อาตาปี สัมปชาโน สติมา

 ชีวิตคืออะไรกันแน่ เราปล่อยชีวิตให้ดำเนินไปด้วยความเคยชินมานานเท่าไหร่แล้ว การเจริญสติ เป็นการเริ่มต้นในการปลดเปลื้องตัวเราให้พ้นจากความเป็นทาสของความเคยชิน

ในตัวเรานั้นมีของดีที่มีคุณค่า คือ สติ สัมปชัญญะ แต่เนื่องจากความไม่รู้ที่ยังมีอยู่
ทำให้ไม่รู้คุณค่าและไม่รู้จักวิธีการที่จะนำสติ สัมปชัญญะออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การเจริญสติ เป็นวิธีที่จะนำเอาทั้งสติ สัมปชัญญะที่มีอยู่ นำออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเจ้าของ
นำออกมาใช้ได้อย่างง่ายดาย โดยที่แม้แต่ตัวเราเองก็ยังคาดไม่ถึงว่าจะทำได้ด้วยตัวเราเอง

การเจริญสติ ในแง่ของการปฏิบัติ ถ้าเราจับหลักได้ถูกทาง สภาวะจะไปได้ต่อเนื่อง
เช่นเรื่องของสภาวะที่เกิดขึ้นภายใน( ขณะที่ปฏิบัติ ) กับสภาวะที่เกิดขึ้นภายนอก ( การใช้ชีวิต )

สภาวะที่เกิดขึ้นภายใน เช่น การเดิน เดินให้รู้ว่าเดิน รู้ลงไปที่เท้ากำลังเดิน
จะรู้ได้มากหรือน้อยไม่ใช่เรื่องสำคัญ แค่ให้รู้ว่ากำลังเดิน เกิดความคิดให้รู้ว่าคิด

ถ้าเป็นความคิดอกุศลให้หยุดเดิน แล้วกำหนดรู้สำทับลงไป อันนี้แล้วแต่อุบายของแต่ละคน
บางคนใช้วิธีขยับกาย เพื่อให้กลับมารู้ที่กาย คือ ดึงเอาจิตให้กลับมารู้ที่กาย

ส่วนตัวเองใช้วิธีกำหนดรู้หนอ สำทับลงไป ทำทุกครั้ง จิตเขาจะบันทึกไว้
เมื่อกำลังของสติ สัมปชัญญะย่อมมีกำลังมากขึ้น ความคิดอกุศลจะดับได้ไวขึ้น
จนกระทั่งหายไปในที่สุด ส่วนคำกำหนดรู้หนอจะหายไปเอง มันจะเป็นแค่รู้
เมื่อจะมีความคิดอกุศล มันแค่รู้ว่ากำลังจะมี แต่ยังไม่ทันเกิดขึ้น จะดับไปได้ทันที

การเดิน จะเดินแบบมีรูปแบบหรือไม่มีรูปแบบก็ได้ เพราะเหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป
สภาวะของทุกคนจึงแตกต่างกันไป การที่เดินมากหรือน้อย ไม่ใช่ตัววัดผลแต่อย่างใด

แต่ให้รู้ว่า เดินแล้วรู้เท้าได้มั๊ย เดินแล้วรู้เท้าและรู้ชัดลงไปทุกย่างก้าวมั๊ย แต่ละสภาวะจะเปลี่ยนไป
ตามกำลังของสติ สัมปชัญญะและสมาธิที่เกิดขึ้น ยิ่งรู้ได้ชัดทุกย่างก้าว นั่นคือ
กำลังของสติ สัมปชัญญะและกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น

การเดินจะจับเวลาหรือไม่จับเวลาก็ได้ ให้ทำตามสภาวะ บางคนมีเวลาน้อย บางคนมีเวลามาก
ให้ทำตามความสะดวกไปก่อน บางคนเวลาน้อยมากๆ อาจจะเดินเพียงหนึ่งรอบ แล้วนั่งต่อได้เลย

การนั่ง ให้รู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก รู้อยู่กับการทำงานของกาย การเคลื่อนไหวของกาย
จะใช้คำบริกรรมหรือไม่ใช้ก็ได้

จะนั่งบนพื้นหรือนั่งบนเก้าอี้หรือจะนั่งที่ไหนๆก็ได้
ถ้าคิดว่านั่งแล้วสบาย เหมาะสำหรับตัวเอง นั่งกี่นาทีก็ได้

แรกๆต้องค่อยๆตะล่อมจิตไปก่อนเป็นเรื่องธรรมดา จู่ๆจะไปบังคับจิตให้เข้ารูปเข้ารอยทันที
บางคนอาจจะทำได้ แต่บางคนก็อาจจะทำไม่ได้ วิธีการปฏิบัติจึงมีหลากหลาย
เนื่องจากเหตุของแต่ละคนสร้างมานั่นเอง

ทั้งการเดินและการนั่ง จะมีหลักเหมือนๆกันคือ ทำตามความสะดวก

การเจริญสติ สติจะควบคุมจิตมิให้แส่ออกไปหาอารมณ์ต่างๆภายนอก
สัมปชัญญะ การเอาจิตจดจ่อรู้อยู่กับรูปนาม คือ รู้อยู่ในกายและจิต

เมื่อทั้งสติและสัมปชัญญะทำงานร่วมกัน สมาธิย่อมเกิดขึ้น เมื่อสมาธิเกิด จิตจะตั้งมั่นมากขึ้น
การรู้ตามความเป็นจริงจะเป็นผลผลิตตามมา เมื่อนั้นแหละ เราก็จะรู้ว่า ความทุกข์มันมาจากไหน
เราจะสะกัดกั้นมันอย่างไร นั่นแหละคือผลงานของสติ สัมปชัญญะและสมาธิที่ทำงานร่วมกัน

เมื่อได้มาศึกษาเพิ่ม จะรู้จักคำว่า อายตนะ
อายตนะภายในมี ๖ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
อายตนะภายนอกมี ๖ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ( กายถูกสัมผัส ) ธรรมารมณ์ ( อารมณ์ที่เกิดจากใจ )

รวม ๑๒ อย่างนี้ มีหน้าที่ต่อกันเป็นคู่ๆคือ
ตากับรูป
หูกับเสียง
จมูกกับกลิ่น
ลิ้นกับรส
กายกับการสัมผัสถูกต้อง
ใจกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางใจ

เมื่ออายตนะคู่ใดคู่หนึ่งต่อกันเข้า ( เกิดผัสสะ ) จิตก็เกิดขึ้นในขณะนั้นเอง
การที่จิตเกิดทางอายตนะต่างๆ เป็นการทำงานของขันธ์ ๕

เช่น ตากระทบรูป เจตสิกต่างๆก็เกิดทันที กิเลสต่างๆก็จะตามเข้ามาคือ ดี ชอบ เป็นโลภะ
ไม่ดี ไม่ชอบ เป็นโทสะ เฉยๆ ขาดสติ เป็นโมหะ นี่เองเป็นเหตุให้อกุศลกรรมต่างๆเกิดขึ้นตรงนี้นี่เอง

เมื่อมาเจริญสติ โดยมีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อมีกำลังของสติ สัมปชัญญะแก่กล้า
โดยมีกำลังของสมาธิเป็นกำลังหนุน เมื่อการกระทบใดๆเกิดขึ้น ย่อมทำให้ความรู้สึกนึกคิดปรุงแต่ง
ที่ทำให้เกิดความพอใจหรือไม่พอใจเกิดขึ้นนั้นดับลง ไม่ไหลเข้าไปสู่จิตได้ อกุศลกรรมทั้งหลายก็จะไม่เกิดขึ้น

สติ ที่เกิดจากการเจริญสติ จะคอยสะกัดกั้นกิเลสไม่ให้เข้าหาอายตนะ มีสัมปชัญญะรู้อยู่กับรูปนาม
มีสมาธิเป็นกำลังหนุนส่งเสริม ทำให้ทั้งสติและสัมปชัญญะรู้อยู่กับรูปนามได้ตลอด
ยิ่งมีกำลังของสมาธิแนบแน่นมากเท่าไหร่ยิ่งดี ยิ่งทำให้มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับรูปนามได้มากขึ้น

เมื่อรู้ได้อย่างนี้แล้ว ย่อมนำไปสู่การเห็นพระไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ความไม่มีตัวตน
ของสังขารหรืออัตตาภาพอย่างแจ่มแจ้ง ก็มันไม่เที่ยงแล้วจะไปยึดอะไรได้

นี่แหละ อาตาปี ทำความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน

สัมปชาโน มีสัมปชัญญะรู้อยู่กับรูปนามได้ตลอด

สติมา มีสติเป็นเครื่องกั้นกิเลสทั้งหลาย

Advertisements

ธันวาคม 2018
พฤ อา
« พ.ย.    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: