โลภะ โทสะ โมหะ

ติตถิยสูตร

[๕๐๘] ๖๙. ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ ปริพาชกจะพึงถามเช่นนี้ว่า

ผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรม ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน
คือ ราคะ โทสะ โมหะ ผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรม ๓ อย่างนี้แล
ผู้มีอายุ ธรรม ๓ อย่างนี้ ผิดแผกแตกต่างกันอย่างไร

เธอทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว จะพึงพยากรณ์
แก่พวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์เหล่านี้ว่าอย่างไร

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ธรรมของพวกข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเป็นรากฐาน มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่งอาศัย ขอประทานพระวโรกาส ขอเนื้อความแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเถิด ภิกษุทั้งหลายได้สดับต่อพระผู้มีพระภาคแล้วจักทรงจำไว้

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ถ้าเช่นนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระผู้มีพระภาคแล้ว

.

พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ถ้าพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์จะพึงถามเช่นนี้ว่า
ผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรม ๓ อย่างเป็นไฉน
คือ ราคะ โทสะ โมหะ ผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรม ๓ อย่างนี้
ผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรม๓ อย่างนี้ ผิดแผกแตกต่างกันอย่างไร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขาถามอย่างนี้
พึงพยากรณ์แก่ปริพาชกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นอย่างนี้ว่า
ผู้มีอายุทั้งหลาย ราคะมีโทษน้อยคลายช้า
โทสะมีโทษมากคลายเร็ว โมหะมีโทษมากคลายช้า

.

ถ้าเขาถามต่อไปอีกว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย
ก็อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยเครื่องให้ราคะที่ยังไม่เกิด
เกิดขึ้น หรือที่เกิดแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง

เธอทั้งหลายควรพยากรณ์ว่า พึงกล่าวว่า
สุภนิมิต คือ ความกำหนดหมายว่างาม

เมื่อบุคคลนั้นทำไว้ในใจโดยอุบายไม่แยบคายถึงสุภนิมิต
ราคะที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ ไพบูลย์ยิ่ง

ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัย
เครื่องให้ราคะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง

.

ถ้าเขาถามต่อไปอีกว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย
ก็อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้โทสะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น
หรือที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง
เธอทั้งหลายควรพยากรณ์ว่า พึงกล่าวว่า ปฏิฆนิมิต
คือ ความกำหนดหมายว่ากระทบกระทั่ง

เมื่อบุคคลนั้นทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายถึงปฏิฆนิมิต
โทสะที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง

ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัย
เครื่องให้โทสะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง

.

ถ้าเขาถามต่อไปอีกว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย
ก็อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้โมหะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น
หรือที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ ไพบูลย์ยิ่ง
เธอทั้งหลายควรพยากรณ์ว่า พึงกล่าวว่า อโยนิโสมนสิการ

เมื่อบุคคลนั้นทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย
โมหะที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง

ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัย
เครื่องให้โมหะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้น
แล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง

.

ถ้าเขาถามอีกว่า ก็อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย
เครื่องให้ราคะที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น
และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้

เธอทั้งหลายควรพยากรณ์ว่า พึงกล่าวว่า
อสุภนิมิต คือ ความกำหนดหมายว่า ไม่งาม

เมื่อบุคคลทำไว้ในใจโดยแยบคายถึงอสุภนิมิต
ราคะที่ยังไม่เกิดย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้

ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัย
เครื่องให้ราคะที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น
และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้

.

ถ้าเขาถามต่อไปว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย
ก็อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้โทสะที่ยังไม่เกิด
ย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้
เธอทั้งหลายควรพยากรณ์ว่า พึงกล่าวว่า เมตตาเจโตวิมุติ

เมื่อบุคคลนั้นทำไว้ในใจโดยแยบคายถึงเมตตาเจโตวิมุติ
โทสะที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้

ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัย
เครื่องให้โทสะที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น
และที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละได้

.

ถ้าเขาถามต่อไปอีกว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย
ก็อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้โมหะที่ยังไม่เกิด
ไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้ เธอทั้งหลาย ควรพยากรณ์ว่า พึงกล่าวว่า โยนิโสมนสิการ

เมื่อบุคคลนั้นทำไว้ในใจโดยแยบคาย
โมหะที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้

ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้โมหะ
ที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้ ฯ

กว่าจะรู้

๒๖ สค. ๖๑

กว่าจะรู้ชัดได้ ต้องสงบ ระงับ
แรกๆ ก็ออกจะยาก ความที่ว่าตัณหากล้ายิ่งนัก

เมื่อกำหนดรู้เนืองๆ ไม่กระทำตามตัณหา
ตัณหาที่เคยมีกำลังกล้า ย่อมอ่อนกำลังลง
ทำให้เกิดความรู้ทันตัณหาที่มีเกิดขึ้นมากขึ้น

เมื่อรู้ทัน ย่อมสงบ ระงับ มากกว่าสานต่อ
ปล่อยให้ทุกสิ่งดำเนินไปตามเหตุปัจจัย

คือ ใช้เวลา ใช้การทำใจให้ยอมรับเป็นหลัก
เมื่อถึงเวลา จะมีเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดโดยตัวสภาวะเอง

.

เหมือนการทำกรรมฐาน ก็ทำเดิมๆซ้ำๆนี่แหละ
เดินจงกรม ต่อด้วยนั่งสมาธิ ทำต่อเนื่อง คือ ทำทุกวัน
สภาวะที่มีเกิดขึ้น อาจดูเหมือนเดิมๆซ้ำๆ ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายได้ บางคนเลิกไปก็มี เพราะคาดหวังในผล เมื่อไม่เป็นไปตามที่ใจคิด ก็ทำให้เลิกปฏิบัติได้เช่นกัน

บางคนก็เป็นไปตามกรรมคือ การกระทำของตัวเอง ประกอบกับไม่ทำต่อเนื่อง เมื่อไม่ทำต่อเนื่อง ความขี้เกียจย่อมมาเยือน และครอบงำ จนในที่สุด ทำให้เลิกปฏิบัติไปก็มี

กล่าวคือ เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยในแต่ละคน
หลากหลายเหตุผลที่ทำให้เลิกปฏิบัติ

แต่สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้สูญหายไปไหน
ล้วนถูกสะสมให้กลายเป็นสัญญาติดตัวทุกภพทุกชาติ

ที่ปฏิบัติอยู่นี่ ไม่ได้มีเกิดขึ้นเฉพาะในชาตินี้
แต่ทำมาแล้วหลายชาติต่อหลายชาติ

.

ผิดกับผู้ที่ปฏิบัติแล้วเห็นทุกข์ รู้ชัดในทุกข์
เพราะเห็นผลของการปฏิบัติในระดับหนึ่ง
คือ ทำให้ทุกข์น้อยลง
มีกรรมฐานเป็นที่พึ่ง
ถ้าไม่ทำจะยิ่งทุกข์

คนประเภทนี้ บอกให้เลิก ยังไงก็ไม่เลิก
เพราะรู้แล้วว่า มีแต่กรรมฐานเท่านั้น ที่ทำให้ทุกข์น้อยลง
และทำให้อยู่กับทุกข์ได้

 

.

๒๘ สค. ๖๑

ลักษณะของอวิชชาที่ปรากฏ จะแสดงออกทางพฤติกรรมของจิต
เมื่อไม่รู้ทันตัณหา จะปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา
โดยการกระทำเดิมๆซ้ำๆ “สิ่งนี้จริง สิ่งอื่นเปล่า”

เมื่อกระทำกรรมจนเป็นอาจิณ
จึงกลายเป็นการชอบประมาณในบุคคลอื่นแบบซ้ำซาก
เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน

อวิชชา

27–3-18

อวิชชา หมายถึง ไม่รู้แจ้งแทงตลอดในอิรยสัจ ๔

ทุกข์
สมุทัย
นิโรธ
มรรค

.
ส่วนที่นำมาเรียกว่า อวิชชา ๘ ที่เกินจากการรู้แจ้งในอริยสัจ ๔
ได้แก่
ความไม่รู้อดีต
ความไม่รู้อนาคต
ความไม่รู้ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต
ความไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท

เฉพาะตรงนี้ เป็นเรื่องของ ปฏิจจสมุปบาท

.
การรู้แจ้งแทงตลอดในปฏิจจสมุปบาทมีเกิดขึ้นก่อน
ที่จะรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔

ฉะนั้น เมื่อนำมากล่าวว่า อวิชชา หมายถึงสิ่งใด
จึงหมายถึง การไม่รู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ เท่านั้น

 

อวิชชา ไม่ได้เป็นเหตุปัจจัยให้อุปทานขันธ์ ๕ มีเกิดขึ้น

อุปทานขันธ์ ๕ เกิดจาก ตัณหาเป็นเหตุปัจจัย

ความยึดมั่นถือมั่นในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
มีเกิดขึ้นเพราะตัณหา ไม่ได้เกิดจากอวิชชา

.
อวิชชา หมายถึง ไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔
เมื่อไม่รู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ เป็นเหตุปัจจัยให้ไม่รู้ชัดใน
ทุกข์ ได้แก่ อุปทานขันธ์ ๕
เหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ ตัณหา
ความดับทุกข์ ได้แก่ ความดับตัณหา
และวิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ มรรค มีองค์ ๘

.

ภิกษุ ท. ! อริยสัจคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?

คือความคลายคืน โดยไม่มีเหลือและความดับไม่เหลือ ความละวาง ความสละคืน ความผ่านพ้น ความไม่อาลัย ซึ่งตัณหานั้นนั่นเทียว.

ภิกษุ ท. ! ก็ ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละได้ ย่อมละได้ในที่ไหน ?
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่ไหน ?

สิ่งใดมีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดีในโลก ;
ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละได้ในสิ่งนั้น,
เมื่อจะดับย่อมดับได้ในสิ่งนั้น.

ก็อะไรเล่า มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ?
ตา… หู… จมูก… ลิ้น… กาย… ใจ…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;

ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

รูปทั้งหลาย… เสียงทั้งหลาย… กลิ่นทั้งหลาย… รสทั้งหลาย…
โผฏฐัพพะทั้งหลาย… ธรรมารมณ์ทั้งหลาย…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;
ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ความรู้แจ้งทางตา … ความรู้แจ้งทางหู … ความรู้แจ้งทางจมูก…
ความรู้แจ้งทางลิ้น … ความรู้แจ้งทางกาย … ความรู้แจ้งทางใจ…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;
ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

การกระทบทางตา… การกระทบทางหู… การกระทบทางจมูก…
การกระทบทางลิ้น… การกระทบทางกาย… การกระทบทางใจ…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;
ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางตา…
ความรู้สึกเกิดแก่การกระทบทางหู…
ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางจมูก…
ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางลิ้น…
ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางกาย…
ความรู้สึกเกิดแต่การกระทบทางใจ…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;
ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ความจำหมายในรูป…
ความจำหมายในเสียง…
ความจำหมายในกลิ่น…
ความจำหมายในรส…
ความจำหมายในโผฏฐัพพะ…
ความจำหมายในธรรมารมณ์…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดีในโลก ;
ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ความนึกถึงรูป …
ความนึกถึงเสียง…
ความนึกถึงกลิ่น…
ความนึกถึงรส…
ความนึกถึงโผฏฐัพพะ…
ความนึกถึงธรรมารมณ์ …
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;
ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ความอยากในรูป…
ความอยากในเสียง…
ความอยากในกลิ่น….
ความอยากในรส…
ความอยากในโผฏฐัพพะ…
ความอยากในธรรมารมณ์…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;
ตัณหานี้เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ความตริหารูป …
ความตริหาเสียง …
ความตริหากลิ่น…
ความตริหารส…
ความตริหาโผฏฐัพพะ…
ความตริหาธรรมารมณ์ …
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;
ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ความไตร่ตรองต่อรูป …
ความไตร่ตรองต่อเสียง …
ความไตร่ตรองต่อกลิ่น…
ความไตร่ตรองต่อรส…
ความไตร่ตรองต่อโผฏฐัพพะ …
ความไตร่ตรองต่อธรรมารมณ์…
มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่ยินดี ในโลก ;
ตัณหานี้ เมื่อจะละ ย่อมละได้ในที่นั้น,
เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ในที่นั้น.

ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่าอริยสัจคือ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์.

ภิกษุ ท.! ความจริงอันประเสริฐ
คือความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า?

ภิกษุ ท.! ความดับสนิทเพราะความจางคลายไป
โดยไม่เหลือของตัณหานั้นนั่นเทียว, ความละไปของตัณหานั้น,
ความสลัดกลับคืนของตัณหานั้น, ความหลุดออกไปของตัณหานั้น
และ ความไม่มีที่อาศัยอีกต่อไปของตัณหานั้น อันใด;

อันนี้ เราเรียกว่า ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์.
– มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๓๔/๑๖๘๑.

อวิชชา

ความนึกคิด

เวลาที่เกิดความนึกคิดใดๆก็ตาม เดี๋ยวนี้เหมือนจะรู้ไปพร้อมๆกับความนึกคิดที่เกิดขึ้น

ไม่ว่าจะมีความนึกคิดใดๆเกิดขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อน มักจะกระทำตามความนึกคิดที่เกิดขึ้น

เดี๋ยวนี้ไม่เป็นแบบนั้น เหมือนใจมันสงบ มันแค่รู้ว่ามีเกิดขึ้น แต่ไม่คล้อยตามจนถึงขั้น กระทำทันที จะรู้แบบเงียบๆ

การเรียนรู้
ตั้งใจเรียนรู้มาตลอด สภาพธรรมใดๆที่มีเกิดขึ้น รู้อย่างเดียว รู้ว่า มีเกิดขึ้น แต่ไม่หลงลงไปเล่นกับความนึกคิด

เมื่อไม่ลงไปเล่นกับมัน จะเป็นเหมือนผู้ดูอย่างเดียว มันอยากคิดอะไร ล้วนเป็นเหตุปัจจัยที่มีอยู่ จะนึกคิดสิ่งใด นั่นแหละเหตุปัจจัยที่มีอยู่

ทำความเพียรน่ะเรอะ มันจะนึกคิดอย่างไร นั่นแหละเหตุปัจจัยที่มีอยู่ กิเลส ตัณหา ความทะยานอยาก เมื่อยากแล้วไม่ได้ตามใจอยาก มันย่อมทุกข์ เป็นเรื่องธรรมดา

เบื่อหน่าย
บางครั้งก็รู้สึกเบื่อหน่ายเหมือนกัน เบื่อที่จะเรียนรู้ มันจะอะไรนักหนานะชีวิต ทำอะไรกับใครที่ไหนไว้มากมายนัก

เออนะ นี่แหละ ทุกข์ โทษ ภัย ของการเกิด มีความไม่รู้ เป็นโทษอันมหันต์ ทำให้ก่อเกิดภพชาติอเนกอนัต์ เวียนว่ายตายเกิด ไม่จบไม่สิ้น

ความไม่รู้เป็นเหตุ ความไม่รู้ตัวเดียวแท้ๆ จึงหลงกระทำตามแรงกิเลสที่เกิดขึ้น โลภะ โทสะ โมหะ ตัณหา ความทะยานอยาก เมื่อผู้ใดถูกครอบงำแล้ว ย่อมหลงกระทำภพชาติการเวียนว่ายในสังสารวัฏ ให้มีเกิดขึ้น ไม่จบไม่สิ้น

อวิชชา

 

ไม่รู้ชัดในทุกข์

ไม่รู้ชัดในเหตุแห่งทุกข์

ไม่รู้ชัดในความดับทุกข์

ไม่รู้ชัดในวิธีกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

ย่อมหลงสร้างภพชาติใหม่(กรรมใหม่)
ให้มีเกิดขึ้นเนืองๆ

อวิชชา

เหตุปัจจัยจากความไม่รู้ที่มีอยู่

โดยส่วนมาก มักกังวลเรื่องนอกตัว เช่น

ครอบครัว

คนนอกครอบครัว

อาหาร

เรื่องสภาพแวดล้อม

ฐานะ ความเป็นอยู่

ประเทศ

พลเมือง

การเมือง

วัสดุอุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆฯลฯ

เหตุปัจจัยจาก ความไม่รู้ที่มีอยู่ เป็นปัจจัยให้ ไม่รู้ชัดในสิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต(ผัสสะ) ที่มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อไม่รู้ จึงมักกล่าวโทษนอกตัวว่า
เพราะอย่างนั้น อย่างนี้ จึงเป็นแบบนี้

น้อยคนนัก ที่ย้อนกลับมาดูพฤติกรรม การกระทำของตัวเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นนอกตัว เป็นเพียงปลายเหตุ

เรื่องราวต่างๆที่มีเกิดขึ้นทั้งหมดในชีวิต
ล้วนเกิดจากการกระทำของตัวเองทั้งสิ้น

อวิชชา

คนนี่ ไม่ว่าจะนับถือศาสดาใด ไม่ว่าจะเกิดชาติไหน

เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่

พื้นฐานสันดาน/อนุสัยกิเลส เหมือนกันหมด ไม่มีแตกต่าง

ที่แตกต่างแค่เปลือกที่มองเห็น แค่ถื่นฐาน ที่อาศัยที่ต่างกัน

พฤติกรรมเหมือนกันหมด มีแต่กล่าวโทษนอกตัว ไม่เคยย้อนกลับไปทบทวนการกระทำของตัวเอง

ถ้าด่าภาษาอังกฤษได้ จะด่าแม่รงเลย ไอ้สารเลว

อวิชชา

ความไม่รู้

พอเกิดมา ลืมตาขึ้น อวิชชานำหน้า

หลงสร้างเหตุแห่งทุกข์(การเกิด) ตามแรงตัณหา ความทะยานอยาก หลงสร้างเหตุของการบังเกิดภพชาติขึ้นมาใหม่เนืองๆ ก็ยังรู้

ชีวิตมีแค่นี้เอง ต้องมีสติ รู้เท่าทันต่อผัสสะที่เกิดขึ้น

วลัยพรก็ยังมีหลงอยู่บ้างนะ ก็ยังใช้ความพยายามอยู่

การเจริญสติ การเจริญกรรมฐาน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเพียรละเหตุและปัจจัยของการเกิด ที่ยังมีอยู่

สภาพธรรมเกี่ยวกับการทำความเพียรตอนนี้ ไม่มีอะไร

รู้แค่ว่า เมื่ออยู่กับโลกภายนอก ต้องคอยระวังในเรื่องการสร้างเหตุ ทุกย่างก้าว เป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่ายมีเกิดขึ้นเนืองๆ ทำให้เกิดการคิดพิจรณาเนืองๆว่า ชีวิต มีแค่นี้เองนะ ตราบใดที่ยังมีความไม่รู้ ภพชาติของการเกิด ย่อมยังมีอยู่

มันช่างแตกต่างกันอย่างลิบลับ กับการู้อยู่ภายใน โลกภายในไม่วุ่นวาย มีแต่รู้แล้ว ละ สภาพธรรมดที่เคยมีเกิดขึ้น ไม่ได้หายไปไหน ยังคงมีอยู่ สภาพธรรมการทำความเพียร ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ ไม่มีตกต่ำ

เมื่อยังมีเหตุ ผลย่อมมี

พฤศจิกายน 2019
พฤ อา
« ก.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: