มรรคกับอริยมรรค(ใหม่)

ความแตกต่างระหว่าง มรรคมีองค์ ๘ กับ อริยมรรค มีองค์ ๘

มรรค มีองค์ ๘ กับ สติปัฏฐาน ๔(โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ) เป็น ปัจจุบันธรรม เป็นสภาวะ ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ ขณะผัสสะเกิด ในชีวิตแต่ละขณะๆๆๆๆๆ(วิธีการดับภพชาติปัจจุบัน/นิพพาน)

อริยมรรค มีองค์ ๘ กับ มหาสติปัฏฐาน ๔(โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ) เป็น สภาวะที่เกิดขึ้น ขณะ จิตตั้งมั่นอยู่ ในขณะที่ปฏิบัติ เต็มรูปแบบ (วิธีการการดับภพชาติ การเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร/นิพพาน)

จะรู้วิธีการ ต้องแจ้งในสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริงก่อน

เมื่อแจ้งในสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง เป็นเหตุให้แจ้งในสภาวะ ปฏิจจสมุปบาท ตามความเป็นจริง

เมื่อแจ้งใน สภาวะปฏิจจสมุปบาท ตามความเป็นจริง เป็นเหตุให้แจ้งใน สภาวะโยโนิโสมนสิการ ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นวิธีการปฏิบัติ เพื่อไปให้ถึง ที่สุดแห่งทุกข์(นิพพาน)

ถ้าเห็นตามความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นของ สภาวะโยนิโสมนสิการ จะรู้เหมือนๆกันว่า โยนิโสมนสิการ เป็นธรรมที่มีอุปการะคุณมากที่สุด ทั้งทางโลก(ตัดภพชาติปัจจุบัน) และทางธรรม(ตัดภพชาติ การเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร)

โยนิโสมนสิการ จึงเป็นธรรมที่มีอุปการะคุณมากที่สุด เพราะเป็นเหตุของเกิด โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ

โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดจาก โยนิโสมนสิการ เป็นเหตุปัจจัย

การใช้หลักโยนิโสมนสิการ สภาวะไตรลักษณ์ ย่อมเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย โดยไม่ต้องไปน้อมเอา หรือคิดเพื่อทำให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด

ถ้าต้องการเป็นโสดาบันบุคคล(โสดาปัตติมรรรค-โสดาปัตติผล) ในชาตินี้ ใช้หลักโยนิโสมนสิการ ทั้งการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติ ย่อมถึงที่สุดแห่งทุกข์ ได้แน่นอน

โยนิโสมนสิการกับปัญญา เป็นคนละสภาวะกัน

โยนิโสมนสิการ เป็นเหตุของการเกิดปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิ

แม้พวกสัตว์มีแพะ แกะ โค กระบือ อูฐ เป็นต้น ไม่สามารถมีโยนิโสมนสิการได้ เพราะ สัตว์ ไม่สามารถแยกแยะสภาวะที่เกิดขึ้นภายในจิตได้

สัตว์ จึงไม่สามารถ สร้างโยนิโสมนสิการ ให้เกิดขึ้นกับตัวเองได้ เหตุเพราะ ไม่สามารถหยุดสร้างเหตุ ที่เกิดจาก ความรู้สึกนึกคิด ของตนได้

ฉะนั้น สัตว์ จึงไม่สามารถปฏิบัติ ตามหลักวิธีการ โยนิโสมนสิการได้

ส่วนมนุษย์ สามารถใช้หลักโยนิโสมนสิการ ในการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติได้ เนื่องจาก สามารถปฏิบัติตามได้ ถึงแม้ไม่ได้รู้สภาวะโยนิโสมนสิการ ตามความเป็นจริง ด้วยตนเอง

ตัวอย่างของ สภาวะโยนิโสมนสิการ

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v … 14&A=10912

อริยมรรค

วิธีการ เรียกว่า มรรค มีองค์ ๘

เมื่อกระทำแล้ว เรียกว่า อริยมรรค มีองค์ ๘

คำศัพท์แต่ละคำ ต้องศึกษาในพุทะวจนะ ต้องรู้โดยสภาวะ ภาษาต่างๆ ไม่ใช่อุปสรรค เพราะ คำเรียกอาจแตกต่าง สภาวะเหมือนๆกัน ให้ดูที่สภาวะ

การใช้คำเรียกว่า มรรค มีองค์ ๘ หรือเรียกว่า ธรรม ๘ ประการ

นันทิยสูตร

[๔๕]
สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้นแล นันทิยปรพิ าชกเข้าไปเฝ้าพระผ้มู พี ระภาคถึงที่ประทบั ได้ปราศรัยกับ พระผู้มีพระภาค

ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ธรรมเท่าไรหนอแล ที่บุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน มีนิพพาน เป็นเบื้องหน้า มีนิพพานเป็นที่สุด ?

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนันทิยะ ธรรม ๘ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า มีนิพพานเป็นที่สุด ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน ? คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ

ดูกรนันทิยะ ธรรม ๘ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า มีนิพพานเป็นที่สุด.

อริยมรรค มีองค์ ๘

พราหมณสูตร

[๑๔]
พระผู้มีพระภาคตรสั ว่า ดูกรอานนท์ อาจบญัญติได้ คำว่ายานอันประเสรฐิ เป็นชื่อของ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้เอง เรียกกันว่า พรหมยานบ้าง ธรรมยานบ้าง รถพิชัยสงครามอันยอดเยี่ยมบ้าง.
[๑๕]
ดูกรอานนท์ สัมมาทิฏฐิบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัดราคะ
เป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.
[๑๖]
ดูกรอานนท์ สัมมาสังกัปปะบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัดราคะ
เป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.
[๑๗]
ดูกรอานนท์ สัมมาวาจาบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัดราคะ
เป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.
[๑๘]
ดูกรอานนท์ สัมมากัมมันตะบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัดราคะ
เป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.
[๑๙]
ดูกรอานนท์ สัมมาอาชีวะบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัดราคะ
เป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.
[๒๐]
ดูกรอานนท์ สัมมาวายามะบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัดราคะ
เป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.
[๒๑]
ดูกรอานนท์ สัมมาสติบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัดราคะ
เป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.
[๒๒]
ดูกรอานนท์ สัมมาสมาธิบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัดราคะ
เป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.
[๒๓]
ดูกรอานนท์ ข้อว่า ยานอันประเสริฐ เป็นชื่อของอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘
นี้เอง เรียกกันว่า พรหมยานบ้าง ธรรมยานบ้าง รถพิชัยสงครามอันยอดเยี่ยมบ้างนั้น
พึงทราบโดยปริยายนี้แล.

[๒๔]
อริยมรรคญาณนั้นมีธรรม คือ ศรัทธากับปัญญาเป็นแอก มีศรัทธาเป็นทูบ มีหิริเป็นงอน มีใจเป็นเชือกชัก มีสติเป็นสารถีผู้ควบคุม

รถนี้มีศีลเป็นเครื่องประดับ มีญาณเป็นเพลา มีความเพียรเป็นล้อ มีอุเบกขากับสมาธิเป็นทูบ ความไม่อยากได้เป็นประทุน

กุลบุตร 1 ใดมีความไม่พยาบาท ความไม่เบียดเบียน และวิเวกเป็นอาวุธ มีความอดทนเป็นเกราะหนัง กุลบุตรนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะ

พรหมยานอันยอดเยี่ยมนี้ เกิดแล้วในตนของบุคคลเหล่าใด บุคคลเหล่านั้นเป็นนักปราชญ์ ย่อมออกไปจากโลก โดยความแน่ใจว่า มีชัยชนะโดยแท้.
จบ สูตรที่ ๔

มรรคกับอริยมรรค

ยิ่งประกาศ ยิ่งโดน

อยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไรๆในบัญญัติ แม้กระทั่ง ปฏิบัติเพื่ออะไรก็ตาม หากเป็นเหตุของการไม่เกิดอีกต่อไป

ความคิด ถ้ากระทำไว้ในใจ มนสิการไว้ในใจ อย่าแสดงตน หรือป่าวประกาศออกมา

การประกาศ หรือ การแสดงตน ด้วยการกระทำเช่นนี้ เหมือนลูกหนี้ พร้อมจะชักดาบเจ้าหนี้ ตลอดเวลา

เหตุนี้ เจ้าหนี้จึงรุมทวง เพราะ กลัวไม่ใช้หนี้

ไม่สำคัญ

ใครจะเห็น หรือ รู้สึกอย่างไร ไม่ใช่เรื่องสำคัญ นั่นคือ เหตุปัจจัยที่มีอยู่

จงดูตัวเอง เป็นหลัก ดูความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง ดี/ชั่ว ถูก/ผิด บาป/บุญ กุศล/อกุศลฯลฯ นั่นแหละ เหตุที่ยังมีอยู่

แค่รู้

ฝึกแค่รู้ เลยแค่รู้ ล้วนเกิดจากการปรุงแต่ง ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

ดี/ไม่ดี แค่รู้ บาป/บุญ แค่รู้ ฯลฯ ทุกๆคำเรียก แค่รู้ รู้ไว้ ใช่ว่า ใส่บ่า แบกหาม รู้แบบนี้

รู้นอก คือ เหตุปัจจัย ที่มีอยู่

รู้ใน มีแต่ดับ แล้วก็ดับ ดับต้นเหตุของการเกิด

มรรค มีองค์๘/อริยมรรค มีองค์ ๘

เมื่อพระองค์ทรงรู้ ได้ทรงถ่ายทอดสภาวะเหล่นั้นไว้ เพียงแต่ สภาวะนั้นๆ ในคำสอน หรือที่มีในตำราปรากฏอยู่ ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ของบุคคลในยุคนั้น สมัยนั้น

เป็นเหตุให้ ผู้ที่เดินตาม จะรู้ หรือเข้าถึงสภาวะได้ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่มีอ

ยู่ และที่กำลังสร้าง ให้เกิด ขึ้นมาใหม่คำว่า มรรค มีองค์๘ และ อริยมรรค มีองค์ ๘ จึงมีเกิดขึ้น ซึ่งโดยเนื้อแท้ของสภาวะ

เมื่อกล่าวถึง มรรค มีองค์ ๘ กับ อริยมรรค มีองค์ ๘ เป็นตัวเดียวกัน เพียงแยกออกจากกัน เพื่อให้เห็นสภาวะ เป็นรูปธรรม ได้ชัดเจนมากขึ้น

เฉกเช่นเดียวกันกับ สติปัฏฐาน ๔ กับ มหาสติปัฏฐาน ๔

มรรค มีองค์ ๘ กับ สติปัฏฐาน ๔ เป็น ปัจจุบันธรรม เป็นสภาวะ ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ ขณะผัสสะเกิด ในชีวิตแต่ละขณะๆๆๆๆๆ

อริยมรรค มีองค์ ๘ กับ มหาสติปัฏฐาน ๔ เป็น สภาวะที่เกิดขึ้น ขณะ จิตตั้งมั่นอยู่ ในขณะที่ปฏิบัติ เต็มรูปแบบ

เรื่องของสภาวะ เป็นเรื่องที่ละเอียดมากๆ เกี่ยวกับจิตล้วนๆ ซึ่งแรกๆ ต้องอาศัยการรู้ชัดภายในกายและจิตนำทาง จึงจะรู้ หรือ เข้าถึงจิตที่แท้จริงได้

การที่รู้ชัด ในรายละเอียดของสภาวะต่างๆได้ ต้องอาศัยกำลังของสมาธิ เป็นบาท สติ เป็นตัวขุดค้ยสัญญาต่างๆขึ้นมา โดยมีสัมปชัญญะ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ จึงจะรู้ชัดในสภาวะต่างๆได้

สภาวะสัญญา เหตุของความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ แรกๆของการเกิดสภาวะนี้ ย่อมให้ค่าตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ คิดว่า เป็น สภาวะของปัญญา เป็นสภาวะของ อุปกิเลส ที่ยังมีอยู่

อาศัย หยุดสร้างเหตุนอกตัว และ การทำความเพียรต่อเนื่อง

การสร้างเหตุนอกตัว ส่งผลต่อสภาวะ เมื่อทำความเพียร เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตได้เนืองๆ(สัมมาสมาธิ) เพราะ นิวรณ์ต่างๆ ถูกระงับลงไป ตามเหตุปัจจัย

เป็นเหตุให้ จิตถูกขัดเกลาอย่างต่อเนื่อง เป็นเหตุให้ รู้ชัดว่า สภาวะนี้ เป็นวิญญาณ หรือ สัญญา หรือ ปัญญา ถึงแม้ว่า โยคี จะไม่รู้ปริยัติ ก็ตาม

ธันวาคม 2019
พฤ อา
« ก.ย.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: