อุเพงคาปีติ

ปีติ เผื่อไม่รู้

บางสภาวะ ผู้ปฏิบัติ อาจจะไม่เข้าใจว่า สภาวะนั้นคืออะไร

เช่น ปฏิบัติ ไม่ว่าจะเดิน หรือนั่ง จิตตกภวังค์ทันที หัวทิ่มหัวตำ

คำว่า ตกภวังค์ เป็นสำนวนของผู้รู้ปริยัติ พูดง่ายๆ คือ อาการสัปหงก ที่เกิดขึ้น ขณะเดินจงกรม หรือนั่งสมาธิ

ตัวเองเจอกับสภาวะนี้เหมือนกัน เมื่อครั้งไปปฏิบัติ ๗ วัน ก็เพิ่งรู้ จากพระที่มาคุมการปฏิบัติ ท่านบอกว่า เป็นอาการปีติชนิดหนึ่ง เรียกว่า อุเพงคาปีติ

ดีที่ว่า ได้ผ่านสภาวะต่างๆมา จึงไม่ได้ยึดติดกับสภาวะที่เกิดขึ้น รู้ว่า เดี๋ยวก็รู้เอง ไม่ต้องไปถามใคร และก็ได้รู้จริงๆ ตอนที่เล่าสภาวะขณะปฏิบัติ และเกิดขึ้น ตอนที่ไม่ได้ปฏิบัติ ให้ท่านฟัง

หากไม่รู้ชัดในสภาวะ เกิดความยึดมั่นถือมั่น ในสภาวะที่เกิดขึ้น คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร ล้วนเป็นสภาวะของอุปกิเลส ที่เกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย(ความยึดมั่น ตามอุปทานที่มีอยู่)

ยิ่งทำความเพียรมาก ยิ่งเกิดสภาวะนี้บ่อย เบื่อนะ แต่ก็ต้องอยู่กับสภาวะนี้ให้ชิน เหมือนกับการใช้ชีวิตประจำวัน

ตอนนี้ รู้จักคำเรียก จิตตกภวังค์มากขึ้น สภาวะจิตตกภวังค์ มีหลายลักาณะ มีเกิดที่หัว เรียกว่า สัปหงก มีเกิดที่กาย อาการเหมือนสัปหงก มีเกิดที่จิต

สภาวะทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ ไม่ว่าจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ ก็ตาม มีสติ รู้อยู่ ขณะที่เกิดสภาวะเหล่านี้

มียกเว้น อยู่ ๑ สภาวะ คือ จิตสัปหงก จะเกิดเฉพาะ ขณะ ปฏิบัติเท่านั้น เกิดร่วมกับสภาวะสังขารุเปกขาญาณ มีชื่อเรียกว่า ทิสากะกะ หรือ ยอดสังขารุเปกขาญาณ

“เอวเมว สเจ สงฺขารุเปกฺขาญาณํ สนฺติปทํ นิพฺพานํ สนฺตโต ปสฺสติ สพฺพํ สงฺขารปฺปวตฺตํ วิสชฺเชตฺวา นิพฺพานเมว ปกฺขนฺทติ โน เจ ปสฺสติ ปุนปฺปุนํ สงํขารารมฺมณเมว หุตฺวา ปวตฺตติ.

สังขารุเปกขาญาณนี้ก็เป็นเช่นนี้ ถ้าจะเห็นพระนิพพานอันเป็นสันติบท ก็ปล่อยความเป็นไปของรูป,นามสังขารทั้งหมดแล่นตรงเข้าสู่พระนิพพานอย่างเดียว เช่นเดียวกับนกกาบินหาฝั่งก็บินไปเลยไม่กลับมา

ถ้าไม่เห็นพระนิพพานก็จะกลับมาเอารูป,นามสังขารเป็นอารมณ์อีกหลายครั้ง เหมือนกาบินไปแล้วไม่เห็นฝั่งก็กลับมาที่เรืออีกฉะนั้น นี้เป็นลักษณะของสังขารุเปกขาญาณชั้นสุดยอด”

สภาวะนี้ ถ้าผู้ใด ยังไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน หรือ ไม่เคยผ่านมาก่อน ย่อมยากที่จะรู้ชัดในสภาวะดังกล่าวมานี้ได้

กล่าวโดยสภาวะ

จิตจะมีสมาธิแรงมาก จิตจะงุบลงไป 10 กว่าครั้ง หรือน้อยกว่านี้ก็ตาม

จิตงุบหรือจะเรียกว่า จิตตกภวังค์หรือจิตสัปปะหงกก็ได้
อาการเหมือนกับหัวสัปปะหงก แต่นี่เกิดภายใน เกิดที่จิต
เนื่องจากกำลังของสมาธิแรงมาก มีโอภาสเกิดทุกครั้ง ที่เกิดสภาวะนี้ โอภาสสว่างมากๆ สว่างแบบไม่มีประมาณ คือ นำมาเปรียบเทียบไม่ถูก

นี่แหละคือสภาวะทิสากากะ ที่ต่อยอดจากสภาวะสังขารุเปกขาญาณ
จะผ่านสภาวะที่เห็นแจ้งจากจิตได้ ต้องผ่านสภาวะสองขั้นตอนนี้เท่านั้น
ขั้นตอนอื่นๆ แค่ข้อปลีกย่อย ไม่ใช่สภาวะหลักที่แท้จริง

นกทิสากาะ

สภาวะนี้ต่อเนื่องจากสภาวะสังขารุเปกขาญาณ เปรียบเสมือนนกทิสากากะที่นักเดินเรือใช้ในการหาเส้นทางของการเดินเรือ

พายุที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินเรือ คือกิเลสนี่เอง เช่น ถ้าสภาวะกำลังดำเนินอยู่ แล้วเกิดอาการดีใจ หรือสภาวะใดแทรกเข้ามา

สภาวะจะหยุดทำงานทันที กลับไปรู้อยู่กับรูปนามเหมือนเดิม หรือ อีกสาเหตุคือ กำลังของสมาธิไม่มีกำลังมากพอที่จะผ่านสภาวะนี้ไปได้

เหตุฉะนี้พระพุทธองค์จึงทรงตรัสไว้เรื่องสัมมาสมาธิหรือจตุตถฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ ว่าเป็นสมาธิที่เกื้อหนุนในมรรค

เพราะสภาวะนกทิสากา จะใช้กำลังสมาธิมากๆ มากกว่าสภาวะสังขารุเปกขาญาณ
เป็นด่านสุดท้ายที่ทุกคนจะต้องผ่าน จะผ่านได้หรือไม่ได้ คือ ด่านนี้เอง

เหมือนจากมิติหนึ่ง ไปสู่อีกมิติหนึ่ง เรื่องเวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญคือพละ ๕
ถ้าพละ๕ พร้อมเมื่อไหร่ สภาวะนี้เขาจะเกิดขึ้นเอง เหนือการคาดเดาใดๆทั้งสิ้น

แม้กระทั่ง การแจ้งใน สภาวะนิพพาน ก็ต้องผ่านสภาวะนี้

การที่จะเจอสภาวะนกทิสากากะได้ ต้องผ่านสังขารุเปกขาญาณก่อน
คือ ปราศจากความคิด หรือพิจรณาใดๆ ไม่มีความยินดี ยินร้ายต่อสภาวะที่เกิดขึ้น
มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับรูปนามได้ตลอดเวลา
มีเวทนาเกิด สักแต่ว่าเวทนา ไม่มีผลส่งต่อสมาธิแต่อย่างใด

ทุกอย่างจะแยกการทำงานออกเป็นส่วนๆ แต่อยู่รวมๆกัน เกิดสภาวะรวมๆกัน
แต่การทำงานแยกขาดออกจากกัน จะรู้อยู่กับรูป,นามเป็นหลัก

มาถึงตรงสภาวะนี้ กำลังของสมาธิจะแนบแน่นดี มีสติ สัมปชัญญะดี
เป็นเรื่องของสภาวะปรมัตถ์ล้วนๆ ไม่มีการบริกรรมหรือภาวนาใดๆทั้งสิ้น

ถ้ามีกำลังของสมาธิไม่มากพอ สภาวะจะถอยกลับไปเริ่มต้นใหม่
อาจจะไปที่นิพพิทาญาณ ปฏิสังขาญาณ หรือสังขารุเปกขาญาณ
แต่จะไม่มีตกต่ำไปกว่านั้น เพียงต้องทำต่อเนื่อง คือ ทำทุกวัน ห้ามหยุด
ยิ่งถ้าคนที่ยังไม่ผ่าน ยิ่งห้ามหยุด หยุดเมื่อไหร่ นับหนึ่งใหม่ทันที
สติ สัมปชัญญะไม่มากพอ เสร็จวิปัสสนูปกิเลสกิเลสทันที

อุปกิเลส เกิดได้ตลอดเวลา ที่มีการยึดติดในสภาวะที่เกิดขึ้น ทั้งสัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิ

วิปัสสนูปกิเลส เกิดขึ้น เมื่อมีกิเลส หรือความรู้สึกยินดี ต่อสภาวะที่กำลังเกิดขึ้น เมื่อมีกิเลสเกิดแทรก สภาวะที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นั้น จะหายไปทันที แล้วกลับมารู้ที่กายปกติ จะเกิดขึ้นเฉพาะ สภาวะสัมมาสมาธิเท่านั้น

กว่าจะรู้สภาวะคำเรียกต่างๆ ต้องเข้าออกสภาวะนั้นๆจนชำนาญ คือ กระทบปั๊บ รู้ทันที

อุปกิเลส เมื่อรู้แล้วจบ ไม่มีกำเริบหรือเกิดขึ้นมาใหม่

วิปัสสนูปกิเลส เป็นสภาวะที่ละเอียดกว่า อุปกิเลส ยากที่จะละได้ เพราะ เมื่อรู้ชัดในสภาวะใดแล้ว เมื่อมีสภาวะนั้นเกิดขึ้นมาอีก กิเลสหรือความยินดีย่อมเกิด

ต้องปฏิบัติไปจนกว่า จิตจะเกิดการปล่อยวาง โดยตัวของจิตเอง จึงจะผ่านสภาวะวิปัสสนูปกิเลสได้

Advertisements

ตุลาคม 2018
พฤ อา
« ส.ค.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: