เหตุของอวิชชา

เหตุของการเกิด ณ ปัจจุบัน ขณะ เริ่มตั้งแต่ ผัสสะ

กับ เหตุของการเกิด การเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร เริ่มตั้งแต่อวิชชาจนถึง มรณะ

ทั้งสองสภาวะนี้ เหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน และเหตุของการเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร ถึงสภาวะจะแยกออกจากกัน แต่เหตุปัจจัย เกี่ยวเนื่องกัน

เหตุของการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร เกิดจาก อวิชชาที่มีอยู่

เหตุจากอวิชชาที่มีอยู่ เป็นเหตุให้เกิดการสร้างเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน(ผัสสะ/สิ่งที่เกิดขึ้น)

เหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน เป็นเหตุทำให้เกิด การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร

จนกว่า อวิชชาถูกทำลายลง ย่อมรู้วิธีการดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

(ดับผัสสะ โดยการไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น/ไม่สานต่อ)

เหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบันสั้นลง ภพชาติการเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร ย่อมสั้นลง

จนกว่า อวิชชาถูกทำลาย จนหมดสิ้น
การเวียนว่ายตายเกิด ย่อมไม่มีเกิดขึ้นอีกต่อไป

ทุกขสมุทยอริยสัจ

เมื่อคืน ถามเจ้านายว่า ทุกขสมทัยอริยสัจ คืออะไร ระหว่างตัณหา กับ อวิชชา

เจ้านายตอบว่า อวิชชาสิ

เราถามว่า ทำไมจึงเป็นอวิชชา ถ้ามีคนมาบอกว่า แล้วในพระไตรปิฎก บางพระสูตร พระพุทธเจ้า ทรงตรัสไว้ว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ ตัณหา และมีบางพระสูตร พระพุทธเจ้า ทรงตรัสไว้ว่า ทุกขสมุยอริยสัจ คือ อวิชชา

เป็นแบบนี้ จะอธิบายว่าอย่างไร

เจ้านายตอบว่า ก็ให้ไปดูปฏิจจสมุปบาทสิ ตัณหาอะไรเป็นแดนเกิด สุดท้ายก็ไม่พ้นอวิชชา

เราบอกว่า ตอบง่ายดี อ้างอิงปฏิจจสมุปบาทเป็นหลัก แล้วรู้ไหมว่า ทำไมบางพระสูตร พระพุทธเจ้า จึงทรงตรัสว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ ตัณหา บางพระสูตร ทรงตรัสไว้ว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ อวิชชา

เจ้านายตอบว่า แล้วมันเป็นยังไงล่ะ

เราบอกว่า พระพุทธเจ้า ทรงให้ธรรมะแต่ละคน ตามเหตุปัจจัยของคนๆนั้น

เพราะ ทรงหยั่งรู้ว่า ควรให้ธรรมะข้อใด จึงจะทำให้ ผู้นั้น รู้แจ้งในสภาวะข้อธรรมนั้นๆได้

เป็นเหตุให้ การละอาสวะ จึงมีหลากหลายรูปแบบ เพราะเหตุนี้
อันนี้ วลัยพรนำเรื่อง ทุกขสมุทัย ที่เกี่ยวกับตัณหาและอวิชชา มาเขียนรายละเอียดอีกที

เพื่อชี้ให้เห็นถึง ความแตกต่างเกี่ยวกับทุขสมุัทยอริยสัจ ที่มีตัณหาเป็นเหตุปัจจัย(ทำให้เกิดขึ้น)

และ ทุกขสมุทยอริยสัจ ที่มีอวิชชา เป็นเหตุปัจจัย(ทำให้เกิดขึ้น)

 

 ทุกขสมุทยอริยสัจ

บางพระสูตร พระพุทธเจ้า จึงทรงตรัสว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ ตัณหา
บางพระสูตร ทรงตรัสไว้ว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ อวิชชา

พระองค์ ทรงให้ธรรมะแต่ละคน ตามเหตุปัจจัยของคนๆนั้น
เพราะ ทรงหยั่งรู้ว่า ควรให้ธรรมะข้อใด จึงจะทำให้ ผู้นั้น รู้แจ้งในสภาวะข้อธรรมนั้นๆได้
เป็นเหตุให้ การละอาสวะ จึงมีหลากหลายรูปแบบ เพราะเหตุนี้

ว่าด้วย การละอาสวะ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v … =238&Z=384

ความแตกต่างเกี่ยวกับทุขสมุัทยอริยสัจ ที่มีตัณหาเป็นเหตุปัจจัย(ทำให้เกิดขึ้น)

และ ทุกขสมุทยอริยสัจ ที่มีอวิชชา เป็นเหตุปัจจัย(ทำให้เกิดขึ้น)

เวลาพระองค์ทรงแสดงธรรม จะทรงแสดงความแตกต่างของสภาวะนั้นๆไว้

เมื่อทรงแสดง ทุกขสมุทยอริยสัจ ที่มีเหตุปัจจัยจาก อวิชชา จะทรงแสดงแบบนี้

ภิกษุ ท. ! ทุกขสมุทยอริสัจ เป็นอย่างไรเล่า ?

เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ;
เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ;
เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ;
เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ;
เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ;
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ;
เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ;
เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ;
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ;
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน :

ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกอง
ทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.

ภิกษุ ท. ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขสมุทยอริยสัจ.

หมายเหตุ:

ตรงนี้ ทรงแสดงไว้ในปฏิจจสมุปบาท ทุกขสมุทยอริยสัจ ที่เกิดจาก อวิชชา เป็นเหตุปัจจัย
เป็นเรื่องของ เหตุของการเวียนว่าย ตายเกิด ในวัฏฏสงสาร

กล่าวคือ ในปฏิจจสมุปบาท ความเกิดขึ้นแห่ง กองทุกข์ทั้งปวง

ทรงหมายเอา ตัณหา ที่เป็นเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน(ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย)
และอวิชชา ที่เป็นเหตุของการทำให้เกิด การเวียว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร รวมเข้าด้วยกัน

เมื่อทรงแสดง ทุกขสมุทัยอริยสัจ ที่มีเหตุปัจจัยจาก ตัณหา จะทรงแสดงแบบนี้

ภิกษุ ท. ! ก็อริยสัจคือเหตุให้เกิดทุกข์ นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?

ตัณหานี้ใด ทำความเกิดอีก เป็นปกติ เป็นไปกับด้วยความกำหนัด
เพราะอำนาจ แห่งความเพลิน ซึ่งมีปกติทำให้เพลิดเพลินยิ่งในอารมณ์นั้นๆ,

นี้คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา.
(ตัณหาในกาม ตัณหาในความมีความเป็น ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น)

ภิกษุ ท. ! ก็ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่ไหน ?

เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในที่ไหน ?

สิ่งใดในโลกมีภาวะเป็นที่รักมีภาวะ เป็นที่ยินดี (ปิยรูปสาตรูป) ;
ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดย่อมเกิดในสิ่งนั้น,

เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในสิ่งนั้น.
ก็อะไรเล่า มีภาวะเป็นที่รักมีภาวะ เป็นที่ยินดีในโลก ?

ตา…หู…จมูก…ลิ้น…กาย…ใจ… มีภาวะ เป็นที่รักมีภาวะ เป็นที่ยินดีในโลก ;
ตัณหานี้ เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นั้น,
เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในที่นั้น.

รูปทั้งหลาย… เสียงทั้งหลาย…. กลิ่นทั้งหลาย…. รสทั้งหลาย…. โผฏฐัพพะ
ทั้งหลาย….ธรรมารมณ์ทั้งหลาย….

มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นยินดีในโลก ;
ตัณหานี้เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นั้น,
เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไป ตั้งอยู่ในที่นั้น.

ความรู้แจ้งทางตา….ความรู้แจ้งทางหู….ความรู้แจ้งทางจมูก….ความรู้แจ้ง
ทางลิ้น….ความรู้แจ้งทางกาย….ความรู้แจ้งทางใจ….

มีภาวะ เป็นที่รักมีภาวะเป็นที่ยินดีในโลก ; ตัณหานี้เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นั้น, เมื่อจะ
เข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในที่นั้น.

การกระทบทางตา…การกระทบทางหู… การกระทบทางจมูก…การกระทบ
ทางลิ้น…การกระทบทางกาย…การกระทบทางใจ…

มีภาวะ เป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดีในโลก ;
ตัณหานี้เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นั้น,
เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในที่นั้น.

ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางตา… ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางหู…
ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางจมูก… ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางลิ้น…
ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางกาย… ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางใจ…

มีภาวะเป็นที่รักมีภาวะเป็นที่ยินดีในโลก ;
ตัณหานี้ เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นั้น,
เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในที่นั้น.

ความจำหมายในรูป… ความจำหมายในเสียง… ความจำหมายในกลิ่น…
ความจำหมายในรส… ความจำหมายในโผฏฐัพพะ… ความจำหมายในธรรมารมณ์…

มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดีในโลก ;
ตัณหานี้เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นั้น,
เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในที่นั้น.

ความนึกถึงรูป…ความนึกถึงเสียง… ความนึกถึงกลิ่น… ความนึกถึงรส…
ความนึกถึงโผฏฐัพพะ….ความนึกถึงธรรมารมณ์…

มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดีในโลก ;
ตัณหานี้เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นั้น,
เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในที่นั้น.

ความอยากในรูป…ความอยากในเสียง… ความอยากในกลิ่น…. ความอยาก
ในรส…. ความอยากในโผฏฐัพพะ… ความอยากในธรรมารมณ์…

มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดีในโลก ;
ตัณหานี้เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นั้น,
เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในที่นั้น.

ความตริหารูป…ความตริหาเสียง… ความตริหากลิ่น… ความตริหารส…
ความตริหาโผฏฐัพพะ… ความตริหาธรรมารมณ์…

มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดีในโลก ;
ตัณหานี้เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นั้น,
เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในที่นั้น.

ความไตร่ตรองต่อรูป (ที่ตริหาได้แล้ว)…ความไตร่ตรองต่อเสียง…
ความไตร่ตรองต่อกลิ่น… ความไตร่ตรองต่อรส… ความไตร่ตรองต่อโผฏฐัพพะ..
ความไตร่ตรองต่อธรรมารมณ์…

มีภาวะเป็นที่รักมีภาวะเป็นที่ยินดีในโลก ;
ตัณหานี้เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นั้น.
เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในที่นั้น.

ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่าอริยสัจ คือ เหตุให้เกิดทุกข์.

หรือ แบบนี้

[๑๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจ เป็นไฉน?
ตัณหานี้ใด อันให้เกิดในภพใหม่ ประกอบด้วยนันทิราคะ เพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่ไหน เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่ไหน?

ที่ใดเป็นที่รัก ที่เจริญใจ ในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นั้น
เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นั้น อะไร เป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก?

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่นั้น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เป็นที่รัก ที่เจริญใจ ในโลก ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่นี้

จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ เป็นที่รัก ที่เจริญใจ ในโลก ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่นี้

จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่นี้

จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา เป็นที่รัก ที่เจริญใจ ในโลก ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่ที่นี้

รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธัมมสัญญา เป็นที่รัก ที่เจริญใจ ในโลก ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่นี้

รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธัมมสัญเจตนา เป็นที่รัก ที่เจริญใจ ในโลก ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่นี้

รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา เป็นที่รัก ที่เจริญใจ ในโลก ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่นี้

รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธัมมวิตก เป็นที่รัก ที่เจริญใจ ในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่นี้

รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธัมมวิจาร เป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่นี้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรียกว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจ.

หมายเหตุ:

เหตุของอวิชชา ที่มีอยู่

ตรงนี้ ทรงแสดงเรื่อง ทุกขสมุทยอริยสัจ ที่เกิดจาก ตัณหา เป็นเหตุปัจจัย
โดยมีเวทนา และ ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

กล่าวคือ หมายถึง เหตุปัจจัย ที่ทำให้เกิดการ สร้างเหตุของการเกิด ภพชาติปัจจุบัน ให้บังเกิดขึ้น
ตามแรงผลักดันของกิเลส ที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ(ผัสสะ)

เหตุเนื่องจาก อวิชชาที่มีอยู่ ทำให้ไม่รู้ชัดในผัสสะ ที่เกิดขึ้น
โดยที่สิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งๆนั้น(ผัสะ)ทำให้เกิด ความรู้สึกนึกคิด

เพราะ ความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงหลงสร้างเหตุออกไป(ชาติ หมายถึง การเกิด กำเนิด การปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทาง วจีกรรม กายกรรม)

ตามความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ(เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)

จึงเป็นเหตุให้ เหตุของการเกิด ภพชาติปัจจุบัน เกิดขึ้นทันที
เหตุจากตัณหา เป็นเหตุปัจจัย และ จากอวิชชา ที่มีอยู่

สุข ทุกข์ ที่เกิดขึ้น ในแต่ละขณะๆๆๆๆๆ มีบังเกิดขึ้น เพราะเหตุนี้

คำสอน ที่พระองค์ทรงสอน จึงมีหลากหลายเพราะเหตุนี้
มีทั้งเหตุของฝ่ายเกิด และเหตุของฝ่ายดับ
เพียงแต่ จะรู้ชัดในสภาวะที่พระองค์ ทรงตรัสไว้ไหม

การที่จะรู้ชัด ในสภาวะต่างๆเหล่านี้
ต้องแจ้งในสภาวะอริยสัจ ๔ ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง(แบบหยาบ)

เป็นเหตุปัจจัยให้ แจ้งใน สภาวะนิพพาน ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

เป็นเหตุปัจจัยให้ แจ้งใน สภาวะปฏิจจสมุปบาท ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

เป็นเหตุให้ แจ้งในสภาวะอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง(ที่ละเอียดมากขึ้น)

และสามารถนำความรู้ชัด ในสภาวะเหล่านี้ มากระทำเพื่อ ให้ถึงที่สุด แห่งทุกข์ได้(นิพพาน)

กล่าวคือ กระทำเพื่อ ดับเหตุแห่งทุกข์ได้ คือ การกระทำเพื่อ ดับเหตุของการเกิด ภพชาติปัจจุบัน

และการกระทำเพื่อ ดับเหตุของการเกิด เวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร
สภาวะเหล่านี้ จะเกิดขึ้นเฉพาะ จิตภาวนาเท่านั้น ไม่ใช่เกิดจาก การน้อมเอา คิดเอาเอง

ส่วนผู้ที่รู้บางจำพวก(รู้จากการได้ศึกษา หรือ ฟังมา) ล้วนเกิดจาก สัญญา
เพราะ ยังไม่สามารถ นำสิ่งที่รู้ มากระทำเพื่อ ให้เกิดการ หยุดสร้างเหตุนอกตัวได้

และมีผู้รู้ บางจำพวก(รู้จากการได้ศึกษา หรือ ฟังมา)
ถึงแม้จะเกิดจาก สัญญา แต่ได้มีการสร้างเหตุมาดังนี้

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าววิชชาและวิมุตติว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มี
อาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของวิชชาและวิมุตติ ควรกล่าวว่า โพชฌงค์ ๗ แม้
โพชฌงค์ ๗ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของโพชฌงค์ ๗ ควรกล่าวว่าสติปัฏฐาน ๔ แม้สติปัฏฐาน ๔ เราก็กล่าวว่ามีอาหารมิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของสติปัฏฐาน ๔ ควรกล่าวว่า สุจริต ๓ แม้สุจริต ๓ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหาร ของสุจริต ๓ ควรกล่าวว่า การสำรวมอินทรีย์ แม้การสำรวมอินทรีย์เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการสำรวมอินทรีย์ควรกล่าวว่า สติสัมปชัญญะ แมสติสัมปชัญญะเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของสติสัมปชัญญะ ควรกล่าวว่า การทำไว้ในใจโดยแยบคาย แม้การทำไว้ในใจโดยแยบคาย เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการทำไว้ในใจโดยแยบคาย ควรกล่าวว่า ศรัทธา แม้ศรัทธาเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหารก็อะไรเป็นอาหารของศรัทธา ควรกล่าวว่า การฟังสัทธรรม แม้การฟังสัทธรรม เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการฟังสัทธรรม ควรกล่าวว่า การคบหาสัปบุรุษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้
การคบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ การฟังสัทธรรม
ที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยแยบคายให้บริบูรณ์ การทำไว้ในใจโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการสำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ การสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ สุจริต ๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ สติปัฏฐาน ๔ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ วิชชาและวิมุตตินี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฯ”

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_it … agebreak=0

เมื่อสร้างเหตุมาดังนี้ ย่อมสามารถนำสิ่งที่รู้(ถึงแม้ไม่ได้รู้ด้วยตนเอง)
ที่เกิดจาก การศึกษา หรือ ได้ฟังมาก็ตาม

ก็สามารถนำสิ่งที่รู้(สัญญา) นำมากระทำเพื่อ ให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้

อวิชชาและตัณหา


[๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นแห่งภวตัณหา ย่อมไม่ปรากฏ
ในกาลก่อนแต่นี้ ภวตัณหาไม่มี แต่ภายหลังจึงมี เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวคำ
อย่างนี้ว่า ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ภวตัณหามีข้อนี้เป็นปัจจัยจึงปรากฏ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย เราย่อมกล่าวภวตัณหาว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็น
อาหารของภวตัณหาควรกล่าวว่า อวิชชา แม้อวิชชาเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้
กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของอวิชชา ควรกล่าวว่านิวรณ์ ๕ แม้
นิวรณ์ ๕ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของ
นิวรณ์ ๕ ควรกล่าวว่า ทุจริต ๓ แม้ทุจริต ๓ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่า
ไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของทุจริต ๓ ควรกล่าวว่า การไม่สำรวมอินทรีย์
แม้การไม่สำรวมอินทรีย์เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็น
อาหารของการไม่สำรวมอินทรีย์ ควรกล่าวว่าความไม่มีสติสัมปชัญญะ แม้ความ
ไม่มีสติสัมปชัญญะเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็น
อาหารของความไม่มีสติสัมปชัญญะ ควรกล่าวว่า การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย
แม้การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร
ก็อะไรเป็นอาหารของการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ควรกล่าวว่า ความไม่มี
ศรัทธา แม้ความไม่มีศรัทธาเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร
ก็อะไรเป็นอาหารของความไม่มีศรัทธา ควรกล่าวว่า การไม่ฟังสัทธรรม
แม้การไม่ฟังสัทธรรมเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็น
อาหารของการไม่ฟังสัทธรรม ควรกล่าวว่า การไม่คบสัตบุรุษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ด้วยประการดังนี้ การไม่คบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่ฟังสัทธรรมให้
บริบูรณ์ การไม่ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีศรัทธาให้บริบูรณ์
ความไม่มีศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายให้บริบูรณ์ การ
ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์
ความไม่มีสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่สำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ การ
ไม่สำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยังทุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ ทุจริต ๓ ที่บริบูรณ์
ย่อมยังนิวรณ์ ๕ ให้บริบูรณ์ นิวรณ์ ๕ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังอวิชชาให้บริบูรณ์
อวิชชาที่บริบูรณ์ ย่อมยังภวตัณหาให้บริบูรณ์ ภวตัณหานี้มีอาหารอย่างนี้และ
บริบูรณ์อย่างนี้ ฯ

 

ตัณหาสูตร

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=24&A=2782&Z=2853&pagebreak=0

ธันวาคม 2019
พฤ อา
« ก.ย.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: