รักษาจิต

ดีนะ

วันนี้ ขณะที่นั่งรถสองแถว มีหญิงสาวสองคน คุยเรื่องของเพื่อนที่เป็นเกย์ ทำงานร่วมกัน

มีเรื่องเพศสัมพันธ์ อธิบายแจกแจง รายละเอียด ว่าใช้อะไรบ้าง พูดเหมือนกับตาเห็น หรือตัวเองอยู่ในเหตุการณ์

พอเริ่มบรรยาย พอดีเราใส่หูฟัง แต่ไม่ได้เปิดเพลง แค่เสียบกันเสียงรบกวนภายนอก ขนาดเสียบหูฟังอยู่ ยังได้ยินชัด

เราร้องเพลงในใจ ทำปากขมุบขมิบ ไม่ได้ส่งเสียงออกมา เพลงจงรัก

พอเริ่มร้องเพลง จิตจดจ่อรู้อยู่กับเนื้อเพลง จะรู้อยู่กับการออกอักขระ ตัวหนังสือ และทำนองเพลง

เสียงข้างนอกที่ดังอยู่ เสียงสักแต่ว่าเสียง เหมือนดังอยู่ไกลๆ บางครั้ง ไม่ได้ยินเสียงเลย

ทำแบบนี้ จนกระทั่งลงจากรถ ที่ไหนได้ ผู้หญิงคนนี้ อยู่ตึกเดียวกับเรา แต่เขาอยู่ชั้น ๔

สมาธิ ถ้าฝึกจนชำนาญแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร จิตสามารถเป็นสมาธิได้ทันที

รักษาจิต

อุบาย ในการรักษาจิตของตัวเอง ยามเมื่อเจอสิ่งที่ชอบใจกับไม่ชอบใจ สิ่งที่ชอบใจ ไม่เท่าไหร่ ไม่ว่าใครจะสรรเสริญเยินยอ ใจไม่มีพอง ไม่มีฟู

เจ้าตัววายร้าย คือ ความไม่ชอบใจ จะดูใจตัวเอง เป็นหลัก ดูมันดีดดิ้น ดูความทะยานอยาก ที่จะตอบโต้ แต่ถูกกดข่มไว้ในใจ ไม่แสดงออกไป กายระงับ ไม่มีอาการแขว่งแขน แขว่งขา กำมือ หน้าจะนิ่ง ไม่แสดงออก

ทั้งคำพูด อย่าหวังจะได้ยินออกจากปาก เก็บเงียบยิ่งกว่า กลัวดอกพิกุลร่วง ไม่ได้กลัวแบบนั้น กลัวเหตุของการเกิดมากกว่า

เกิดมาแล้ว มีแต่ทุกข์ ต่อให้ชีวิตดีแค่ไหน ก็ยังเห็นทุกข์ ทุกข์ที่ยังต้องกิน เพื่อเลี้ยงสังขารหรืออัตภาพร่างกายนี้

ฉะนั้น จะบอกกับตัวเองเสมอๆว่า แค่เจ็บใจไม่ตายหรอก เขียนๆมันออกมา ดีกว่าไปเล่าให้คนอื่นฟัง เขารับฟัง เขาก็หลงสร้างเหตุด้วยความไม่รู้อีก อาจมีการสนับสนุน ขัดแย้ง คือ มีแต่เหตุของการเกิดมากกว่า ที่จะดับเหตุของการเกิด

ใช้วิธีการเขียนระบาย ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ตั้งแต่เจอบทเรียนกับคนแถวบ้าน เหตุจากชอบพูด ชอบคุย จึงกลายเป้นเรื่องใหญ่โต สร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง

ตั้งแต่นั้นมา เข็ดจริงๆ ไม่ยุ่งหรือข้องเกี่ยวกับใครๆอีก เจอกันอย่างมาก แค่ยิ้ม ไม่คุยต่อ เดินผ่านไปเลย

สิ่งใดที่ยังมีค้างคาอยู่ในใจ เขียนออกมาเรื่อยๆ จนกว่า ความคิดนั้นๆ จะหยุดไปเอง ไม่ต้องไปบังคับ หรือกดข่มใดๆ เพราะรู้ดีว่า นี่แหละ คือ สิ่งที่ยังมีอยู่ และเป็นอยู่

จึงไม่สนใจ ไม่ว่าใครจะเข้ามายุ่ง หรือมาวิพากย์ วิจารณ์ ใครทำ คนนั้น รับผล ไม่ใช่คนอื่นทำ แล้วเราเป็นคนรับผล มันคนละเรื่องกัน เป็นเรื่องของการกล่าวโทษนอกตัว มากกว่า จะยอมรับว่า ผลนั้น เกิดจากเหตุที่ตนทำไว้

สิ่งที่มองเห็นชัด อยู่อย่างหนึ่งคือ คนที่ชอบนินทา ชอบว่าร้ายหรือให้ร้ายกับผู้อื่น ชอบตำหนิติติงผู้อื่น ชีวิต ไม่เห็นจะดีขึ้นเลยสักคนเดียว

เหตุเพราะ สุดท้าย คนที่สร้างเหตุ ย่อมเป็นผู้รับผผล ไม่ใช่คนที่ถูกนินทา หรือคนที่ถูกกล่าวโทษ

Advertisements

สมุทัย

สมุทัย คือ ต้นเหตุแห่งทุกข์

ต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงได้แก่ กิเลส

ที่กล่าวว่า สมุทัยเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์นั้น ไม่แน่เสมอไป ต้องดูสภาวะของจิตเป็นหลัก

 

๑.  ยามที่เกิดผัสสะ จิตปราศจากอคติ  สภาวะแบบนี้ การส่งจิตออกนอกไม่เป็นสมุทัย

๒. ยามที่เกิดผัสสะ  จิตมีกิเลสเกิดขึ้น  สภาวะแบบนี้ จิตส่งออกนอก เป็นสมุทัย

 

ลักษณะของจิตที่เป็นสมุทัย คือ จิตที่ไหลไปตามผัสสะที่เกิดขึ้น เช่น ความชอบ,ชัง หรือ จิตที่ชอบเพ่งโทษนอกตัวเนืองๆ หรือชอบกล่าวโทษนอกตัวเนืองๆ

จิตส่งออกนอก เป็นสมุทัย เกิดเนื่องจากยามที่มีผัสสะ( สิ่งที่เกิดขึ้น ) มากระทบ แล้วเกิดการให้ค่าว่าผัสสะ ( สิ่งที่เกิดขึ้น ) นั้นๆว่า ดีหรือไม่ดี ตามตัวตัณหาอุปทาน ( กิเลส ) ที่มีอยู่

เหตุที่เกิดขึ้นตามมา คือ ให้ค่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นที่ว่าดีหรือไม่ดีนั้น เป็นความชอบ,ความชัง ใช่,ไม่ใช่ ถูก,ผิด ตามความคิดที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆ แต่ไม่ใช่ตามความเป็นจริงของตัวสภาวะที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

เมื่อมีการให้ค่าตามความคิดไปในทางชอบ,ชัง ใช่,ไม่ใช่ ถูก,ผิด ย่อมมีเหตุเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ผลย่อมมีให้ได้รับ

ผัสสะนั้นเป็นกลางกับทุกๆสิ่ง

เป็นการทำงานของอายตนะภายนอกและภายในทำงานร่วมกัน  ไม่ว่าผัสสะนั้นๆจะมาในรูปแบบไหนก็ตาม

เหตุที่ผัสสะมีสภาวะเปลี่ยนไป ล้วนเกิดจากการให้ค่าของกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตณ ขณะนั้นๆ

เหตุที่กล่าวว่า จิตส่งออกนอกเป็นสมุทัย เกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ เมื่อมีการให้ค่าว่าดีหรือไม่ดี ตัวสังขาร ( ตัวปรุงแต่ง ) ย่อมเกิดต่อเนื่อง

เราให้ค่าตามความคิดของเรา คนอื่นก็ให้ค่าตามความคิดของเขา เราว่าดี ,ไม่ดี ใช่,ไม่ใช่ ถูก,ผิด แต่คนอื่นๆอาจจะเห็นต่างคือเห็นตรงข้ามกับเราก็ได้ เพราะนั่นคือความคิดของเขา ซึ่งไม่แตกต่างจากเราเลย

เหตุที่ทำให้ดูแตกต่าง ล้วนเกิดจากกิเลสนี่เอง เมื่อมีความเห็นต่าง เหตุย่อมเกิด ผลย่อมมี  จิตส่งออกนอกเป็นสมุทัยเพราะเหตุนี้

จิตส่งออกนอกไม่เป็นต้นเหตุของสมุทัยเสมอไป

การที่จิตส่งออกนอกแล้วเจือไปด้วยกิเลส ล้วนเป็นเหตุแห่งสมุทัยทั้งสิ้น

ส่วนจิตที่ฝึกมาได้ในระดับหนึ่ง จะมองตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น จะสนทนากับทุกๆคนด้วยใจที่มีเมตตาต่อกัน ไม่ได้คิดเพ่งโทษใดๆ ไม่ได้มีความชอบใจหรือไม่ชอบใจแต่อย่างใด

แต่เพราะเห็นเหตุที่กำลังจะเกิดขึ้นในแต่ละคน จึงเพียงบอกเล่าเหตุที่ตนเองเคยทำมาก่อน แล้วได้รับผล จึงนำมาเพื่อสะกิดเตือนให้เห็นว่า นั่นคือเหตุนะ

ในเมื่อเราปฏิบัติเพื่อดับเหตุทั้งปวง แล้วจะไปคิดสร้างเหตุที่เป็นต้นเหตุของเหตุใหม่ไปทำไมกัน บางครั้งสติทุกคนใช่ว่าจะทัน กิเลสมันไว เราก็ต้องอาศัยผู้อื่นในการมองช่องโหว่ที่เรานั้นยังคงมีอยู่ ใช่ว่าการกระทำนั้นๆจะถูกเสมอไป

มีแต่ถูกใจเพราะคิดเข้าข้างตัวเองมากกว่าว่า ทำแบบนั้นดี แบบนี้ดี ถูกแน่นอน จริงๆล้วนเป็นเหตุใหม่ที่กำลังทำให้เกิดขึ้น

เมื่อเราเห็นสภาวะตรงนี้ได้ชัด เราย่อมเข้าใจในสภาวะของคนอื่นๆที่เป็นอยู่ จิตย่อมไม่มีความรู้สึกชอบหรือชังเกิดขึ้น ในขณะที่พูดออกไปในสิ่งที่คิดว่าน่าจะช่วยให้แง่คิดกับคนอื่นๆได้ เมื่อพูดไปแล้วย่อมรู้ดีว่า แต่ยินดีที่จะรับผลนั้น

เพราะกิเลสย่อมแตกต่างอย่างแน่นอน  ย่อมเป็นเหตุให้มีความชอบหรือชังเกิดขึ้นในจิตของคนอื่นๆ เมื่อมีความชอบหรือชัง ย่อมมีวิวาทะอย่างแน่นอน  แต่ทีนี้อยู่ที่ตัวเราเองมีความหวังผลไหม เราต้องดูที่จิตตัวเองเป็นหลัก ดูกิเลสที่เกิดขึ้น

เมื่อจิตไม่ได้หวังผล ไม่ได้มีความรู้สึกชอบหรือชังในสิ่งที่มากระทบ  เราจึงแค่ดู แค่รู้ แล้วแบ่งปันในสิ่งที่คิดว่ามีประโยชน์กับคนอื่นๆ

เมื่อมีผลกระทบกลับมา มีความชอบใจ ไม่ชอบใจของคนอื่นเกิดขึ้น มีวิวาทะเกิดขึ้น จิตเราไม่มีกระเพื่อมไปในทางชอบหรือชังแต่อย่างใด  เราจึงชี้แจงแค่ที่ควรชี้แจงแล้วจบ เราย่อมรู้ชัดในจิตของตัวเองดีกว่าคนภายนอก

ส่วนคนภายนอก เขาย่อมรู้จิตเขาดีกว่าคนอื่นๆ แต่การรู้นั้นๆ เป็นเพียงแค่รู้ของแต่ละคน กิเลสเกิดขึ้นมากน้อย ยอมรับตามความเป็นจริงหรือไม่ เห็นหรือไม่ อันนี้ก็แล้วแต่เหตุของแต่ละคน

แต่ที่หนีไม่พ้น คือ ผลที่ได้รับตามความเป็นจริงที่ได้กระทำลงไป  ไม่ใช่ได้รับผลตามที่ตัวเองคิดว่าดี,ไม่ดี ใช่,ไม่ใช่ ถูก,ผิด ตามความคิดที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆแต่อย่างใดเลย

ฉะนั้น การส่งจิตออกนอก เป็นได้ทั้งสมุทัย ยามที่กิเลสเกิดขึ้นในผัสสะนั้นๆ

และไม่เป็นทั้งสมุทัย เพราะจิตปราศจากอคติยามผัสสะที่เกิดขึ้น   ให้ดูที่จิตเป็นหลัก

จิตที่ถูกฝึก ย่อมมีสภาวะจิตเห็นจิตได้เนืองๆ

อุปมาดั่งพยับแดด

ชีวิตมนุษย์ ความลุ่มหลงในเบญจขันธ์
มีรูป เป็นต้นว่า อุปมาดั่งพยับแดด หาสาระตัวตนที่เที่ยงแท้อันใดมิได้เลย

เหตุเกิด เพราะความไม่รู้ ผลที่ได้รับคือ สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
เพราะยังมีอุปทาน จึงเกิดการให้ค่าให้ความหมายตามกิเลสที่เกิดขึ้น

เราจะมีชีวิตอยู่กันได้อีกนานเท่าไหร่ กว่าจะรู้ กว่าจะเห็น กว่าจะเข้าใจ กว่าจะเบาบาง
กว่าจะปล่อยวาง กว่าจะหลุดจากสภาวะอุปทานนั้นๆได้

” แค่รู้ ” คำว่า ” แค่รู้ ” สั้นๆ แต่ กว่าจะรู้ได้ ไม่ใช่สั้นๆเลย
เปรียบเสมือนว่า ๑ ความไม่รู้ที่ได้กระทำลงไป นั่นคือ ๑ ภพชาติที่เราได้ทำให้เกิดขึ้นใหม่

แค่ดู แค่รู้ คืออะไร

แค่ดู คือ การดูทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ไม่ว่าจะตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ลิ้นรู้รส กายสัมผัส

คือ แค่ดู แต่ไม่ไปยึดติดจนเกิดอุปทานไปหลงให้ค่าให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

แค่รู้ คือ รู้ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ยามเมื่อเกิดผัสสะ รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต
ว่าจิตนั้นเป็นอย่างไร แล้วรู้ลงไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

เช่น ความชอบ ความชัง ความโลภ โทสะ โมหะ ความทะยานอยาก ฯลฯ
คือ อารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต ให้แค่รู้ลงไปในอารมณ์นั้นๆว่า เรายังมีมันอยู่
แต่ไม่ให้ลงไปปรุงแต่งในอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นๆแต่อย่างใด ไม่มีการให้ค่าให้ความหมายแต่อย่างใด
เช่น เรียกว่าอะไร ลักษณะแบบนี้ อาการแบบนี้ ให้แค่รู้ตามความเป็นจริงไปอย่างเดียว

เพราะตราบใดที่จิตยังมีกิเลส จิตย่อมย้อนยอกลวงหลอกเราได้ตลอดเวลา
หากยังมีกำลังของสติ สัมปชัญญะ ยังไม่มากพอ จึงยังไม่สามารถรู้เท่าทันการปรุงแต่งของจิตได้

การดูจิต

เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ชัดเจนมากๆอย่างหนึ่งคือ ความเชื่อหรือที่เรียกว่า ความศรัทธา หรือเหตุที่สร้างมาร่วมกัน ผลจึงมาเชื่อกัน ถ้าไม่ได้สร้างเหตุมาร่วมกัน ผลคือ ไม่มาเชื่อกัน และ ไม่มีความใส่ใจ จะว่าอุเบกขาก็คงไม่ใช่ ต้องใช้คำว่าไม่สนใจหรือไม่ใส่ใจน่าจะเหมาะ

การเขียนตัวหนังสือในการสื่อเรื่องของสภาวะ ใครทำได้แบบไหน รู้แบบไหน ย่อมนำแบบที่ตัวเองทำได้หรือรู้ มาแนะนำหรือสอนกันแบบนั้น

จะให้แนะนำหรือสอนนอกแบบหรือรู้นอกจากที่ตัวเองรู้ มันเป็นไปได้ยากนะ เพราะไม่เคยสัมผัสหรือรู้ด้วยตัวเอง ถ้าแค่คาดเดา คำพูดที่สื่อออกมาจะแสดงถึงความคาดเดา ไม่ใช่จากที่รู้ด้วยตัวเอง

เมื่อผู้ที่มีสภาวะยังไม่ถึง ย่อมไม่เข้าใจในรูปแบบที่นำมาสอน ถ้าเข้าใจแล้ว จะไม่มีมาว่ากัน

แต่ทีเวลาเกิดความเชื่อหรือศรัทธาในคำสอนอีกคำสอน จะไม่มีมาว่าเลย มีแต่ยกย่องเทิดทูน ทั้งๆที่นำมาโพส แต่ไม่สามารถอธิบายรายละเอียดของตัวสภาวะได้

เหมือนบางที่สอนเรื่องรูป,นาม หรือนามรูปปริเฉทญาณ ว่าต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ล้วนเป็นการอาศัยบัญญัติกันทั้งนั้น เพราะตัวผู้ปฏิบัติ ยังไม่รู้สภาวะที่แท้จริงจากจิตของตัวเอง

ตราบใดที่ยังไม่รู้ ทุกๆสภาวะล้วนยังต้องอาศัยบัญญัติกันไปก่อนทั้งสิ้น อาศัยเรียนรู้จากสภาวะหยาบๆกันไปก่อน อาศัยการทำต่อเนื่อง สภาวะจะละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆไปเอง โดยไม่ต้องไปอยากอะไรเลย

” ลมหายใจ ลมหายใจนี้เป็นเครื่องตบแต่งกายที่เรียกว่า กายสังขาร ”

โดยตัวสภาวะจริงๆคือ

คำว่า ลมหายใจ เป็นเครื่องตบแต่งกาย เรียกว่า กายสังขาร

ความหมายคือ ลมหายใจเข้าออก จัดเป็นกายสังขาร

ถ้าเป็นท้องพองยุบ เป็น วาโยโผฏฐัพพะ เป็นกายสังขารเหมือนกัน

” การควบคุมลมหายใจก็คือควบคุมกาย ควบคุมกายก็คือควบคุมลมหายใจ ”

โดยสภาวะ กล่าวคือ

สภาวะคือ มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก

อาการที่เกิดขึ้นคือ มีจิตจดจ่อรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก

” ฉะนั้นเราอาศัยควบคุมกายโดยใช้วิธีผ่านทางลมหายใจ เราจึงควบคุมลมหายใจให้ระงับลง ๆ กายสังขารระงับลง กายก็ระงับลง จึงมีผลคือเป็นสมาธิ ”

โดยสภาวะ กล่าว คือ

ที่ใดมีทั้งสติ สัมปชัญญะเกิด ที่นั้นย่อมมีสมาธิ สภาวะนี้ก็เช่นเดียวกันเมื่อเอาจิตจดจ่อรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก

ที่มีกล่าวว่าควบคุม เป็นเพียงการอนุมานคำขึ้นมาแสดงแทนสภาวะ แต่โดยตัวสภาวะ จะเรียกว่าการควบคุม หรือ ไม่เรียกว่าเอาจิตจดจ่อรู้อยู่ก็ได้ แต่โดยสภาวะที่แท้จริงคือ จิตจดจ่อรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก ณ ขณะนั้นๆ

” เมื่อสมาธิเกิดขึ้นแล้ว ก็มาถึงหมวด “เวทนาสุปัสสนาสติปัฏฐาน” ได้เอง เพราะว่าสมาธินั้น มันมีรสเป็น “เวทนา” คือ ปีติและสุข เป็นองค์ของสมาธิอยู่. ทีนี้จะรู้เรื่องของเวทนาเท่านี้มันไม่พอ ต้องรู้ไปถึงว่ามันปรุงจิต และรู้การปรุงของมันด้วย.

ถ้าเราถือเอาตามบาลีเป็นหลัก เราจะยังไม่เห็นคำพูดที่ว่าไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา มันมีแต่บอกให้ปฏิบัติเรื่อยไป แล้วมันก็ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา อยู่ในตัวเองเรื่อยไป จนถึงขั้นสุดท้ายหมดอุปาทาน หมดความยึดมั่นถือมั่นว่าสัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขาจริง ๆ.

บาลีในตอนนี้ ก็แสดงผลเป็นทำนองว่า “วิเนยฺยโลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ” ไม่ได้พูดระบุว่า ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา อย่างที่ว่าไว้ ในหลักสูตรนักธรรมของเรา.

แต่อย่างไร มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าอภิชฌาและโทมนัส ถูกนำออกได้ก็หมายว่าอุปาทานถูกนำออกไปได้ อภิชฌาและโทมนัสนั้น เป็นผลของอุปาทานนั่นเอง ”

โดยสภาวะ กล่าวคือ

เมื่อเจริญสติอย่างต่อเนื่อง คือ การเอาจิตจดจ่อรู้อยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม นี่แหละ สภาวะที่เกิดขึ้นจะเป็นเหตุให้ถ่ายถอนอุทานไปเรื่อยๆ ทำเพื่อดับเหตุทั้งปวง คือดับที่ตัวเองนี่แหละ ไม่ใช่ทำแล้วไปบอกว่าได้อะไร เป็นไร

ถ้าทำแล้ว คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร ล้วนยังติดอยู่ในสมมุติบัญญัติทั้งสิ้น ยังละสมมุติไม่ได้

หากละได้บ้าง จะไม่ยึดจนหลงก่อเหตุ มีแต่มุ่งดับเหตุที่ตัวเอง

หากละได้ละเอียดมากขึ้น จะเข้าใจสมมุติและอยู่กับสมมุตินั้นๆ โดยความเป็นปกติเหมือนคนทั่วๆไป เพียงแต่ภายใน ไม่ไปยึดในสุมมตินั้นๆ

เพราะการที่ยังมี นั่นคือ เหตุ

เมื่อไม่มี เหตุย่อมไม่มี

เมื่อไม่มีเหตุ ผลย่อมไม่มี

แล้วนิพพานโดยสมมุติ ต้องไปอยากทำไมกันเล่า

แต่เพราะยังมีเหตุอยู่ ย่อมยังมีความอยาก

อยากมี อยากได้ อยากเป็น นี่ก็เรื่องปกติ

ที่ไม่ปกติ เพราะยังมองไม่เห็นกิเลสที่ ” อยาก ” เท่านั้นเอง

เมื่อยังมองไม่เห็น จึงเพียรบอกว่าได้อะไร เป็นอะไร แล้วมีการบอกต่อๆ ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่เป็นเช่นนั้น เพราะยังมีเหตุ

” ทีนี้ก็มาถึงการดูจิต รู้จักจิต กระทั่งบังคับจิตได้ รวมหมดก็คือ การกระทำที่เรียกว่า “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” แล้วก็ถึงหมวดสี่ คือ “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” เห็นธรรมในลักษณะ 4 ประการ นี่ก็เป็นอันสติปัฏฐานทั้งสี่ได้เกิดขึ้นอย่างครบถ้วนในอานาปานสติ 16 ขั้นนั้น ”

โดยสภาวะ กล่าวคือ

การดูจิต ,การรู้จักจิด ต้องอาศัยพื้นฐานของสมถะหรือสมาธิเป็นหลัก
ส่วนสมาธิมากน้อยแค่ไหน แล้วแต่เหตุที่ทำมา แล้วอาศัย ตัวสติ สัมปชัญญะ ในการดู

ไม่ว่าจะดู กาย เวทนา จิต ธรรมหรือธรรมารมณ์ (นั่นก็คือ ความคิด) สภาวะเหล่านี้ จะดู จะรู้อยู่ในสภาวะนั้นๆได้ ต้องอาศัยสมาธิเป็นหลัก

สมาธิแนบแน่นได้มากน้อยแค่ไหน ล้วนส่งผลในการดู คือ การรู้อยู่ในสภาวะนั้นๆ

และอาศัย ตัวสติ สัมปชัญญะ ในการดูแต่ละสภาวะที่เกิดขึ้น

ทั้งสติ สัมปชัญญะและสมาธิ จะขาดตัวใดตัวหนึ่งไปไม่ได้เลย

หากขาดสมาธิ จิตย่อมฟุ้งซ่าน

หากขาดสติ จิตย่อมหลง ไหลไปอดีตบ้าง อนาคตบ้าง

หากขาดตัวสัมปชัญญะ สมาธิที่เกิดขึ้น ย่อมเป็นมิจฉาสมาธิ เพราะ ขาดความรู้สึกตัว

การบังคับจิต ไม่ใช่การบังคับให้จิตเป็นโน่น เป็นนี่ แต่เป็นเรื่องของสมาธิ
เมื่อเข้าออกสมาธิได้คล่อง ย่อมสามารถบังคับจิตให้เป็นสมาธิได้ตามใจนึก

เพราะเมื่อมาถึงสภาวะนี้แล้ว กำลังของสมาธิย่อมมีความแนบแน่น และมีกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ฉะนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบทไหนๆ ในเวลาใดๆก็ตาม จิตย่อมเกิดสมาธิเนืองๆ เรียกว่า มีสมาธิหล่อเลี้ยงจิตอยู่เนืองๆ

การวางใจ

การเขียนบันทึกที่เป็นปัจจุบันธรรม ช่วยให้เรารู้เท่าทันต่อสภาวะหรือกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตว่ามีความยึดมั่นถือมั่นมากน้อยแค่ไหน วางได้ไวแค่ไหน หรือหลงสร้างเหตุไปหรือไม่

เพราะถ้าสติเรายังไม่แข็งแรงหรือมีกำลังมากพอ เราย่อมหลงๆลืมๆในความคิดหรือความรู้สึกต่างๆที่ผ่านๆไป เราจึงไม่สามารถรู้ชัดในกิเลสที่เกิดขึ้นแต่ละขณะได้ อันนี้ก็แล้วแต่เหตุที่ทำมาด้วยนะ ส่วนตัวเราเป็นเช่นนี้จริงๆ ไม่เคยจำ

พอได้มาบันทึกอย่างต่อเนื่อง กลับทำให้จำสภาวะต่างๆได้แม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเหตุให้เห็นตามความเป็นจริง ( กิเลส ) เห็นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ นับวันสภาวะละเอียดมากขึ้น เห็นแม้กระทั่งสิ่งที่ไม่สามารถเจาะลงไปถึงได้

เราไม่ต้องให้ใครที่ไหนมาสอบอารมณ์เรา ตัวผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้นในจิตนี่แหละ ที่จะมาเป็นผู้สอบอารมณ์เราที่เถรตรงที่สุด ยุติธรรมที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างตัวสภาวะเป็นผู้จัดการให้ทั้งหมด ไม่ต้องไปหาใครที่ไหนเลย

การสอบอารมณ์ บางเหตุเป็นช่องโหว่ให้กิเลสเข้าแทรกได้ตลอด แทนที่ทำแล้วจะดับที่เหตุกัน กลายเป็นว่าทำให้เกิดการยึดมั่นถือมั่นหนักไปยิ่งกว่าเดิม เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะดับเหตุทั้งปวงได้อย่างไรกัน

อันนี้จะไปว่ากันก็ไม่ได้อีก เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำร่วมกันมาทั้งสิ้น ทำไมถึงเชื่อกัน ทำไมถึงไม่มาเชื่อกัน เนื่องจากมันมีเหตุมาก่อนแล้ว ผลจึงมาให้ได้รับหรือแสดงให้เห็นเป็นเช่นนั้น

เหตุของการเกิด

เหตุของการเกิด คือ เกิดจากยังละกิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะทั้งหลายไม่ได้โดยประการทั้งปวง กรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำลงไป จึงเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง วัฏฏะนั้น จึงวนเวียนไปเพราะมีกรรมและกิเลสเป็นปัจจัยด้วยประการดังกล่าว

เมื่อได้มาเจริญสติ เป็นเหตุของการทำสติที่มีอยู่แล้วให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เป็นเหตุให้ตัวสัมปชัญญะเกิด เมื่อตัวสัมปชัญญะเกิด สมาธิย่อมเกิดขึ้น สภาวะที่เกิดขึ้นคือ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นเหตุให้สามารถรู้ชัดในกายและจิตได้

สิ่งแรกที่ทุกๆคนจะได้เจอเหมือนกันหมดเมื่อตัวสัมปชัญญะเกิดแล้วคือ กิเลส เจอเหมือนกันหมดทุกๆคน ทั้งๆที่ปกติแล้วกิเลสทำงานตลอดเวลา แต่ไม่สามารถรู้ชัดได้แบบนี้ มันเป็นการตอกย้ำสภาวะของกิเลสที่มีอยู่ให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น

กิเลสมีสองชนิด เกิดขึ้นได้โดยมีผัสสะเป็นเหตุ เป็นกิเลสชนิดหยาบ

กับเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีผัสสะเป็นเหตุ เป็นกิเลสชนิดละเอียด

กิเลสชนิดหยาบ อาศัยผัสสะเป็นเหตุ

กิเลสทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นโดยทางเป็นอารมณ์ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นอดีตและอนาคตบ้าง และเพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่พระขีณาสพทั้งหลาย ที่ท่านกำหนดรู้แล้วบ้าง

เพราะกิเลสดังกล่าว ใครๆก็ละรากเหง้าของภพไม่ได้ แต่กิเลสควรรู้ทางสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะว่าขันธ์ทั้งหลายไม่ได้กำหนดรู้ด้วยการเจริญสติ เกิดขึ้นในภพใดๆ หรือในสันดานใดๆ

จำเดิมแต่การเกิดขึ้น ( ของขันธ์ทั้งหลาย ) ในภพนั้นๆหรือในสันดานนั้นๆ กิเลสที่เป็นรากเหง้าของวัฏฏะก็แทรกซึมอยู่ในขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นด้วย พึงทราบเถิดว่า กิเลส ( ที่แทรกซึมอยู่ ) นั้น คือ ภูมิลัทธะ ( ได้ภูมิพื้น ) โดยความหมายว่ายังละไม่ได้

กิเลสชนิดละเอียด ไม่ต้องอาศัยผัสสะ สภาวะตรงนี้ ต้องเจริญสติจนตัวสัมปชัญญะเกิดขึ้นแล้วในระดับหนึ่ง จึงจะรู้ชัดได้

นี่แหละชีวิต

มองชีวิตของตัวเอง เออ … คนเราส่วนมากชอบสนใจเรื่องชาวบ้านนะ ใครจะเป็นอะไรยังไง
ต้องคอยตามเฝ้าดู ” ละครชีวิต ”

แต่ผู้คนกลับลืมที่จะดูละครชีวิตของตัวเอง ทุกวันนี้ ในครอบครัวของตัวเองนั้น สุขสบายดีกันไหม อยู่ดีมีสุขไหม มีใครเจ็บป่วยกันบ้างไหม เงินทองที่หามาได้ล่ะ พอเลี้ยงคนในครอบครัวกันบ้างไหม วันนี้จะดูแลคนในครอบครัวให้เขาเหล่านั้นมีความสุขยังไงบ้าง ฯลฯ …..

เท่าที่เราฟังๆเขาคุยกันมา มีแต่คุยอวดความร่ำรวย อวดความยากจน อวดความพอมีพอกิน
ที่คิดว่าพอ

แต่แปลกนะ พอถามถึงคนในครอบครัวว่า รู้บ้างไหมว่าคนในครอบครัวนั้น เขาต้องการอะไรกันบ้าง เกือบจะเหมือนกันหมดนะ ตอบว่า ไม่เห็นมีอะไรนี่ ถ้ามีอะไร เขาก็จะพูดกันเอง เรานั่งนิ่งๆแล้วมองเขาเหล่านั้น

ก่อนที่เราจะเมตตาต่อคนอื่นๆได้ คนในบ้านน่ะ เมตตาทั่วถึงหรือยัง ไม่ใช่เมตตาแค่ตัวเองไปวันๆ หรือวิ่งไปทำบุญ ไปสร้างกุศลนอกบ้าน คนในบ้านน่ะเคยนึกเขากันบ้างไหม จะตักข้าวใส่ปาก เคยหันมองบ้างไหมว่า คนไหนตักกับข้าวถึงไหม …..

นี่แหละชีวิตคน คนจริงๆคนๆวนๆแต่เรื่องชาวบ้าน ส่งจิตออกนอก แต่ไม่เคยดูคนในบ้านให้ทั่วถึง เวลาไปทำบุญ โอ้โห!!!! …. ปราณีตสวยงาม อาหารต้องเลิศรส

คนในบ้านก็คนนะ เขาก็ต้องกินเหมือนๆกัน คุณค่าของความเป็นคนเท่าๆกัน ไม่แตกต่างกันเลย หมั่นทำบุญ เมตตาให้กับในบ้านให้ทั่วถึงก่อนนะ จึงค่อยไปเผื่อแผ่คนนอกบ้าน กิเลสชาวบ้านน่ะ อย่าไปใส่ใจกันนักเลย มันก็แค่ละครที่เขาเล่นไปตามวิบากกรรมของเขาแต่ละคน

เมื่อก่อนเวลาเกิดการกระทบ อารมณ์หยาบๆจะเกิดขึ้นก่อน คือ โกรธ จากความโกรธ มันจะกลายเป็นเกลียดคนๆนั้น

พอโดนกระทบมากขึ้นเรื่อยๆ สภาวะจะเปลี่ยนไปตลอดเวลา จากความเกลียดหายไป เหลือแค่ความโกรธ จากความโกรธหายไป เหลือแค่ความไม่ชอบใจ

จากกความไม่ชอบใจ เหลือรู้ว่า มันเกิดการกระทบอีกแล้ว ความไม่ชอบใจผุดขึ้นมาแว๊บหนึ่ง แล้วสงบลงไป เหลือ แค่รู้ รู้ว่าอารมณ์ประมาณนี้มีอยู่ แต่ไม่มากเท่าเมื่อก่อน มันดับได้ไวขึ้น ปฏิกิริยาที่เกิดขณะที่กระทบ มันเลยไม่เกิดขึ้นมากมายเหมือนก่อนๆ ….

เราทุกรูปทุกนาม ย่อมก่อเหตุทุกๆการกระทำ เพราะ ความไม่รู้ เพราะเราถูกครอบงำด้วยกิเลส ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง

เราจึงต้องมาเจริญสติปัฏฐานกันเพราะเหตุนี้ เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ความเป็นจริงนั้นคืออะไร คือกิเลสในใจของเรานั่นเอง

เมื่อเรารู้จักกิเลสในใจของเรา เราย่อมมองเห็นกิเลสของชาวบ้านชัดเจนมากขึ้น แล้วเราอยากจะลงไปเล่นกับกิเลสชาวบ้านเขาไหม ไม่มีเลยนะ มันไม่ลงไปเล่น จากที่เคยลงไปเล่น มันจะลงไปเล่นน้อยลง จนกระทั่งมันเลิกลงไปเล่นในที่สุด ….

กิเลสชาวบ้านเขา สิ่งที่เขาแสดงออกมา นั่นคือกิเลสของเขาเหล่านั้น แต่เพราะความไม่รู้ของตัณหาความทะยานอยากทั้งหลาย ที่มันครอบงำเราไว้ เราเลยไปเก็บเกี่ยวกิเลสชาวบ้านเขามาเป็นกิเลสเรา เอามันมาปรุงแต่งตามจริตนิสัยหรือสันดานของตัวเราเอง สันดานดิบที่ยังมีอยู่ในใจของตัวเราเอง สันดานใครสันดานมัน กิเลสมันจะแสดงตามสันดานของเจ้าของ ความหยาบคายมากน้อยของจิตใจของแต่ละคน ….

เมื่อเรามาเจริญสติปัฏฐาน จิตเราจะเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น ยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นหรือทุกๆที่ก่อให้เกิดการกระทบมากขึ้น ยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

แรกๆยากนะ ยากมาก ยอมรับว่าทำใจได้ยากมากที่จะปล่อยให้คนอื่นๆมารังแกหรือทำร้ายเรา แม้จะเป็นทางด้านของจิตใจก็ตาม

จิตมันจะดิ้นรนขัดขืน ทุกข์ใจ ทรมาณใจ ขมขื่นใจมากๆนะกับสิ่งที่เราต้องเป็นฝ่ายปล่อยให้เขากระทำกับเราเพียงฝ่ายเดียว โดยที่เราต้องนิ่งไม่ตอบโต้ใดๆทั้งสิ้น สภาพเหมือนถูกมัดมือชก

ช่วงนั้นสภาพของจิตใจจะแย่มากๆ ทรมาณสุดๆเลย ทำไมต้องมาทำร้ายกันขนาดนี้ด้วย เราไปทำอะไรให้หรือ ทุกๆสภาวะที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆจะให้คำตอบแก่เรา ว่าทำไมเราต้องยอมเขา ทำไมเราต้องอดทน ถ้าไม่มาเจริญสติ ไม่มีทางรู้ได้หรอกนะ หรือถ้ารู้ก็อาจจะรู้ได้เพียงผิวเผิน แต่ไม่สามารถรู้ลึกลงไปถึงเหตุที่แท้จริง …..

ทุกๆสภาวะเปลี่ยนไป เราจะได้รับความรู้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆการกระทบนั่นคือการเรียนรู้ เหมือนเราเรียนหนังสือ การกระทบก็คือ ครู

แต่เรียนครั้งนี้ เราเรียนชีวิตของเรา เรียนโดยจิต ความรู้ที่ได้รับมันจะมีแต่เรื่องของเหตุที่กระทำ และเรื่องของผลที่มารองรับเหตุที่กระทำนั้นๆ มันจะเป็นข้อคิดเตือนใจให้กับเรา

เลือกเอานะ เลือกเอา ชีวิตนี้เป็นของทุกๆคน ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือก เลือกเอานะ ก่อภพก่อชาติให้เกิดใหม่ไปเรื่อยๆ หรือ กระทำเพื่อให้ภพชาติสั้นลง จงตัดสินใจเอาเอง …

คนเราน่ะ ก่อนจะเอาดีได้ มันก็เลวมาก่อนกันทั้งนั้นแหละ สุดแต่ว่าจะเลวมากหรือน้อย ตามเหตุที่กระทำกันมา

อุปมาอุปมัย ดูเอาง่ายๆนะ ใครที่โดนคนอื่นๆกระทำให้เจ็บช้ำน้ำใจมากที่สุด หรือ โดนผู้อื่นด่าว่ามากที่สุด จงรู้ไว้ นั่นแหละคือ ตัวคุณเองในอดีต หรือจะเถียงว่าไม่จริงล่ะ ทำไมสามีมีเมียน้อย ทำไมภรรยามีชู้ ฯลฯ ทำไม?????? …….

ทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนๆนั้น นั่นคือ เหตุที่เขาเคยกระทำกับคนอื่นๆมาก่อนทั้งนั้น ทำไว้ในอดีต ซึ่งเราอาจจะระลึกได้และระลึกไม่ได้ ผลที่ได้รับในปัจจุบันเลยเป็นเช่นนี้ ทำกับเขาไว้ เขาย่อมมาทวงถาม ทวงคืนเอามั่ง

เราจึงต้องมาเจริญสติ เพื่อให้มีสติรู้อยู่กับทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ไม่ไปกล่าวโทษใครหรืออะไรทั้งสิ้น เราน่ะมันเคยโง่มาก่อน ทำกับเขาไปเพราะความโง่

เรามาเจริญสติ ทำให้เราฉลาดขึ้น ทำให้เรามีสติ ทำให้เรารู้ว่า ชดใช้เขาไปนะ อดทนไว้ อย่าไปตอบโต้เขา การตอบโต้คือการก่อภพก่อชาติใหม่ให้เกิดขึ้นอีก 1 คน ต่อ 1 ชาติ เอาไหม

คนมีสติดี เขาไม่เอาหรอกนะ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะตอบว่าเอา เพราะการเกิดน่ะ มันมีแต่อะไร มีแต่การสร้างเหตุใหม่ไม่รู้จักจบสิ้น …..

ฤามีให้หนีกรรม กรรมก็คือการกระทำ ใครทำคนนั้นย่อมรับผล ตัวเองทำแล้วไปโยนให้คนอื่นรับงั้นหรือ ต้องโทษตัวเองนะ โทษความไม่รู้ของตัวเองที่ก่อเหตุใหม่ไม่รู้จักจบจักสิ้น

ให้หมั่นเจริญสติ จิตจะได้ฉลาดในการสร้างเหตุ จะสร้างแต่กุศลนะ อกุศลมันจะไม่แตะ มันเหมือนของร้อน แค่คิดก็ร้อนแล้ว ร้อนอกร้อนใจด้วยไฟพยาบาท เมื่อไม่ได้ดั่งใจที่ต้องการ นี่เห็นไหม อกุศล ยังไม่ทันลงมือกระทำ ผลแสดงทันที ….

เป็นแมงงุงิ งืมๆงัมๆ

เรื่องของจิตนี่รายละเอียดเยอะมากๆ บางทีเราก็ยังดูไม่ค่อยทันนะ บางทีก็งงๆกับความคิดของตัวเองที่เกิดขึ้นในบางขณะว่า ตกลงแล้ว ความรู้สึกจริงๆที่แท้จริงของเรานั้นคืออะไร ตอบไม่ได้จริงๆเลยนะ มันแค่รู้ แบบรู้สึก แต่มันไม่ไปเกาะเกี่ยวเนิ่นนาน เลยตอบไม่ได้ว่า มันคืออะไร เหมือนคนที่ยังมีความลังเลในการกระทำบางสิ่งบางอย่าง ลังเลอะไรก็บอกไม่ได้ เหมือนเจอคนแปลกหน้า ทั้งๆที่คนๆนั้นก็คือตัวเราเองนี่แหละไม่ใช่ใครที่ไหนเลย

ยิ่งตอนนี้กำลังของสมาธิมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สภาวะของจิตเลยดูเหมือนคลุมเครืออ่านตัวเองไม่ค่อยออก บางครั้งมันนิ่งๆ บางครั้งมีกระเพื่อมแต่ก็ไม่นานในความรู้สึกที่เกิดขึ้น คือ มันวางได้ไวมากขึ้น เหมือนมันบอกว่า ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามความเป็นจริง รู้สึกยังไงก็ให้รู้ไปตามนั้น ไม่ต้องไปบังคับหรือกดดันตัวเองเอาไว้ แค่รู้ลงไปว่าเกิดความรู้สึกนี้นะ แค่รู้มันไป แล้วมันก็จะดีขึ้นเอง เราผ่านมาหลายๆสภาวะแล้วก็ผ่านมาได้ด้วยการดูนี่แหละ ดูตามความเป็นจริง

ไม่มีคำว่ายากหรือง่าย มันไม่มีอะไรเลย มีแต่ใจหรือจิตของเรานี่แหละที่คอยจะแผลงฤทธิ์ใส่ตัวเองอยู่เรื่อย ถ้าสติไม่ทัน เราน่ะเสร็จมันทุกที แต่ก็กลับมารู้ที่กายได้ทันมากขึ้น แรงกระทบทีทำให้จิตกระเพื่อมไปในทางที่มองเห็น สิ่งที่กระทบทำให้จิตหม่นหมองในบางครั้ง เรารู้สึกว่า ความรู้สึกเช่นนั้น นับวันทำให้สภาวะเราขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้เรื่อยๆ มันเลยดูเหมือนว่า จิตเราพยายามทำให้ตัวเองรู้สึกหม่นหมองเอง มันทำตัวของมันเอง ทั้งๆที่ตามความเป็นจริงแล้ว ไม่มีอะไรเลย

ไม่มีคำว่า ” เจ้าของ “

แปลกไหม เรื่องทางโลกกับทางธรรม ที่มาเดินร่วมทางกันเป็นหนึ่งเดียวกัน ยังมีอะไรอีกมากมายที่คาดเดาไม่ได้เลย ถ้าไม่ลงมือทำจะไม่มีวันมารู้ในสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ และจะทำได้ก็ต่อเมื่อ มีการปล่อยวางในเรื่องของรูปได้ในระดับหนึ่ง ต้องมีกำลังสมาธิในระดับหนึ่ง จิตต้องตั้งมั่นได้มั่นคงในระดับหนึ่ง ที่สำคัญ สติ สัมปชัญญะที่มีอยู่ในระดับหนึ่ง ทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบที่ทำงานร่วมกัน

สภาวะเรื่องรู้อยู่ในกาย ที่เคยคาดเดาไว้ล่วงหน้าว่า ถ้าเรื่องของสภาวะกิเลสบางตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจจะส่งผลต่อการตั้งมั่นของจิต สุดท้ายเมื่อเจอกับสภาวะกิเลสตัวนั้นจริงๆ กลับไม่ได้ส่งผลใดๆต่อการตั้งมั่นของจิตหรือสภาวะในการปฏิบัติเลย สภาวะแต่ละสภาวะเหมือนตัดขาดออกจากกัน

จิตแยกคิดพิจรณาออกจากกันคนละส่วน รู้ไปตามสภาวะของเรื่องราวต่างๆคนละส่วน สมาธิคงทำงานปกติตามสภาวะที่ควรจะเป็น อะเมซิ่งไหมล่ะ นี่แหละผลของจิตที่ตั้งมั่น

แปลกดีไหมกับจิตดวงนี้ แม้กระทั่งเรา ยังไม่อาจจะเป็นเจ้าของจิตดวงนี้ที่อยู่ในตัวของเราในขณะนี้ได้เลย เขาเป็นอิสระจากเรา จากตัวของเรา ถ้าเป็นของเรา เราต้องอ่านเขาออก นี่อ่านไม่ออกเลยว่าจิตแต่ละช่วงของสภาวะที่เกิดขึ้นนั้น ทำไมอ่านเขาไม่ออก เราก็ตอบไม่ได้ว่าทำไม ได้แต่ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

ธรรมะหรือกรรมจัดสรรจริงๆ ไม่ต้องไปวิ่งหา ไม่ต้องไปมองนอกตัว แค่รู้อยู่ในตัว ในกายและจิตเรานี่แหละ มีหน้าที่ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เจริญสตินี่แหละ ไม่ต้องไปหวังผลรับแต่อย่างใด ไม่ต้องไปคาดเดาสภาวะแต่อย่างใด

เพียง แค่รู้ แค่ดู ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในจิตยามที่เกิดการกระทบ ดูตรงนั้นแหละ ไม่ใช่ไปดูนอกตัว ไปดูคนอื่นๆ ดูตัวเองนี่แหละ ดูจิตยามเกิดการกระทบ กระเพื่อมแบบไหน ให้ค่าแบบไหน ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำหรือสร้างขึ้นมาเองทั้งสิ้น

แค่เรายอม ยอมรับตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นของทุกๆการกระทบไม่ว่า สภาวะนั้นๆจะดีหรือร้ายก็ตาม ยอมรับไป ไม่ตอบโต้ ไม่คิดแก้ไข แค่รู้ไปตามความเป็นจริง ไม่โกหกตัวเอง รู้สึกอย่างไร ยอมรับไปตามนั้น เพราะเมื่อไม่หวังผลแล้ว ย่อมยอมรับได้ทุกอย่าง ไม่ว่าสภาวะที่เกิดขึ้นจะดีหรือไม่ดีก็ตาม เหตุทั้งนั้น เหตุที่ทำเอาไว้ด้วยความไม่รู้หรือรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง ตราบใดที่ยังไม่รู้แจ้ง เหตุย่อมไม่จบสิ้น

ขอบคุณทุกๆสภาวะ ทุกๆบททดสอบที่เกิดขึ้นในจิต นั่นคือ ตัวตนที่แท้จริงของเราที่เรายังคงมีและยังคงเป็นอยู่ เรายอมรับได้จนหมดใจ ไม่มีข้อโต้แย้ง สภาวะนั้นๆจะจบลงด้วยตัวของสภาวะเอง เพียงแต่ สติทันไหม มีเท่านั้นแหละ สติไม่ทัน กิเลสก็ลากไปกินหมด ตกเป็นขี้ข้ากิเลสต่อไป ภพชาติยืดยาวออกไป ถ้ายังมีการเกิด นั่นคือ ยังมีความประมาทอยู่

ทำตามความเป็นจริงแล้วสบาย

  การทำตามความเป็นจริง ตามสภาวะของตัวเอง มันจะมีแต่ความสบาย ไม่เครียด ไม่อยาก ไม่ทุกข์ ไม่ให้ค่าต่อสภาวะที่เกิดขึ้น ล้วนมีแต่ความไม่เที่ยง มีแต่ความไม่แน่นนอน แปรเปลี่ยนตลอดเวลา เราเพียงแค่ทำตามสภาวะที่เกิดขึ้น มีหน้าที่เพียงเท่านั้นเอง
 
การเจริญสติ ยิ่งทำต่อเนื่อง ยิ่งนับวัน สภาวะจะมีแต่ความละเอียด จะคิด จะทำอะไร มันจะละเอียดมากขึ้น มองเห็นแต่เหตุและผล เลยไม่ไปทุกข์ร้อนใดๆกับสิ่งที่เกิดขึ้น เหตุมี ผลย่อมมี แล้วจะต้องไปหาอะไรนอกตัว หรือไปมองอะไรนอกตัวให้วุ่นวาย สู้รู้อยู่ตามความเป็นจริงจะดีกว่า
 
นับว่าหนังสือวิสุทธิมรรค หรือพระไตรปิฎกฉบับบย่อที่ได้มาจากท่านมหาสมปอง  เราเรียกสมณศักดิ์ของพระอาจารย์ท่านไม่ถูก ท่านอยู่ที่คณะ ๒๕ วัดมหาธาตุ  หนังสือเล่มนี้มีประโยชน์มากๆ ทั้งทางด้าน ปริยัติ ปฏิบัติและปฏิเวธ  ต้องผ่านสภาวะต่างๆมาแล้ว เมื่อมาอ่านถึงจะเข้าใจ ถ้ายังไม่ผ่าน ก็คงได้แต่คาดเดาเอาเอง
 
เมื่อก่อนเรามีความอยากนะ ตอนที่เห็นตามความเป็นจริงใหม่ๆ
อยากพูด อยากเล่า อยากบอก อยากสอน อยากให้ทุกคนได้รู้ในสิ่งที่เรารู้
 
เดี๋ยวนี้ ตั้งแต่โดนสภาวะกระหนาบและถูกสอนโดยสภาวะ ความอยากเหล่านั้นไม่มี  ไม่มีแล้วความอยากสอนใครๆแบบแต่ก่อน เพราะยิ่งสอนรู้สึกยิ่งเหนื่อย เหนื่อยใจมากๆกับกิเลสของคน
 
คนแต่ละคนที่มีแต่ความอยาก แต่เขาไม่เคยย้อนกลับไปมองตัวเองกัน ในสิ่งที่เขาคิดกัน มีแต่ส่งจิตออกนอก  มีแต่คอยนำไปเปรียบเทียบ มีแต่การให้ค่า มีแต่ความอยาก อยาก แต่ไม่ยอมรับตามความเป็นจริงที่เป็นอยู่
 
หลายๆวันที่ผ่านมา โดนสภาวะมาสอนตลอด ทำให้เรายิ่งทำตามความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ  ตอนนี้สภาวะเหมือนลอยตัว คือ ทำไปเรื่อยๆ ทำต่อเนื่อง ไม่สนใจเรื่องของเวลา ไม่ให้ค่ากับสิ่งที่เกิดขึ้น พูดตามความเป็นจริง เพื่อไม่ไปหยิบยื่นกิเลสให้แก่คนอื่นๆไปด้วยความไม่รู้อีก เลิกแล้วในการพูดแบบก่อนๆ  พูดเรื่องญาณโน้นญาณนี้ ล้วนเป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้นเลย
 
เมื่อคืน หลังจากที่หมูโทรฯมา เราก็เข้านอนเลย ง่วงมากๆ น่าจะสามทุ่มกว่าๆ ตื่นมาอีกที ใกล้ๆตี 3 ก็เลยลุกขึ้นอาบน้ำ แล้วขึ้นห้องพระทำกรรมฐาน ลงมาจากห้องพระตีสี่ครึ่ง ก็หุงข้าว ข้าวที่หุงเอาไว้หมดแล้ว คือจะหุงครั้งละ 5 ถ้วย แล้วตักใส่กล่องเก็บเข้าตู้เย็น เวลาจะกินก็นำมาเวฟ ใช้เวลา 3 นาที ข้าวจะร้อนมากๆ ช่วยประหยัดค่าไฟในการเสียบหม้อหุงข้าวระบบอุ่น ทำแบบนั้น ข้าวจะแข็งติดหม้อ
 
ข้าวที่หุงจะใช้ข้าวกล้องขาว 1 ถ้วย ข้าวสารธรรมดา 1 ถ้วย  ข้าวกล้องแดง 1 ถ้วย นำไปแช่ไว้ก่อน พอจะหุง ก็จะใส่ข้าวหอมมะลิขาวลงไปอีกสองถ้วย ใส่น้ำห้าขีด มันจะมีขีดบอกที่หม้อ เท่านี้แหละ จะได้ข้าวที่อร่อย หอมนุ่ม มีวิตามิน
 
กับข้าว เดี๋ยวนี้กินง่าย อยู่ง่าย  ซื้อแกงถุงที่หน้าบ้าน ถุงละ 20 บาท กินคนเดียวไม่หมดหรอก เขาให้เยอะมาก อาจจะเนื่องจากการเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กๆด้วย พ่อและแม่จะสอนให้กินข้าวเยอะมากกว่ากับ จำนวนพี่น้องเยอะ กินกับมาก จะไม่พอกิน พ่อเป็นเพียงข้าราชการพลเรือน แม่เป็นแม่บ้าน ลูกห้าคน รายจ่ายเลยค่อนข้างเยอะ อาศัยว่าพ่อทำงานรพ. เลยหอบแกงถุงกลับมาบ้านทุกวัน นี่เป็นอีกเหตุ ที่ทำให้เราไม่ชอบกินแกงกะทิ เพราะกับข้าวที่พ่อนำมาส่วนมาก ไม่พ้นแกงกะทิ
 
พอมีเยอะ ย่อมทำให้กินทิ้งกินขว้าง ไม่เสียดายอาหารที่เหลือ เราเองก็เช่นกัน ไม่มีความพอดีเลยเห็นไหม เวลามีน้อยก็ประหยัด พอมีมาก ก็กินทิ้งกินขว้าง นี่แหละหนา ความไม่รู้
 
ได้ความรู้จากรุ่นน้องในเรื่องการเก็บอาหาร
น้องคนนี้เป็นคนทางเหนือ เขาจะชอบบ่นทุกครั้งที่เราทิ้งอาหารที่เหลือ เขาบอกว่า เราสามารถเก็บใส่ถุงแล้วนำไปใส่ตู้เย็นไว้ได้ แล้วเวลาจะกินก็นำมาอุ่นในมื้อต่อๆไป  เขาขอเราเก็บอาหารที่เหลือที่เราไม่เอาแล้ว เราบอกได้เลย ให้เขาเก็บได้ ตอนนั้นได้แต่มองๆเขานะว่าจะประหยัดไปถึงไหน
 
พอได้มาเจริญสติ เรื่องในอดีตมันผุดขึ้นมามากมาย ความผิดพลาด ความล้มเหลวในอดีต ความประมาทในการใช้ชีวิตในอดีต เรื่องราวต่างๆจะผุดขึ้นมา พาเราย้อนกลับไปหาเหตุการณ์เหล่านั้นอีกครั้ง
 
อย่างมื้อเช้าในวันนี้ เราได้กินข้าวแต่เช้า กับข้าวมี  น้ำพริกกะปิกับผัก ผัดเผ็ดเครื่องในไก่ ต้มพะโล้ใส่หมู ( ไข่กินหมดไปแล้ว ) กับข้าวที่มีเยอะ เพราะเดี๋ยวนี้ เวลาเรากินกับเหลือ จะนำใส่กระปุก แล้วนำไปแช่แข็งไว้ จะกินข้าวเมื่อไหร่ ก็นำไปเวฟได้ทันที มื้อเช้าเมื้อนี้ กับข้าวจึงเยอะเพราะเหตุนี้แหละ
 
น้ำพริกกะปิ ไม่ได้ทำเองเหมือนเมื่อก่อน แต่จะแวะซื้อที่ตลาดนัด ถุงละ 10 บาท ให้เยอะมากๆ ก้นำใส่กระปุก เก็บเข้าตู้เย็นเหมือนกัน แล้วก็ยังมีอีกนะ น้ำพริกแห้งๆสารพัดน้ำพริก ที่น้องที่อยู่ด้วยกันซื้อมา เขากินไม่หมด เราก็นำมาคลุกๆผสมๆรวมกันใส่ไว้ในกระปุก นำเข้าตู้เย็นไว้ บางทีเขานำออกมากิน เขาถามว่าซื้อมาจากไหนอร่อยดี
เราก็บอกว่า ก็ที่กินเหลือๆน่ะแหละ พวกน้ำพริกตาแดง น้ำพริกกุ้งเสียบ น้ำพริกแมงดาสารพัดที่เขาซื้อๆมาน่ะแหละ มันเหลือๆอยู่ในถุง
เราก็นำมารวมๆ คลุกเคล้าให้มันเข้ากัน เก็บๆใส่กระปุกไว้ ก็เลยมีน้ำพริกไว้กินในมื้อต่อๆไป ที่บ้าน ในตู้เย็น เลยเต็มไปด้วยของกิน เพราะเหตุนี้แหละ
 
ก็โดนนะ กฏแห่งกรรม หรือ สิ่งที่เราเคยกระทำไว้ เมื่อก่อนเราเคยว่าน้องที่คอยเก็บอาหารจากที่เรากินเหลือ เราถามเขาว่าจะขี้เหนียวไปถึงไหน เงินเดือนเยอะแยะ ของค้างมันจะไปมีรสอร่อยเหมือนของใหม่ๆได้ยังไง
ตอนนี้โดนหมดเลยนะ มีคนเขาว่าเราขี้เหนียว ไม่ค่อยซื้ออะไรกิน  คนแถวๆหมูบ้าน เราได้ยินมา แต่เฉยๆนะ เพราะเคยเจอมาแล้ว จึงทำให้เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดมา เขาเองไม่แตกต่างจากเราในสมัยก่อนหรอก เพราะความไม่รู้ เมื่อเขาไม่รู้ เขาจึงได้พูดเช่นนั้นกัน เขาเห็นวันๆ เราไม่เคยออกจากบ้านไปซื้ออะไรกัน อยู่แต่ในบ้าน ประตูปิดตลอด เราให้อภัยกับทุกๆคนที่มีส่วนร่วมในการว่ากล่าวกับเรามานะ ไม่ไปโกรธเคืองใดๆเลย นิดเดียวไม่มี นี่แหละผลของความไม่รู้
 
สบายเลยนะ  นับวันยิ่งสบาย สบายทุกๆวัน ได้ปฏิบัติตามสะดวก กินอยู่สะดวก สบาย มีแบ่งปันให้กับคนอื่นๆ ให้โน่นบ้าง นี่บ้าง  
เดี๋ยวนี้ ถึงได้ย้ำบ่อยๆว่า ทำตามความเป็นจริงแล้วแสนสบาย ง่วงก็ให้รู้ว่าง่วง เพลียก็ให้รู้ว่าเพลีย ขี้เกียจก็ให้รู้ว่าขี้เกียจ ฯลฯ เรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลา จะไปเอาอะไรกับสภาวะ
ถ้าไปให้ค่า ต้องหาเหตุละว่าเกิดจากอะไร ทำไม รู้แล้วได้อะไรขึ้นมาล่ะ ที่รู้ก็เป็นเพียงกิเลส กิเลสที่เกิดจากการให้ค่า แต่ไม่ใช่ตามความเป็นจริง พอหลงให้ค่า การปรุงแต่งก็เกิดตามกิเลสที่ให้ค่า
 
เมื่อก่อนว่ามีความสุขแล้วนะกับสภาวะที่ผ่านมา
ตอนนี้ยิ่งมีความสุขขึ้นยิ่งกว่าเมื่อก่อนมากๆ เพราะทำตามความเป็นจริง
เมื่อยก็พัก เหนื่อยก็พัก ขี้เกียจก็ให้รู้ พักไป มีแค่นั้นแหละ ไม่ต้องไปฝืน
พักแล้ว ร่างกายสดชื่น ทีนี้สบายเลยปฏิบัติ เดินรู้เท้า นั่งรู้ลมหายใจ พอลมละเอียดจับลมไม่ได้ มารู้ที่รู้กายเคลื่อนไหวตามลมหายใจเข้าออก เช่นท้องพองยุบ ถ้าจับพองยุบไม่ได้ รู้ที่อกเคลื่อนไหวแทน
บางครั้งจิตเสพสมาธิสูง จับอะไรไม่ได้เลย ก็ให้รู้ที่กาย ส่วนไหนของกายก็ได้ รู้เป็นขณะๆไปแบบนั้น เวทนาเกิดก็รู้ ไม่ต้องไปหาเหตุผลว่าอะไร ทำไม  เพราะล้วนแต่เป็นการให้ค่า ให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น  ไม่คิดแก้ไขใดๆ  แม้กระทั่งนอนก็รู้ เวลาจะหลับก็รู้ตัวมากขึ้น
 
สภาวะทุกๆสภาวะภายในของทุกคน ไม่มีความแตกต่างกันเลย ที่แตกต่างคือ ตัว สติ สัมปชัญญะ ที่จะสามารถรู้อยู่ในปัจจุบันได้ คือรู้อยู่ในกายได้ตลอด  รู้ได้มากหรือน้อย นี่คือความแตกต่าง
 
ส่วนสภาวะภายนอก หรือ เหตุที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคนนั้น
ล้วนแตกต่างกันไป ตามเหตุที่แต่ละคนกระทำมา และเหตุใหม่ที่สร้างให้เกิดขึ้นอีก
วิธีการรับมือคือ ดูตามความเป็นจริง อย่าตอบโต้ใดๆทั้งสิ้น การตอบโต้ คือ การไปคิดแก้ไข
นั่นคือ การสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นอีกแล้ว ภพชาติย่อมยืดยาวออกไปเรื่อยๆ
 
หากแม้การกระทบนั้นๆ ส่งผลคือ ทำให้จิตกระเพื่อม
หากสติ สัมปชัญญะยังไม่มีกำลังมากพอ หรือยังไม่ทัน
ให้ใช้วิธีหายใจยาวๆ แล้วกำหนดรู้หนอลงไปทุกๆครั้งที่สติยังไม่ทัน ทำแบบนี้บ่อยๆ แล้วเมื่อวันใด กำลังของสติ สัมปชัญญะมากพอ การกำหนดจะหายไปเอง   ต่อไปทุกๆการกระทบ จะกระทบแล้วเหลือแค่รู้มากขึ้น เหตุมี ผลย่อมมี เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี
 
พูดและทำตามสภาวะแล้วสบาย เหตุใหม่ย่อมไม่มี เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี ไม่ใช่พูดเพราะอยากสอน สอนแล้วมีแต่กิเลสเกิดขึ้นมากมาย ทำให้ตัวเองเหนื่อย เหนื่อยกับกิเลส เหนื่อยกับความทะยานอยากของคนอื่นๆที่เขายังไม่รู้ แล้วมีแต่ความอยากรู้
แทนที่จะดูเรื่องอินทรีย์ เปล่าเลย มีแต่ส่งจิตออกนอก ถามโน่น ถามนี่ ไม่สนใจในสภาวะของตนเอง รู้นอกตัวแล้วช่วยให้เกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริงได้ ทำให้พ้นทุกข์ได้ ป่านนี้คงจะมีคนเดินหอบตำราเต็มบ้านเต็มเมือง  มากกว่าที่จะคิดปฏิบัติกัน ตรงนี้สิสิ่งสำคัญที่ควรพิจรณา แต่เปล่าเลย เพราะความอยากตัวเดียวแท้ๆ เลยสร้างเหตุไม่รู้จบ

ความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ดูตรงไหน?

 
คำว่า " พอใจ " ดูเหมือนเป็นคำพูดง่ายๆ แต่ความหมายลึกนะ
การที่จะทำให้รู้สึกว่า พอใจในสิ่งที่ตนมีและตนทำอยู่นั้น มันยากนะ
เพราะกิเลส ตัณหาความทะยานอยากที่มีอยู่ในใจ มักจะทำร้ายจิตใจของตัวเองเนืองๆ
 
ความอยาก อยากมี อยากได้ อยากเป็น สารพัดความอยาก
ความอยากแล่นพร่านไปทั่วกระแสเลือด มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ มีแต่การเปรียบเทียบ
ชอบเปรียบเทียบ ชอบให้ค่า ถึงได้ก่อให้เกิดความทุกข์ ให้เกิดขึ้นในจิตเนืองๆ
 
ผู้คนที่ทำอะไรไม่ประสพความสำเร็จ เหตุก็เพราะพ่ายแพ้ต่อกิเลสที่มีในใจของตัวเอง
มีแต่ความอยากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ   ไม่รู้จักกับคำว่าพอ ไม่เคยรู้จักเลย มีแต่การส่งจิตออกนอก
 
มีเท่านี้ จะเอาอีก เอาให้ได้มากขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ไม่เคยหยุดคิพิจรณากันบ้างเลย
ชีวิตเป็นแบบนี้กันเพราะอะไร  ทำไมๆๆๆๆๆๆๆและทำไม เคยย้อนพิจรณากันบ้างไหม
 
เคยคิดบวกกันบ้างไหม มีแต่ชอบคิดลบ คิดให้ร้ายกับตัวเอง
หัดคิดบวกกันมั่งสิ ไม่ใช่จ้องจะเอาแต่ได้กันอย่างเดียว จ้องแต่จะเอา
แล้วเมื่อไหร่ล่ะ กิเลสถึงจะหมดจากจิตไปได้ แค่พื้นฐานยังทำไม่ได้เลย
 
ฝึกสิ ฝึกคิดบวก ไม่ใช่จ้องแต่เอาเปรียบเทียบ เปรียบเทียบในสิ่งที่มันยังไม่ใช่
ทำไมไม่รู้จักมองใกล้ตัว มองตามความเป็นจริง
 
เกิดเป็นคนได้นี่ประเสริฐแล้ว เกิดมามีอวัยวะครบ 32 ประการ นี่ประเสริฐแล้ว
เกิดมาได้พบพระธรรมคำสอน นี่ประเสริฐแล้ว เกิดมาได้รู้จักสติปัฏฐาน ๔ นี่ก็ว่าประเสริฐสุดๆแล้ว
แต่ที่ลำค่าและสุดๆมากกว่านี้คือ ทั้งได้รู้จักและได้มาปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน ๔ นี่สุดๆเหลือประมาณ
 
ต่อให้เกิดมาร่ำรวยล้ำฟ้า มีกินมีใช้ไม่รู้หมด ก็ยังสู้คนที่ได้ปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ยังไม่ได้เลย
แล้วจะเอาอะไรกันอีก มองเห็นไหม ความอยากที่ล้นเอ่อยู่ในจิต ความอยากที่ทำร้ายตัวเองตลอดเวลา
ทำให้ตัวเองทุกข์ กดดันตัวเอง ดูสิ ตัวอย่างมีนี่ ในบล็อกนี่ก็เขียนเอาไว้ ดูชาวบ้านสิ คนหาเช้ากินค่ำ ความรู้ไม่มี
ทำไมเขาทำได้ล่ะ เขาไม่เคยมองอย่างอื่นเลย เขามองตามความเป็นจริง เขามองชีวิตของเขา เขามองตรงนี้
มองสติที่เกิดขึ้น ว่าเขาทันมากขึ้น ระงับตัวเองได้มากขึ้น ยอมมากขึ้น ไม่มีโต้แย้งเลย เพราะเขาเชื่อ เขาเจอด้วยตัวเอง
 
นี่แหละ พิษของความรู้มาก รู้มากเกินไป มันเลยมีแต่ความอยากจนล้นคอหอย
บอกแล้ว บอกอีก ทำไปสิ ตัวอย่างมีให้เห็น จะต้องไปอยากทำไม
 
อะไรล่ะเป็นตัววัดความก้าวหน้าหรือไม่ก้าวหน้า
กลับไปจมกับกองกิเลสแบบเดิมดีกว่าไหม กลับไปเป็นแบบนั้นดีกว่าไหม
ถูก ผิดแยกแยะไม่ได้ กลับไปเป็นแบบนั้นดีกว่าไหม ไม่เคยหยุดคิดพิจรณากันมั่งเลย
 
ดูตามความเป็นจริงไปสิ มีสติ สัมปชัญญะ รู้ลงไป ไม่ใช่ปล่อยจิตให้ไหลไปตามกิเลส
ไหลไปตามความคิด แทนที่จะกำหนด สติไม่ทันกำหนดสิ รู้หนอๆๆๆๆ  ไม่ใช่ปล่อยให้ไหล
ไหลไปตามความอยากที่เกิดขึ้น จะทำร้ายตัวเองไปถึงไหนกัน ไม่ทุกข์ ก็ไปทำเหตุให้ตัวเองทุกข์ซะอย่างนั้น
 
ก้าวหน้าหรือไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติ ให้ดูสภาวะที่เกิดขึ้น
ดูการกระทบที่เกิดขึ้นทุกๆการกระทบในชีวิตปัจจุบัน ดูว่าสติทันไหม ดูตรงนั้น
 
ส่วนในเวลาปฏิบัติเต็มรูปแบบ นี่มันอีกเรื่องหนึ่ง
จะเอาสภาวะภายนอกมาเปรียบเทียบกับสภาวะภายในไม่ได้ มันคนละอย่างกัน คนละเรื่องกันเลย
 
ไม่ใช่ไปดูเรื่องเวลาเดิน เวลานั่ง ว่าจะต้องได้แบบนั้นแบบนี้ จะต้องได้เวลาเท่านั้นเท่านี้ ถึงจะก้าวหน้า นั่นมันกิเลส
มันมีแต่เรื่องกิเลส การให้ค่า การเปรียบเทียบ มันไม่ใช่ความก้าวหน้าทางปฏิบัติ มันคนละเรื่องกัน
สภาวะภายในที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเดินหรือนั่ง หรืออริยาบทใดๆ  ล้วนเป็นไปตามกำลังของสติ สัมปชัญญะ
ไม่ใช่ไปเอาเวลามาเป็นตัววัด คิดแบบนั้นน่ะ เข้าใจผิดนะ นั่นไปให้ค่าตามความอยากของตัวเองกันเอง
 
มีหน้าที่คือทำต่อเนื่อง ไม่ใช่ไปให้ค่ากันเองตามความอยาก
ดูให้ทันนะกิเลส ไม่งั้นจะเป็นเหตุสร้างทุกข์ให้กับตัวเอง เพราะความอยาก

Previous Older Entries

พฤศจิกายน 2018
พฤ อา
« ต.ค.    
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: