การเจริญสมถะ

สมถะ

จุดประสงค์ของการสมถะ ไม่ใช่แค่เรื่องจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเพียงอย่างเดียว
ยังมีเรื่องของการฝึกกายไปพร้อมๆกันในอิริยาบท 4 ทำไมจึงต้องฝึก

การที่ต้องฝึกในอิริยาบท 4 เพื่อปรับความสมดุลย์ของอินทรีย์(กาย) และอินทรีย์ 5
การทำกรรมฐาน ทุกขเวทนาต่างๆที่มีเกิดขึ้นทางกาย จะมากหรือน้อย ล้วนเป็นการฝึกตน เพื่อรับมือกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับกาย
เช่น ทุกขเวทนาที่เกิดจากการเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุแบบไม่คาดคิด แล้วไม่ว่า กายจะเป็นอย่างไร จะปกติหรือไม่ปกติ แต่ใจเป็นปกติ อยู่ได้ทุกสถานการณ์
ทำไมต้องอิริยาบท 4
เพื่อไม่ให้ตึงเกินไป หรือหย่อนเกินไป
ธรรมชาติของจิต อะไรที่เดิมๆซ้ำๆ จะทำให้เกิดความเบื่อหน่าย จึงต้องใช้อุบายหลอกล่อจิต เพื่อให้จิตมีที่เกาะ

กรรมฐานก็เช่นเดียวกัน นั่งนานๆ ทุกขเวทนาย่อมมีเกิดขึ้น เป็นเรื่องธรรมดา
บางคนอดทนไม่มากพอ ก็เลิกกลางคัน ปฏิบัติแล้วลำบาก จะทำไปทำไม

นั่งอย่างเดียว พาลจะฟุ้งซ่าน นั่งจนก้นแข็งเป็นกระดาน บางคนได้โรคประสาทเป็นของแถม
มีข่าวให้เห็นอยู่บ่อยๆ ทำกรรมฐานแล้วหาหมอโรคประสาท ทำกรรมฐานแล้วเป็นบ้า
อะไรที่ตึงเกินไป ก็จะเป็นแบบนั้น
แล้วอะไรที่หย่อนเกินไป ก็ทำให้ขี้เกียจ
จึงต้องมีอุบายในการรักษาจิต เพื่อให้จิตไม่ไหลไปตามผัสสะต่างๆที่มีเกิดขึ้น
การทำกรรมฐานในอิริยาบท 4 ก็เป็นหนึ่งในนั้น

แล้วอินทรีย์ 5 มาเกี่ยวข้องได้อย่างไร

อินทรีย์ 5 ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สมาธิ สติ ปัญญา (เรียกง่ายๆ)
หากศรัทธามาก แต่ขาดปัญญา ไม่รู้วิธีการ เช่นตย.เรื่องนั่งจนก้นแข็งเป็นกระดาน ไม่รู้จักปรับเปลี่ยนอิริยาบท
ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องเวทนา แต่เป็นการฝึกจิตให้คุ้นเคยกับอิริยาบท 4 ซึ่งสามารถตั้งมั่นเป็นสมาธิได้เช่นกัน

ยกตย. สำหรับผู้ที่ฝึกจิตในระดับหนึ่ง จิตสามารถตั้งมั่นเป็นสมาธิเนืองๆในอิริยาบท 4
คนประเภทนี้ เวลาเจ็บป่วย สามารถเจริญสมาธิได้ตลอดเวลา ความฟุ้งซ่านหรือทุกขเวทนาทางใจจะไม่ค่อยมี

ผิดกับคนที่ไม่ได้ฝึก หรือฝึกแล้ว แต่จิตยังไม่สามารถตั้งมั่นเป็นสมาธิเนืองๆ เวลาเจ็บป่วย มักจะวิตกกังวลไปล่วงหน้า จนทำให้เป็นทุกข์
จากทุกข์น้อยกลายเป็นทุกข์มาก บางคนถึงขั้นฆ่าตัวตายเพราะรับมือไม่ไหวก็มี
ทีนี้ย้อนกลับไปเรื่องอินทรีย์ 5 ซึ่งเกี่ยวข้องกับทางสายกลางหรือที่เรียกว่า มรรค ที่เป็นทางเดินสำหรับผู้ที่เบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด
บางคนปฏิบัติเพราะเบื่อทุกข์ ไม่อยากทุกข์ และอีกสารพัดเหตุผล ที่ทำให้มาปฏิบัติ

ไม่ว่าจะมาปฏิบัติด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผลที่เกิดขึ้นตามมา หนึ่งในนั้น มีเรื่องของอินทรีย์ 5 มาเกี่ยวข้อง
ไม่ว่าจะอยากได้หรือไม่อยากได้ก็ตาม จะอยากทำหรือไม่อยากทำก็ตาม ก็หนีไม่พ้น ยกเว้น เลิกทำ
แต่เมื่อวันหนึ่งเจอทุกข์ แล้วหาทางออกไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องกลับมาเริ่มต้นทำใหม่ โดยไม่ต้องมีใครมาบอกหรือแนะนำ
เพราะสิ่งที่เคยทำไว้ ถูกสะสมเป็นสัญญา เมื่อเจอความทุกข์ บีบคั้นมากๆ มันจะมีตัวบอกขึ้นมาเองว่า เคยทำแบบนี้ แล้วเป็นแบบนี้ ทำไมไม่ลองทำดูอีก

ส่วนทำแล้วจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน หากชีวิตดับสิ้นลงไปก่อน สิ่งเหล่านี้ถูกสะสมเป็นสัญญา จะเกิดกี่ชาติๆๆๆๆ ก็ติดตัวไป
จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม จะทำไม่เลิก จนกระทั่งหมดเหตุปัจจัยของการเกิด

.
ทุกข์กาย ใช้สมถะในการรับมือ เช่น อดทนต่อทุกขเวทนาที่มีเกิดขึ้น จนกระทั่งบึ้ม กายแตกกายระเบิด ทีนี้เวทนาก็สักแต่ว่าเวทนา
เวลาเจ็บป่วย ไม่ต้องมานั่งทนทุกข์ทางกาย ซึ่งมีประโยชน์มากทั้งที่ตอนมีชีวิตอยู่ และเวลาใกล้ตาย
รู้มั๊ยว่า เวลาที่จิตจะพรากจากกาย ทุกขเวทนามากแค่ไหน หลายๆคนอาจตอบว่า ไม่รู้ เพราะไม่เคยตาย

ถ้าอย่างนั้นก็ลองดู ให้นั่งในที่สงัด ที่เงียบๆเพื่อไม่ให้ใครรบกวน หลับตาลง นั่งนิ่งๆ นั่งไปเรื่อยๆไม่กำหนดเวลา
จนกระทั่งเริ่มปวดขา เจ็บก้น ปวดแขน ปวดหลัง ปวดเมื่อยทั่วร่างกาย ปวดจนทนไม่ไหว ความเจ็บปวดต่างๆที่มีเกิดขึ้น
คนใกล้ตายก็เจอแบบนี้น่ะแหละ ทำไมเราไม่มาฝึกเพื่อรับมือความเจ็บปวดต่างๆ ก่อนที่จะตายจริง

บางคนเจอความเจ็บปวดทางกายหนักๆ เลิกนั่งเลยนะ กลัวเป็นอัมพาต กลัวแบบนั้นเลย
น่าจะอดทนอีกสักนิด ทนกันหน่อยไม่ได้เลยหรือไง (ช่วงท้ายนี่ เสียงในฟิล์ม หลวงพ่อจรัญ)

บางคนเหมือนขาดอากาศหายใจ โรคที่เป็นอยู่เหมือนจะกำเริบ เลิกเลยนะ กลัวตาย ทั้งๆที่น่าจะอดทนอีกสักนิด
พอผ่านไปได้ มันจะโล่งเลยนะ แต่จะทำยังไงได้ ความเกลียดตัว กลัวตาย มันมีแรงกว่า

ทำไมถึงบอกว่า เกลียดตัวล่ะ เพราะคนที่รักตัวเอง จะอดทนได้ แล้วจะไม่บอกว่าเกลียดตัวได้ไงล่ะ
เพราะเกลียดตัวเองไง เลยไม่อดทน แบบเดี่ยวเจอของดี ไม่เอา ไม่ให้เจอของดี เจอของดีแล้วมันจะทิ้งชั้นไป(ใจ) อะไรทำนองนี้
ทุกข์ใจ ใช้วิปัสสนารับมือ เพื่อละความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่ ยึดมากทุกข์มาก ยึดน้อยทุกข์น้อย
เมื่ออุเบกขาเกิด ใจก็สบาย เมื่อใจสบาย จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ ก็ยิ่งสบายไปอีก

กายและใจ ต้องควบคู่กันไป

เอาแต่กายเพียงอย่างเดียว ปฏิเสธใจ มีแต่คนตายเท่านั้น

เอาแต่ใจเพียงอย่างเดียว ปฏิเสธกาย ก็อัมพาตไง

สมถะ-วิปัสสนา

ปฏิทาวรรค ๒

ปฏิทา ๔

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=21&A=4083&Z=4299

 

ขยายใจความ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/m_siri.php?B=31&siri=69

 

ขยายใจความอุปกิเลส ๑๐

http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=31&i=534&p=1#อรรถกถาธรรมุทธัจจวารนิเทศ

 

 

 

เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า
(สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดทีหลัง)

 

ตรงนี้เป็นเรื่องเล่านะ เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นกับตัวเอง

สมัยก่อน เรื่องราวของสภาวะ เป็นอะไรที่อะเมซิ่งมาก
เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่

 

เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น จะมีโอภาสเกิดขึ้นร่วมด้วยทุกครั้ง
กำลังสมาธิที่ไม่มีประมาณ โอภาสที่สว่างมากๆ

 

เพราะความไม่รู้ที่มีอยู่
วลัยพรเคยมีความชอบใจ พอใจในโอภาส
และโดยเฉพาะสภาวะ สักแต่ว่า(หุ่นยนต์)
ตอนที่มีเหตุปัจจัยให้ กำลังสมาธิที่มีอยู่ เสื่อมหายไปหมดสิ้น ไม่มีเหลือสักนิดเดียว

เป็นครั้งแรกของชีวิต ที่รู้จักคำว่า “กิเลส”
และลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของคำที่เรียกว่า กิเลส
ช่วงนั้น รู้สึกทุกข์สุดๆ เพราะเวลาที่ผัสสะเกิด
กิเลสที่มีเกิดขึ้น มีความคมชัดมาก

ทำให้หวนคิดถึง กำลังสมาธิที่เคยมีมากก่อนที่จะเสื่อมหายไป
เป็นทุกข์เพราะถือมั่น อยากให้กำลังสมาธิกลับมาเหมือนเดิม
ยิ่งทุกข์ ยิ่งทำความเพียรหนัก

ยิ่งอยากให้กลับมาเหมือนเดิม
ยิ่งมีความพยายามมาก ความเพียรก็ยิ่งมาก

เดินจงกรม ๑ ชม. นั่งแค่แป๊บเดียว จะตายเสียให้ได้
เดินจงกรม ๔ ชม. แล้วนั่งต่อ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ แค่แว๊บเดียว ก็ดีใจมาก

เป็นครั้งแรกของชีวิต ที่รู้จักคำว่า “กิเลส”
และลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของคำที่เรียกว่า กิเลส

 

และเป็นครั้งแรกของชีวิต การเริ่มต้นทำกรรมฐานใหม่(เพราะสมาธิเสื่อม)
ที่รู้ชัดในลักษณะอาการ “เดินให้รู้ว่าเดิน” ไม่ต้องกำหนดขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ
หากกำหนดขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ เหมือนกำหนดลงไปในความว่าง
แค่รู้ปกติทุกย่างก้าวที่เดิน กำหนดเวลาว่าจะเดินกี่ชม.

เมื่อเดินครบตามเวลาที่กำหนดไว้ ต่อด้วยอิริยาบทนั่ง
เป็นครั้งแรกในชีวิตเช่นกัน ที่รู้ชัดในลักษณะอาการ “นั่งให้รู้ว่านั่ง”
ไม่ต้องกำหนด พองหนอ ยุบหนอ
หรือกำหนดรู้ท้องที่พองขึ้น ยุบลง ตามลมหายใจเข้าออก

หากกำหนดพองหนอ ยุบหนอ หรือกำหนดรู้ท้องพองยุบ ตามลมหายใจเข้าใจ
จะเหมือนกำหนดลงไปในความว่างเช่นกัน

นั่งให้รู้ว่านั่ง หายใจปกติ รู้ลมหายใจเข้าออกปกติ
รู้ปกติอาการของท้องพองขึ้น ยุบลง ตามหายใจเข้าออก

ถ้าจิตจะตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เดี๋ยวเป็นเอง ไม่ต้องไปใช้คำบริกรรมหรือใช้การเพ่งแต่อย่างใด
“จิตเป็นสมาธิ ย่อมรู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ”

เพียงแต่ต้องใช้เวลา และต้องทำความเพียรต่อเนื่อง
โดยไม่ต้องไปคิดว่า ทำยังไงถึงจะให้กำลังสมาธิที่เคยมีอยู่ กลับมาเหมือนเดิม
เพียรก็ให้รู้ว่าเพียร เพราะรู้ว่า ควรทำอย่างไร จิตจึงจะตั้งมั่นเป็นสมาธิ

เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า
(สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดทีหลัง)

ฌานสูตร

[๒๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
เพราะอาศัยปฐมฌานบ้าง
ทุติยฌานบ้าง ตติยฌานบ้าง
จตุตถฌานบ้าง
อากาสนัญจายตนฌานบ้าง ฯลฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ทั้งหลาย เพราะอาศัยเนวสัญญานาสัญญายตนฌานบ้าง ฯ

ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
เพราะอาศัยปฐมฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน
เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
อันมีอยู่ในขณะแห่งปฐมฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นโรคเป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร ไม่มีสุข เป็นอาพาธ เป็นของผู้อื่น
เป็นของชำรุดว่างเปล่า เป็นอนัตตา

เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น
ครั้นแล้ว เธอย่อมโน้มจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า นั่นสงบ นั่นประณีต คือ
ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา
ความคลายกำหนัดความดับ นิพพาน

เธอตั้งอยู่ในปฐมฌานนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมเป็นอุปปาติกะ
จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ด้วยความยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นๆ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนนายขมังธนู หรือลูกมือของนายขมังธนู
เพียรยิงรูปหุ่นที่ทำด้วยหญ้าหรือกองก้อนดิน ต่อมาเขาเป็นผู้ยิงได้ไกล
ยิงไม่พลาด และทำลายร่างใหญ่ๆได้แม้ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน
เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
อันมีอยู่ในขณะแห่งปฐมฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ … ว่างเปล่าเป็นอนัตตา
เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น

ครั้นแล้วย่อมน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า นั่นสงบ นั่นประณีต คือ
ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง … นิพพาน

เธอตั้งอยู่ในปฐมฌานนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมเป็นอุปปาติกะ
จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ด้วยความยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นๆ

ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายเพราะ
อาศัยปฐมฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ

ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
เพราะอาศัยทุติยฌานบ้าง ฯลฯ เพราะอาศัยตติยฌานบ้าง ฯลฯ
เพราะอาศัยจตุตถฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข
เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
อันมีอยู่ในขณะแห่งจตุตถฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ … ว่างเปล่า เป็นอนัตตา
เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น ครั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า
นั่นสงบ นั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง … นิพพาน

เธอตั้งอยู่ในจตุตถฌานนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมเป็นอุปปาติกะ
จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕สิ้นไป ด้วยความยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นๆ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนนายขมังธนู หรือลูกมือของนายขมังธนู
เพียรยิงธนูไปยังรูปหุ่นที่ทำด้วยหญ้าหรือกองดิน ต่อมาเขาเป็นผู้ยิงได้ไกล
ยิงไม่พลาด และทำลายร่างใหญ่ๆได้ แม้ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล บรรลุจตุตถฌานฯลฯ
เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา ฯลฯ มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
เพราะอาศัยจตุตถฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ

ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
เพราะอาศัยอากาสานัญจายตนฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง
เพราะดับปฏิฆสัญญา และเพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน
โดยคำนึงเป็นอารมณ์ว่า อากาศไม่มีที่สุด เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมีอยู่ในขณะแห่งอากาสานัญจาตนฌานนั้น
โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ … ว่างเปล่า เป็นอนัตตา

เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น ครั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า
นั่นสงบ นั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง … นิพพาน
เธอตั้งอยู่ในอากาสานัญจาตนฌานนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมเป็นอุปปาติกะ
จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไปด้วยความยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นๆ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนนายขมังธนู หรือลูกมือของนายขมังธนู
เพียรยิงธนูไปยังรูปหุ่นที่ทำด้วยหญ้าหรือกองดิน ต่อมาเขาเป็นผู้ยิงได้ไกล
ยิงไม่พลาด และทำลายร่างใหญ่ๆ ได้

แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล
เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญา
เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา บรรลุอากาสานัญจาตนฌาน …
เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย ฯลฯ มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา ฯลฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่เรากล่าวว่า เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
เพราะอาศัยอากาสานัญจายตนฌานบ้าง ดังนี้นั้น
เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ

ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
เพราะอาศัยวิญญาณัญจายตนฌานบ้าง ฯลฯ อากิญจัญญายตนฌานบ้าง
ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง
บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน โดยคำนึงเป็นอารมณ์ว่า อะไรๆ หน่อยหนึ่งไม่มี
เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
อันมีอยู่ในขณะแห่งอากิญจัญญายตนฌานนั้น
โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ … ว่างเปล่า เป็นอนัตตา
เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น

ครั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า นั่นสงบ นั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง …
นิพพาน เธอตั้งอยู่ในอากิญจัญญายตนะนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมเป็นอุปปาติกะ
จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ด้วยความยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นๆ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนนายขมังธนู
หรือลูกมือของนายขมังธนู เพียรยิงธนูไปยังรูปหุ่นที่ทำด้วยหญ้าหรือกองดิน ต่อมา
เขาเป็นผู้ยิงได้ไกล ยิงไม่พลาด และทำลายร่างใหญ่ๆ ได้ แม้ฉันใด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล

เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน
โดยคำนึงเป็นอารมณ์ว่า อะไรๆหน่อยหนึ่งไม่มี เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมีอยู่ในขณะแห่งอากิญจัญญายตนฌานนั้น
โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ … ว่างเปล่า เป็นอนัตตา

เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ในธรรมเหล่านั้น
ครั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า นั่นสงบ นั่นประณีต คือ
ธรรมเป็นที่สงบสังขารทั้งปวง …

นิพพาน เธอตั้งอยู่ในอากิญจัญญายตนฌานนั้น
ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย

ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมเป็นอุปปาติกะ จักปรินิพพานในภพนั้น
มีอันไม่พึงกลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป
ด้วยความยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นๆ

ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
เพราะอาศัยอากิญจัญญายตนฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้แล
สัญญาสมาบัติมีเท่าใด สัญญาปฏิเวธก็มีเท่านั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อายตนะ ๒ เหล่านี้ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ๑
สัญญาเวทยิตนิโรธ ๑ ต่างอาศัยกัน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า อายตนะ ๒ ประการนี้
อันภิกษุผู้เข้าฌานผู้ฉลาดในการเข้าสมาบัติ และฉลาดในการออกจากสมาบัติ
เข้าแล้วออกแล้ว พึงกล่าวได้โดยชอบ ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.p … 041&Z=9145

หมายเหตุ:

สภาวะนี้ เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า

และเป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของสภาวะ สมถะ ที่เป็นสัมมาสมาธิ

ให้สังเกตุสภาวะหรือลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นแบบเจาะจง ในพระธรรมคำสอน

รูปฌาน  สมถะ(สัมมาสมาธิ)
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ”

วิปัสสนา
“เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
อันมีอยู่ในขณะแห่งปฐมฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ … ว่างเปล่าเป็นอนัตตา
เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้นฯลฯ”

 

อรูปฌาน สมถะ(สัมมาสมาธิ)
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง
เพราะดับปฏิฆสัญญา และเพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา
บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน โดยคำนึงเป็นอารมณ์ว่า อากาศไม่มีที่สุด ฯลฯ”

วิปัสสนา
“เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมีอยู่ในขณะแห่งอากาสานัญจาตนฌาน
โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ … ว่างเปล่า เป็นอนัตตา ฯลฯ”

พระธรรมคำสอนนี้ หมายถึง ผู้ที่เจโตวิมุติไม่เสื่อม

เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า
(สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดทีหลัง)

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า
เมื่อเธอเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า มรรคย่อมเกิด
เธอย่อมเสพ ย่อมเจริญ ย่อมกระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อเธอเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด ฯ

[๕๓๕] ภิกษุเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ
ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ

เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนา อันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิด
ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น

เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สุขาปฏิปทาทันธาภิญญาเป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ โดยปรกติไม่เป็นคนมีราคะกล้า
ย่อมไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติไม่เป็นผู้มีโทสะกล้า
ย่อมไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติไม่เป็นผู้มีโมหะกล้า
ย่อมไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ของเขาปรากฏว่าอ่อน
เขาย่อมได้บรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะช้า เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้อ่อน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ โดยปรกติไม่เป็นผู้มีราคะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้ไม่มีโทสะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้ไม่มีโมหะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ
สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ของเขาปรากฏว่าแก่กล้า
เขาย่อมบรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะได้ฉับพลัน เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้แก่กล้า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๔ ประการนี้แล ฯ

เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น

สมถะจึงมีมาก่อน วิปัสสนามีภายหลัง

[๕๓๕] ภิกษุเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ
วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น

โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ด้วยประการดังนี้
สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ

ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ มี ๔ คือ ภาวนาด้วยอรรถว่า ธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑
ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑
ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมที่ไม่ล่วงเกินกัน ๑
ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ๑ ฯ
คำว่า มรรคย่อมเกิด ความว่า มรรคเกิดอย่างไร ฯ

สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น เป็นมรรคย่อมเกิด
สัมมาสังกัปปะด้วยอรรถว่า ดำริ เป็นมรรคย่อมเกิด
สัมมาวาจาด้วยอรรถว่า กำหนด เป็นมรรคย่อมเกิด
สัมมากัมมันตะด้วยอรรถว่า เป็นสมุฏฐาน เป็นมรรคย่อมเกิด
สัมมาอาชีวะด้วยอรรถว่า ผ่องแผ้ว เป็นมรรคย่อมเกิด
สัมมาวายามะด้วยอรรถ ว่าประคองไว้ เป็นมรรคย่อมเกิด
สัมมาสติด้วยอรรถว่า ตั้งมั่น เป็นมรรคย่อมเกิด
สัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคย่อมเกิด
มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯ
คำว่า ย่อมเสพ ในคำว่า
ภิกษุนั้นย่อมเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่ง มรรคนั้น ดังนี้
ความว่า ย่อมเสพอย่างไร ฯ

ภิกษุนั้น นึกถึงอยู่ชื่อว่าเสพ รู้อยู่ชื่อว่าเสพ เห็นอยู่ชื่อว่าเสพ
พิจารณาอยู่ชื่อว่าเสพ อธิษฐานจิตอยู่ชื่อว่าเสพ น้อมจิตไปด้วยศรัทธาชื่อว่าเสพ
ประคองความเพียรไว้ชื่อว่าเสพ ตั้งสติไว้มั่นชื่อว่าเสพ ตั้งจิตไว้อยู่ชื่อว่าเสพ
ทราบชัดด้วยปัญญาชื่อว่าเสพ รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งอยู่ชื่อว่าเสพ

กำหนดรู้ซึ่งธรรมที่ควรกำหนดรู้ชื่อว่าเสพ ละธรรมที่ควรละชื่อว่าเสพ
เจริญธรรมที่ควรเจริญชื่อว่าเสพ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งชื่อว่าเสพ
ย่อมเสพอย่างนี้ ฯ

คำว่า เจริญ ความว่า เจริญอย่างไร ฯ

ภิกษุนั้นนึกถึงอยู่ชื่อว่าเจริญ …
ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งชื่อว่า เจริญ ย่อมเจริญอย่างนี้ ฯ

คำว่า ทำให้มาก ความว่า ทำให้มากอย่างไร ฯ

ภิกษุนั้นนึกถึงอยู่ชื่อว่าทำให้มาก …
ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าทำให้มาก ทำให้มากอย่างนี้ ฯ

คำว่า เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ความว่า ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป อย่างไร ฯ

ย่อมละสังโยชน์ ๓ นี้ คือ สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส
อนุสัย ๒ นี้ คือ ทิฐิอนุสัย วิจิกิจฉาอนุสัย
ย่อมสิ้นไปด้วยโสดาปัตติมรรค ฯ

ย่อมละสังโยชน์ ๒ นี้ คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ ส่วนหยาบๆ
อนุสัย ๒ นี้ คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ
ย่อมสิ้นไปด้วยสกทาคามิมรรค ฯ

ย่อมละสังโยชน์ ๒ นี้ คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ส่วนละเอียดๆ
อนุสัย ๒ นี้ คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียดๆ
ย่อมสิ้นไปด้วยอนาคามิมรรค ฯ

ย่อมละสังโยชน์ ๕ นี้ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา
อนุสัย ๓ นี้ คือ มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย
ย่อมสิ้นไปด้วยอรหัตมรรค ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป อย่างนี้ ฯ

[๕๓๖] ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน

ด้วยสามารถความไม่พยาบาท เป็นสมาธิ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญา เป็นสมาธิ ฯลฯ
ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก
ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่า พิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้นโดย
ความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา

ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง 
เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ

ภาวนา

ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ คือ
ภาวนาด้วยอรรถว่า ธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน …
ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ฯ

คำว่า มรรคย่อมเกิด ความว่า มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯ

สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น เป็นมรรคย่อมเกิด … มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯ

คำว่า ย่อมเสพ ในคำว่า ภิกษุนั้นย่อมเสพ ฯลฯ
เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น ความว่า ย่อมเสพอย่างไร ฯ

ภิกษุนึกถึงอยู่ชื่อว่าเสพ รู้อยู่ชื่อว่าเสพ ฯลฯ
ทำให้แจ้งซึ่งธรรม ที่ควรทำให้แจ้ง
ชื่อว่าเสพ ย่อมเสพอย่างนี้ ฯ

คำว่า ย่อมเจริญ ความว่า ย่อมเจริญอย่างไร ฯ

ภิกษุนึกถึงอยู่ชื่อว่าเจริญ รู้อยู่ชื่อว่าเจริญ ฯลฯ
ทำให้แจ้งซึ่งธรรม ที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าเจริญ ย่อมเจริญอย่างนี้ ฯ

คำว่า ทำให้มาก ความว่า ย่อมทำให้มากอย่างไร ฯ

ภิกษุนึกถึงอยู่ชื่อว่าทำให้มาก รู้อยู่ชื่อว่าทำให้มาก ฯลฯ
ทำให้แจ้งซึ่งธรรม ที่ควรทำใ

ห้แจ้งชื่อว่าทำให้มาก ย่อมทำให้มากอย่างนี้ ฯ

คำว่า เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป

ความว่า ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัย ย่อมสิ้นไป อย่างไร … ฯ

 

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?name=%C2%D8%A4%B9%D1%B7%B8&book=9&bookZ=33

พฤศจิกายน 2019
พฤ อา
« ก.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: