทธองค์
ทรงมุ่งหมาย เป็นคนละแง่

คือ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา
ทรงแสดงในแง่ที่จะให้พุทธบริษัททั้งหลาย ได้ทราบถึง
สิ่งทั้งปวง ที่มีอยู่ในโลก

ไม่ว่าจะเป็น ปรมัตถ์ หรือ บัญญัติ
ล้วนเป็น อนัตตาทั้งสิ้น

ส่วน ตเทว ขนฺธปญฺจกํ อนตฺตา นั้น
ทรงแสดง รูป,นาม ขันธ์ ๕
ที่เป็นอารมณ์ของ วิปัสสนาญาณ ประการเดียว

เหตุนั้น คำว่า อนัตตา ที่มีอยู่ในบททั้งสอง
จึงได้องค์ธรรม ไม่เท่ากัน

 

ตอนนี้ไม่แปลกใจแล้วว่า
ทำไมสภาวะ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง)
และสภาวะทุกขัง

มีการอธิบายรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับ อนิจจัง ทุกขัง

แต่อนัตตา มีคำอธิบายไว้นิดเดียว

วันนี้ รู้จักและรู้ชัด ด้วยตนเอง(ทำความเพียร)
สภาวะที่เรียกว่า อนัตตา

ซึ่งเกิดจากจิตที่เกิดการปล่อยวาง
เป็นสภาวะที่ ละเอียดกว่า สุญญตา เรือนว่าง
เป็นเรื่องของ อนุสัยกิเลส ที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน

เหตุปัจจัยจาก สภาวะความตาย ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

เป็นเหตุปัจจัย ให้รู้ชัด ในสภาวะ อนัตตา

 

 

 

10-10-2559

วลัยพร

อนุโลมญาณ

 
           เมื่อไม่มีเหตุขัดข้องประการใดประการหนึ่งตามที่กล่าวไว้ ในไม่ช้าโยคีผู้ปฏิบัติก็จะบรรลุถึงจุดหมายปลายทางอันยิ่งใหญ่  นั้นคือการเข้าสู่ ความดับ อันความดับนี้ วิปัสสนาจารย์พึงเข้าใจให้ดี  เพราะเป็นจุดที่สำคัญที่สุด  เป็นจุดสุดยอดของการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน  ถ้ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ขาดความรอบคอบแล้วก็จะทำให้ผิดพลาด  ทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์อาจกอดคอกันตกลงในห้วงเหวแห่งความเข้าใจผิด  ซึ่งเป็นอันตรายอย่างหนักที่สุดของการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน  เพราะความดับที่ไม่แท้นั้นอาจะเกิดขึ้นได้โดยเหตุหลายประการคือ
 
           ๑. ดับด้วย  ปิติ
           ๒. ดับด้วย  ปัสสัทธิ
           ๓. ดับด้วย  สมาธิ
           ๔. ดับด้วย  ถีนมิทธะ
           ๕. ดับด้วย  อุเปกขา
 
            ทั้ง ๕ ประการนี้เป็นความดับเทียม ใช้ไม่ได้ เป็นการล่อให้หลงเข้าใจผิด   ส่วนมากเกิดขึ้นในอุทยัพพยญาณอ่อน ๑ ในมุญจิตุกัมยตาญาณ ๑ ในสังขารุเปกขาญาณ ๑ ถ้าเกิดขึ้นในญาณเหล่านี้พึงตัดสินเลยว่าเป็นของเทียมใช้ไม่ได้
 
             ส่วนความดับแท้จริง  ที่พึงประสงค์ในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานนี้  ก็คือ  ความดับโดยมรรค  ขณะที่สังขารุเปกขาญาณถึงความแก่กล้าที่สุด   สังขารอารมณ์ซึ่งอ่อนละเอียดมีอาการสม่ำเสมอเป็นธรรมดานั้น ก็จะค่อยๆเร็วขึ้นๆจนถี่มาก ( วิปัสสนาจารย์ควรบอกไว้ล่วงหน้าว่า เมื่อกำหนดรูป,นามอารมณ์ไม่ทันก็ให้กำหนดรู้หนอๆ ) แล้วก็กลับช้าลงเป็นธรรมดาอีก  ต่อไปก็จะมีอาการเร็วขึ้นๆแล้วค่อยๆช้าลงอีก เป็นอยู่อย่างนี้บ่อยๆ โดยเป็นไปตามสภาวะของญาณ
 
              ดังมีสาธกยกอุปมาในเรื่อง ทิสากากะ เปรียบเหมือนนกกาดูทิศ อันธรรมดานายเรือผู้ชาญฉลาดเมื่อจะนำเรือแล่นไปสู่มหาสมุทร  ย่อมนำนกกาสำหรับดูทิศใส่กรงติดไปกับเรือด้วย  ครั้นแล่นไปท่ามกลางมหาสมุทร  ขณที่ท้องทะเลปั่นป่วนมีพายุลมแรง  ทั้งฝนก็ตกหนักท้องฟ้ามืดมน  เรือก็แล่นไปตามลมจนหลงผิดทิศทาง  ไม่รู้ว่าเรือไปอยู่ในบริเวณไหน  เมื่อเป็นเช่นนี้ นายเรือย่อมนำนกกาออกมาจากกรงแล้วปล่อยขึ้นไป  นกกาเมื่อถูกปล่อยก็จะรีบบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่  เหลียวแลดูไปตามทิศต่างๆ เมื่อไม่เห็นฝั่งก็จะบินกลับลงมาเกาะปลายเสากระโดงเรือ  ด้วยความกลัวว่าจะหมดแรงตกทะเลตาย  ต่อเมื่อได้รวบรวมกำลังบินขึ้นไปอีกให้สูงกว่าเดิมจนสามารถถมองเห็นได้แล้ว  ก็จะบินตรงเข้าสู่ฝั่งเลย ไม่กลับมาที่เรืออีก    นายเรือก็สามารถรู้ได้ว่าฝั่งอยู่ทางทิศที่กาบินตรงไปนั้น
 
                เอวเมว  สเจ  สงฺขารุเปกฺขาญาณํ  สนฺติปทํ  นิพฺพานํ  สนฺตโต    ปสฺสติ  สพฺพํ  สงฺขารปฺปวตฺตํ  วิสชฺเชตฺวา  นิพฺพานเมว  ปกฺขนฺทติ  โน  เจ  ปสฺสติ  ปุนปฺปุนํ   สงํขารารมฺมณเมว  หุตฺวา  ปวตฺตติ.
 
              สังขารุเปกขาญาณนี้ก็เป็นเช่นนี้  ถ้าจะเห็นพระนิพพานอันเป็นสันติบท  ก็ปล่อยความเป้นไปของรูป,นามสังขารทั้งหมดแล่นตรงเข้าสู่พระนิพพานอย่างเดียว  เช่นเดียวกับนกกาบินหาฝั่งก็บินไปเลยไม่กลับมา  ถ้าไม่เห็นพระนิพพานก็จะกลับมาเอารูป,นามสังขารเป็นอารมณ์อีกหลายครั้ง  เหมือนกาบินไปแล้วไม่เห็นฝั่งก็กลับมาที่เรืออีกฉะนั้น  นี้เป็นลักษณะของสังขารุเปกขาญาณชั้นสุดยอด
 
                                                   วุฏฐานคามินีวิปัสสนา
 
              การปฏิบัติตั้งสติกำหนดเอาอาการสังขารอารมณ์ซึ่งค่อยๆถี่ขึ้นๆอันเปรียบเหมือนนกกาบินหาฝั่งนั้น  ท่านอนุรุทธาจารย์เรียก  วุฏฐานคามินีวิปัสสนาญาณ  ซึ่งได้แก่ยอดสังขารุเปกขาญาณ หรือ สิขาปัตตสังขารุเปกขาญาณ และพร้อมด้วย  อนุโลมญาณ  ดังที่ท่านได้แสดงไว้ว่า-
 
                  ยา  วิปสฺสนา  สิขาปตฺตา  สาว  สานุโลมา  สงฺขารุเปกฺขา  วุฏฺฐานคามินีวิปสฺสนาติ  จ  ปวุจฺจติ.
 
               ยอดของสังขารุเปกขาญาณและอนุโลมญาณเรียกว่า วุฏฐานคามินีวิปัสสนาญาณ
 
จากหนังสือ วิปัสสนาทีปนีฎีกา  รจนาโดย หลวงพ่อภัทันตะ  อาสภะมหาเถระ อัคคมหกัมมัฏฐาน  ธัมมาจริยะ

กรกฎาคม 2019
พฤ อา
« มิ.ย.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: