อริยสัจ ๔(ฝ่ายเหตุของการเกิด-ดับเหตุของการเกิด การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ)

เหตุและปัจจัยที่ทำให้เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

ภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขอริยสัจ
เป็นอย่างไรเล่า ?

แม้ความเกิด ก็เป็นทุกข์

แม้ความแก่ ก็เป็นทุกข์

แม้ความตาย ก็เป็นทุกข์

แม้โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ ทั้งหลาย
ก็เป็นทุกข์

การประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์

ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก เป็นทุกข์

ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้นนั่นก็ เป็นทุกข์

กล่าวโดยย่อ ปัญจุปาทานักขันธ์ทั้งหลาย เป็นทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า
ทุกขอริยสัจ

หมายถึง;

ขึ้นชื่อว่า การเกิด ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร ฐานะใด ล้วนเป็นทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขสมุทยอริยสัจ
เป็นอย่างไรเล่า ?

เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย

เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ

เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป

เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ

เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ

เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา

เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา

เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน

เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ

เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ

เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ
โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ
ทั้งหลายจึงเกิดขึ้นครบถ้วน

ความเกิดขึ้นพร้อม แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้
ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้

ภิกษุทั้งหลาย !
นี้เรากล่าวว่า
ทุกขสมุทยอริยสัจ
หมายเหตุ;

เพราะอวิชชาที่ยังมีอยู่ เป็นปัจจัยให้เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

ภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขนิโรธอริยสัจ
เป็นอย่างไรเล่า ?

เพราะความจางคลายดับไป
โดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว
จึงมีความดับแห่งสังขาร

เพราะมีความดับแห่งสังขาร
จึงมีความดับแห่งวิญญาณ

เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ
จึงมีความดับแห่งนามรูป

เพราะมีความดับแห่งนามรูป
จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ

เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ
จึงมีความดับแห่งผัสสะ

เพราะมีความดับแห่งผัสสะ
จึงมีความดับแห่งเวทนา

เพราะมีความดับแห่งเวทนา
จึงมีความดับแห่งตัณหา

เพราะมีความดับแห่งตัณหา
จึงมีความดับแห่งอุปาทาน

เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน
จึงมีความดับแห่งภพ

เพราะมีความดับแห่งภพ
จึงมีความดับแห่งชาติ

เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล
ชรา มรณะ
โสกะ ปริเทวะ
ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ
ทั้งหลายจึงดับสิ้น

ความดับลง
แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้
ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้

ภิกษุทั้งหลาย !
นี้เรากล่าวว่า
ทุกขนิโรธอริยสัจ
หมายถึง;
การดับเหตุของการเวียนว่ายตายเกิด

ภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
เป็นอย่างไรเล่า ?

มรรคอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดประการ
นี้นั่นเอง กล่าวคือ

( ความเห็นชอบ )
สัมมาทิฏฐิ

( ความดำริชอบ )
สัมมาสังกัปปะ

( การพูดจาชอบ )
สัมมาวาจา

( การงานชอบ )
สัมมากัมมันตะ

( การเลี้ยงชีพชอบ )
สัมมาอาชีวะ

( ความเพียรชอบ )
สัมมาวายามะ

( ความระลึกชอบ )
สัมมาสติ

( ความตั้งใจมั่นชอบ )
สัมมาสมาธิ

ภิกษุทั้งหลาย !
นี้เรากล่าวว่า
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

หมายถึง;

วิธีการกระทำเพื่อดับเหตุภพชาติของการเวียนว่ายตายเกิด ที่ยังมีอยู่

ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่าเหล่านี้ คือ
อริยสัจทั้งหลายสี่ประการ ดังนี้

เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์
ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้
ทำให้เศร้าหมองไม่ได้
ติเตียนไม่ได้
คัดง้างไม่ได้
ดังนี้

อันใดอันเรากล่าวแล้วข้อนั้น
เรากล่าวหมายถึงข้อความนี้ ดังนี้

ก้าวย่างอย่างพุทธะ
อริยสัจสี่ – ปฏิจจสมุปบาท – ( หน้า ๗๕ – ๗๘ )

อริยสัจ ๔(ฝ่ายเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบันและดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน)

เหตุและปัจจัยที่ทำให้ ทุกข์-สุข มีเกิดขึ้นในชีวิต ได้แก่ อวิชชา
เป็นปัจจัยให้ไม่รู้ชัด สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เรียกว่า “ผัสสะ”

เมื่อไม่รู้ว่า ทำไมสิ่งที่เกิดขึ้น จึงมีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด(มโนกรรม)

เพราะความไม่รู้ จึงหลงกระทำตามแรงตัณหา ความทะยานอยากที่เกิดขึ้น

ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไป ให้เกิดเป็นกรรมใหม่(กายกรรม วจีกรรม)

ว่าด้วย ผัสสะ เป็นปัจจัย

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี
เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี
เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ
โสกะ(ความเศร้าโศก)
ปริเทวะ (ความคร่ำครวญ)
ทุกข์(ความทุกข์กาย)
โทมนัส(ความทุกข์ใจ)
และอุปายาส(ความคับแค้นใจ) จึงมี
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ มีสี่อย่างเหล่านี้
สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ?
สี่อย่าง คือ

ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์

ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์

ความจริงอันประเสริฐ คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์

และ ความจริงอันประเสริฐ คือ ทางดำเนินให้ถึง
ความดับไม่เหลือของทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์
เป็นอย่างไรเล่า ? คือ

ขันธ์อันเป็นที่ตั้ง แห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง

ห้าอย่างนั้นอะไรเล่า ? คือ
รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์

หมายเหตุ;
อุปทานขันธ์ ๕ ได้แก่ ความยึดมั่นถือมั่นในตัวกรู ของกรู

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์
เป็นอย่างไรเล่า ? คือ

ตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก

อันประกอบด้วย ความกำหนัด
เพราะอำนาจแห่งความเพลิน
มักทำให้เพลินอย่างยิ่ง ในอารมณ์นั้น ๆ

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์
หมายถึง;
( กามตัณหา ) ตัณหาในกาม หมายถึง;
ความยินดี ความพอใจ ในผัสสะ ที่เกิดขึ้น
ได้แก่ ความยินดี ชอบใจ พอใจ ในรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
( ภวตัณหา ) ตัณหาในความมีความเป็น
หมายถึง ความอยากมี อยากเป็น ทั้งทางโลกและทางธรรม

( วิภวตัณหา )
ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น
หมายถึง ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ทั้งทางโลกและทางธรรม

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์
เป็นอย่างไรเล่า ? คือ

ความดับสนิท เพราะความจางคลายดับไป โดยไม่เหลือของตัณหานั้น
ความสละลงเสีย ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง ความไม่อาลัยถึง
ซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์
หมายถึง;
การดับเหตุของภพชาติของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
ภิกษุทั้งหลาย !
ความจริงอันประเสริฐ คือ
ทางดำเนินให้ถึง ความดับไม่เหลือของทุกข์
เป็นอย่างไรเล่า ? คือ

หนทางอันประเสริฐ
ประกอบด้วยองค์แปดนั่นเอง
ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ

( สัมมาทิฏฐิ )
ความเห็นชอบ

( สัมมาสังกัปปะ )
ความดำริชอบ

( สัมมาวาจา )
การพูดจาชอบ

( สัมมากัมมันตะ )
การงานชอบ

( สัมมาอาชีวะ )
การเลี้ยงชีพชอบ

( สัมมาวายามะ )
ความเพียรชอบ

( สัมมาสติ )
ความระลึกชอบ

( สัมมาสมาธิ )
ความตั้งใจมั่นชอบ

ภิกษุทั้งหลาย !
อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ
ทางดำเนินให้ถึง
ความดับไม่เหลือของทุกข์

หมายถึง;

วิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ โยนิโสมนสิการ
กล่าวคือ ดูตามความเป็นจริง รู้ตามความเป็นจริงของความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

กระทำไว้ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น
ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือ
ความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้
พวกเธอพึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า

นี้เป็น
ทุกข์

นี้เป็น
เหตุให้เกิดทุกข์

นี้เป็น
ความดับไม่เหลือของทุกข์

นี้เป็น
ทางดำเนินให้ถึง
ความดับไม่เหลือของทุกข์

ดังนี้เถิด

ตามรอยธรรม – อริยสัจสี่โดยสังเขป
( หน้า ๑๓ – ๑๕ )

27 กย.๕๕(อริยสัจ โดยสภาวะ)

27 กย.๕๕

ทำตามสภาวะ
การอ่านบล็อกต่างๆ ที่วลัยพรได้เขียนมาเรื่อยๆ วิธีการอ่านสภาวะ ให้อ่านเรื่องในปัจจุบัน โดยเฉพาะ ผู้ที่เริ่มต้นปฏิบัติ หรือผู้ที่ปฏิบัติมาบ้าง
ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งมีความรู้สึกว่า สภาวะจะหมุนวนไปมา เหมือนไม่ก้าวหน้า

สภาวะเก่าๆ มีความผิดพลาดอยู่หลายเรื่อง ซึ่งมีการเข้าไปแก้ไขบ้าง ส่วนมากไม่ได้แก้ไข บอกตามตรง
เพราะ สภาวะจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ สภาวะเก่าๆ เป็นสภาวะแบบหยาบๆ จนกระทั่ง มีรายละเอียดข้อปลีกย่อย ชัดมากขึ้น

ไม่แตกต่างกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิต เรื่องในอดีต ไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ที่แก้ได้ คือ ปัจจุบัน อย่าพยามสร้างเหตุใหม่
ตามความรู้สึกยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้น

สิ่งที่ควรทำมากที่สุด คือ หมั่นสร้างเหตุของ การรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ เป็นการสร้างเหตุของ ไม่ต้องเวียนว่ายในวัฏฏสงสารอีกต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก ล้วนเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ ให้แค่ดู แค่รู้ อย่าไปสานต่อ
แล้วเหตุนั้นๆ ย่อมจบลงไปตามเหตุปัจจัย โดยไม่ต้องคิดแก้ไข หรือคิดจัดการใดๆ
ความคิด

ยิ่งทำต่อเนื่อง ยิ่งเห็นความคิดชัดมากๆ บางคนอาจจะคิดว่า ยิ่งปฏิบัติ ทำไมยิ่งฟุ้ง มีแต่ความคิด เกิดขึ้นมากมาย บางครั้งเล่นเอารู้สึกหลอน
นอนไม่หลับก็มี บางทีนอนไม่หลับหลายคืน

จริงๆแล้ว เป็นความปกติของจิต เหตุเกิดจาก ยิ่งปฏิบัติ สติยิ่งมีมากขึ้น สติเป็นตัวเข้าไปขุดแคะงัดแงะ ทำให้มีความคิดต่างๆเกิดขึ้นมากมาย
ความคิดเหล่านี้ ล้วนเป็นเพียงสัญญา ที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้จิตสำนึก(จิต)

 

ตอกย้ำสภาวะ
วลัยพร ชอบตอกย้ำเรื่องสภาวะต่างๆ กับเจ้านาย ตอกย้ำให้เห็นภาพ ขึ้นชื่อว่า การเกิด ล้วนเป็นทุกข์

ชอบพูดเรื่อง อริยสัจ ๔ ให้เจ้านายฟัง ไม่ใช่ตามตำรา แต่ตามสภาวะ
ทุกข์ ได้แก่ การเกิด

เหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ ความไม่รู้ที่มีอยู่ ไม่รู้ว่า ผัสสะหรือ สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ที่ทำให้ เกิดความรู้สึกยินดี หรือยินร้าย เกิดจากเหตุปัจจัยอะไร

เมื่อความไม่รู้ชัดในเรื่องผัสสะนี้ เป็นเหตุให้ มีการสร้างเหตุให้เกิดขึ้นใหม่เนืองๆ ตามความรู้สึกยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้นในจิต ถพชาติใหม่เกิดขึ้นเนืองๆ เพราะเหตุนี้

ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับต้นเหตุของการเกิด

วิธีการ ได้แก่ โยนิโสมนสิการ ซึ่งเป็นเหตุของการทำให้ มรรค มีองค์ ๘ เกิดขึ้น ไม่ว่า บุคคลนั้นๆ จะปฏิบัติรูปแบบไหนก็ตาม
ความตาย

วลัยพร มักคุยกับเจ้านายเรื่องความตายประจำ

พูดให้เห็นภาพของคนที่มีสติ ในแต่ละขณะ ที่ร่างกายกำลังขาดลมหายใจ กับ การขาดสติ ขณะที่กำลังขาดลมหายใจ
สั่งลาเจ้านายเนืองๆ บอกให้เจ้านายรู้ว่า ควรเตรียมตัวอย่างไร ถ้าวลัยพร ต้องจากไป (ตาย)

ข้อมูลในบล็อกทั้งหมด ที่เขียนทิ้งไว้ นั่นคือ ความผิดพลาดในอดีต จนกระทั่ง การเข้าที่เข้าทางของสภาวะ ณ ปัจจุบัน
เรียกว่า ทำตาม ไม่มีหลงแน่นอน ให้ดูสภาวะปัจจุบัน เป็นหลัก ในอดีต มีแต่ความหลง มีแต่อุปกิเลส

ตอนนี้ ยังไม่ตาย แต่จิตมักระลึกถึงความตายเนืองๆ ไม่ว่าจิตจะคิดพิจรณาอะไร จะมีแต่เรื่องความตาย
การเขียนเรื่องราวต่างๆ ล้วนเป็นการเขียนบอกลาทุกๆคน ทั้งผู้ที่รู้จัก และไม่รู้จัก อย่าประมาทในการใช้ชีวิต ควรใช้ชีวิตที่มีอยู่ ให้คุ้มค่า

น้ำตาหยดสุดท้าย

วันนี้เป็นวันที่ปลื้มปีติมากๆๆๆ ขณะที่นั่งสมาธิอยู่ จิตรู้ชัดในรูป,นามได้ดี มีคำถาม ถามขึ้นมาว่า พระอัญญาเห็นอะไร?

เหมือนมีคนถามคำถามกับเรา แต่เราชินกับสภาวะจิตถามจิตแบบนี้แล้ว เลยไม่รู้สึกแปลกใจอะไร พอได้ยินคำถาม เราก็คิดนะ

สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา พระองค์ทรงอุทานว่า อัญญาสิเห็นแล้วหนอ ซึ่งคำถามนี่เราเคยถามท่านมหาไว้ว่า ท่านอัญญาเห็นอะไร ซึ่งเขาบอกว่า เห็นอริยสัจ ๔

จิตนี้ช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก โสฬสญาณหรือญาณ ๑๖ ต่างหาก หาใช่อริยสัจจ์ไม่ ท่านอัญญาได้ผ่านสภาวะอุทยัพพยญาณ การเห็นไตรลักษณ์เป็นครั้งแรกต่างหาก

เป็นเหตุให้พระองค์ทรงอุทานเช่นนั้น เพราะเป็นที่ยืนยันได้ว่า พระธรรมที่พระองค์ทรงพบนั้น ไม่ผิดอย่างแน่นอน สามารถสอนให้คนอื่นๆเดินตามหรือทำตามได้ และสามารถเห็นได้ด้วยตนเอง

เฉกเช่นที่พระองค์ทรงค้นพบพระธรรมนี้ด้วยตัวของพระองค์เอง

การเห็นไตรลักษณ์ครั้งแรก เริ่มที่อุทยัพยญาณ ซึ่งสภาวะนี้เราเคยนำไปเล่าให้พระอาจารย์ฟังว่า เราได้เห็นอะไร ที่มันไม่มีคำเรียก แต่มีคนบอกกับเราว่าเราได้เห็นการเกิดดับของรูปนาม

ซึ่งพระอาจารย์บอกว่า ถ้ามีคำเรียก เป็นสัญญาวิปลาส เราบอกว่ามันไม่มีคำเรียก แต่มันรู้ คำเรียกนั้นคนอื่นบอกมาอีกที

เราเห็นสภาวะนี้ตอนที่ผ่านทุกขเวทนาทางกาย ปวดหลังสุดๆ เสียงดังเปรี๊ยะ เหมือนแผ่นหลังเราแยกออกจากกัน เหมือนร่างเราถูกจับฉีกแยกออกจากกัน เราจำสภาวะนี้ได้ดี

แล้วเราเห็นแสงสว่างเต็มไปหมด แล้วเห็นเวทนาตั้งแต่กำลังเกิด ขณะที่เกิด จนกระทั่งหายไป หลังจากนั้น จำได้ดีสภาวะนี้ มันมีตัวรู้หรือตัวปัญญาเกิดขึ้นมา เราไม่ได้คิดอะไรเลย

ตัวรู้นั้นขึ้นมาว่า ทุกสิ่งมีแต่รูปนามกับสมมุติเท่านั้นเอง มันรู้แบบนี้จริงๆ ทั้งๆที่เราไม่ได้เรียนอภิธรรม เรามารู้ทีหลังว่า สิ่งที่รู้นั้นเป็นอภิธรรม หรือ ขันธ์ ๕

สุดท้ายมีแค่ สิ่งที่รู้ กับสิ่งที่ถูกรู้เท่านั้นเอง ตั้งแต่นั้นมาเป็นเหตุให้เรารู้จักคำว่า สภาวะและกิเลส จำได้ดีนะ จำไม่มีลืมในการเห็นครั้งแรก

สภาวะนั้นจะเกิดแค่ระยะเวลานานเท่าไหร่เราไม่รู้ แต่รู้สึกเหมือนแค่แว๊บเดียว ตั้งแต่นั้นมา เราเริ่มเห็นไตรลักษณ์จากการเดิน ๖ ระยะ เริ่มรู้จักคำเรียกต่างๆ เช่น อนิจจานุปัสสนาที่แท้จริง

แล้วสภาวะของเราใช้รูปนามมาตลอดตั้งแต่นั้นมา สภาวะไตรลักษณ์ เห็นไตรลักษณ์แต่ไม่รู้ว่าเรียกว่าไตรลักษณ์ มารู้ที่หลังทั้งนั้นเลย

ตั้งแต่แจ้งสภาวะของนิพพาน จิตเบิกบาน โปร่งโล่งเบาสบายมากๆ ตัวรู้หรือตัวปัญญาผุดขึ้นมามากมาย เรื่องของพระอัญญานี่ เป็นสิ่งที่เราเคยสงสัยนานมาแล้ว จนลืมไปแล้ว วันนี้ได้คำตอบชัดเจน

เพราะเมื่อแม่นยำในสภาวะ จิตจะเหมือนแก้ว ส่องสภาวะได้ทะลุ เห็นได้อย่างชัดเจนมากๆ เรียกว่าพูดอะไรมาจะรู้เลยว่า อยู่ในสภาวะไหน เรียกว่าอะไร จะรู้ทันที

น้ำตาร่วง

ไม่คิดนะว่าจะมีการน้ำตาร่วงอีกครั้ง เกิดปีติ เกิดความอัศจรรย์ในจิต ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธองค์ รู้สึกมหัศจรรย์จริงๆแบบบอกไม่ถูก

เราน่ะหลงกิเลสตั้งนาน หลงว่าได้อะไร เป็นอะไร แล้วเรียกว่าอะไร กว่าจะชัดแจ้งได้ กว่าจะแจ้งในสภาวะของพระนิพพานที่แท้จริงได้ กินเวลาไปหลายปี หลงกิเลสแต่ไม่รู้ว่าหลง

ตั้งแต่ปี ๔๘ นี่ปี ๕๔ เป็นเวลา ๖ ปี กับสภาวะปัจจเวกขณญาณ ทบทวนกิเลส ส่วนสภาวะนิพพานไม่ต้องพูดถึง รู้โดยแก่นแท้ ตอนนั้นยังไม่รู้จริงๆ รู้แค่ว่าดับที่เหตุเท่านั้นเอง

ไม่ได้รู้ซึ้งถึงตัวสภาวะที่แท้จริง

จะไม่ให้รู้สึกปีติจนน้ำตาร่วงได้ยังไง รู้แต่ไม่เคยรู้สภาวะที่แท้จริง ทั้งที่สร้างเหตุของสภาวะนิพพานมาตลอด แต่ไม่เคยรู้เลย จนกระทั่งจิตมันไม่สนใจเรื่องเป็นอะไร ได้อะไรจริงๆ

เรียกว่า ความอยากต่างๆแทรกไม่ได้แล้ว จิตรู้ชัดในรูปนามมาตลอด โดนทดสอบมาตลอด ไม่เคยถอยหนี ยืนนิ่งๆ เอาสติตั้งรับ เกิดอะไรก็ยอม สุดท้าย จิตปล่อยวางโดยตัวสภาวะเอง

พอแจ้งในสภาวะของนิพพานที่แท้จริง ตัวรู้หรือปัญญาเกิดขึ้นมากมาย ไขข้อข้องใจทั้งหมด แม้กระทั่งเรื่องที่เคยข้องใจมานานแล้ว ยังมาตอบคำถามให้ เรียกว่า สิ้นสงสัยจริงๆ

คือเราไม่เคยสงสัยในพระรัตนตรัยเลย เชื่อมั่นในพระธรรมคำสอนว่ามีอยู่จริง เพียงแต่ยังมีอยู่บ้างที่สงสัยในเรื่องของบางสภาวะเวลาที่มีคนนำมาสนทนา

วันนี้กระจ่างแจ้งทุกๆเรื่อง เรียกว่าสิ้นสงสัย ไม่มีการสงสัยอะไรอีกแล้ว ทุกวันนี้ยังคงเจริญสติอย่างต่อเนื่อง เห็นแต่ความไม่เที่ยงตลอดเวลา เป็นเหตุให้อยู่กับปัจจุบัน

เห็นอริยสัจจ์ ตัดภพตัดชาติ

ผู้ที่เห็นอริสัจจ์โดยสภาวะของอริยสัจจ์ที่แท้จริง เรียกว่า เป็นการตัดภพตัดชาติอย่างแน่นอน เพราะสิ่งที่ถูกรู้นั้น เป็นการรู้แบบตัดภพตัดชาติ

คือ รู้จักตัวกู ของกู โดยสภาวะที่แท้จริง ทิฏฐิกิเลสตัวนี้แหละ ที่เป็นตัวก่อภพก่อชาติ ตรงไหนมีตัวกู ของกู ตรงนั้นมีย่อมเหตุ เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล

หากเห็นตัวกูที่มีอยู่จริงๆ ผู้นั้นจะมีนิพพานเป็นอารมณ์ คือ มุ่งดับเหตุทั้งปวงที่ตัวเอง ( กิเลส ) ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ปริยัติเลยก็ตาม แต่สภาวะจะดำเนินไปเอง

เหตุที่แสดงให้เกิดขึ้น

จะไม่มีการไปกล่าวโทษนอกตัว แต่มุ่งชำระจิต ขัดเกลาจิตของตัวเอง เพราะรู้ดีว่า ทุกๆผัสสะที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหน ไม่ว่าที่คิดว่าดีหรือไม่ดี ล้วนเป็นการสร้างเหตุใหม่ให้เกิดทั้งสิ้น

เพราะสิ่งที่คิดว่าดีหรือไม่ดี ล้วนเป็นการคาดเดา เกิดจากอุปทานที่ไปให้ค่าต่อผัสสะ ให้ค่าตามเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่กับสิ่งๆนั้น ให้ค่าตามกิเลสที่มีอยู่ อยู่ที่ว่า สติจะรู้เท่าทันไหม ถ้ารู้เท่าทันต่อการปรุงแต่งของจิตได้ สภาวะย่อมจบได้ไว

หากยังไม่สามารถรู้เท่าทันได้ เหตุย่อมเกิดยืดยาวต่อไปอย่างแน่นอน แล้วจะเรียกว่า มีนิพพานเป็นอารมณ์ได้อย่างไร มีนิพพานเป็นอารมณ์จริงๆ มันต้องดับ ต่อให้ใครมาฆ่าก็ยอม ไม่ตอบโต้ใดๆทั้งสิ้น เพราะเข้าใจในเหตุทั้งปวง

กลัวตายกับผู้ไม่กลัวตาย

คำว่ากลัวตาย กับคำว่า ผู้ไม่กลัวตาย ต้องแยกสภาวะให้ออก

เหตุที่บอกว่า แม้แต่ใครจะฆ่าก็ยอม ยังมีความกลัวตายอยู่ ไม่ใช่ไม่กลัวตาย ยังกลัวตายอยู่นะ เพราะยังมีอุปทานในขันธ์ ๕ ยังมีการยึดติดกับกายนี่อยู่ จึงยังมีการกลัวความเจ็บอยู่ จึงเป็นคนที่มีความกลัวตาย

เหตุที่ว่าใครจะทำร้ายๆอะไรๆ แม้ถึงขั้นต้องเสียชีวิตหรือต้องตายก็ยอมนนั้น ไม่ใช่ไม่กลัวตาย ยังกลัวตายอยู่ แต่ก็ยอม เพราะเข้าใจถึงเหตุและผลได้ดี ว่า วันนี้ไม่ตาย วันหน้าก็ต้องตาย อยู่ที่ไหนๆถึงเวลาก็ต้องตาย

จึงไม่คิดตอบโต้ใดๆทั้งสิ้น จิตมีแต่ให้การอภัยและให้การอโหสิกรรมต่อคนที่มาทำร้ายหรือหมายปองชีวิต เพราะเคยทำกับเขาไว้ เขาจึงมาทำกับเราเช่นนี้ หากเรายังยอมไม่ได้ นั่นคือ เหตุไม่จบ เมื่อเหตุไม่จบ ผลย่อมมีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

คำนินทา

เรื่องกลัวตายกับไม่กลัวตาย สภาวะนี้ไม่แตกต่างกับสภาวะอื่นๆ เป็นตัววัดผลว่า เห็นตามความเป็นจริงได้จริงหรือไม่ มีนิพพานเป็นอารมณ์ได้จริงหรือไม่ นึกถึงพระพุทธเจ้า เรื่องการนินทา

ตอนที่พระอานนท์มังนะจำไม่ได้ ที่ขอให้พระองค์หนีคนที่นินทา พระองค์ทรงตรัสว่า อานนท์ ไม่ว่าจะหนีไปที่ไหนๆ ไม่มีพ้นไปจากคำนินทาได้ คำตรัสนี้ลึกซึ้งนะ พระองค์ทรงสอนเรื่องของเหตุและผล

ตราบใดที่ยังมีผล เหตุย่อมมี ถ้ายอมชดใช้ ผลย่อมหมดไป เหตุย่อมไม่มี นี่คือ การดับเหตุอย่างแท้จริง

ส่วนคำสอนต่างๆในเรื่องการนินทานั้น ล้วนเป็นเพียงอุบาย ไม่ให้ไปผูกจิตเอาไว้กับกิเลส ซึ่งเป็นเหตุของการก่อภพก่อชาติ เช่นเดียวกับอุบายในการสอนเรื่องความง่วง ที่พระพุทธเจ้าทรงให้อุบายกับพระโมคคัลลานะ

จิตนี้ช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก รู้ชัดในสภาวะหนึ่ง ตัวปัญญาแจ่มชัดขึ้นไปอีก

พระอัญญาเห็นอะไร?

ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สัพพันตัง นิโรธธัมมัง สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา

พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๕ กลุ่มพระปัญจวัคคีย์

ทันทีที่โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมนั้น พระพุทธเจ้าทรงเกิดปีติโสมนัส ด้วยทรงเห็นว่ามีผู้สามารถรู้แจ้งตามพระองค์แล้ว จึงทรงเปล่งอุทานว่า

“อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ
โกณฑัญยะผู้เจริญได้รู้แล้วหนอ
อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ
โกณฑัญญะผู้เจริญได้รู้แล้วหนอ”

โดยเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานขึ้นต้นด้วยคำว่า “อัญญาสิ” จึงได้มีคำหน้าโกณฑัญญะว่า ‘อัญญา’ เป็น ‘อัญญาโกณฑัญญะ’ มานับแต่วันนั้น

พร้อมกับได้ดวงตาเห็นธรรม อัญญาโกณฑัญญะก็หมดความสงสัยในพระพุทธเจ้า จึงทูลขอบวช พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“จงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว จงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำทุกข์ให้สิ้นไปโดยชอบเถิด”

จบพระพุทธดำรัสอัญญาโกณฑัญญะถือว่าได้บวชเป็นพระสมบูรณ์แบบในพระพุทธศาสนา และปรากฏชื่อว่า ‘พระอัญญาโกณฑัญญะ’ มานับแต่วันนั้น พระอัญญาโกณฑัญญะบวชด้วยวิธีบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา และได้เป็นพระสงฆ์สาวกรูปแรกของพระพุทธเจ้าด้วยประการฉะนี้

ครั้นทรงสอนพระอัญญาโกณฑัญญะให้ได้ดวงตาเห็นธรรมและทรงบวชให้แล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนพระวัปปะกับพระภัททิยะ และพระมหานามะกับพระอัสสชิ ให้ได้ดวงตาเห็นธรรมและทรงบวชให้ตามลำดับดังกล่าวแล้ว

พระอัญญาเห็นอะไร? ใช่อริยสัจ ๔ ตามที่เขาเล่าว่ากันมากระนั้นหรือ?

นี่เป็นสภาวะของอนัตตา
ก่อนเห็นอริยสัจจ์ ต้องเห็นแจ้งในสภาวะนี้ก่อน

 

ตอนที่พระอัญญาบอกสภาวะกับพระพุทธเจ้าว่า สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งๆนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา

ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงอุทานว่า อัญญาสิเห็นแล้วหนอๆ

อัญญาสิเห็นอะไร ซึ่งเราเคยถามคำถามนี้กับคนอื่นๆ คำตอบที่ได้มาคือ พระอัญญาเห็นอริยสัจจ์

มาวันนี้ ทำให้เรารู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว พระอัญญาไม่ได้เห็นอริยสัจจ์ แต่เห็นไตรลักษณ์

สติ สัมปชัญญะต้องดี สมาธิต้องดี เรียกว่า รู้ชัดอยู่ในรูปนามได้ดี จึงจะเห็นอย่างนั้นได้

 

หมายเหตุ;

เวลาอธิบาย ต้องแยกสภาวะออกจากกัน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

“ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สัพพันตัง นิโรธธัมมัง สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา”

ตรงนี้หมายถึง อริยสัจ 4
ส่วนตรงนี้
“อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ โกณฑัญยะผู้เจริญได้รู้แล้วหนอ”

ได้แก่ อนัตตา

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง “อนัตตา”

ได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ) กับ ใจที่รู้อยู่

สามารถมีเกิดขึ้น

1. ขณะดำเนินชีวิต

2. ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ(รูปฌาน,อรูปฌาน)

3. ขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย

 

 

 

นิพพาน-ผล

การเห็นอริยสัจ ๔ ( สัจจานุโลมิกญาณ ) เป็นเพียงแค่มรรค ยังไม่ใช่ผล จะเกิดปัจจเวกขณญาณ ทบทวนสภาวะกิเลสที่เหลืออยู่ และที่สำคัญที่สุด ต้องแจ้งสภาวะของนิพพาน โดยตัวสภาวะจริงๆ จึงจะเรียกว่า ผล

จึงเป็นที่มาของคำว่า โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล

การเห็นอริยสัจจ์ในครั้งแรก ไม่ว่าจะเห็นโดยสุตตะ จินตะ หรือาภาวนา ( ญาณ ๑๖ ตั้งแต่อุทยัพพยญาณเป็นต้นไป )

ผู้ที่เห็นอริสัจจ์ครั้งแรก จะมีสภาวะเหมือนๆกันหมด คือ เจอตัวโมหะ แต่ไม่รู้ว่าเจอ หลงกิเลสแต่ไม่รู้ว่าหลง หลงว่าได้อะไร เป็นอะไร เพราะความหลงที่ยังมีอยู่ จึงกลายเป็นการสร้างเหตุไปไปด้วยความไม่รู้

เพราะความหลง จึงเป็นที่มาของโสดาบัน ๓ ประเภท อุลลปนาธิปายโสดาบัน ๑ อธิมานิกโสดา ๑ อริยโสดาบัน ๑

สภาวะของผู้ที่เห็นอริยสัจจ์

จะมีสภาวะมุ่งดับที่เหตุหรือกิเลสของตน คือ มีนิพพานเป็นอารมณ์ แต่ถ้าไม่รู้ปริยัติ จะไม่รู้เลยว่า สิ่งที่ตนมุ่งทำอยู่นั้น เรียกว่ามีนิพพานเป็นอารมณ์

แม้กระทั่ง ผู้ที่รู้ปริยัติ ก็ไม่แน่ว่าจะรู้จักสภาวะของการมีนิพพานเป็นอารมณ์หรือเปล่า

ในแนวทางปฏิบัติ

ผู้ที่เกิดปัจจเวกขณญาณ สภาวะจะไม่มีตกต่ำไปกว่าอุทยัพพยญาณ จะมีสภาวะเป็นปรมัตถ์ตลอดไป เรียกว่า จิตเป็นสมาธิเนืองๆ รู้ชัดอยู่ในกายและจิตได้ดีทุกอิริยาบท ผ่านญาณแต่ละญาณจะเห็นแต่ไตรลักษณ์

เห็นความเบื่อหน่ายในธาตุขันธ์ เห็นโทษของการเกิด เห็นการเกิดคือความโง่ ความประมาทที่มีอยู่ ทำให้การเกิดเป็นของที่น่ากลัว การกระทำจึงมุ่งดับเหตุที่ตนเอง เลิกเพ่งโทษผู้อื่น

ส่วนจะเกิดปัจจเวกนานขนาดไหนนั้น ขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำมา เห็นแต่ไตรลักษณ์ตลอด จนจิตเกิดการปล่อยวางโดยไม่ต้องคิดปล่อยวาง อะไรกระทบมาก็แค่ดู แค่รู้

เมื่อจิตวางอุเบกขาลงไปได้ เรียกว่าไม่มีกิเลสเข้ามาแทรก จะเห็นตามความเป็นจริงของสภาวะที่ติดข้องอยู่ หลงกิเลสในบัญญัติ เมื่อเห็นกิเลสตัวนี้ได้ จิตจะปล่อยวางในสิ่งที่คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร จิตกลับมาเป็นปกติแค่ดู แค่รู้อยู่อย่างนั้น

แล้วพอแจ้งในสภาวะของนิพพาน ทุกๆสภาวะที่ค้างคาใจ หรือมีคำถามที่คิดไว้อยู่ในใจ จะได้รับคำตอบทุกๆคำตอบ เรียกว่า ปิดข้อโต้แย้งได้หมดโดยตัวของสภาวะเอง

สภาวะแรกของการเห็นแจ้งในพระนิพพาน

เมื่อแจ้งในพระนิพพาน สภาวะแรกที่เจอคือ จิตเบิกบาน โล่ง เบาสบาย มีตัวรู้หรือตัวปัญญาเกิดขึ้นมากมาย ไหลออกมาดั่งสายน้ำ พุ่งออกมาพรวดๆๆๆๆ ครั้งนี้ไม่ต้องจดบันทึกแต่อย่างใด เพราะเป็นการทบทวนสภาวะทั้งหมดให้รู้ละเอียดมากขึ้น

ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน หรืออิริยาบทย่อยอื่นๆ จิตเป็นสมาธิได้ตลอด รู้ชัดในกายได้ดี เห็นจิตได้ชัดแจ่มแจ้งกว่าเมื่อก่อน กิเลสนี่ชัดแจ๋วกว่าเมื่อก่อน เห็นได้ชัด ย่อมดับได้ไว

เห็นอริยสัจจ์

การเห็นอริยสัจจ์เป็นเพียงแค่มรรค ยังไม่ใช่ผลที่แท้จริง จึงเป็นที่มาของคำว่า โสดาปัตติมรรคและโสดาปัตติผล

เพราะจะต้องเกิดปัจจเวกขณญาณ คือ

สำรวจทบทวนดูมรรค ๑

สำรวจทบทวนดูผล ๑

สำรวจทบทวนดูกิเลสที่ละได้แล้ว ๑

สำรวจทบทวนดูกิเลสทั้งหลายที่ยังหลงเหลืออยู่ ๑

สำรวจทบทวนดูพระนิพพาน ๑

เพราะว่า พระอริยบุคคลท่านนั้น สำรวจทบทวนดูมรรคว่า ” ข้าพเจ้ามาด้วยมรรคนี้แน่แล้ว ” ๑

จากนั้นสำรวจทบทวนดูผลว่า ” อานิสงส์นี้ ข้าพเจ้าได้รับแล้ว ” ๑

จากนั้นสำรวจทบทวนดูกิเลสทั้งหลายที่ต้องฆ่าด้วยมรรค ๓ เบื้องสูงว่า ” กิเลสทั้งหลายชื่อนี้ๆของข้าพเจ้ายังเหลืออยู่ ” ๑

และในที่สุดทบทวนดูพระอมตนิพพานว่า ” พระธรรมนี้ ข้าพเจ้าแทงตลอดด้วยอารมณ์แล้ว ” ๑

พระโสดาบันอริยสาวกมีปัจจเวกขณะ ๕ ฉันใด แม้พระสกทาคามีและพระอนาคามีทั้งหลาย ก้มีปัจจเวกขณะ ๕ ฉันนั้น แต่ของพระอรหันต์ไม่มีการสำรวจทบทวนดูกิเลสที่เหลือแล ( เพราะท่านละกิเลสทั้งหลายหมดแล้ว )

ที่เรียกว่า ปัจจเวกขณะ ( การสำรวจทบทวน ) รวมทั้งหมดจึงมี ๑๙ ประการด้วยฉะนี้

ปัจจเวกขณะญาณของพระโสดาบัน ๕ พระสกทาคามี ๕ พระอนาคามี ๕ ของพระอรหันต์ ๔ รวมเป็น ๑๙

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

” สมาธิมานนฺตริกญฺมาหุ ”

” ซึ่งปราชญ์ทั้งหลายเรียกกันว่า อานันตริกสมาธิ ( คือ มรรคสมาธิซึ่งให้อริยผลในทันที ” )

และตรัสไว้ว่า

” ….. ทนฺธํ อานนิตริกํ ปาปุณาติ อาสวานํ ขยาย ”

” ….. ( เพราะอินทรีย์ ๕ เหล่านี้อ่อน ) บุคคลนั้นจึงบรรลุอานันตริกสมาธิ เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายช้า ” ดังนี้เป็นต้น

บทความปัจจเวกขณะญาณ ที่นำมาอ้างอิง นำมาจากหนังสือ คัมภีร์วิสุทธิมรรค พระพุทธโฆสเถระ รจนา สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( อาจ อาสภมหาเถร ) แปลและเรียบเรียง

ผลญาณ

การประหาณกิเลสในมรรคญาณ เรียกว่า สมุทเฉทปหาน

การประหาณกิเลสในผลญาณ เรียกว่า ปฏิปัสสัมภนปหาน

มีอุปมาเหมือนไฟที่กำลังลุกไหม้ฟืนอยู่ บุคคลต้องการจะดับไฟจึงเอาน้ำไปรดที่ฟืนนั้น ไฟก็จะดับไป เมื่อไฟดับแล้วยังมีไอเหลืออยู่ ต่อเมื่อเอาน้ำรดอีก ๒-๓ ครั้ง ไอก็จะเงียบหายไป ข้อนี้ฉันใด เมื่อกิเลสได้ถูกประหาณโดยมรรคญาณเป็นสมุทเฉทแล้ว

แต่อำนาจของกิเลสนั้น ยังคงเหลืออยู่ เช่นเดียวกับเอาน้ำรดไฟจนดับแล้ว ยังมีไอเหลืออยู่

และการเอาน้ำมารดอีก ๒-๓ ครั้ง จนไอเงียบหายไปนั้น เปรียบเหมือนการประหาณอำนาจของกิเลสโดยผลญาณนั่นเอง ฉะนั้นจึงเรียกว่า ปปฏิปัสสัมภนปหานดังนี้ ผลญาณนี้จัดเข้าในญาณทัสสนวิสุทธิโดยอนุโลม

อริยบัณฑิตทั้งหลายย่อมพิจรณามรรค,ผล,นิพพาน เฉพาะท่านที่เป็นพหุสูตคงแก่เรียน ย่อมพิจรณากิเลสที่ละได้แล้วและที่ยังเหลือ

ส่วนโยคีบุคคลนอกนั้นไม่ได้พิจรณาสอบสวนเพราะไม่รู้ปริยัติ แต่ทำการกำหนดต่อไป

จาก วิปัสสนาทีปนีฎีกา รจนาโดย ดร.ภัททันตะ อาสภมหาเถระ

ทิฏฐิ ๓

ทิฏฐิ ๓
๑. อกิริยทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ
๒. อเหตุกทิฏฐิ ความเห็นว่าหาเหตุมิได้
๓. นัตถิกทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่มี.
ล้วนเกิดจากความไม่รู้ชัดในผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
(ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)
 –

ว่าด้วย อกิริยาทิฏฐิ-ลัทธิเดียรถีย์ ๓ อย่าง

[๕๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลัทธิของเดียรถีย์ ๓ อย่างนี้ ถูกบัณฑิตไต่ถาม ซักไซ้ไล่เลียงเข้า
ย่อมอ้างลัทธิสืบ ๆ มา ตั้งอยู่ในอกิริยาทิฏฐิ ๓ อย่าง ทิฏฐิ ๓ อย่างเป็นไฉน  คือ

 

๑. มีสมณพราหมณ์พวกหนื่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า
สุข ทุกข์ หรือ อทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่มีกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อน เป็นเหตุ

๒. มีสมณพราหมณ์พวกหนื่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า
สุข ทุกข์ หรือ อทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่มีการสร้างสรรค์ของอิสรชน[อิศวร]เป็นเหตุ

๓. มีสมณพราหมณ์พวกหนื่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า
สุข ทุกข์ หรือ อทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่หาเหตุหาปัจจัยมิได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์ทั้ง ๓ พวกนั้น
พวกที่มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า
สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น

ล้วนแต่มีกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ

เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์พวกนั้น แล้วถามอย่างนี้ว่า

ได้ยินว่าพวกท่านทั้งหลายมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า
สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น

ล้วนแต่มีกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุจริงหรือ

ถ้าสมณพราหม์พวกนั้น ถูกเราถามอย่างนี้แล้ว ปฏิญญาว่าจริง
เราก็กล่าวกะเขาว่า  ถ้าเช่นนั้น เพราะกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ ท่านทั้งหลายจักต้องฆ่าส้ตว์ จักต้องลักทรัพย์
จักต้องประพฤติธรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ จักต้องพูดเท็จ จักต้องพูดคำส่อเสียด จักต้องพูดคำหยาบ
จักต้องพูดคำเพ้อเจ้อ จักต้องมากไปด้วยอภิชฌา จักต้องมีจิตพยาบาท จักต้องมีความเห็นผิด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อบุคคลยึดถือกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อน

โดยความเป็นแก่นสาร  ความพอใจหรือความพยายามว่า
กิจนี้ควรทำหรือว่ากิจนี้ไม่ควรทำ ย่อมจะมีไม่ได้
ก็เมื่อไม่ได้กรณียกิจและอกรณียกิจโดยจริงจังมั่นคงดังนี้
สมณวาที ที่ชอบธรรมเฉพาะตัว
ย่อมจะสำเร็จไม่ได้แก่ผู้มีสติฟั่นเฟือนไร้เครื่องป้องกัน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรามีวาทะสำหรับข่มขี่ที่ชอบธรรมในสมณพราหมณ์พวกนั้น
ผู้มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ อย่างนี้แล เป็นข้อแรก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์ทั้ง ๓
พวกนั้น พวกที่มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า
สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น
ล้วนแต่มีการสร้างสรรค์ของอิสรชน[อิศวร]เป็นเหตุ
เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์ แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า
ได้ยินว่า ท่านทั้งหลายมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า
สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใด อย่างหนึ่ง
ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่มีการสร้างสรรค์ของอิสรชน[อิศวร]เป็นเหตุ จริงหรือ
ถ้าสมณพราหม์พวกนั้นถูกเราถามอย่างนี้แล้ว ปฏิญญาว่าจริง
เราก็กล่าวกะเขาว่า ถ้าเช่นนั้นเพราะการสร้างสรรค์ของอิสรชน[อิศวร]เป็นเหตุ
ท่านทั้งหลายจักต้องฆ่าส้ตว์ ฯลฯ จักต้องมีความเห็นผิด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อบุคคลยึดถือการสร้างสรรค์ของอิสรชน[อิศวร]ไว้
โดยความเป็นแก่นสาร ความพอใจหรือความพยายามว่า
กิจนี้ควรทำหรือว่ากิจนี้ไม่ควรทำ ย่อมจะมีไม่ได้
ก็เมื่อไม่ได้กรณียกิจ และอกรณียกิจโดยจริงจังมั่นคงดังนี้
สมณวาทีที่ชอบธรรมเฉพาะตน ย่อมจะสำเร็จไม่ได้แก่ผู้มีสติฟั่นเฟือน ไร้เครื่องป้องกัน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรามีวาทะสำหรับข่มขี่ที่ชอบธรรม ในสมณพราหมณ์พวกนั้น
ผู้มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ อย่างนี้แล เป็นข้อที่ ๒
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์ทั้ง ๓
พวกนั้นพวกที่มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่าสุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่หาเหตุหาปัจจัยมิได้เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์ แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า
ได้ยินว่า ท่านทั้งหลายมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่าสุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่หาเหตุหาปัจจัยมิได้จริงหรือ

ถ้าสมณพราหม์พวกนั้นถูกเราถามอย่างนี้แล้ว ปฏิญญาว่าจริง
เราก็กล่าวกะเขาว่า ถ้าเช่นนั้น เพราะหาเหตุหาปัจจัยมิได้
ท่านทั้งหลายจักต้องฆ่าส้ตว์ ฯลฯ จักต้องมีความเห็นผิด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อบุคคลยึดถือความไม่มีเหตุไว้
โดยความเป็นแก่นสาร ความพอใจหรือความพยายามว่า

กิจนี้ควรทำหรือว่ากิจนี้ไม่ควรทำ ย่อมจะมีไม่ได้
ก็เมื่อไม่ได้กรณียกิจ และอกรณียกิจโดยจริงจังมั่นคงดังนี้
สมณวาทีที่ชอบธรรมเฉพาะตน ย่อมจะสำเร็จไม่ได้แก่ผู้มีสติฟั่นเฟือน ไร้เครื่องป้องกัน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรามีวาทะสำหรับข่มขี่ที่ชอบธรรมในสมณพราหมณ์พวกนั้น
ผู้มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ อย่างนี้แล เป็นข้อที่ ๓

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลัทธิของเดียรถีย์ ๓ อย่างนี้ ถูกบัณฑิตไต่ถามซักไซ้ไล่เลียงเข้า
ย่อมอ้างถึงลัทธิสืบ ๆ มา ตั้งอยู่ในอกิริยาทิฏฐิ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=20&A=4571&Z=4686

พฤศจิกายน 2019
พฤ อา
« ก.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: